This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Front matter of the printed edition

Pali

ทุติยํ เสลตฺเถราปทานํ (๓๙๒)

Royal Thai

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เสลเถราปทานที่ ๒ (๓๙๒) ว่าด้วยการประพฤติธรรม

Mahachula Thai

๒. เสลเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเสลเถระ (พระเสลเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

Pali

|๓๙๔.๒๑๒| นคเร หํสวติยา วีถิสามิ อโหสหํ มม ญาตี สมาเนตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๓๙๔.๒๑๓| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ปุญฺญกฺเขตฺโต อนุตฺตโร อาสิ โส สพฺพโลกสฺส อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๓๙๔.๒๑๔| ขตฺติยา เนคมา เจว มหาสาลา จ พฺราหฺมณา ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๑๕| หตฺถาโรหา อนีกตฺถา รถิกา ปตฺติการกา ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๑๖| อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๑๗| อาฬาริกา จ สูทา จ นฺหาปกา มาลการกา ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๑๘| รชกา เปสการา จ ตุนฺนวายา จ นฺหาปิกา ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๑๙| อุสุการา ภมการา จมฺมการา จ ตจฺฉกา ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๒๐| กมฺมารา โสณฺณการา จ ติปุโลหกรา ตถา ปสนฺนจิตฺตา สุมนา ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๒๑| ภตกา เจลกา เจว ทาสกมฺมกรา พหู ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๒๒| อุทหารา กฏฺฐหารา กสิกา ติณหารกา ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๒๓| ปุปฺผิกา มาลิกา เจว ปณฺณิกา ผลหารกา ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๒๔| คณิกา กุมฺภทาสี จ ปูวิกา มจฺฉิกาปิจ ยถา สเกน ถาเมน ปูคธมฺมํ อกํสุ เต ฯ |๓๙๔.๒๒๕| เอเต สพฺเพ สมาคนฺตฺวา คณพนฺธาว เอกโต อธิการํ กริสฺสาม ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ |๓๙๔.๒๒๖| เต เม สุตฺวาน วจนํ คณํ พนฺธึสุ ตาวเท อุปฏฺฐานสาลํ สุกตํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส การยุํ ฯ |๓๙๔.๒๒๗| นิฏฺฐาเปตฺวาน ตํ สาลํ อุทคฺโค ตุฏฺฐมานโส ปเรโต เตหิ สพฺเพหิ สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมึ ฯ |๓๙๔.๒๒๘| อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ โลกนาถํ นราสภํ วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๓๙๔.๒๒๙| อิเม ตีณิสตา วีร ปุริสา เอกโต คณา อุปฏฺฐานสาลํ สุกตํ นิยฺยาเทนฺติ ตว มุนิ ฯ |๓๙๔.๒๓๐| ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปุรโต สมฺปฏิจฺฉตุ จกฺขุมา ติณฺณํ สตานํ ปุรโต อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๓๙๔.๒๓๑| ติสตาปิ จ เชฏฺโฐ จ อนุวตฺตึสุ เอกโต สมฺปตฺตี หิ กริตฺวาน สพฺเพ อนุภวิสฺสถ ฯ |๓๙๔.๒๓๒| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต สีติภาวมนุตฺตรํ อชรํ อมรํ เขมํ นิพฺพานํ ปสฺสยิสฺสถ ฯ |๓๙๔.๒๓๓| เอวํ พุทฺโธ วิยากาสิ สพฺพญฺญูตมนุตฺตโร พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา โสมนสฺสมฺปเวทยึ ฯ |๓๙๔.๒๓๔| ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมึ อหํ เทวาธิโป ปญฺจสตํ เทวรชฺชมการยึ ฯ |๓๙๔.๒๓๕| สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๓๙๔.๒๓๖| อิธ มานุสเก รชฺเช ปริสา โหนฺติ พนฺธวา ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต วาเสฏฺโฐ นาม พฺราหฺมโณ ฯ |๓๙๔.๒๓๗| อสีติโกฏินิจฺจโย ตสฺส ปุตฺโต อโหสหํ เสโล อิติ มม นามํ ฉฬงฺเค ปารมึ คโต ฯ |๓๙๔.๒๓๘| ชงฺฆาวิหารํ วิจรํ สสิสฺเสหิ ปุรกฺขโต ชฏาภารภริตํปิ เกนิยํ นาม ตาปสํ ฯ |๓๙๔.๒๓๙| ปฏิยตฺตาหุตึ ทิสฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ อาวาโห วา วิวาโห วา ราชา วา เต นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๔๐| อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโมหํ พฺราหฺมเณ เทวสมฺมเต น นิมนฺเตมิ ราชานํ อาหุติ เม น วิชฺชติ ฯ |๓๙๔.๒๔๑| น จตฺถิ มยฺหมาวาโห วิวาโห เม น วิชฺชติ สกฺยานํ นนฺทิชนโน เสฏฺโฐ โลเก สเทวเก ฯ |๓๙๔.๒๔๒| สพฺพโลกหิตตฺถาสิ สพฺพสตฺตสุขาวโห โส เม นิมนฺติโต อชฺช ตสฺเสตํ ปฏิยาทนํ ฯ |๓๙๔.๒๔๓| ตมฺพรุสกวณฺณาโภ อปฺปเมยฺโย อนูปโม รูเปนาสทิโส พุทฺโธ สฺวาตนาย นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๔๔| อุกฺกามุขปหฏฺโฐ จ ขทิรงฺคารสนฺนิโภ วิชฺชูปโม มหาวีโร โส เม นาโถ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๔๕| ปพฺพตคฺเค ยถา อคฺคิ ปุณฺณมาเยว จนฺทิมา นฬคฺคิวณฺณสงฺกาโส โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๔๖| อสมฺภีโต ภยาตีโต ภวนฺตกรโณ มุนิ สีหูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๔๗| กุสโล พุทฺธธมฺเมสุ อปฺปสโยฺห ปเรหิ โส นาคูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๔๘| สทฺธมฺมปารกุสโล พุทฺธนาโค อสาทิโส อุสภูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๔๙| อนนฺตวณฺโณ อมิตยโส วิจิตฺตสพฺพลกฺขโณ สกฺกูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๐| วสี คณี ปตาปี จ เตชสี จ ทุราสโท พฺรหฺมูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๑| มหคฺคธมฺโม ทสพโล พลาติพลปารคู ธรณูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๒| สีลธีติสมากิณฺโณ ธมฺมวิญฺญาณโขภิโต อุทธูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๓| ทุราสโท ทุปฺปสโห อจโล อุคฺคโต พฺรหฺมา เนรูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๔| อนนฺตญาโณ อสโม อตุโล อคฺคตํ คโต คคนูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ ปนฺนรสมํ ภาณวารํ ฯ |๓๙๔.๒๕๕| ปติฏฺฐา ภยภีตานํ ตาโณ สรณคามินํ อสฺสาสโก มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๖| อาสโย พุทฺธิมนฺตานํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ สุเขสินํ รตนากโร มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๗| อสฺสาสโก เทวกโร สามญฺญผลทายโก เมฆูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๘| โลเก สมุสฺสิโต วีโร สพฺพตมวิโนทโน สุริยูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๕๙| อารมฺมณวิมุตฺตีสุ สภาวทสฺสโก มุนิ จนฺทูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๖๐| พุทฺโธ สมุสฺสิโต โลเก ลกฺขเณหิ อลงฺกโต อปฺปเมยฺโย มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๖๑| ยสฺส ญาณํ อปฺปเมยฺยํ สีลํ ยสฺส อนูปมํ วิมุตฺติ อสทิสา ยสฺส โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๖๒| ยสฺส ธีติ อสทิสา ถาโม ยสฺส อจินฺติโย ยสฺส ปรกฺกโม เสฏฺโฐ โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๖๓| ราโค โทโส จ โมโห จ วิสา สพฺเพ สมูหตา อคทูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๖๔| กิเลสพฺยาธิ พหุทุกฺขา โอสถีว วิโนทโก วิชฺชูปโม มหาวีโร โส เม พุทฺโธ นิมนฺติโต ฯ |๓๙๔.๒๖๕| พุทฺโธติ โฆสํ วเทสิ โฆโส เม โส สุทุลฺลโภ พุทฺโธติ โฆสนํ สุตฺวา ปีติ เม อุปปชฺชถ ฯ |๓๙๔.๒๖๖| อพฺภนฺตรํ อคณฺหนฺตํ ปีติ เม พหิ นิจฺฉเร โสหํ ปีติมโน สนฺโต อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๓๙๔.๒๖๗| กหํ นุ โข โส ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ ตตฺถ คนฺตฺวา นมสฺสิสฺสํ สามญฺญผลทายกํ ฯ |๓๙๔.๒๖๘| ปคฺคยฺห ทกฺขิณํ พาหุํ เวทชาโต กตญฺชลี อาจิกฺข เม ธมฺมราชํ โสกสลฺลวิโนทนํ ฯ |๓๙๔.๒๖๙| อุเทนฺตํว มหาเมฆํ นีลํ อญฺชนสนฺนิภํ สาครํ วิย ทิสฺสนฺตํ ปสฺสเสตํ มหาวนํ ฯ |๓๙๔.๒๗๐| เอตฺถ โส วสเต พุทฺโธ อทนฺตทมโก มุนิ วินยนฺโต จ เวเนยฺเย โพเธนฺโต โพธิปกฺขิเย ฯ |๓๙๔.๒๗๑| ปิปาสิโตว อุทกํ โภชนํว ชิคจฺฉโต คาวี ยถา วจฺฉคิทฺธา เอวาหํ วิจินึ ชินํ ฯ |๓๙๔.๒๗๒| อาจารอุปจารญฺญู ธมฺมานุจฺฉวิสํวรํ สิกฺขาเปสึ สเก สิสฺเส คจฺฉนฺเต ชินสนฺติกํ ฯ |๓๙๔.๒๗๓| ทุราสทา ภควนฺโต สีหาว เอกจาริโน ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อาคจฺเฉยฺยาถ มาณวา ฯ |๓๙๔.๒๗๔| อาสิวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต เอวํ พุทฺธา ทุราสทา ฯ |๓๙๔.๒๗๕| อุกฺกาสิตญฺจ ขิปิตํ อชฺฌุเปกฺขาย มาณวา ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อุเปถ พุทฺธสนฺติกํ ฯ |๓๙๔.๒๗๖| ปฏิสลฺลานครุกา อปฺปสทฺทา ทุราสทา ทุรูปสงฺกมา พุทฺธา ครู โหนฺติ สเทวเก ฯ |๓๙๔.๒๗๗| ยมหํ ปญฺหํ ปุจฺฉามิ ปฏิสมฺโมทยามิ วา อปฺปสทฺทา ตทา โหถ มุนีภูตาว ติฏฺฐถ ฯ |๓๙๔.๒๗๘| ยํ โส เทเสสิ สทฺธมฺมํ เขมํ นิพฺพานปตฺติยา ตเมวตฺถํ นิสาเมถ สทฺธมฺมสฺสวนํ สุภํ ฯ |๓๙๔.๒๗๙| อุปสงฺกมฺม สมฺพุทฺธํ สมฺโมทึ มุนินา อหํ ตํ กถํ วีติสาเรตฺวา ลกฺขเณ อุปธารยึ ฯ |๓๙๔.๒๘๐| ลกฺขเณ เทฺว น ทกฺขามิ ปสฺสามิ ตึสลกฺขเณ โกโสหิตวตฺถุํ คุยฺหํ อิทฺธิยา ทสฺสยิ มุนิ ฯ |๓๙๔.๒๘๑| ชิวฺหํ นินฺนามยิตฺวา จ กณฺณโสเต จ นาสิเก ปฏิมสฺส นลาตนฺตํ เกวลํ ฉาทยิ ชิโน ฯ |๓๙๔.๒๘๒| ตสฺสาหํ ลกฺขเณ ทิสฺวา ปริปุณฺเณ สพฺยญฺชเน พุทฺโธติ นิฏฺฐํ คนฺตฺวาน สห สิสฺเสหิ ปพฺพชึ ฯ |๓๙๔.๒๘๓| สเตหิ ตีหิ สหิโต ปพฺพชึ อนคาริยํ อฑฺฒมาเส อสมฺปตฺเต สพฺเพ ปตฺตมฺห นิพฺพุตึ ฯ |๓๙๔.๒๘๔| เอกโต กมฺมํ กตฺวาน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร เอกโต สํสริตฺวาน เอกโต วินิวฏฺฏยุํ ฯ |๓๙๔.๒๘๕| โคปานสิโย ทตฺวาน ปูคธมฺเม วสึ อหํ เตน กมฺเมน สุกเตน อฏฺฐ เหตู ลภามหํ ฯ |๓๙๔.๒๘๖| ทิสาสุ ปูชิโต โหมิ โภคา จ อมิตา มม ปติฏฺฐา โหมิ สพฺเพสํ ตาโส มม น วิชฺชติ ฯ |๓๙๔.๒๘๗| พฺยาธโย เม น วิชฺชนฺติ ทีฆายุํ ปาลยามิ จ สุขุมจฺฉวิโก โหมิ อาวาเส ปตฺติเต วสฺเส ฯ |๓๙๔.๒๘๘| อฏฺฐ โคปานสี ทตฺวา ปูคธมฺเม วสึ อหํ ปฏิสมฺภิทา อรหตฺตญฺจ เอตํ เม อปรฏฺฐมํ ฯ |๓๙๔.๒๘๙| สพฺพโวสิตโวสาโน กตกิจฺโจ อนาสโว อฏฺฐโคปานสี นาม ตว ปุตฺโต มหามุนิ |๓๙๔.๒๙๐| ปญฺจ ถมฺภานิ ทตฺวาน ปูคธมฺเม วสึ อหํ เตน กมฺเมน สุกเตน ปญฺจ เหตู ลภามหํ ฯ |๓๙๔.๒๙๑| อจโล โหมิ เมตฺตาย อนูนโภความหํ อาเทยฺยวจโน โหมิ น ธํเสมิ ยถา อหํ ฯ |๓๙๔.๒๙๒| อภนฺตํ โหติ เม จิตฺตํ อขิโล โหมิ กสฺสจิ เตน กมฺเมน สุกเตน วิมโล โหมิ สาสเน ฯ |๓๙๔.๒๙๓| สคารโว สปฺปติสฺโส กตกิจฺโจ อนาสโว สาวโก เต มหาวีร ภิกฺขุ ตํ วนฺทเต มุนิ ฯ |๓๙๔.๒๙๔| กตฺวา สุกตปลฺลงฺกํ สาลายํ ปญฺญเปสหํ เตน กมฺเมน สุกเตน ปญฺจ เหตู ลภามหํ ฯ |๓๙๔.๒๙๕| อุจฺเจ กุเล ปชายามิ มหาโภโค ภวามหํ สพฺพสมฺปตฺติโก โหมิ มจฺเฉรํ เม น วิชฺชติ ฯ |๓๙๔.๒๙๖| คมเน ปตฺถิเต มยฺหํ ปลฺลงฺโก อุปติฏฺฐติ สห ปลฺลงฺกเสฏฺเฐน คจฺฉามิ มม ปตฺถิตํ ฯ |๓๙๔.๒๙๗| เตน ปลฺลงฺกทาเนน ตมํ สพฺพํ วิโนทยึ สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต เถโร วนฺทติ ตํ มุเน ฯ |๓๙๔.๒๙๘| ปรกิจฺจตฺตกิจฺจานิ สพฺพกิจฺจานิ สาธยึ เตน กมฺเมน สุกเตน ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ฯ |๓๙๔.๒๙๙| ปรินิฏฺฐิตสาลสฺมึ ปริโภคมทาสหํ เตน กมฺเมน สุกเตน เสฏฺฐตฺตํ อชฺฌุปาคโต ฯ |๓๙๔.๓๐๐| เยเกจิ ทมกา โลเก หตฺถิอสฺเส ทเมนฺติ เต กาเรตฺวา การณา นานา ทารุเณน ทเมนฺติ เต ฯ |๓๙๔.๓๐๑| นเหว ตฺวํ มหาวีร ทเมสิ นรนาริโย อทณฺเฑน อสตฺเถน ทเมสิ อุตฺตเม ทเม ฯ |๓๙๔.๓๐๒| ทานสฺส วณฺเณ กิตฺเตนฺโต เทสนากุสโล มุนิ เอกปญฺหํ กเถนฺโต จ โพเธสิ ติสเต มุนิ ฯ |๓๙๔.๓๐๓| ทนฺตา มยํ สารถินา สุวิมุตฺตา อนาสวา สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺตา นิพฺพุตา อุปธิกฺขเย ฯ |๓๙๔.๓๐๔| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ ทานมททินฺตทา อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ สาลทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๓๙๔.๓๐๕| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๔.๓๐๖| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓๙๔.๓๐๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา เสโล สปริโส ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ เสลตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

Royal Thai

ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนนอยู่ในนครหงสวดี ได้ประชุมบรรดาญาติของ ข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นบุญเขตอันสูงสุด พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวง กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณ์มหาศาลก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก คนครึ่ง ชาติ (ลูกกษัตริย์แม่เป็นศูทร) ก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก พ่อ ครัวก็ดี คนรับจ้างก็ดี คนรับใช้อาบน้ำก็ดี ช่างกรองดอกไม้ก็ดี ล้วน มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างย้อมก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอัน มาก ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี ล้วนมี จิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ลูกจ้างก็ดี ช่าง ซักรีดก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี เป็นอันมากได้พากันประพฤติธรรมตาม กำลังของตนๆ คนตักน้ำขายก็ดี คนขนไม้ก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้าก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ คนขายดอกไม้ คนขายพวง มาลัย คนขายใบไม้ และคนขายผลไม้ ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลัง ของตนๆ หญิงแพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนม และคนขายปลา ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตนๆ เราทั้งหมดนี้มาประชุมร่วมเป็น พวกเดียวกันแล้ว จักทำบุญกุศล ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอด เยี่ยม ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพระองค์แล้ว ร่วมกันเป็นคณะในขณะนั้น กล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันอันทำอย่างสวยงามถวายแด่ภิกษุสงฆ์ ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว มีใจเบิกบานยินดี แวดล้อม ด้วยญาติทั้งหมดนั้น เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธ- เจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ ถวายบังคมแทบพระบาทของ พระศาสดาแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระวีรมุนี บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ ร่วมกันเป็นคณะ ขอมอบถวายโรงฉันอันสร้างอย่างสวยงาม แด่พระองค์ ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุสงฆ์ โปรดทรง รับเถิด พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คน ว่า บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ร่วมกันประพฤติ ท่านทั้งปวง พากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ เมื่อถึงภพหลังสุด ท่านทั้งหลายจัก เห็นนิพพาน อันเป็นภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ไม่ตาย เป็นแดน เกษม พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง ทรงพยากรณ์อย่างนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว ได้เสวยโสมนัส ข้าพระองค์รื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป เป็นใหญ่กว่าเทวดา เสวยรัชสมบัติ อยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัลป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ได้ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในรัชสมบัติในมนุษย์ นี้ มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพอันเป็นที่สุดที่ถึงนี้ ข้าพระองค์เป็นบุตร พราหมณ์ชื่อว่าวาเสฏฐะ ผู้สั่งสมสมบัติไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์ มีชื่อว่าเสละ ถึงที่สุดในองค์ ๖ แวดล้อมด้วยพวกศิษย์ของตน เดิน เที่ยวไปสู่วิหารได้เห็นดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฏา จัดแจง เครื่องบูชา จึงได้ถามดังนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือ ท่านเชื้อเชิญพระราชา. เกนิยดาบสตอบว่า เราใคร่จะบวงสรวงเครื่องบูชา ในพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประเสริฐ เรา ไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง อาวาหมงคลของเราไม่มี และ วิวาหมงคลของเราไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประเสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ทั้งปวง นำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้ เรานิมนต์พระองค์ เราจัดแจง เครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์ พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณ หาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรานิมนต์เพื่อ เสวย ณ วันพรุ่งนี้และพระองค์มีพระพักตร์ร่าเริงดังปากเบ้า สุกใสเช่น กับถ่านเพลิงไม้ตะเคียน เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เป็นนาถะ ของโลก เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟ บนยอดภูเขา ดังพระจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟไหม้อ้อ เรานิมนต์ แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้ามล่วงภัยได้แล้ว ทรง ทำให้เป็นผู้เจริญ เป็นมุนีเปรียบด้วยสีหะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้ ผู้อื่นข่มขี่ไม่ได้ เปรียบด้วยช้างตัวประเสริฐ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือ สัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเปรียบ เปรียบด้วยโคอุสภราช เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีวรรณะไม่สุด มียศนับมิได้ มีลักษณะทั้งปวง วิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธ- เจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีตบะ มีเดชคร่าได้ ยาก เปรียบด้วยพรหม เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระ- องค์นั้น มีธรรมเลิศน่าบูชา เป็นพระทศพล ถึงที่สุด กำลังล่วงกำลัง เปรียบด้วยแผ่นดิน เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. ทรงเกลื่อนกล่นด้วยศีลและปัญญา มากด้วยการทรงรู้แจ้งธรรม เปรียบ ด้วยทะเล เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะข่มขี่ไม่ทรงหวั่นไหว เลิศกว่าพรหม เปรียบ ด้วยเขาสุเมรุ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีญาณไม่สิ้นสุด ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด เปรียบ ด้วยท้องฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. จบ ภาณวารที่ ๑๕. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย เป็นที่ต้านทาน ของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระ- พุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้ เป็นบุญเขตของผู้ แสวงหาสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้ประเสริฐ เป็นผู้ ประทานสามัญผลเปรียบด้วยเมฆ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระ- พุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นวีระที่เขายกย่องในโลก เป็นผู้บรรเทาความมืด ทั้งปวง เปรียบด้วยพระอาทิตย์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงแสดงสภาพในอารมณ์และวิมุติ เป็นมุนี เปรียบ ด้วยพระจันทร์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว เขายกย่องในโลกประดับด้วยลักษณะทั้งหลาย หาประมาณ มิได้ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระญาณ หาประมาณมิได้ มีศีลไม่มีเครื่องเปรียบ มีวิมุติ ไม่มีอะไรเทียมทัน เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีธิติไม่มีอะไรเหมือน มีกำลัง อันไม่ควรคิด มีความบากบั่นอันประเสริฐสุด เรานิมนต์แล้ว พระ- พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนราคะ โทสะ โมหะ และยาพิษทั้งปวง แล้ว เปรียบด้วยยา เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระ- องค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและทุกข์เป็นอันมาก เปรียบเหมือน โอสถ เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว เกนิยพราหมณ์ กล่าวประกาศว่า พุทโธ เสียงประกาศนั้นข้าพระองค์ได้แสนยาก เพราะ ได้ฟังเสียงประกาศว่า พุทโธ ปีติย่อมเกิดแก่ข้าพระองค์ ปีติของข้า- พระองค์ไม่จับอยู่เฉพาะภายใน แผ่ซ่านออกภายนอก ข้าพระองค์มีใจ ปิติ ได้กล่าวดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นเชษฐบุรุษของ โลก ประเสริฐกว่านระ ประทับอยู่ที่ไหน เราจักไปนมัสการพระองค์ผู้ ประทานสามัญผล ณ ที่นั้น ขอท่านผู้เกิดโสมนัสประนมกรอัญชลี โปรด ยกหัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้บอกพระธรรมราชาผู้บรรเทาลูกศร คือความโศกเศร้า แก่ข้าพเจ้าเถิด. ท่านย่อมเห็นป่าใหญ่อันเขียวขจี ดังมหาเมฆที่ขึ้นลอยอยู่เสมอด้วยดอก อัญชัน ปรากฏดุจสาคร พระพุทธเจ้าผู้ฝึกบุคคลที่ยังมิได้ฝึก เป็น มุนี ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ ให้ตรัสรู้ในโพธิปักขิยธรรม พระองค์นั้น ประทับอยู่ที่นั่น ข้าพระองค์ค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคนกระหายน้ำ หาน้ำ เช่นดังคนหิวข้าวหาข้าว ปานดังแม่โครักลูกค้นหาลูก ฉะนั้น ข้าพระองค์ผู้รู้อาจาระและอุปจาระ สำรวมตามสมควรแก่ธรรม ให้พวก ศิษย์ของตนผู้จะไปยังสำนักพระชินเจ้าศึกษาว่า พระผู้มีพระภาคทั้งหลาย ใครๆ คร่าไปได้ยาก เสด็จเที่ยวอยู่พระองค์เดียว เปรียบเหมือน ราชสีห์ ท่านมาณพทั้งหลายควรเดินเรียงลำดับกันมา พระพุทธเจ้าทั้ง หลาย ยากที่ใครๆ จะคร่าไป เปรียบเหมือนอสรพิษร้าย ดุจไกรสร- มฤคราช ดังช้างกุญชรที่ฝึกแล้วตกมัน ฉะนั้น ท่านมาณพทั้งหลาย จงอย่าจาม และอย่าไอ เดินเรียงลำดับกันเข้าไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้า เถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบเงียบ เสียง ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะเข้าเฝ้า เป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้ง เทวโลก เราทูลถามปัญหาใด หรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น ท่าน ทั้งหลายจงเงียบเสียงหยุดนิ่งอยู่ พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรม อันเป็น แดนเกษมเพื่อบรรลุนิพพาน ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม นั้น เพราะการฟังสัทธรรมเป็นความงาม ข้าพระองค์ได้เข้าไปเฝ้าพระสัม- พุทธเจ้าได้ปราศรัยกับพระมุนี ครั้นผ่านการปราศรัยไปแล้ว จึงตรวจดู พระลักษณะทั้งหลาย ไม่เห็นพระลักษณะ ๒ ประการ เห็นแต่พระลักษณะ ๓๐ ประการ พระมุนีทรงแสดงพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝักด้วยฤทธิ์ และพระชินเจ้าทรงแสดงพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณและพระนาสิก ทรงแผ่พระชิวหาปกปิดถึงที่สุดพระนลาฏทั้งสิ้น ข้าพระองค์ได้เห็น พระลักษณะของพระองค์ บริบูรณ์พร้อมด้วยพยัญชนะ จึงลงความสันนิษ- ฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ แล้วบวชพร้อมด้วยพวกศิษย์ ข้าพระองค์ พร้อมด้วยศิษย์ ๓๐๐ คนออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลาย บวชแล้วยังไม่ถึงกึ่งเดือน ได้บรรลุถึงความดับทุกข์ทั้งหมด ข้าพระองค์ ทั้งหลายร่วมกันทำกรรม ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน เพราะได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย ข้าพระองค์จึงอยู่ ในธรรมเป็นอันมาก เพราะกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้ เหตุ ๘ ประการ คือ ข้าพระองค์เป็นผู้อันเขาบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ โภค- สมบัติของข้าพระองค์นับไม่ถ้วน ๑ ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ ความสะดุ้งหวาดเสียวไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ความป่วยไข้ไม่มีแก่ข้าพระ องค์ ๑ ข้าพระองค์ย่อมรักษาอายุยืนนาน ๑ ข้าพระองค์เป็นผู้มีผิวพรรณ ละเอียดอ่อน เมื่ออยู่ในที่ฝนตก ๑ เพราะได้ถวายไม้กลอน ๘ อัน ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในหมวดธรรมอีกข้อหนึ่ง คือ ปฏิสัมภิทาและอรหัต นี้เป็นข้อที่ ๘ ของข้าพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรม เครื่องอยู่อันอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นบุตรของ พระองค์ชื่อว่าอัฏฐโคปานสี เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพระองค์ จึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยเมตตา ๑ มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ ดังข้าพระองค์ ไม่จำกัด ๑ จิตของข้าพระองค์ไม่หวาดกลัว ๑ ข้าพระองค์ไม่เป็นเสี้ยน หนามต่อใครๆ ๑ ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์เป็นผู้ปราศจาก มลทินในศาสนา ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ภิกษุสาวกของพระองค์มีความ เคารพ มีความยำเกรงได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ได้ทำบัลลังก์อันทำอย่างสวยงามแล้ว จัดตั้งไว้ในศาลาด้วยกุศล กรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ ย่อมเกิดใน สกุลสูง ๑ เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ เป็นผู้มีสมบัติทั้งปวง ๑ ไม่มีความ ตระหนี่ ๑ เมื่อข้าพระองค์ปรารถนาจะไป บัลลังก์ย่อมสั้งรออยู่ ๑ ย่อม ไปสู่ที่ปรารถนาพร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ๑ เพราะการถวายบัลลังก์ นั้น ข้าพระองค์กำจัดความมืดได้หมด ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวงถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทำกิจทั้งปวง อันเป็นกิจของผู้อื่นและของตนสำเร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าไปสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าพระองค์ได้ถวายเครื่องบริโภคใน ศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้า ถึงความเป็นผู้ประเสริฐ ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้นย่อม ฝึกช้างและม้า ย่อมให้ทำเหตุต่างๆ นานา แล้วฝึกด้วยความทารุณ ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้า พระองค์หาได้ฝึกชายและหญิงเหมือนอย่างนั้นไม่ พระองค์ ทรงฝึกในวิธีฝึกอันสูงสุด ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ใช้ศาตรา พระมุนีทรง สรรเสริญคุณแห่งทาน ทรงฉลาดในเทศนา และพระมุนีตรัสปัญหาข้อ เดียวยังคน ๓๐๐ คน ให้ตรัสรู้ได้ ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็น สารถีฝึกแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวง ดับแล้วในธรรม เป็นที่สิ้นอุปธิ ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ ข้าพระองค์ ได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็น ผลแห่งการถวายศาลา การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้านี้เป็น การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลาย ถอนภพขึ้นได้ทั้ง หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระ องค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเสลเถระพร้อมด้วยบริษัทได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล. จบ เสลเถราปทาน.

Mahachula §208· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของถนนอยู่ในกรุงหงสวดี เรียกประชุมบรรดาญาติของตนแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า

Mahachula §209· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของชาวโลกทั้งปวง

Mahachula §210· Matched by inference from aligning the translations

กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณมหาศาลก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก

Mahachula §211· Matched by inference from aligning the translations

พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก

Mahachula §212· Matched by inference from aligning the translations

นายทหารระดับสูงก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §213· Matched by inference from aligning the translations

คนทำขนมก็ดี พ่อครัวก็ดี คนจัดแจงเครื่องอาบน้ำก็ดี ช่างดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก

Mahachula §214· Matched by inference from aligning the translations

ช่างย้อมก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกหญิงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก

Mahachula §215· Matched by inference from aligning the translations

ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก

Mahachula §216· Matched by inference from aligning the translations

ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกก็ดี ช่างทองแดงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก

Mahachula §217· Matched by inference from aligning the translations

ลูกจ้างก็ดี คนเชิญธงก็ดี ทาสก็ดี กรรมกรก็ดี จำนวนมาก ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ

Mahachula §218· Matched by inference from aligning the translations

คนตักน้ำขายก็ดี คนหาฟืนขายก็ดี ชาวนาก็ดี คนขนหญ้าก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ

Mahachula §219· Matched by inference from aligning the translations

คนขายดอกไม้ก็ดี คนขายพวงมาลัยก็ดี คนขายใบไม้ก็ดี คนขายผลไม้ก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ

Mahachula §220· Matched by inference from aligning the translations

หญิงแพศยาก็ดี นางกุมภทาสีก็ดี คนขายขนมก็ดี คนขายปลาก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §221· Matched by inference from aligning the translations

พวกเราทั้งหมดนี้มาประชุม รวมเป็นพวกเดียวกันแล้ว จักทำบุญกุศลในพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม

Mahachula §222· Matched by inference from aligning the translations

ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพเจ้าแล้ว รวมกันเป็นคณะในขณะนั้นกล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันที่สร้างอย่างสวยงามถวายแด่ภิกษุสงฆ์

Mahachula §223· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าจึงให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีใจยินดี มีญาติทั้งหมดนั้นห้อมล้อม เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

Mahachula §224· Matched by inference from aligning the translations

ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทรงองอาจกว่านรชน กราบพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า

Mahachula §225· Matched by inference from aligning the translations

ข้าแต่พระมุนีวีรเจ้า บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ รวมกันเป็นคณะ ขอมอบถวายโรงฉันที่สร้างอย่างสวยงามแด่พระองค์

Mahachula §226· Matched by inference from aligning the translations

ขอพระองค์ผู้มีพระจักษุ เป็นประธานหมู่ภิกษุ โปรดทรงรับเถิด พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า

Mahachula §227· Matched by inference from aligning the translations

บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ประพฤติตามเป็นหนึ่งเดียวกัน ท่านทั้งปวงพากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ

Mahachula §228· Matched by inference from aligning the translations

เมื่อถึงภพสุดท้าย ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพาน ซึ่งมีภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §229· Matched by inference from aligning the translations

พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าสมณะ ทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้ว ได้เสวยโสมนัส

Mahachula §230· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้ารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป เป็นใหญ่ในหมู่เทวดา ครองเทวสมบัติตลอด ๕๐๐ ชาติ

Mahachula §231· Matched by inference from aligning the translations

ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

Mahachula §232· Matched by inference from aligning the translations

ในรัชสมบัติในมนุษยโลกนี้ มีพวกญาติเป็นบริวาร ในภพสุดท้ายที่มาถึงนี้ มีพราหมณ์ชื่อวาเสฏฐะ

Mahachula §233· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าเป็นบุตรของพราหมณ์นั้น สะสมสมบัติไว้ ๘๐ โกฏิ ข้าพเจ้ามีนามว่าเสละถึงความสำเร็จในองค์ ๖

Mahachula §234· Matched by inference from aligning the translations

มีพวกศิษย์ของตนแวดล้อม เดินเที่ยวพักผ่อนอิริยาบถ ดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เพียบพร้อมด้วยชฎาและบริขาร จัดแจงเครื่องบูชา

Mahachula §235· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าได้เห็นท่านแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคล หรือว่าท่านเชื้อเชิญพระราชา

Mahachula §236· Matched by inference from aligning the translations

ดาบสชื่อเกนิยะตอบว่า ข้าพเจ้าใคร่จะใช้เครื่องบูชา @เชิงอรรถ : @ องค์ ๖ ในที่นี้หมายถึงมนตร์พรหมจินดา ๖ คือ (๑) กัปปศาสตร์ (๒) พยากรณ์ศาสตร์ (๓) นิรุตติ-@ศาสตร์ (๔) สิกขาศาสตร์ (๕) ฉันโทวิจิติศาสตร์ (๖) โชติสัตถศาสตร์ (ขุ.วิ.อ. ๙๙๖/๓๐๙,@ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน บูชาพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประเสริฐ ข้าพเจ้าไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง

Mahachula §237· Matched by inference from aligning the translations

อาวาหมงคลและวิวาหมงคลของข้าพเจ้าก็ไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประเสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก

Mahachula §238· Matched by inference from aligning the translations

ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้ ข้าพเจ้าทูลนิมนต์พระองค์ จึงจัดแจงเครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์

Mahachula §239· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบปาน ไม่มีใครเหมือนด้วยพระรูป ข้าพเจ้าทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้

Mahachula §240· Matched by inference from aligning the translations

พระองค์มีรัศมีเรืองรองดุจถ่านเพลิงไม้ตะเคียน กระทบปากเบ้าทองคำ เปรียบด้วยสายฟ้า ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก เป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §241· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นดุจไฟบนยอดภูเขา ดุจดวงจันทร์ในวันเพ็ญ และดุจสีแห่งเปลวไฟไม้อ้อ ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §242· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้าม ทรงล่วงพ้นภัยแล้ว ทรงทำภพให้สิ้นไป เป็นพระมุนีดุจราชสีห์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §243· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในพุทธธรรม ไม่มีใครอื่นข่มได้ ดุจพญาช้างเชือกประเสริฐ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §244· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือพระสัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ไม่มีใครเหมือน ดุจโคอุสภราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §245· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระคุณที่พรรณนาไม่สิ้นสุด มีพระยศนับมิได้ มีพระลักษณะทั้งหมดงดงาม ดุจท้าวสักกเทวราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §246· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีความเพียร มีเดช หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ดุจพระพรหม ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §247· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระธรรมล้ำเลิศ น่าบูชา เป็นพระทศพล ทรงถึงความสำเร็จพลธรรมเหนือพลธรรม(ของคนทั่วไป) เปรียบด้วยแผ่นดิน ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §248· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีศีลและปัญญาแผ่กระจาย ทรงระบือไปด้วยการรู้แจ้งธรรม เปรียบด้วยท้องทะเล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §249· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ใครๆ ไม่อาจจะข่มได้ ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเลิศกว่าพรหม เปรียบดังภูเขาเนรุราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §250· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระญาณไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครเสมอเหมือน ไม่มีใครเทียมเท่า ทรงบรรลุถึงความเป็นยอด เปรียบดังท้องฟ้า ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว ภาณวารที่ ๑๕ จบ

Mahachula §251· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §252· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นที่อาศัยแห่งท่านผู้มีความรู้ เป็นเนื้อนาบุญของผู้แสวงหาความสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §253· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ปลอบโยนให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้เป็นเทพ เป็นผู้ประทานสามัญผล เปรียบดังเมฆ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §254· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่เขายกย่องในโลก ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบดังดวงอาทิตย์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §255· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงสภาวะในอารมณ์ และความหลุดพ้น เป็นพระมุนี เปรียบดังดวงจันทร์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §256· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว อันบัณฑิตยกย่องในโลก ทรงประดับด้วยพระลักษณะทั้งหลาย ใครๆ ประมาณมิได้ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §257· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระญาณหาประมาณมิได้ ทรงมีศีลที่ไม่มีอะไรเปรียบได้ เครื่องทรงจำที่ไม่มีอะไรเหมือน ทรงมีพลังซึ่งเป็นอจินไตย(ไม่ควรคิด)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน ทรงมีความบากบั่นอย่างยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §259· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนพิษ คือราคะ โทสะ โมหะได้หมดแล้ว ทรงเปรียบดังยา ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §260· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและความทุกข์มาก ดุจดังโอสถ เปรียบดังหมอ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว

Mahachula §261· Matched by inference from aligning the translations

เกนิยพราหมณ์ประกาศว่าพุทโธ เสียงประกาศนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังแสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่าพุทโธ ข้าพเจ้าก็เกิดปีติซาบซ่าน

Mahachula §262· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้ามิได้มีปีติอยู่เฉพาะภายใน แต่แผ่ซ่านออกมาภายนอก ข้าพเจ้ามีใจอิ่มเอิบ ได้กล่าวคำนี้ว่า

Mahachula §263· Matched by inference from aligning the translations

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน เสด็จประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าจักไปนอบน้อมพระองค์ ผู้ทรงประทานสามัญผล ณ ที่นั้น

Mahachula §264· Matched by inference from aligning the translations

ขอท่านผู้เกิดโสมนัสซึ่งประนมมืออยู่ โปรดยกมือข้างขวาขึ้นชี้บอกพระผู้มีพระภาค

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน ผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา ผู้ทรงบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

Mahachula §265· Matched by inference from aligning the translations

(เกนิยพราหมณ์ กล่าวว่า) ท่านคงเห็นป่าใหญ่ เขียว ดุจดังก้อนมหาเมฆตั้งขึ้น เปรียบด้วยดอกอัญชัน ซึ่งปรากฏดุจท้องทะเล

Mahachula §266· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้า ผู้ทรงฝึกฝนคนที่ยังมิได้รับการฝึกฝน ทรงเป็นมุนี ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ให้ตรัสรู้โพธิปักขิยธรรม พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ป่านั้น

Mahachula §267· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าเที่ยวค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคนกระหายน้ำแสวงหาน้ำดื่ม เปรียบเหมือนคนหิวข้าวแสวงหาข้าวกิน เปรียบเหมือนแม่โครักลูกโคเที่ยวค้นหาลูกโค

Mahachula §268· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้ารู้จักอาจาระและอุปจาระ สำรวมระวังเหมาะสมแก่เหตุ ให้บรรดาศิษย์ของตนซึ่งจะไปยังสำนักพระชินเจ้า ศึกษาว่า

Mahachula §269· Matched by inference from aligning the translations

พระผู้มีพระภาคทั้งหลาย หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เสด็จเที่ยวไปเพียงพระองค์เดียว ดุจดังราชสีห์ มาณพทั้งหลาย พวกท่านควรเข้าแถวกันมา

Mahachula §270· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ดุจอสรพิษกล้า ดุจพญาเนื้อไกรสรราชสีห์ ดุจช้างกุญชรตกมันที่ได้รับการฝึกแล้ว

Mahachula §271· Matched by inference from aligning the translations

มาณพทั้งหลาย พวกท่านจงอย่าไอ อย่าจาม เดินเข้าแถวพากันเข้าไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าเถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §272· Matched by inference from aligning the translations

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบสถานที่เงียบเสียง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ยากที่จะเข้าเฝ้า ทรงเป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก

Mahachula §273· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าทูลถามปัญหาข้อใด หรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงนิ่งเฉยอยู่

Mahachula §274· Matched by inference from aligning the translations

พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมใด ซึ่งเป็นธรรมปลอดโปร่ง เพื่อบรรลุนิพพาน ขอท่านทั้งหลายจงพิจารณาเนื้อความแห่งพระสัทธรรมนั้น เพราะการฟังพระสัทธรรมเป็นเหตุนำสุขมาให้

Mahachula §275· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้สนทนาปราศรัยกับพระมุนี ให้การสนทนานั้นผ่านไปแล้วจึงตรวจดูพระลักษณะ

Mahachula §276· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าสงสัยพระลักษณะ ๒ ประการ ได้เห็นเพียงพระลักษณะ ๓๐ ประการ พระมุนีจึงได้ทรงแสดงพระคุยหฐาน ซึ่งเร้นอยู่ในฝักให้ปรากฏด้วยฤทธิ์

Mahachula §277· Matched by inference from aligning the translations

อนึ่ง พระชินเจ้าได้ทรงแลบพระชิวหา สอดเข้าในช่องพระกรรณและเข้าในช่องพระนาสิก แล้วปกปิดไปถึงสุดพระนลาฏทั้งสิ้น

Mahachula §278· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าได้เห็นพระลักษณะของพระองค์ ครบถ้วนบริบูรณ์พร้อมทั้งพระอนุพยัญชนะ จึงแน่ใจได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บวชพร้อมกับบรรดาศิษย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §279· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบรรดาศิษย์ ๓๐๐ คน ได้บวชเป็นบรรพชิต ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือน พวกเราทั้งหมดก็ได้บรรลุนิพพาน

Mahachula §280· Matched by inference from aligning the translations

ศิษย์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรมในนาบุญที่ยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน

Mahachula §281· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย จึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าย่อมได้เหตุ ๘ ประการ

Mahachula §282· Matched by inference from aligning the translations

คือข้าพเจ้าเป็นผู้ที่เขาบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ มีโภคสมบัตินับไม่ถ้วน ๑ เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑

Mahachula §283· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าไม่มีความเจ็บไข้ ๑ รักษาอายุได้ยืนยาว มีผิวพรรณละเอียดอ่อน ๑ อยู่ในที่อยู่ที่ปรารถนาได้ ๑

Mahachula §284· Matched by inference from aligning the translations

เพราะได้ถวายไม้กลอน ๘ อัน ข้าพเจ้าจึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ความเป็นพระอรหันต์ถึงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นข้อที่ ๘ อีกข้อหนึ่งของข้าพเจ้า

Mahachula §285· Matched by inference from aligning the translations

ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่องอยู่ทั้งปวงอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ มีชื่อว่าอัฏฐโคปานสี เป็นบุตรของพระองค์

Mahachula §286· Matched by inference from aligning the translations

เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพเจ้าจึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เหตุ ๕ ประการ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §287· Matched by inference from aligning the translations

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีเมตตาไม่หวั่นไหว ๑ มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำที่ควรเชื่อถือได้ โดยที่ข้าพเจ้าไม่พูดกำจัด ๑

Mahachula §288· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้ามีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใครๆ ๑ ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา

Mahachula §289· Matched by inference from aligning the translations

ข้าแต่พระมุนีผู้มีความเพียรมาก ภิกษุสาวกของพระองค์มีความเคารพ มีความยำเกรง ได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ขอกราบไหว้พระองค์

Mahachula §290· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าได้ทำบัลลังก์ที่ทำอย่างสวยงามแล้วจัดตั้งไว้ในศาลา ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เหตุ ๕ ประการ

Mahachula §291· Matched by inference from aligning the translations

คือเกิดในตระกูลสูง ๑ มีโภคะมาก ๑ มีสมบัติทุกอย่าง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑

Mahachula §292· Matched by inference from aligning the translations

เมื่อข้าพเจ้าปรารถนาจะไป บัลลังก์ก็ตั้งขึ้น ข้าพเจ้าย่อมไปพร้อมกับบัลลังก์อันประเสริฐ ตามที่ข้าพเจ้าปรารถนา ๑

Mahachula §293· Matched by inference from aligning the translations

เพราะการถวายบัลลังก์นั้น ข้าพเจ้ากำจัดความมืดทั้งหมดได้แล้ว ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพลธรรมทั้งปวง ขอกราบไหว้พระองค์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน

Mahachula §294· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าทำกิจทั้งปวงทั้งที่เป็นกิจ ของผู้อื่นและกิจของตนสำเร็จแล้ว ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปยังบุรีที่ไม่มีภัย

Mahachula §295· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพเจ้าได้ถวายเครื่องบริโภคในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้บรรลุความเป็นผู้ประเสริฐ

Mahachula §296· Matched by inference from aligning the translations

ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้นย่อมฝึกช้างและม้า พวกเขาให้ทำเหตุต่างๆ แล้วฝึกอย่างหนัก

Mahachula §297· Matched by inference from aligning the translations

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์หาทรงฝึกเหล่าชายหญิงเช่นนั้นไม่ พระองค์ทรงฝึกในวิธีฝึกอย่างสูงสุด โดยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศัสตรา

Mahachula §298· Matched by inference from aligning the translations

พระมุนีทรงฉลาดในเทศนา ทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน และตรัสปัญหาข้อเดียว ก็ให้เวไนยสัตว์ ๓๐๐ ตรัสรู้ได้

Mahachula §299· Matched by inference from aligning the translations

ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว จึงพ้นวิเศษด้วยดี ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพลธรรมทั้งปวง ดับแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ

Mahachula §300· Matched by inference from aligning the translations

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๓. สัพพกิตติกเถราปทาน

Mahachula §301· Matched by inference from aligning the translations

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

Mahachula §302· Matched by inference from aligning the translations

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

Mahachula §303· Matched by inference from aligning the translations

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระเสลเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้เสลเถราปทานที่ ๒ จบ

This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Commentary

Later explanatory literature — not the Buddha’s word

Text layerอรรถกถาexplains the พระไตรปิฎก

1 work(s) · 2 paragraphs — loaded when you open it, not part of this page

Open this edition’s own page · ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔๐. ปิลินทวรรค ๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒)

This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

How Mahachula paragraphs are matched

Three editions per item, in the order Pali → Royal Thai → Mahachula Thai · show all three or one at a time from the toolbar

In this unit: 0 by SuttaCentral references · 95 by inference — no pair has been checked by a person yet

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ