คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐ เวสฺสนฺตรชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) กัณฑ์ทศพร ๑๐. เวสสันดรชาดก (๕๔๗) ว่าด้วยพระเจ้าเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีชาติสุดท้าย กัณฑ์ทศพร (ท้าวสักกะตรัสว่า)
ฉบับมหาจุฬาฯ ของหน่วยนี้แสดงเป็นช่วงเดียวท้ายหน่วย (ข้อ ๑๖๕๕–๒๔๔๐ ตามเลขของฉบับมหาจุฬาฯ) ไปที่ฉบับมหาจุฬาฯ
ผุสฺสตี วรวณฺณาเภ วรสฺสุ ทสธา วเร ปฐพฺยา จารุปุพฺพงฺคี ยํ ตุยฺหํ มนโส ปิยํ ฯ
ดูกรผุสดีผู้มีรัศมีแห่งผิวพรรณอันประเสริฐ ผู้มีอวัยวะส่วนเบื้องหน้า งาม เธอจงเลือกเอาพร ๑๐ ประการในปฐพีซึ่งเป็นที่รักแห่งหฤทัยของ เธอ.
เทวราช นโม ตฺยตฺถุ กึ ปาปํ ปกตํ มยา รมฺมา จาเวสิ มํ ฐานา วาโตว ธรณีรุหํ ฯ
ข้าแต่ท้าวเทวราช ข้าพระบาทขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าพระบาทได้ทำ บาปกรรมอะไรไว้หรือ ฝ่าพระบาทจึงให้ข้าพระบาทจุติจากทิพยสถานที่น่า รื่นรมย์ ดุจลมอัดต้นไม้ใหญ่ให้หักไป ฉะนั้น.
|๑๐๔๗.๑| น เจว เต กตํ ปาปํ น จ เม ตฺวมสิ อปฺปิยา ปุญฺญญฺจ เต ปริกฺขีณํ เยน เตวํ วทามิหํ ฯ |๑๐๔๗.๒| สนฺติเก มรณํ ตุยฺหํ วินาภาโว ภวิสฺสติ ปฏิคฺคณฺหาหิ เม เอเต วเร ทส ปเวจฺฉโต ฯ
บาปกรรมเธอมิได้ทำไว้เลย และเธอไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ แต่บุญ ของเธอสิ้นแล้วเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะเธออย่างนี้ ความตายใกล้เธอ เธอจักต้องพลัดพรากจากไปจงเลือกรับเอาพร ๑๐ ประการนี้แต่เราผู้จะให้.
|๑๐๔๘.๑| วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร สิวิราชสฺส ภทฺทนฺเต ตตฺถ อสฺสํ นิเวสเน ฯ |๑๐๔๘.๒| นีลเนตฺตา นีลภมู นีลกฺขีว ยถา มิคี ผุสฺสตี นาม นาเมน ตตฺถ อสฺสํ ปุรินฺทท ฯ |๑๐๔๘.๓| ปุตฺตํ ลเภถ วรทํ ยาจโยคํ อมจฺฉรึ ปูชิตํ ปฏิราชูภิ กิตฺติมนฺตํ ยสสฺสินํ ฯ |๑๐๔๘.๔| คพฺภํ เม ธารยนฺติยา มชฺฌิมงฺคํ อนุณฺณตํ กุจฺฉิ อนุณฺณโต อสฺส จาปํว ลิขิตํ สมํ ฯ |๑๐๔๘.๕| ถนา เม นปฺปวตฺเตยฺยุํ ปลิตา นสฺสนฺตุ วาสว กาเย รโช น ลิมฺเปถ วชฺฌญฺจาปิ ปโมจเย ฯ |๑๐๔๘.๖| มยูรโกญฺจาภิรุเท นารีวรคณายุเต ขุชฺชเจลาวกากิณฺเณ สูทมาคธวณฺณิเต |๑๐๔๘.๗| จิตฺรคฺคเฬรุฆุสิเต สุรามํสปฺปโพธเน สิวิราชสฺส ภทฺทนฺเต ตตฺถสฺสํ มเหสี ปิยา ฯ
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์ทั้งปวง ถ้าฝ่าพระบาทจะประทานพร แก่ข้าพระบาทไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้ข้าพระบาทพึงเกิดใน พระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีวิราช ข้าแต่ท้าวบุรินททะ ขอให้ข้าพระบาท (๑) พึงเป็นผู้มีจักษุดำเหมือนตาลูกมฤคี (มีอายุ ๑ ขวบปี) ซึ่งมีดวงตา ดำ (๒) พึงมีขนคิ้วดำ (๓) พึงเกิดในราชนิเวศน์นั้นมีนามว่าผุสดี (๔) พึงได้พระราชโอรสผู้ให้สิ่งอันประเสริฐ ผู้ประกอบเกื้อกูลในยาจก มิได้ตระหนี่ ผู้อันพระราชาทุกประเทศบูชา มีเกียรติยศ (๕) เมื่อ ข้าพระบาททรงครรภ์ขออย่าให้อุทรนูนขึ้น พึงมีอุทรไม่นูน เสมอดัง คันศรที่นายช่างเหลาเกลี้ยงเกลา (๖) ถันทั้งคู่ของข้าพระบาทอย่าย้อยยาน ข้าแต่ท้าววาสวะ (๗) ผมหงอกก็อย่าได้มี (๘) ธุลีก็อย่าได้ติดในกาย (๙) ข้าพระบาทพึงปล่อยนักโทษที่ถึงประหารได้ (๑๐) ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอข้าพระบาทพึงได้เป็นอัครมเหสีที่โปรดปรานของพระราชาใน แว่นแคว้นสีวี ในพระราชนิเวศน์อันกึกก้องด้วยเสียงร้องของนกยูง และนกกระเรียน พรั่งพร้อมด้วยหมู่วรนารี เกลื่อนกล่นไปด้วยคนเตี้ย และคนค่อม อันพ่อครัวชาวมคธเลี้ยงดูกึกก้องไปด้วยเสียงกลอน และ เสียงบานประตูอันวิจิตร มีคนเชิญให้ดื่มสุราและกินกับแกล้ม.
เย เต ทส วรา ทินฺนา มยา สพฺพงฺคโสภเน สิวิราชสฺส วิชิเต สพฺเพ เต ลจฺฉสี วเร ฯ
ดูกรนางผู้งามทั่วสรรพางค์กาย พร ๑๐ ประการ เหล่าใดที่เราให้แก่เธอ เธอจักได้พร ๑๐ ประการเหล่านั้น ในแว่นแคว้นของพระเจ้าสีวิราช.
อิทํ วตฺวาน มฆวา เทวราชา สุชมฺปติ ผุสฺสติยา วรํ ทตฺวา อนุโมทิตฺถ วาสโว ฯ ทสวรคาถา นาม ฯ
ครั้นท้าววาสวะมฆวาสุชัมบดีเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว ก็โปรดประทานพร แก่พระนางผุสดีเทพอัปสร. (นี้) ชื่อว่าทสพรคาถา
|๑๐๕๑.๑| ตโต จุตา สา ผุสฺสตี ขตฺติเย อุปปชฺชถ เชตุตฺตรมฺหิ นคเร สญฺชเยน สมาคมิ ฯ |๑๐๕๑.๒| ทส มาเส ธารยิตฺวา กโรนฺตี ปุร ปทกฺขิณํ เวสฺสานํ วีถิยา มชฺเฌ ชเนสิ ผุสฺสตี มมํ ฯ |๑๐๕๑.๓| น มยฺหํ มตฺติกํ นามํ นปิ เปติกสมฺภวํ ชาโตมฺหิ เวสฺสวีถิยา ตสฺมา เวสฺสนฺตโร อหุํ ฯ |๑๐๕๑.๔| ยทาหํ ทารโก โหมิ ชาติยา อฏฺฐวสฺสิโก ตทา นิสชฺช ปาสาเท ทานํ ทาตุํ วิจินฺตยึ หทยํ ทเทยฺยํ จกฺขุํ มํสมฺปิ รุธิรมฺปิจ ทเทยฺยํ กายํ สาเวตฺวา ยทิ โกจิ ยาจโก มมํ ฯ |๑๐๕๑.๕| สภาวํ จินฺตยนฺตสฺส อกมฺปิตมสณฺฐิตํ อกมฺปิ ตตฺถ ปฐวี สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
พระนางผุสดีเทพอัปสรจุติจากดาวดึงสเทวโลกนั้น มาบังเกิดในสกุล กษัตริย์ ได้ทรงอยู่ร่วมกับพระเจ้าสญชัยในพระนครเชตุดร พระนาง ผุสดีทรงครรภ์ถ้วนทสมาส เมื่อทรงทำประทักษิณพระนคร ประสูติเรา ที่ท่ามกลางถนนของพวกพ่อค้า ชื่อของเรามิได้เนื่องแต่พระมารดา และ มิได้เกิดแต่พระบิดา เราเกิดที่ถนนแห่งพ่อค้า เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อ ว่า เวสสันดร เมื่อใด เรายังเป็นทารก มีอายุ ๔ ขวบแต่เกิดมา เมื่อนั้น เรานั่งอยู่ในปราสาทคิดจะบริจาคทานว่า เราจะพึงให้หทัย ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกาย เมื่อใครมาขอเรา เราก็ยินดีให้ เมื่อเราคิดถึงการบริจาคทานอันเป็นความจริง หฤทัยก็ไม่หวั่นไหวมุ่งมั่น อยู่ในกาลนั้น ปฐพีมีสิเนรุบรรพตและหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ ได้หวั่น ไหว.
ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา ปคฺคยฺห ทกฺขิณํ พาหุํ กึ มํ ยาจนฺติ พฺราหฺมณา ฯ
พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีขนรักแร้ดกและมีเล็บยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบน ศีรษะ เหยียดแขนข้างขวาจะขออะไรฉันหรือ.
รตนํ เทว ยาจาม สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒนํ ททาหิ ปวรํ นาคํ อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ ฯ
ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลขอรัตนะเครื่องให้แว่นแคว้น ของชาวสีพีเจริญ ขอได้โปรดพระราชทานช้างตัวประเสริฐ ซึ่งมีงาดุจ งอนไถอันมีกำลังสามารถเถิด พระเจ้าข้า.
ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ มํ ยาจนฺติ พฺราหฺมณา ปภินฺนํ กุญฺชรํ ทนฺตึ โอปคุยฺหํ คชุตฺตมํ ฯ
เราจะให้ช้างพลายซับมันตัวประเสริฐ ซึ่งเป็นช้างราชพาหนะอันสูงสุด ที่พราหมณ์ทั้งหลายขอเรา เรามิได้หวั่นไหว.
หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห ราชา จาคาธิมานโส พฺราหฺมณานํ อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ
พระราชาผู้ผดุงรัฐสีพีให้เจริญรุ่งเรือง มีพระหฤทัยน้อมไปในการบริจาค เสด็จลงจากคอช้างพระราชทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย.
|๑๐๕๖.๑| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๐๕๖.๒| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ ขุพฺภิตฺถ นครํ ตทา ฯ |๑๐๕๖.๓| สมากุลํ ปุรํ อาสิ โฆโส จ วิปุโล มหา หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
เมื่อบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐ (แก่พราหมณ์ทั้ง ๘) แล้ว ในกาลนั้น ความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าได้เกิดมี เมทนีดลก็ หวั่นไหว เมื่อบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐ ในกาลนั้น ได้เกิดมีความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า ชาวพระนครกำเริบ ในเมื่อ พระเวสสันดรผู้ยังแว่นแคว้นของชาวสีพีให้เจริญพระราชทานช้างตัวประ เสริฐ ชาวบุรีก็เกลื่อนกล่น เสียงอันกึกก้องก็แผ่ไปมากมาย.
อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ ขุพฺภิตฺถ นครํ ตทา ฯ อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา หตฺถินาเค ปทินฺนมฺหิ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
ครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึง น่ากลัวเป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น ในกาลนั้นชาวนครก็กำเริบ ครั้งนั้น ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญรุ่งเรืองพระราชทาน ช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงน่ากลัวเป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น.
|๑๐๕๘.๑| อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา |๑๐๕๘.๒| เกวโล จาปิ นิคโม สิวิโย จาปิ สมาคตา ทิสฺวา นาคํ นิยฺยมานํ เต รญฺโญ ปฏิเวทยุํ ฯ |๑๐๕๘.๓| วิธมํ เทว เต รฏฺฐํ ปุตฺโต เวสฺสนฺตโร ตว กถํ โน หตฺถินํ ทชฺชา นาคํ รฏฺฐสฺส ปูชิตํ ฯ |๑๐๕๘.๔| กถํ โน กุญฺชรํ ทชฺชา อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ เขตฺตญฺญุํ สพฺพยุทฺธานํ สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ ฯ |๑๐๕๘.๕| ปณฺฑุกมฺพลสญฺฉนฺนํ ปภินฺนํ สตฺตุมทฺทนํ ทนฺตึ สวาลวีชนึ เสตํ เกลาสสาทิสํ ฯ |๑๐๕๘.๖| สเสตจฺฉตฺตํ สุปตฺเถยฺยํ สาถพฺพนํ สหตฺถิปํ อคฺคยานํ ราชวาหึ พฺราหฺมณานํ อทา ทานํ ฯ
พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พวกพ่อค้าชาวนา พวกพราหมณ์ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้นมาประชุม พร้อมกัน พวกเหล่านั้นเห็นพวกพราหมณ์นำพระยาช้างไป ก็กราบทูล แด่พระเจ้ากรุงสัญชัยว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ แว่นแคว้นของ พระองค์ถูกกำจัดแล้ว เหตุไรพระเวสสันดรของพระองค์ จึงพระราชทาน ช้างตัวประเสริฐของชาวเราทั้งหลาย อันชาวแว่นแคว้นสักการะบูชา ไฉนพระเวสสันดรราชโอรสจึงพระราชทานพระยากุญชรของชาวเราทั้ง หลายอันมีงางอนงามแกล้วกล้า สามารถรู้จักเขตแห่งยุทธวิธีทุกอย่าง เป็นช้างเผือกขาวผ่อง ประเสริฐสุด ปกคลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง กำลังซับมัน สามารถย่ำยีศัตรูได้ ฝึกดีแล้ว พร้อมทั้งวาลวิชนีมีสีขาว เช่นดังเขาไกรลาศ ไฉนพระเวสสันดรราชโอรสจึงพระราชทานพระยา ช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ เป็นทรัพย์อย่างประเสริฐ พร้อมทั้ง ฉัตรขาว เครื่องลาด หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์.
|๑๐๕๙.๑| อนฺนํ ปานญฺจ โส ทชฺชา วตฺถเสนาสนานิ จ เอตํ โข ทานปฏิรูปํ เอตํ โข พฺราหฺมณารหํ ฯ |๑๐๕๙.๒| อยํ เต วํสราชา โน สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน กถํ เวสฺสนฺตโร ปุตฺโต คชํ ภาเชติ สญฺชย ฯ |๑๐๕๙.๓| สเจ ตฺวํ น กริสฺสสิ สิวีนํ วจนํ อิทํ มญฺเญ ตํ สห ปุตฺเตน สิวิหตฺเถ กริสฺสเร ฯ
พระเวสสันดรราชโอรสนั้นควรจะพระราชทาน ข้าว น้ำ ผ้านุ่งผ้าห่ม และที่นั่งที่นอน สิ่งของเช่นนี้แลสมควรจะพระราชทาน สมควรแก่ พวกพราหมณ์ ข้าแต่พระเจ้าสัญชัย ไฉนพระเวสสันดรราชโอรส ผู้ เป็นพระราชาโดยสืบพระวงศ์ของพระองค์ ผู้ผดุงสีพีรัฐ จึงทรงพระ ราชทานพระยาคชสารไป ถ้าพระองค์จักไม่ทรงทำตามถ้อยคำของชนชาว สีพี ชนชาวสีพีก็เห็นจักทำพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสไว้ในเงื้อม มือ.
|๑๐๖๐.๑| กามํ ชนปโท มาสิ รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสตุ นาหํ สิวีนํ วจนา ราชปุตฺตํ อทูสกํ ปพฺพาเชยฺยํ สกา รฏฺฐา ปุตฺโต หิ มม โอรโส ฯ |๑๐๖๐.๒| กามํ ชนปโท มาสิ รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสตุ นาหํ สิวีนํ วจนา ราชปุตฺตํ อทูสกํ ปพฺพาเชยฺยํ สกา รฏฺฐา ปุตฺโต หิ มม อตฺรโช ฯ |๑๐๖๐.๓| น จาหํ ตสฺมึ ทุพฺเภยฺยํ อริยสีลวโต หิ โส อสิโลโกปิ เม อสฺส ปาปญฺจ ปสเว พหุํ กถํ เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ สตฺเถน ฆาตยามเส ฯ
ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แว่นแคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราก็ไม่พึง ขับไล่พระราชบุตรผู้ไม่มีโทษจากแว่นแคว้นของตนตามคำของชาวสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดจากอกของเรา ถึงชนบทจะไม่มี และแม้ แว่นแคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราก็ไม่พึงขับไล่พระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ จากแว่นแคว้นของตน ตามคำของชาวสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดแต่ ตัวเรา อนึ่ง เราไม่พึงประทุษร้ายในพระราชบุตรนั้น เพราะเธอมีศีล และวัตรอันประเสริฐ แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา และเราจะพึงประสบ บาปเป็นอันมาก เราจะให้ฆ่าพระเวสสันดรบุตรของเราด้วยศาตราอย่างไร ได้.
มา นํ ทณฺเฑน สตฺเถน น หิ โส พนฺธนารโห ปพฺพาเชหิ จ นํ รฏฺฐา วงฺเก วสตุ ปพฺพเต ฯ
พระองค์อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพระเวสสันดรนั้นด้วยท่อนไม้หรือศาตราเลย ทั้งพระเวสสันดรนั้นก็ไม่ควรแก่เครื่องพันธนาการ แต่จงทรงขับไล่ พระเวสสันดรนั้นเสียจากแว่นแคว้น จงไปอยู่ที่เขาวงกตเถิด.
|๑๐๖๒.๑| เอโส เจ สิวีนํ ฉนฺโท ฉนฺทํ น ปนุทามเส อิมํ โส วสตุ รตฺตึ กาเม จ ปริภุญฺชตุ ฯ |๑๐๖๒.๒| ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สมคฺคา สิวิโย หุตฺวา รฏฺฐา ปพฺพาชยนฺตุ นํ ฯ
ถ้าความพอใจของชาวสีพีเช่นนี้ เราก็ไม่ขัด ขอเธอจงได้อยู่และ บริโภคกามทั้งหลาย ตลอดคืนนี้ ต่อเมื่อสิ้นราตรีแล้ว พระอาทิตย์ขึ้น แล้ว ชาวสีพีจงพร้อมเพรียงกันขับไล่เธอเสียจากแว่นแคว้นเถิด.
|๑๐๖๓.๑| อุฏฺเฐหิ กตฺเต ตรมาโน คนฺตฺวา เวสฺสนฺตรํ วท สิวิโย เทว เต กุทฺธา เนคมา จ สมาคตา อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา ฯ |๑๐๖๓.๒| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา เกวโล จาปิ นิคโม สิวิโย จาปิ สมาคตา ฯ |๑๐๖๓.๓| อสฺมา รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สมคฺคา สิวิโย หุตฺวา รฏฺฐา ปพฺพาชยนฺติ ตํ ฯ
ดูกรนายนักการ ท่านจงลุกขึ้น จงรีบไปทูลพระเวสสันดรว่า ขอเดชะ ชาวสีพี ชาวนิคม พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์ พากันโกรธเคืองมาประชุมกันอยู่แล้ว กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ทั้งชาวนิคมและชาวสีพีทั้งสิ้นมาประชุมกันแล้ว เมื่อสิ้นราตรีนี้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีจะพรักพร้อมกันขับไล่ พระองค์จากแว่นแคว้น.
|๑๐๖๔.๑| ส กตฺตา ตรมาโนว สิวิราเชน เปสิโต อามุตฺตหตฺถาภรโณ สุวตฺโถ จนฺทนปฺโผสิโต |๑๐๖๔.๒| สีสํ นฺหาโต อุทเก โส อามุตฺตมณิกุณฺฑโล อุปาคมิ ปุรํ รมฺมํ เวสฺสนฺตรนิเวสนํ ฯ |๑๐๖๔.๓| ตตฺถทฺทส กุมารํ โส รมมานํ สเก ปุเร ปริกิณฺณํ อมจฺเจหิ ติทสานํ ว วาสวํ ฯ
นายนักการนั้น เมื่อได้รับพระราชดำรัสสั่ง จึงสวมสอดเครื่องประดับมือ นุ่งห่มเรียบร้อย ประพรมด้วยจุรณจันทน์ ล้างศีรษะในน้ำ สวมกุณฑล แก้วมณีแล้ว รีบเข้าไปยังบุรีอันน่ารื่นรมย์ เป็นที่ประทับอยู่ของพระ- เวสสันดร ได้เห็นพระเวสสันดรทรงพระสำราญอยู่ในพระราชวังของ พระองค์อันเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่อำมาตย์ ปานประหนึ่งท้าววาสวะแห่ง ไตรทศ.
|๑๐๖๕.๑| โส ตตฺถ คนฺตฺวา ตรมาโน กตฺตา เวสฺสนฺตรํ พฺรวิ ทุกฺขนฺเต เวทยิสฺสามิ มา เม กุชฺฌ รเถสภ ฯ |๑๐๖๕.๒| วนฺทิตฺวา โรทมาโน โส กตฺตา ราชานมพฺรวิ ภตฺตา เมสิ มหาราช สพฺพกามรสาหโร ทุกฺขนฺเต เวทยิสฺสามิ ตตฺถ อสฺสาสยนฺตุ มํ ฯ |๑๐๖๕.๓| สิวิโย เทว เต กุทฺธา เนคมา จ สมาคตา อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา ฯ |๑๐๖๕.๔| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา เกวโล จาปิ นิคโม สิวิโย จาปิ สมาคตา ฯ |๑๐๖๕.๕| อสฺมา รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สมคฺคา สิวิโย หุตฺวา รฏฺฐา ปพฺพาชยนฺติ ตํ ฯ
นายนักการนั้น ครั้นรีบไปในพระราชนิเวสน์นั้นแล้ว ได้กราบทูลพระ เวสสันดรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ข้าพระบาทจะกราบทูลความ ทุกข์แด่พระองค์ ขออย่าได้ทรงกริ้วข้าพระบาทเลย นายนักการนั้น ถวายบังคมแล้วพลางคร่ำครวญกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ทรงชุบเลี้ยงข้าพระบาท ทรงนำมาซึ่งรสที่น่าใคร่ทุกอย่าง ข้าพระ- บาทจะกราบทูลความทุกข์แด่พระองค์ เมื่อข้าพระบาทกราบทูลข่าวสาร เรื่องทุกข์ร้อนนั้นแล้ว ขอพระยุคลบาทจงยังข้าพระบาทให้เบาใจ ขอเดชะ ชาวสีพี ชาวนิคม คนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์พากันโกรธเคืองมาประชุมกันอยู่แล้ว กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ทั้งชาวนิคมและชาวสีพีทั้งสิ้น มาประ- ชุมกันอยู่แล้ว เมื่อสิ้นราตรีนี้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพี จะพรัก พร้อมกันขับไล่พระองค์จากแว่นแคว้นพระเจ้าข้า.
กิสฺมึ เม สิวิโย กุทฺธา โย น ปสฺสามิ ทุกฺกฏํ ตํ เม กตฺเต วิยาจิกฺข กสฺมา ปพฺพาชยนฺติ มํ ฯ
ดูกรนายนักการ เพราะเหตุไรชาวสีพีจึงโกรธเรา ขอท่านจงบอกความ ชั่วแก่เรา ผู้ไม่เห็นความเดือดร้อนให้แจ้งชัดด้วย เหตุไรเขาจึงขับไล่เรา.
อุคฺคา จ ราชปุตฺตา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา นาคทาเนน ขียนฺติ ตสฺมา ปพฺพาชยนฺติ ตํ ฯ
พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์ พวกกองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้าพากันติเตียนเพราะพระ- ราชทานพระยาช้างพระที่นั่งต้น เหตุนั้นเขาจึงขับไล่พระองค์ พระเจ้าข้า.
|๑๐๖๘.๑| หทยํ จกฺขุมฺปหํ ทชฺชํ กึ เม พาหิรกํ ธนํ หิรญฺญํ วา สุวณฺณํ วา มุตฺตา เวฬุริยา มณิ |๑๐๖๘.๒| ทกฺขิณํ วามหํ พาหุํ ทิสฺวา ยาจกมาคเต ทเทยฺยํ น วิกมฺเปยฺยํ ทาเน เม รมตี มโน ฯ |๑๐๖๘.๓| กามํ มํ สิวิโย สพฺเพ ปพฺพาเชนฺตุ หนนฺตุ วา เนว ทานา วิรมิสฺสํ กามํ ฉินฺทนฺตุ สตฺตธา ฯ
เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ หรือ แก้วมณี เป็นทรัพย์ภายนอกของเรา จะเป็นอะไรไป เมื่อยาจกมาถึง เราเห็นแล้ว ก็จงให้แขนขวาแขนซ้าย ไม่หวั่นไหวเลย ใจของเรา ยินดีในทาน ชาวสีพีทั้งปวงจงขับไล่ จงฆ่าเราเสีย หรือจะตัดเราให้ เป็นเจ็ดท่อนก็ตามเถิด เราจักไม่งดการให้ทานเลย.
เอวนฺตํ สิวิโย อาหุ เนคมา จ สมาคตา โกนฺติมาราย ตีเรน คิริมารญฺชรํ ปติ เยน ปพฺพาชิตา ยนฺติ เตน คจฺฉตุ สุพฺพโต ฯ
ชาวสีพีและชาวนิคมประชุมกันกล่าวอย่างนี้ว่า พระเวสสันดรผู้มีวัตรงาม จงเสด็จไปสู่อารัญชรคีรีทางฝั่งแม่น้ำ โกนติมาราตามทางที่พระราชาผู้ถูก ขับไล่เสด็จไปนั้นเถิด.
โสหํ เตน คมิสฺสามิ เยน คจฺฉนฺติ ทูสกา รตฺตินฺทิวํ เม ขมถ ยาว ทานํ ททามิหํ ฯ
เราจักไปตามทางที่พระราชาผู้มีโทษเสด็จไป ขอให้ท่านทั้งหลายจงงดแก่ เราคืนและวันหนึ่งพอให้เราได้ให้ทานก่อนเถิด.
|๑๐๗๑.๑| อามนฺตยิตฺถ ราชา นํ มทฺทึ สพฺพงฺคโสภนึ ยํ เต กิญฺจิ มยา ทินฺนํ ธนํ ธญฺญญฺจ วิชฺชติ |๑๐๗๑.๒| หิรญฺญํ วา สุวณฺณํ วา มุตฺตา เวฬุริยา พหู สพฺพนฺตํ นิทเหยฺยาสิ ยญฺจ เต เปตฺติกํ ธนํ ฯ
พระราชาตรัสตักเตือนพระมัทรีผู้มีความงาม ทั่วสรรพางค์ว่าทรัพย์อย่าง ใดอย่างหนึ่งที่พี่ให้แก่พระน้องนาง และสิ่งของที่ควรสงวนอันเป็นของ พระน้องนาง คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา หรือแก้วไพฑูรย์ มีอยู่เป็น อันมาก และทรัพย์ฝ่ายพระบิดา ของพระน้องนาง ควรเก็บไว้ทั้งหมด.
ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา กุหึ เทว นิทหามิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์ได้ทูลถาม พระเวสสันดร นั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันจะเก็บไว้ที่ไหน หม่อมฉัน ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้นเถิด.
สีลวนฺเตสุ ทชฺเชสิ ทานํ มทฺทิ ยถารหํ น หิ ทานา ปรํ อตฺถิ ปติฏฺฐา สพฺพปาณินํ ฯ
ดูกรพระน้องมัทรี พึงให้ทานในท่านผู้มีศีลตามสมควร เพราะที่พึ่งของ สัตว์ทั้งปวงยิ่งไปกว่าทานไม่มี.
|๑๐๗๔.๑| ปุตฺเตสุ มทฺทิ ทเยสิ สสฺสุยา สสฺสุรมฺหิ จ โย จ ตํ ภตฺตา มญฺเญยฺย สกฺกจฺจนฺตํ อุปฏฺฐเห ฯ |๑๐๗๔.๒| โน เจ ตํ ภตฺตา มญฺเญยฺย มยา วิปฺปวเสน เต อญฺญํ ภตฺตารํ ปริเยส มา กิลิตฺถ มยา วินา ฯ
ดูกรพระน้องมัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งสอง ในพระชนนีและ พระชนกของพี่ อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่าจะเป็นพระสวามีพระ- น้องนางเธอพึงบำรุงผู้นั้นโดยเคารพ ถ้าไม่มีใครมาตกลงปลงใจเป็น พระสวามีพระน้องนาง เพราะพระน้องนางกับพี่จะต้องพลัดพรากจากกัน พระน้องนางจงแสวงหาพระสวามีอื่นเถิด อย่าลำบากเพราะจากพี่เลย.
อหํ หิ วนํ คจฺฉามิ โฆรํ วาฬมิคายุตํ สํสโย ชีวิตํ มยฺหํ เอกกสฺส พฺรหาวเน ฯ
เพราะว่าพี่จักต้องไปสู่ป่าที่น่ากลัว อันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย เมื่อพี่คนเดียวอยู่ในป่าใหญ่ ชีวิตก็น่าสงสัย.
|๑๐๗๖.๑| ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา อภุมฺเม กถํ นุ ภณสิ ปาปกํ วต ภาสสิ ฯ |๑๐๗๖.๒| เนส ธมฺโม มหาราช ยํ ตฺวํ คจฺเฉยฺย เอกโก อหํปิ เตน คจฺฉามิ เยน คจฺฉสิ ขตฺติย ฯ |๑๐๗๖.๓| มรณํ วา ตยา สทฺธึ ชีวิตํ วา ตยา วินา ตเทว มรณํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ตยา วินา ฯ |๑๐๗๖.๔| อคฺคึ อุชฺชาลยิตฺวาน เอกชาลสมาหิตํ ตตฺเถว มรณํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ตยา วินา ฯ |๑๐๗๖.๕| ยถา อารญฺญกํ นาคํ ทนฺตึ อเนฺวติ หตฺถินี เชสฺสนฺตํ คิริทุคฺเคสุ สเมสุ วิสเมสุ จ ฯ |๑๐๗๖.๖| เอวนฺตํ อนุคจฺฉามิ ปุตฺเต อาทาย ปจฺฉโต สุภรา เต ภวิสฺสามิ น เต เหสฺสามิ ทุพฺภรา ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์ ได้กราบทูลพระเวสสันดร ว่า ไฉนหนอพระองค์จึงตรัสเรื่องที่ไม่เคยมี ไฉนจึงตรัสเรื่องลามก ข้าแต่พระมหาราช ข้อที่พระองค์จะพึงเสด็จแต่พระองค์เดียวนั้น ไม่ใช่ ธรรมเนียม ข้าแต่พระมหากษัตริย์แม้หม่อมฉันก็จะตามเสด็จไป ตาม ทางที่พระองค์เสด็จ ความตายกับพระองค์หรือเป็นอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายกับพระองค์นั่นแลประเสริฐกว่า เป็นอยู่เว้นจากพระองค์จะ ประเสริฐอะไร ก่อไฟให้ลุกโพลง มีเปลวเป็นอันเดียวกันตั้งอยู่แล้ว ความตายในไฟที่ลุกโพลง มีเปลวเป็นอันเดียวกันนั้นประเสริฐกว่า เป็นอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร นางช้างติดตามพระยาช้างผู้ อยู่ในป่า เที่ยวไป ณ ภูเขาและที่หล่ม ที่เสมอและไม่เสมอ ฉันใด หม่อมฉันจะพาลูกทั้งสองติดตามพระองค์ไปเบื้องหลัง ฉันนั้น หม่อม ฉันจันเป็นผู้อันพระองค์เลี้ยงง่าย จักไม่เป็นผู้อันพระองค์เลี้ยงยาก.
|๑๐๗๗.๑| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน อาสีเน วนคุมฺพสฺมึ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน กีฬนฺเต วนคุมฺพสฺมึ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๓| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน อสฺสเม รมณียมฺหิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๔| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺชุเก ปิยภาณิเน กีฬนฺเต อสฺสเม รมฺเม น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๕| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มาลธารี อลงฺกเต อสฺสเม รมณียมฺหิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๖| อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มาลธารี อลงฺกเต กีฬนฺเต อสฺสเม รมฺเม น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๗| ยทา ทกฺขสิ นจฺจนฺเต กุมาเร มาลธาริเน อสฺสเม รมณียมฺหิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๘| ยทา ทกฺขสิ นจฺจนฺเต กุมาเร มาลธาริเน กีฬนฺเต อสฺสเม รมฺเม น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๙| ยทา ทกฺขสิ มาตงฺคํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ เอกํ อรญฺเญ วิจรนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๐| ยทา ทกฺขสิ มาตงฺคํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายนํ สายํ ปาโต วิจรนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๑| ยทา กเรณุสงฺฆสฺส ยูถสฺส ปุรโต วชํ โกญฺจํ กาหติ มาตงฺโค กุญฺชโร สฏฺฐิหายโน ตสฺส ตํ นทโต สุตฺวา น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๒| อุภโต วนวิกาเส ยทา ทกฺขสิ กามทํ วเน วาฬมิคากิณฺเณ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๓| มิคํ ทิสฺวาน สายณฺหํ ปญฺจมาลินิมาคตํ กึปุริเส จ นจฺจนฺเต น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๔| ยทา สุสฺสสิ นิคฺโฆสํ สนฺทมานาย สินฺธุยา คีตํ กึปุริสานญฺจ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๕| ยทา สุสฺสสิ นิคฺโฆสํ คิริคพฺภรจาริโน วสฺสมานสฺสุลูกสฺส น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๖| ยทา สีหสฺส พฺยคฺฆสฺส ขคฺคสฺส ควยสฺส จ วเน สุสฺสสิ วาฬานํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๗| ยทา โมรีหิ ปริกิณฺณํ วรหินํ มตฺถกาสินํ โมรํ ทกฺขสิ นจฺจนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๘| ยทา โมรีหิ ปริกิณฺณํ อณฺฑชํ จิตฺรเปกฺขนํ โมรํ ทกฺขสิ นจฺจนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๑๙| ยทา โมรีหิ ปริกิณฺณํ นีลคีวํ สิขณฺฑินํ โมรํ ทกฺขสิ นจฺจนฺตํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๐| ยทา ทกฺขสิ เหมนฺเต ปุปฺผิเต ธรณีรุเห สุรภิสมฺปวายนฺเต น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๑| ยทา เหมนฺติเก มาเส หริตํ ทกฺขสิ เมทนึ อินฺทโคปกสญฺฉนฺนํ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๒| ยทา ทกฺขสิ เหมนฺเต ปุปฺผิเต ธรณีรุเห กุฏชํ พิมฺพชาลญฺจ ปุปฺผิตํ โลทฺทปทฺมกํ สุรภิสมฺปวายนฺเต น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ |๑๐๗๗.๒๓| ยทา เหมนฺติเก มาเส วนํ ทกฺขสิ ปุปฺผิตํ โอปุปฺผานิ จ ปทฺมานิ น รชฺชสฺส สริสฺสสิ ฯ หิมวนฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่งอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็น พระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะพูดจา น่ารัก ณ อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อพระ- องค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจา น่ารัก เล่นอยู่ ณ อาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ทรงมาลาประดับ พระองค์ ณ อาศรมรัมณียสถาน ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ เล่นอยู่ ณ อาศรมอัน เป็นที่รื่นรมย์ ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอด พระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ พระองค์ ทรงมาลา ฟ้อนรำอยู่ ณ อาศรมรัมณียสถาน เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระ องค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ พระองค์ ทรงมาลา ฟ้อนรำเล่น อยู่ ณ อาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เที่ยวอยู่ในป่าตัวเดียว เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ ใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เที่ยวไปในป่าเวลาเย็น ในเวลาเช้า เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราช- สมบัติ เมื่อใด กุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เดินนำหน้าโขลง หมู่ช้างพังไป ส่งเสียงร้องก้องโกญจนาท พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้อง ของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น ลำเนาป่าสองข้างทาง และสิ่งที่ให้ความน่าใคร่ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไป ด้วยเนื้อร้าย เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ ได้ทอดพระเนตรเห็นเนื้ออันเดินมาเป็นหมู่ๆ หมู่ละ ๕ ตัว และได้ ทอดพระเนตรเห็นพวกกินนรที่กำลังฟ้อนอยู่ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึง ราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงกึกก้องแห่งแม่น้ำ อันมี น้ำไหลหลั่ง และเสียงเพลงขับของพวกกินนร เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึก ถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของนกเค้าที่เที่ยว อยู่ตามซอกเขา เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ จักได้ทรงสดับเสียงแห่งสัตว์ร้ายในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง แรด และวัวลาน เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง อันแวดล้อมไปด้วยนางนกยูง รำแพนหาง จับอยู่เป็นกลุ่มบนยอดภูเขา เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง มีขนปีกงามวิจิตรห้อมล้อม ด้วยนางนกยูงทั้งหลายรำแพนหางอยู่ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราช- สมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูงมีคอเขียว มีหงอน แวดล้อมด้วยนางนกยูงฟ้อนอยู่ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้อันมีดอกบาน มีกลิ่นหอม ฟุ้งไปในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นแผ่นดินอันเขียวชะอุ่ม ดารดาษไปด้วย แมลงค่อมทองในเดือนฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้อันมีดอกบานสะพรั่ง คือ อัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน ต้นโลท และบัวบกมีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งไปในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่ไม้มีดอกบานสะพรั่ง และ ปทุมชาติอันมีดอกร่วงหล่นในเดือนฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น จักไม่ทรง ระลึกถึงราชสมบัติ. จบกัณฑ์หิมพานต์
|๑๐๗๘.๑| เตสํ ลาลปิตํ สุตฺวา ปุตฺตสฺส สุณิสาย จ กลูนํ ปริเทเวสิ ราชปุตฺตี ยสสฺสินี ฯ |๑๐๗๘.๒| เสยฺโย วิสํ เม ขายิตํ ปปาตา ปปเตยฺยหํ รชฺชุยา พชฺฌมิยาหํ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๓| อชฺฌายกํ ทานปตึ ยาจโยคํ อมจฺฉรึ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๔| ปูชิตํ ปฏิราชูหิ กิตฺติมนฺตํ ยสสฺสินํ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๕| มาตาเปติภรํ ชนฺตุํ กุเล เชฏฺฐาปจายินํ กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๘.๖| รญฺโญ หิตํ เทวหิตํ ญาตีนํ สขินํ หิตํ หิตํ สพฺพสฺส รฏฺฐสฺส กสฺมา เวสฺสนฺตรํ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ
สมเด็จพระนางผุสดีราชบุตรีผู้เรืองยศ ได้ทรงสดับคำที่ พระราชโอรส และพระสุณิสาพร่ำสนทนากัน ทรงคร่ำครวญละห้อยไห้ว่า เรากินยาพิษ เสียดีกว่า เราโดดเหวเสียดีกว่า เอาเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มีโทษผิด เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มีโทษผิด ผู้เป็นปราชญ์ เปรื่อง เป็นทานบดี ควรแก่การขอ ไม่ตระหนี่ เหตุไฉน ชาวนครสีพี จึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มีโทษผิด อันท้าวพระยาบูชา ผู้มีเกียรติยศ เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรัก ผู้ไม่มีโทษผิด ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในราช- สกุล เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรักผู้ไม่มี โทษผิด ผู้เกื้อกูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน แก่เทพเจ้า แก่พระประยูรญาติ และมิตรสหาย ผู้เกื้อกูลทั่วรัฐสีมามณฑล.
|๑๐๗๙.๑| มธูนีว ปลิตานิ อมฺพาว ปติตา ฉมา เอวํ เหสฺสติ เต รฏฺฐํ ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๗๙.๒| หํโส นิกฺขีณปตฺโตว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก อปวิฏฺโฐ อมจฺเจหิ เอโก ราชา วิหิยฺยสิ ฯ |๑๐๗๙.๓| ตนฺตํ พฺรูมิ มหาราช อตฺโถ เต มา อุปจฺจคา มา นํ สิวีนํ วจนา ปพฺพาเชสิ อทูสกํ ฯ
ชาวนครสีพีจะให้ขับพระราชโอรสผู้ไม่มีโทษผิดเสีย รัฐสีมามณฑลของ พระองค์ก็จะเป็นเหมือนรังผึ้งร้าง เหมือนผลมะม่วงหล่นลงบนดิน ฉะนั้น พระองค์อันพวกอำมาตย์ละทิ้งแล้ว จักต้องลำบากอยู่พระองค์ เดียว เหมือนหงส์มีขนปีกหลุดลำบากอยู่ในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น ข้าแต่มหาราช เพราะฉะนั้น เกล้ากระหม่อมฉันขอกราบทูลพระองค์ว่า ประโยชน์อย่าได้ล่วงพระองค์ไปเสียเลย ขอพระองค์อย่าทรงขับไล่ พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิด เพราะถ้อยคำของชาวนครสีพีเลย.
ธมฺมสฺสาปจิตึ กุมฺมึ สิวีนํ วินยํ ธชํ ปพฺพาเชมิ สกํ ปุตฺตํ ปาณา ปิยตโร หิ เม ฯ
เราทำความยำเกรงต่อพระราชประเพณี จึงขับไล่พระราชโอรสผู้เป็นธง ของชาวสีพี เราจำต้องขับไล่ลูกของตน ถึงแม้จะเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต ของเรา.
|๑๐๘๑.๑| ยสฺส ปุพฺเพ ธชคฺคานิ กณิการาว ปุปฺผิตา ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๒| ยสฺส ปุพฺเพ ธชคฺคานิ กณิการวนานิว ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๓| ยสฺส ปุพฺเพ อนีกานิ กณิการาว ปุปฺผิตา ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๔| ยสฺส ปุพฺเพ อนีกานิ กณิการวนานิ ว ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๕| อินฺทโคปกวณฺณาภา คนฺธารา ปณฺฑุกมฺพลา ยายนฺตมนุยายนฺติ สฺวชฺเชโกว คมิสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๖| โย ปุพฺเพ หตฺถินา ยาติ สิวิกาย รเถน จ สฺวชฺช เวสฺสนฺตโร ราชา กถํ คจฺฉติ ปตฺติโก ฯ |๑๐๘๑.๗| กถํ จนฺทนลิตฺตงฺโค นจฺจคีตปฺปโพธโน ขุราชินํ ผรสุญฺจ ขาริกาชญฺจ หาริติ ฯ |๑๐๘๑.๘| กสฺมา นาภิหรียนฺติ กาสาวา อชินานิ จ ปวิสนฺตํ พฺรหารญฺญํ กสฺมา จีรํ น พชฺฌเร ฯ |๑๐๘๑.๙| กถํ นุ จีรํ ธาเรนฺติ ราชปพฺพชิตา ชนา กถํ กุสมยํ จีรํ มทฺที ปริทเหสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๑๐| กาสิยานิ จ ธาเรตฺวา โขมโกทุมฺพรานิ จ กุสจีรานิ ธาเรนฺตี กถํ มทฺที กริสฺสติ ฯ |๑๐๘๑.๑๑| วยฺหาหิ ปริยายิตฺวา สิวิกาย รเถน จ สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี ปถํ คจฺฉติ ปตฺติกา ฯ |๑๐๘๑.๑๒| ยสฺสา มุทุตลา หตฺถา จลนา จ สุเข ฐิตา สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี ปถํ คจฺฉติ ปตฺติกา ฯ |๑๐๘๑.๑๓| ยสฺสา มุทุตลา ปาทา จลนา จ สุเข ฐิตา ปาทุกาหิ สุวณฺณาหิ ปีฬมานาว คจฺฉติ สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี ปถํ คจฺฉติ ปตฺติกา ฯ |๑๐๘๑.๑๔| ยสฺสุ อิตฺถีสหสฺสสฺส ปุรโต คจฺฉติ มาลินี สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี วนํ คจฺฉติ เอกิกา ฯ |๑๐๘๑.๑๕| ยา สา สิวาย สุตฺวาน มุหุํ อุตฺตสเต ปุเร สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี วนํ คจฺฉติ ภีรุกา ฯ |๑๐๘๑.๑๖| ยา สา อินฺทสโคตฺตสฺส อุลูกสฺส ปวสฺสโต สุตฺวาน นทโต ภีตา วารุณีว ปเวธติ สา กถชฺช อนุจฺจงฺคี วนํ คจฺฉติ ภีรุกา ฯ |๑๐๘๑.๑๗| สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ สุญฺญํ อาคมฺมิมํ ปุรํ ฯ |๑๐๘๑.๑๘| สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ กีสา ปณฺฑุ ภวิสฺสามิ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๑๙| สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ เตน เตน ปธาวิสฺสํ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๐| กุรุรี หตจฺฉาปาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ สุญฺญํ อาคมฺมิมํ ปุรํ ฯ |๑๐๘๑.๒๑| กุรุรี หตจฺฉาปาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ กีสา ปณฺฑุ ภวิสฺสามิ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๒| กุรุรี หตจฺฉาปาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ เตน เตน ปธาวิสฺสํ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๓| สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ สุญฺญํ อาคมฺมิมํ ปุรํ ฯ |๑๐๘๑.๒๔| สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก กีสา ปณฺฑุ ภวิสฺสามิ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๕| สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก เตน เตน ปธาวิสฺสํ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสตี ฯ |๑๐๘๑.๒๖| เอวํ เม วิลปนฺติยา ราชปุตฺตํ อทูสกํ ปพฺพาเชสิ จ นํ รฏฺฐา มญฺเญ เหสฺสามิ ชีวิตํ ฯ
แต่ปางก่อนยอดธงเคยแห่ตามเสด็จพระเวสสันดร ดังดอกกรรณิการ์บาน วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จแต่พระองค์เดียว แต่ปางก่อนยอดธงเคยแห่ ตามเสด็จพระเวสสันดรดังป่ากรรณิการ์ วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จ แต่พระองค์เดียว แต่ปางก่อนกองทหารรักษาพระองค์เคยตามเสด็จพระ- เวสสันดรเหมือนดอกกรรณิการ์บาน วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จแต่ พระองค์เดียว แต่ปางก่อนกองทหารรักษาพระองค์เคยตามเสด็จพระ- เวสสันดร เหมือนป่ากรรณิการ์ วันนี้พระเวสสันดรจะต้องเสด็จแต่ พระองค์เดียว แต่ปางก่อนกองทหารรักษาพระองค์ใช้ผ้ากัมพลเหลือง เมืองคันธาระ มีสีเหลืองเรืองรองเหมือนหิ่งห้อย เคยตามเสด็จพระ- เวสสันดร วันนี้พระเวสสันดรจะเสด็จแต่พระองค์เดียว แต่ปางก่อน พระเวสสันดรเคยเสด็จด้วยช้างพระที่นั่ง วอและรถทรง วันนี้จะเสด็จ ดำเนินด้วยพระบาทอย่างไร แต่ปางก่อนพระเวสสันดรเคยลูบไล้องค์ ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ปลุกปลื้มด้วยการฟ้อนรำขับร้อง วันนี้จักทรงแบก หนังเสืออันหยาบ ขวานและหาบเครื่องบริขารไปได้อย่างไร พระ- เวสสันดรเมื่อเข้าไปอยู่ในป่าใหญ่ไฉนจะไม่ต้องขนเอาผ้าย้อมน้ำฝาดและ หนังเสือไปด้วย พระเวสสันดร เมื่อเข้าไปอยู่ป่าใหญ่ ไฉนจะไม่ต้อง ใช้ผ้าคากรอง พวกคนที่เป็นเจ้านายบวช จะทรงผ้าคากรองได้อย่างไร หนอ เจ้ามัทรีจักนุ่งห่มผ้าคากรองได้อย่างไร แต่ปางก่อนเจ้ามัทรีเคยทรง แต่ผ้ากาสิกพัสตร ผ้าโขมพัสตรและผ้าโกทุมพรพัสตร เมื่อต้องทรงผ้า คากรองจักกระทำอย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างสวยงาม แต่ปางก่อน เคยเสด็จด้วยคานหาม วอและรถทรง วันนี้จะเสด็จเดินทางด้วย พระบาทได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างสวยงาม มีฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม ไม่เคยทำงานหนักเคยตั้งอยู่ในความสุข วันนี้จะเสด็จเดินทางด้วย พระบาทได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างสวยงาม มีฝ่าพระบาทอันอ่อนนุ่ม ไม่เคยเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ตั้งอยู่ในความสุข ทรงสวม รองเท้าทองเสด็จดำเนิน วันนี้จะเสด็จเดินทางด้วยพระบาทได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างอันสวยงาม ทรงศิริ แต่ก่อนเคยเสด็จดำเนินข้างหน้า นางข้าหลวงจำนวนพัน วันนี้จะเสด็จเดินป่าพระองค์เดียวได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างอันสวยงาม ขวัญอ่อน พอได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนก็ สะดุ้ง วันนี้จักเสด็จเดินป่าได้อย่างไร เจ้ามัทรีผู้มีรูปร่างอันสวยงาม ขวัญอ่อน ได้สดับเสียงนกฮูกคำรามร้อง ก็กลัวตัวสั่น เหมือนนางวารุณี วันนี้จะเสด็จเดินป่าได้อย่างไร เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันมาสู่นิเวศน์อัน ว่างเปล่านี้ จักเศร้ากำสรดระทมทุกข์สิ้นกาลนาน ดังแม่นกถูกพรากลูก เห็นแต่รังอันว่างเปล่าฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสอง ก็จักซูบผอมเหมือนแม่นกถูกพรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสอง ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ ดังแม่นกถูกพรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระ- หม่อมฉันมาสู่นิเวศน์อันว่างเปล่านี้ จักเศร้ากำสรดระทมทุกข์สิ้นกาล- นาน ดังนางนกออกถูกพรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อ เกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสองก็จักซูบผอม ดังนางนกออกถูก พรากลูกเห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็น ลูกรักทั้งสอง ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ ดังนางนกออกถูกพรากลูก เห็นแต่รังอันว่างเปล่า ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันมาสู่นิเวศน์อัน ว่างเปล่านี้ ก็จักเศร้ากำสรดระทมทุกข์สิ้นกาลนานเป็นแน่แท้ เหมือน นางนกจากพรากซบเซาอยู่ในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระ- หม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งสอง ก็จักซูบผอมเป็นแน่แท้ เหมือนนางนก จากพรากในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันไม่เห็น ลูกรักทั้งสอง ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ เป็นแน่แท้ เหมือนนางนก จากพรากในหนองอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น ก็เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันพร่ำเพ้อ ทูลอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ถ้าพระองค์ยังจะทรงให้ขับไล่พระเวสสันดรเสีย จากแว่นแคว้น เกล้ากระหม่อมฉันเห็นจักต้องสละชีวิตเป็นแน่.
|๑๐๘๒.๑| ตสฺสา ลาลปิตํ สุตฺวา สพฺพา อนฺเตปุเร อหุ พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ สิวิกญฺญา สมาคตา ฯ |๑๐๘๒.๒| สาลาว สมฺปมทฺทิตา มาลุเตน ปมทฺทิตา เสนฺติ ปุตฺตา จ ทารา จ เวสฺสนฺตรนิเวสเน ฯ |๑๐๘๒.๓| โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ เวสฺสนฺตรนิเวสเน ฯ |๑๐๘๒.๔| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ เวสฺสนฺตรนิเวสเน ฯ |๑๐๘๒.๕| ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ อถ เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ทาตุํ อุปาคมิ ฯ |๑๐๘๒.๖| วตฺถานิ วตฺถกามานํ โสณฺฑานํ เทถ วารุณึ โภชนํ โภชนตฺถีนํ สมฺมเทว ปเวจฺฉถ ฯ |๑๐๘๒.๗| มา จ กิญฺจิ วนิพฺพเก เหฐยิตฺถ อิธาคเต ตปฺเปถ อนฺนปาเนน คจฺฉนฺตุ ปฏิปูชิตา ฯ |๑๐๘๒.๘| (อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา ทาเนน ตํ นีหรนฺติ ปุน ทานํ อทา ตุวํ ฯ)
นางสนมกำนัลในของพระเจ้าสีวิราชทุกถ้วนหน้า ได้ยินคำรำพันของ พระนางผุสดีแล้ว ก็พากันมาประชุมประคองแขนทั้งสองขึ้นร่ำไห้ พระ โอรส พระธิดา และพระชายา ในนิเวศน์ของพระเวสสันดร นอน กอดกันสะอื้นไห้ ดังหมู่ไม้รังอันถูกพายุพัดล้มระเนนระนาดแหลกลาญ ฉะนั้น พวกชาววัง พวกเด็กๆ พ่อค้าและพวกพราหมณ์ ในนิเวศน์ ของพระเวสสันดรต่างก็ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญ พวกกองช้าง กองม้า กองรถและกองเดินเท้า ในนิเวศน์ของพระเวสสันดร ต่างก็ ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญ ครั้นเมื่อสิ้นราตรีนั้น พระอาทิตย์ขึ้น แล้ว พระเวสสันดรเสด็จมาสู่โรงทาน เพื่อทรงทานโดยรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ผ้าแก่ผู้ต้องการ จงให้เหล้าแก่พวกนักเลงเหล้า จงให้ โภชนะแก่ผู้ต้องการโภชนะโดยทั่วถึง และอย่าเบียดเบียนพวกวณิพกผู้ มาในที่นี้อย่างไร จงเลี้ยงดูพวกวณิพกให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ พวก เขาได้รับบูชาแล้วก็จงไป ครั้งนั้น เสียงดังกึกก้องโกลาหลน่าหวาดเสียว เป็นไปในพระนครนั้นว่า ชาวพระนครสีพีจะขับไล่พระเวสสันดร เพราะทรงบริจาคทาน ขอให้พระองค์ได้ทรงบริจาคทานอีกเถิด.
|๑๐๘๓.๑| เต สุ มตฺตา กิลนฺตาว สมฺปตนฺติ วนิพฺพกา นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๒| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ นานาผลททํ ทุมํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๓| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ นานาผลธรํ ทุมํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๔| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ สพฺพกามททํ ทุมํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๕| อจฺเฉจฺฉุํ วต โภ รุกฺขํ สพฺพกามรสาหรํ ยถา เวสฺสนฺตรํ รฏฺฐา ปพฺพาเชนฺติ อทูสกํ ฯ |๑๐๘๓.๖| เย วุฑฺฒา เย จ ทหรา เย จ มชฺฌิมโปริสา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๗| อติยกฺขา เวสฺสวรา อิตฺถาคารา จ ราชิโน พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๘| ถิโยปิ ตตฺถ ปกฺกนฺทุํ ยา ตมฺหิ นคเร อหุ นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ |๑๐๘๓.๙| เย พฺราหฺมณา เย จ สมณา อญฺเญ วาปิ วนิพฺพกา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ อธมฺโม กิร โภ อิติ ฯ |๑๐๘๓.๑๐| ยถา เวสฺสนฺตโร ราชา ยชมาโน สเก ปุเร สิวีนํ วจนตฺเถน สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๑| สตฺต หตฺถิสเต ทตฺวา สพฺพาลงฺการภูสิเต สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส อารุเฬฺห คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๒| สตฺต อสฺสสเต ทตฺวา สพฺพาลงฺการภูสิเต อาชานิเยว ชาติยา สินฺธเว สีฆวาหเน อารุเฬฺห คามณีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๓| สตฺต รถสเต ทตฺวา สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๑๐๘๓.๑๔| อารุเฬฺห คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๕| สตฺต อิตฺถีสเต ทตฺวา เอกเมกา รเถ ฐิตา สนฺนทฺธา นิกฺขรชฺชูหิ สุวณฺเณหิ อลงฺกตา |๑๐๘๓.๑๖| ปีตาลงฺการา ปีตวสนา ปีตาภรณภูสิตา อาฬารปฺปมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๗| สตฺต เธนุสเต ทตฺวา สพฺพา กํสุปธาริโน เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๘| สตฺต ทาสีสเต ทตฺวา สตฺต ทาสสตานิ จ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๑๙| หตฺถี อสฺเส รเถ ทตฺวา นาริโย จ อลงฺกตา เอส เวสฺสนฺตโร ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ |๑๐๘๓.๒๐| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ มหาทาเน ปทินฺนมฺหิ เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๐๘๓.๒๑| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ ยํ ปญฺชลีกโต ราชา สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชติ ฯ
เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นเป็น ดังคนเมา คนเหน็ดเหนื่อย ลงนั่งปรับทุกข์กันว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรผู้ไม่มีผิดเสียจากแว่นแคว้น ก็ เปรียบเหมือนช่วยกันตัดต้นไม้ที่ให้ผลต่างๆ เสีย ฉะนั้น ท่านผู้ เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรผู้ไม่มีความผิดเสีย จากแว่นแคว้น ก็เปรียบเหมือนช่วยกันตัดต้นไม้อันทรงผลต่างๆ ฉะนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรผู้ไม่มีความ ผิดเสียจากแว่นแคว้น ก็เปรียบเหมือนช่วยกันตัดต้นไม้อันให้สิ่งที่ต้อง การทุกอย่าง ฉะนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวนครสีพีพากันขับไล่ พระเวสสันดรผู้ไม่มีความผิดเสียจากแว่นแคว้น ก็เปรียบเหมือนช่วย กันตัดต้นไม้อันนำรสที่ต้องการทุกอย่างมาให้ ฉะนั้น เมื่อพระมหาราชา ผู้ผดุงสีพีรัฐจะเสด็จออกทั้งคนแก่ เด็ก และคนปานกลางต่างพากัน ประคองแขนทั้งสองร้องไห้คร่ำครวญ เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐจะ เสด็จออก พวกโหรหลวง พวกขันที มหาดเล็กและเด็กชายต่างก็ ประคองแขนทั้งสองร้องไห้คร่ำครวญ เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐจะ เสด็จออก แม้หญิงทั้งหลายที่มีอยู่ในพระนครนั้น ต่างก็ร้องไห้คร่ำครวญ สมณพราหมณ์และวณิพก ต่างก็ประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญว่า ท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เป็นการไม่ยุติธรรมเลย เพราะเหตุพระ- เวสสันดรทรงบำเพ็ญทานอยู่ในพระราชวังของพระองค์ จำต้องเสด็จออก จากแว่นแคว้นของพระองค์ เพราะถ้อยคำของชาวสีพี พระเวสสันดร ทรงประทานช้างเจ็ดร้อยเชือก ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างอันมี สายรัด มีทั้งกูบและสัปคับทอง มีนายควาญถือหอกซัดและขอขึ้นคอ ประจำ แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดร พระราชทานม้าเจ็ดร้อยตัว อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็น ม้าสินธพชาติอาชาไนย เป็นม้าฝีเท้าเร็ว มีนายสารถีถือทวนและธนูขึ้น ขี่ประจำ แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดร พระราชทานรถเจ็ดร้อยคัน อันผูกสอดเครื่องรบปักธงไชยครบครัน หุ้ม ด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของ พระองค์ พระเวสสันดรพระราชทานสตรีเจ็ดร้อยคน นั่งประจำอยู่ใน รถคันละคน สอดสวมสร้อยสังวาลตบแต่งด้วยเครื่องทอง มีเครื่อง ประดับ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่สีเหลือง มีดวงตา กว้าง ใบหน้ายิ้มแย้ม ตะโพกงาม เอวบางร่างน้อย แล้วเสด็จออกจาก แว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดรพระราชทานแม่โคนมเจ็ดร้อยตัว พร้อมด้วยภาชนะเงินสำหรับรองน้ำนมทุกๆ ตัว แล้วเสด็จออกจาก แว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดรพระราชทานทาสีเจ็ดร้อยและ ทาสเจ็ดร้อย แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ พระเวสสันดร พระราชทานช้าง ม้า รถ และนารี อันประดับประดาอย่างสวยงาม แล้วเสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์ ในกาลนั้น ได้มีสิ่งที่ น่ากลัวขนพองสยองเกล้า เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานมหาทานแล้ว แผ่นดินก็หวั่นไหว ครั้งนั้นได้มีสิ่งที่น่ากลัว ขนพองสยองเกล้า พระเวสสันดรทรงประคองอัญชลี เสด็จออกจากแว่นแคว้นของพระองค์.
อเถตฺถ วตฺตติ สทฺโท ตุมุโล เภรโว มหา ทาเนน ตํ นีหรนฺติ ปุน ทานํ ททาติ โส ฯ
ครั้งนั้น เสียงดังกึกก้องโกลาหลน่าหวาดเสียวเป็นไปในพระนครนั้นว่า ชาวนครสีพีขับไล่พระเวสสันดร เพราะบริจาคทาน ขอให้พระองค์ทรง- บริจาคทานอีกเถิด.
เต สุ มตฺตา กิลนฺตาว สมฺปตนฺติ วนิพฺพกา นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ฯ
เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นเป็น ดังคนเมา คนเหน็ดเหนื่อย นั่งลงปรับทุกข์กัน.
|๑๐๘๖.๑| อามนฺตยิตฺถ ราชานํ สญฺชยํ ธมฺมิกํ วรํ อวรุทฺธสิ มํ เทว วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ ฯ |๑๐๘๖.๒| เย หิ เกจิ มหาราช ภูตา เย จ ภวิสฺสเร อติตฺตาเยว กาเมหิ คจฺฉนฺติ ยมสาธนํ ฯ |๑๐๘๖.๓| โสหํ สเก อภิสสึ ยชมาโน สเก ปุเร สิวีนํ วจนตฺเถน สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชหํ |๑๐๘๖.๔| อฆนฺตํ ปฏิเสวิสฺสํ วเน วาฬมิคากิณฺเณ ขคฺคทีปินิเสวิเต อหํ ปุญฺญานิ กโรมิ ตุเมฺห ปงฺกมฺหิ สีทถ ฯ
พระเวสสันดร กราบทูลพระเจ้าสัญชัยผู้ประเสริฐธรรมิกราชว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเนรเทศข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะ ไปยังภูเขาวงกต ข้าแต่พระมหาราช สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีมาแล้ว ที่จะมีมา และที่มีอยู่ ยังไม่อิ่มด้วยกามเลย ก็ต้องไปสู่สำนักของ พญายม ข้าพระองค์บำเพ็ญทานอยู่ในปราสาทของตน ยังชื่อว่าเบียด- เบียนชาวนครของตน จะต้องออกจากแว่นแคว้นของตน เพราะถ้อย คำของชาวสีพี ข้าพระองค์จักต้องได้เสวยความลำบากนั้นๆ ในป่าอัน เกลื่อนกล่นด้วยพาลมฤค เป็นที่อยู่อาศัยของแรด และเสือเหลือง ข้าพระองค์จะทำบุญทั้งหลาย เชิญพระองค์ประทับจมอยู่ในเปือกตมเถิด พระเจ้าข้า.
อนุชานาหิ มํ อมฺม ปพฺพชฺชา มม รุจฺจติ โสหํ สเก อภิสสึ ยชมาโน สเก ปุเร สิวีนํ วจนตฺเถน สมฺหา รฏฺฐา นิรชฺชหํ |๑๐๘๗.๑| อฆนฺตํ ปฏิเสวิสฺสํ วเน วาฬมิคากิณฺเณ ขคฺคทีปินิเสวิเต อหํ ปุญฺญานิ กโรมิ วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ ฯ
ข้าแต่พระแม่เจ้า ขอได้ทรงโปรดอนุญาตข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอบวช ข้าพระองค์บำเพ็ญทานอยู่ในปราสาทของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนชาว นครของตน จะต้องออกจากแว่นแคว้นของตน เพราะถ้อยคำของชาว สีพี จักต้องได้เสวยความลำบากนั้นๆ ในป่าอันเกลื่อนกล่นด้วยพาลมฤค เป็นที่อาศัยของแรดและเสือเหลือง ข้าพระองค์จะกระทำบุญทั้งหลาย จะไปสู่เขาวงกต.
อนุชานามิ ตํ ปุตฺต ปพฺพชฺชา เต สมิชฺฌตุ อยญฺจ มทฺที กลฺยาณี สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา อจฺฉตํ สห ปุตฺเตหิ กึ อรญฺเญ กริสฺสติ ฯ
ลูกเอ๋ย แม่อนุญาตให้ลูก การบวชของลูกจงสำเร็จ ส่วนแม่มัทรีผู้มี ความงาม ตะโพกผึ่งผาย เอวบางร่างน้อย จงอยู่กับลูกๆ เถิด จักทำ อะไรในป่าได้.
นาหํ อกามา ทาสึปิ อรญฺญํ เนตุมุสฺสเห สเจ อิจฺฉติ อเนฺวตุ สเจ นิจฺฉติ อจฺฉตุ ฯ
ข้าพระองค์ไม่พยายามจะนำแม้ซึ่งนางทาสีไปสู่ป่า โดยเขาไม่ปรารถนา ถ้าเขาปรารถนาจะตามไป (ก็ตามใจ) ถ้าเขาไม่ปรารถนา ก็จงอยู่.
|๑๐๙๐.๑| ตโต สุณฺหํ มหาราชา ยาจิตุํ ปฏิปชฺชถ มา จนฺทนสมาจาเร รโชชลฺลํ อธารยิ ฯ |๑๐๙๐.๒| กาสิยานิ ปธาเรตฺวา กุสจีรํ อธารยิ ทุกฺโข วาโส อรญฺญสฺมึ มา หิ ตฺวํ ลกฺขเณ คมิ ฯ
ลำดับนั้น พระมหาราชาเสด็จดำเนินไปทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า ดูกร แม่มัทรี ผู้มีร่างกายอันชโลมจันทน์ เจ้าอย่างได้ทรงธุลีละอองเลย แม่มัทรีเคยทรงผ้ากาสี อย่าได้ทรงผ้าคากรองเลย การอยู่ในป่าเป็นความ ลำบาก ดูกรแม่มัทรี ผู้มีลักขณาอันงาม เจ้าอย่าไปเลยนะ.
ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา นาหนฺตํ สุขมิจฺเฉยฺยํ ยํ เม เวสฺสนฺตรํ วินา ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระสัสสุระนั้นว่า ความสุขอันใดจะพึงมีแก่เกล้ากระหม่อมฉัน โดยว่างเว้นพระเวสสันดร เกล้ากระหม่อมฉันไม่พึงปรารถนาความสุขอันนั้น.
|๑๐๙๒.๑| ตมพฺรวิ มหาราชา สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน อิงฺฆ มทฺทิ นิสาเมหิ วเน เย โหนฺติ ทุสฺสหา ฯ |๑๐๙๒.๒| พหู กีฏา ปฏงฺคา จ มกสา มธุมกฺขิกา เตปิ ตํ ตตฺถ หึเสยฺยุํ ตนฺเต ทุกฺขตรํ สิยา ฯ |๑๐๙๒.๓| อปเร ปสฺส สนฺตาเส นทีนูปนิเสวิเต สปฺปา อชครา นาม อวิสา เต มหพฺพลา ฯ |๑๐๙๒.๔| เต มนุสฺสํ มิคํ วาปิ อปิจาสนฺนมาคตํ ปริกฺขิปิตฺวา โภเคหิ วสมาเนนฺติ อตฺตโน ฯ |๑๐๙๒.๕| อญฺเญปิ กณฺหา ชฏิโน อจฺฉา นาม อฆมฺมิคา น เตหิ ปุริโส ทิฏฺโฐ รุกฺขมารุยฺห มุจฺจติ ฯ |๑๐๙๒.๖| สงฺฆฏฺฏยนฺตา สิงฺคานิ ติกฺขคฺคานิ ปหาริโน มหิสา วิจรนฺเตตฺถ นทึ โสตุมฺพรํ ปติ ฯ |๑๐๙๒.๗| ทิสฺวา มิคานํ ยูถานํ ควํ สญฺจริตํ วเน เธนุว วจฺฉคิทฺธาว กถํ มทฺทิ กริสฺสสิ ฯ |๑๐๙๒.๘| ทิสฺวา สมฺปติเต โฆเร ทุมฺมคฺเคสุ ปฺลวงฺคเม อเขตฺตญฺญาย เต มทฺทิ ภวิสฺสเต มหพฺภยํ ฯ |๑๐๙๒.๙| ยา ตฺวํ สิวาย สุตฺวาน มุหุํ อุตฺตสเต ปุเร สา ตฺวํ วงฺกํ อนุปฺปตฺตา กถํ มทฺทิ กริสฺสสิ ฯ |๑๐๙๒.๑๐| ฐิเต มชฺฌนฺติเก กาเล สนฺนิสินฺเนสุ ปกฺขิสุ สุณเตว พฺรหารญฺญํ ตตฺถ กึ คนฺตุมิจฺฉสิ ฯ
พระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐ ได้ตรัสกะพระนางมัทรีนั้นว่า เชิญฟังก่อน แม่มัทรี สัตว์อันจะรบกวนยากที่จะอดทนได้ มีอยู่ในป่าเป็นอันมาก คือ เหลือบ ตั๊กแตน ยุง และผึ้งมันจะพึงเบียดเบียนเธอในป่านั้น ความทุกข์อย่างยิ่งนั้นจะพึงมีแก่เธอ เธอจะต้องได้พบสัตว์ที่น่ากลัวอื่นๆ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่นงูเหลือมเป็นสัตว์ไม่มีพิษ แต่มันมีกำลังมาก มันรัดมนุษย์ หรือแม้เนื้อที่มาใกล้ๆ ด้วยลำตัว เอามาไว้ในขนดหางของ มัน เนื้อร้ายอย่างอื่นๆ เช่นหมีมีขนดำ คนที่มันพบเห็นแล้ว หนีขึ้น ต้นไม้ก็ไม่พ้น ควายเปลี่ยวขวิดเฝืออยู่ เขาทั้งคู่ปลายคมกริบ เที่ยวอยู่ ในถิ่นนี้ ใกล้ฝั่งแม่น้ำโสตุมพะ ดูกรแม่มัทรี เธอเปรียบเหมือนแม่โค รักลูก เห็นฝูงเนื้อและโคถึกอันท่องเที่ยวอยู่ในป่า จักทำอย่างไร ดูกร แม่มัทรี เธอได้เห็นทะโมนไพรอันน่ากลัวที่ประจวบเข้าในหนทางที่ เดินได้ยาก ความพรั่นพรึงจักต้องมีแก่เธอ เพราะไม่รู้จักเขต เมื่อ เธออยู่ในพระนคร ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอน ย่อมสะดุ้งตกใจ เธอไป ถึงเขาวงกตจักทำอย่างไร เมื่อฝูงนกพากันจับเจ่าในเวลาเที่ยง ป่าใหญ่ เหมือนส่งเสียงกระหึ่ม เธอปรารถนาจะไปในป่าใหญ่นั้นทำไม.
|๑๐๙๓.๑| ตมพฺรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา ยานิ เอตานิ อกฺขาสิ วเน ปฏิภยานิ เม สพฺพานิ อภิสมฺโภสฺสํ คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๒| กาสํ กุสํ โปตกิลํ อุสิรํ มุญฺชปพฺพชํ อุรสา ปนูทหิสฺสามิ นาสฺส เหสฺสามิ ทุนฺนยา ฯ |๑๐๙๓.๓| พหูหิ วตฺตจริยาหิ กุมารี วินฺทเต ปตึ อุทรสฺสุปโรเธน โคหนุเวฏฺฐเนน จ อคฺคิสฺส ปาริจริยาย อุทกุมฺมุชฺชเนน จ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๔| อปิสฺสา โหติ อปฺปตฺโต อุจฺฉิฏฺฐํ ปริภุญฺชิตุํ โย นํ หตฺเถ คเหตฺวาน อกามํ ปริกฑฺฒติ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๕| เกสคฺคหณมุกฺเขปา ภูมฺยา จ ปริสุมฺภนา ทตฺวา จ โน ปกฺกมติ พหุํ ทุกฺขํ อนปฺปกํ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๖| สุกฺกจฺฉวี เวธเวรา ทตฺวา สุภคฺคมานิโน อกามํ ปริกฑฺฒนฺติ อุลูกญฺเญว วายสา เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๗| อปิ ญาติกุเล ผีเต กํสปฺปชฺโชตเน วสํ เนวาติวากฺยํ น ลเภ ภาตูหิ สขินีหิ จ เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๘| นคฺคา นที อนูทกา นคฺคํ รฏฺฐํ อราชิกํ อิตฺถีปิ วิธวา นคฺคา ยสฺสาปิ ทส ภาตโร เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๙| ธโช รถสฺส ปญฺญาณํ ธูโม ปญฺญาณมคฺคิโน ราชา รฏฺฐสฺส ปญฺญาณํ ภตฺตา ปญฺญาณมิตฺถิยา เวธพฺยํ กฏุกํ โลเก คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๐๙๓.๑๐| ยา ทลิทฺที ทลิทฺทสฺส อฑฺฒา อฑฺฒสฺส กิตฺติมา ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ ทุกฺกรํ หิ กโรติ สา ฯ |๑๐๙๓.๑๑| สามิกํ อนุพนฺธิสฺสํ สทา กาสายวาสินี ปฐพฺยาปิ อภิชฺชนฺตฺยา เวธพฺยํ กฏุกิตฺถิยา ฯ |๑๐๙๓.๑๒| อปิ สาครปริยนฺตํ พหุวิตฺตธรํ มหึ นานารตนปริปูรํ นิจฺเฉ เวสฺสนฺตรํ วินา ฯ |๑๐๙๓.๑๓| กถนฺนุ ตาสํ หทยํ สุขรา วต อิตฺถิโย ยา สามิเก ทุกฺขิตมฺหิ สุขมิจฺฉนฺติ อตฺตโน ฯ |๑๐๙๓.๑๔| นิกฺขมนฺเต มหาราเช สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒเน ตมหํ อนุพนฺธิสฺสํ สพฺพกามทโท หิ เม ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรี ผู้มีความสวยงามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระ- เจ้าสัญชัยนั้นว่า พระองค์ทรงพระกรุณาตรัสบอกสิ่งที่น่ากลัว อันมีอยู่ใน ป่า แก่เกล้ากระหม่อมฉัน เกล้ากระหม่อมฉันจักยอมทนต่อสู้สิ่งน่ากลัว ทั้งปวงนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่ นอน เกล้ากระหม่อมฉันจักแหวกต้นเป้ง คา หญ้าคมบาง แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ไปด้วยอก เกล้ากระหม่อมฉันจักไม่เป็น ผู้อันพระเวสสันดรนำไปได้ยาก อันว่ากุมารีย่อมได้สามีด้วยวัตรจริยา เป็นอันมาก คือ ด้วยการอดอาหาร ตรากตรำท้อง ด้วยการผูกคาดไม้ คางโค ด้วยการบำเรอไฟ และด้วยการดำน้ำ ความเป็นหม้าย เป็น ความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉัน จักไปแน่นอน ชายใดจับมือหญิงหม้ายผู้ไม่ปรารถนาฉุดคร่าไป ชายนั้น เป็นผู้ไม่ควรบริโภคของที่เป็นเดนของหญิงหม้ายนั้นโดยแท้ ความเป็น หม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้า- กระหม่อมฉันจักไปแน่นอน ชายอื่นให้ทุกข์มากมายมิใช่น้อย ด้วยการ จับผมเตะถีบจนล้มลงที่พื้นดิน แล้วไม่หลีกหนี ความเป็นหม้ายเป็นความ เผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไป แน่นอน พวกเจ้าชู้ผู้ต้องการหญิงหม้ายที่มีผิวพรรณผุดผ่อง ให้ของเล็ก น้อยแล้ว สำคัญตัวว่าเป็นผู้มีโชคดี ย่อมฉุดคร่าหญิงหม้ายผู้ไม่ปรารถนา ไป ดังฝูงกากลุ้มรุมนกเค้าแมว ฉะนั้น ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อน ในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน อันว่าหญิงหม้ายแม้จะอยู่ในตระกูลญาติ อันเจริญรุ่งเรืองไปด้วยเครื่อง ทอง จะไม่ได้รับคำติเตียน ล่วงเกินจากพี่น้องและเพื่อนฝูงก็หาไม่ ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน แม่น้ำไม่มีน้ำก็เปล่าดาย แว่นแคว้น ไม่มีพระราชาก็เปล่าดาย แม้หญิงเป็นหม้ายก็เปล่าดาย ถึงแม้หญิงนั้น จะมีพี่น้องตั้งสิบคน ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน อันว่าธงเป็น เครื่องหมายแห่งรถ ควันเป็นเครื่องปรากฏแห่งไฟ พระราชาเป็นสง่า ของแคว้น ภัสดาเป็นสง่าของหญิง ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อน ในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เกล้ากระหม่อมฉันจักไปแน่นอน หญิงจนผู้ทรงเกียรติย่อมร่วมสุขทุกข์ของสามีที่จน หญิงมั่งคั่งผู้ทรงเกียรติ ย่อมร่วมสุขทุกข์ของสามีที่มั่งคั่ง เทพเจ้าย่อมสรรเสริญหญิงนั้นแล เพราะเจ้าหล่อนทำกิจที่ทำได้ยาก เกล้ากระหม่อมฉันจักบวชติดตามพระ- สวามีไปทุกเมื่อ แม้เมื่อแผ่นดินยังไม่ทำลาย ความเป็นหม้ายเป็นความ เผ็ดร้อนของหญิง เกล้ากระหม่อมฉันว่างเว้นพระเวสสันดรเสียแล้ว ไม่พึงปรารถนาแม้แผ่นดินอันมีสาครเป็นขอบเขต ทรงไว้ซึ่งเครื่องปลื้มใจ เป็นอันมาก บริบูรณ์ด้วยรัตนะต่างๆ เมื่อสามีตกทุกข์แล้ว หญิงเหล่าใด ย่อมหวังสุขเพื่อตน หญิงเหล่านั้นเลวทรามหนอ หัวใจของหญิงเหล่านั้น เป็นอย่างไรหนอ เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐเสด็จออกแล้ว เกล้า- กระหม่อมฉันจักขอติดตามพระองค์ไป เพราะพระองค์ทรงประทานสิ่งที่ น่าปรารถนาทั้งปวงแก่เกล้ากระหม่อมฉัน.
ตมพฺรวี มหาราชา มทฺทึ สพฺพงฺคโสภนํ อิเม เต ทหรา ปุตฺตา ชาลี กณฺหาชินา จุโภ นิกฺขิปฺป ลกฺขเณ คจฺฉ มยนฺเต โปสยามเส ฯ
พระมหาราชาได้ตรัสกะพระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วพระวรกายว่า ดูกร แม่มัทรีผู้มีศุภลักษณ์ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาลูกรักทั้งสองของเธอนี้ ยังเป็นเด็ก เจ้าจงละไปไว้เถิด พ่อจะรับเลี้ยงดูเด็กทั้งสองนั้นไว้เอง.
ตมพฺรวี ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา ปิยา เม ปุตฺตกา เทว ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ตฺยมฺหํ ตตฺถ รมิสฺสนฺติ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรี ผู้มีความงามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระเจ้า- สญชัยนั้นว่า เทวะพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้งสอง เป็นลูกสุดที่รัก ของเกล้ากระหม่อมฉัน ลูกทั้งสองนั้น จักยังหัวใจของเกล้ากระหม่อม ฉันผู้มีชีวิตอันเศร้าโศกให้รื่นรมย์ในป่านั้น.
|๑๐๙๖.๑| ตมพฺรวี มหาราชา สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน สาลีนโมทนํ ภุตฺวา สุจิมํสูปเสจนํ รุกฺขผลานิ ภุญฺชนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๒| ภุตฺวา สตปเล กํเส โสวณฺเณ สตราชิเก รุกฺขปตฺเตสุ ภุญฺชนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๓| กาสิยานิ จ ธาเรตฺวา โขมโกทุมฺพรานิ จ กุสจีรานิ ธาเรนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๔| วยฺหาหิ ปริยายิตฺวา สิวิกาย รเถน จ ปตฺติกา ปริธาวนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๕| กูฏาคาเร สยิตฺวาน นิวาเต ผุสิตคฺคเฬ สยนฺตา รุกฺขมูลสฺมึ กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๖| ปลฺลงฺเกสุ สยิตฺวาน โคนเก จิตฺรสนฺถเต สยนฺตา ติณสนฺถาเร กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๗| คนฺธเกน วิลิมฺปิตฺวา อคฺคลุจนฺทเนน จ รโชชลฺลานิ ธาเรนฺตา กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๖.๘| จามรีโมรหตฺเถหิ วีชิตงฺคา สุเข ฐิตา ผุฏฺฐา ฑํเสหิ มกเสหิ กถํ กาหนฺติ ทารกา ฯ
พระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ได้ตรัสกะพระนางมัทรีนั้นว่า เด็ก ทั้งสองเคยเสวยข้าวสาลีอันปรุงด้วยเนื้อสะอาด เมื่อต้องเสวยผลไม้ จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยเสวยในถาดทองหนักร้อยปละ อันเป็น ของประจำราชสกุล เมื่อต้องเสวยในใบไม้ จักทำอย่างไร เด็กทั้งสอง เคยทรงภูษาแคว้นกาสี ภูษาโขมรัฐและภูษาโกทุมพรรัฐ เมื่อต้องทรงผ้า คากรอง จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยไปด้วยคานหาม วอและรถ เมื่อต้องเดินด้วยเท้าเปล่า จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยบรรทมในเรือน ยอดมีบานหน้าต่างปิดสนิท ไม่มีลม เมื่อต้องบรรทมที่โคนไม้ จักทำ อย่างไร เด็กทั้งสองเคยบรรทมบนพรหมอันปูลาดไว้อย่างวิจิตรบนบัลลังก์ เมื่อต้องบรรทมเครื่องลาดหญ้า จักทำอย่างไร เด็กทั้งสองเคยลูบไล้ด้วย กฤษณา และจันทน์หอม เมื่อต้องทรงละอองธุลี จักทำอย่างไร เด็ก ทั้งสองเคยตั้งอยู่ในความสุข มีผู้พัดวีให้ด้วยแส้จามรีและหางนกยูง ต้องถูกเหลือบและยุงกัด จักทำอย่างไร.
|๑๐๙๗.๑| ตมพฺรวี ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพงฺคโสภนา มา เทว ปริเทวสิ มา จ ตฺวํ วิมโน อหุ ยถา มยํ ภวิสฺสาม ตถา เหสฺสนฺติ ทารกา ฯ |๑๐๙๗.๒| อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ มทฺที สพฺพงฺคโสภนา สิวิมคฺเคน อเนฺวสิ ปุตฺเต อาทาย ลกฺขณา ฯ
พระนางมัทรีราชบุตรี ผู้มีความงามทั่วพระวรกาย ได้กราบทูลพระเจ้า- สญชัยนั้นว่า เทวะพระองค์อย่าได้ทรงปริเวทนา และอย่าได้ทรงเสีย พระทัยเลย เกล้ากระหม่อมฉันทั้งสองจักเป็นอย่างไร เด็กทั้งสองก็จัก เป็นอย่างนั้น พระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วพระวรกาย ครั้นกราบทูลคำนี้ แล้วเสด็จหลีกไป พระนางผู้ทรงศุภลักษณ์ ทรงพาพระโอรสและพระ- ธิดาเสด็จไปตามทางที่พระเจ้าสีพีเคยเสด็จ.
|๑๐๙๘.๑| ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ทตฺวาน ขตฺติโย ปิตุ มาตุญฺจ วนฺทิตฺวา กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ ฯ |๑๐๙๘.๒| จตุวาหึ รถํ ยุตฺตํ สีฆมารุยฺห สนฺทนํ อาทาย ปุตฺต ทารญฺจ วงฺกํ ปายาสิ ปพฺพตํ ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรขัตติราช ครั้นพระราชทานทานแล้ว ทรง ถวายบังคมพระราชบิดาพระราชมารดา และทรงกระทำประทักษิณแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่งอันเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัว ทรงพาพระโอรส พระธิดาและพระชายาเสด็จไปสู่ภูเขาวงกต.
ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา เยนาสิ พหุโก ชโน อามนฺต โข ตํ คจฺฉาม อโรคา โหนฺตุ ญาตโย
ลำดับนั้น พระเวสสันดรราช เสด็จเข้าไปที่หมู่ชนเป็นอันมาก ตรัส บอกลาว่า เราขอไปละนะ ขอญาติทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีโรคเถิด.
นิกฺขมิตฺวาน นครา นิวตฺติตฺวา วิโลกิเต ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ
เมื่อพระเวสสันดรเสด็จออกจากพระนคร ทรงเหลียวมาทอดพระเนตร แม้ครั้งนั้น แผ่นดินอันมีขุนเขาสิเนรุและราวป่าเป็นเครื่องประดับก็ หวั่นไหว.
อิงฺฆ มทฺทิ นิสาเมหิ รมฺมรูปํว ทิสฺสติ อาวาโส สิวิเสฏฺฐสฺส เปตฺติกํ ภวนํ มม ฯ
เชิญดูเถิดมัทรี ที่ประทับของพระเจ้าสีพีราชปรากฏเป็นรูปอันน่ารื่นรมย์ ส่วนมณเฑียรของเราเป็นดังเรือนเปรต.
ตํ พฺราหฺมณา อนฺวคมุํ เต ตํ อสฺเส อยาจิสุํ ยาจิโต ปฏิปาเทสิ จตุนฺนํ จตุโร หเย ฯ
พราหมณ์ทั้งหลายได้ตามพระเวสสันดรนั้นไป เขาได้ขอม้ากะพระองค์ พระองค์อันพราหมณ์ทั้งหลายทูลขอแล้ว ทรงมอบม้า ๔ ตัว ให้แก่ พราหมณ์ ๔ คน.
อิงฺฆ มทฺทิ นิสาเมหิ จิตฺตรูปํ น ทิสฺสติ มิคา โรหิจฺจวณฺเณน ทกฺขิณสฺสา วหนฺติ มํ ฯ
เชิญเถิดมัทรี ละมั่งทองร่างงดงาม ใครๆ ไม่เห็น เป็นดังม้าที่ชำนาญนำ เราไป.
อเถตฺถ ปญฺจโม อาคา โส ตํ รถมยาจถ ตสฺส ตํ ปฏิยาทาสิ น จสฺสุ ปหโต มโน ฯ
ต่อมาพราหมณ์ คนที่ห้าในที่นั้นได้มาขอราชรถกะพระองค์ พระองค์ทรง มอบรถให้แก่เขา และพระทัยของพระองค์มิได้ย่อท้อเลย.
ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา โอโรเปตฺวา สกํ ชนํ อสฺสาสยิ อสฺสรถํ พฺราหฺมณสฺส ธเนสิโน ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรราชให้คนของพระองค์ลงแล้ว ทรงปลอบให้ ปลงพระทัยมอบรถม้าให้แก่พราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์.
ตฺวํ มทฺทิ กณฺหํ คณฺหาหิ ลหุกา เอสา กนิฏฺฐกา อหํ ชาลึ คเหสฺสามิ ครุโก ภาติโก หิ โส ฯ
ดูกรมัทรี เธอจงอุ้มกัณหานี้ผู้เป็นน้องจะเบากว่า พี่จักอุ้มชาลี เพราะ ชาลีเป็นพี่คงจะหนัก.
ราชา กุมารมาทาย ราชปุตฺตี จ ทาริกํ สมฺโมทมานา ปกฺกามุํ อญฺญมญฺญํ ปิยํวทา ฯ ทานกณฺฑํ นาม ฯ
พระราชาทรงอุ้มพระโอรส ส่วนพระราชบุตรีทรงอุ้มพระธิดา ทรงยินดี ร่วมกันดำเนิน ตรัสปราศรัยด้วยน้ำคำอันน่ารักกะกันและกัน. (นี้) ชื่อทานกัณฑ์
|๑๑๐๘.๑| ยทิ เกจิ มนุชา เอนฺติ อนุมคฺเค ปฏิปเถ มคฺคนฺเต ปฏิปุจฺฉาม กุหึ วงฺกตปพฺพโต ฯ |๑๑๐๘.๒| เต ตตฺถ อเมฺห ปสฺสิตฺวา กลูนํ ปริเทวยุํ ทุกฺขนฺเต ปฏิเวเทนฺติ ทูเร วงฺกตปพฺพโต ฯ
ถ้ามนุษย์บางพวกเดินมาตามทางหรือเดินสวนทางมา เราจะถามมรรคา กะพวกเขาว่า ภูเขาวงกตอยู่ที่ไหน พวกเขาเห็นเราในระหว่างมรรคานั้น จะพากันคร่ำครวญด้วยความกรุณา ระทมทุกข์ ตอบเราว่า เขาวงกตยัง อยู่อีกไกล.
|๑๑๐๙.๑| ยทิ ปสฺสนฺติ ปวเน ทารกา ผลิเต ทุเม เตสํ ผลานํ เหตุมฺหิ อุปโรทนฺติ ทารกา ฯ |๑๑๐๙.๒| โรทนฺเต ทารเก ทิสฺวา อุพฺพิคฺคา วิปุลา ทุมา สยเมโวนมิตฺวาน อุปคจฺฉนฺติ ทารเก ฯ |๑๑๐๙.๓| อิทํ อจฺเฉรกํ ทิสฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ สาธุการํ ปวตฺเตสิ มทฺที สพฺพงฺคโสภนา ฯ |๑๑๐๙.๔| อจฺเฉรํ วต โลกสฺมึ อพฺภูตํ โลมหํสนํ เวสฺสนฺตรสฺส เตเชน สยเมโวนตา ทุมา ฯ
ครั้งนั้น พระกุมารทั้งสองทอดพระเนตรเห็นต้นไม้อันมีผลในป่าใหญ่ ทรงพระกรรแสงเหตุประสงค์ผลไม้เหล่านั้น หมู่ไม้สูงใหญ่ดังจะเห็น พระกุมารทั้งสองทรงพระกรรแสง จึงน้อมกิ่งลงมาเองจนใกล้จะถึงพระ- กุมารทั้งสอง พระนางมัทรีผู้งดงามทั่วพระวรกาย ทอดพระเนตรเห็น เหตุอัศจรรย์ไม่เคยมี น่าขนพองสยองเกล้านี้ จึงซ้องสาธุการว่า น่า อัศจรรย์ ขนลุกขนพองไม่เคยมีในโลกหนอ ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร ต้นไม้น้อมกิ่งลงมาเองได้.
สงฺขิปึสุ ปถํ ยกฺขา อนุกมฺปาย ทารเก นิกฺขนฺตทิวเสเนว เจตรฏฺฐมุปาคมุํ ฯ
เทพเจ้าทั้งหลายมาช่วยย่นมรรคาให้กษัตริย์ทั้ง ๔ เสด็จถึงเจตรัฐ โดยวันที่ เสด็จออกนั่นเอง เพื่ออนุเคราะห์พระกุมารทั้งสอง.
เต คนฺตฺวา ทีฆมทฺธานํ เจตรฏฺฐมุปาคมุํ อิทฺธํ ผีตํ ชนปทํ พหุมํสสุโรทกํ ฯ
กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์นั้น ทรงดำเนินสิ้นมรรคายืดยาว เสด็จถึงเจตรัฐ อันเป็นชนบทเจริญมั่งคั่ง มีมังสะและข้าวดีๆ เป็นอันมาก.
|๑๑๑๒.๑| เจติโย ปริกรึสุ ทิสฺวา ลกฺขณมาคตํ สุขุมาลี วตายยฺยา ปตฺติกา ปริธาวติ ฯ |๑๑๑๒.๒| วยฺหาหิ ปริยายิตฺวา สิวิกาย รเถน จ สาชฺช มทฺที อรญฺญสฺมึ ปตฺติกา ปริธาวติ ฯ
สตรีชาวนครเจตรัฐ เห็นพระนางมัทรีผู้มีศุภลักษณ์เสด็จมา ก็พากันห้อม ล้อมกล่าวกันว่า พระแม่เจ้านี้เป็นสุขุมาลชาติหนอ มาเสด็จดำเนิน พระบาทเปล่า เคยทรงคานหามสีวิกามาศ และราชรถแห่ห้อม วันนี้ พระนางเจ้ามัทรีต้องเสด็จดำเนินในป่าด้วยพระบาท.
|๑๑๑๓.๑| ตํ ทิสฺวา เจตปาโมกฺขา โรทมานา อุปาคมุํ กจฺจิ นุ เทว กุสลํ กจฺจิ เทว อนามยํ ฯ |๑๑๑๓.๒| กจฺจิ ปิตา อโรคา เต สิวีนญฺจ อนามยํ โก เต พลํ มหาราช โก นุ เต รถมณฺฑลํ ฯ |๑๑๑๓.๓| อนสฺสโก อรถโก ทีฆมทฺธานมาคโต กจฺจามิตฺเตหิ ปกโต อนุปฺปตฺโตสิมํ ทิสํ ฯ
พระยาเจตราชทั้งหลายได้ทัศนาเห็นพระเวสสันดร ต่างก็ทรงกรรแสง เข้าไปเฝ้า กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงพระ สำราญไม่มีโรคาพาธแลหรือ พระองค์ไม่มีความทุกข์แลหรือ พระราชบิดา ของพระองค์หาพระโรคาพาธมิได้แลหรือ ชาวนครสีพีก็ไม่มีทุกข์หรือ ข้าแต่พระมหาราชา พลนิกายของพระองค์อยู่ ณ ที่ไหน กระบวนรถ ของพระองค์อยู่ ณ ที่ไหน พระองค์ไม่มีม้าทรง ไม่มีรถทรง เสด็จ ดำเนินมาสิ้นทางไกล พวกอมิตรมาย่ำยีหรือจึงเสด็จมาถึงทิศนี้.
|๑๑๑๔.๑| กุสลญฺเจว เม สมฺมา อโถ สมฺมา อนามยํ อโถ ปิตา อโรคา เม สิวีนญฺจ อนามยํ ฯ |๑๑๑๔.๒| อหํ หิ กุญฺชรํ ทชฺชํ อีสาทนฺตํ อุรุฬฺหวํ เขตฺตญฺญุํ สพฺพยุทฺธานํ สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ ฯ |๑๑๑๔.๓| ปณฺฑุกมฺพลสญฺฉนฺนํ ปภินฺนํ สตฺตุมทฺทนํ ทนฺตึ สวาลวีชนึ เสตํ เกลาสสาทิสํ ฯ |๑๑๑๔.๔| สเสตจฺฉตฺตํ สุปตฺเถยฺยํ สาถพฺพนํ สหตฺถิปํ อคฺคยานํ ราชวาหึ พฺราหฺมณานํ อทาสหํ ฯ |๑๑๑๔.๕| ตสฺมึ เม สิวิโย กุทฺธา ปิตา จุปหโตมโน อวรุทฺธสิ มํ ราชา วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ โอกาสํ สมฺมา ชานาถ วเน ยตฺถ วเสมฺหเส ฯ
สหายทั้งหลายเอ๋ย ข้าพเจ้ามีความสุข ไม่มีโรคาพาธ ข้าพเจ้าไม่มีความ ทุกข์ อนึ่ง พระราชบิดาของเราก็ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และ ชาวสีพีก็สุขสำราญดี เพราะข้าพเจ้าได้ให้พระยาเศวตกุญชรคชาธารอัน ประเสริฐสุด มีงางอนงามดังงอนไถ มีกำลังแกล้วกล้าสามารถ รู้เขต ชัยภูมิแห่งสงครามทั้งปวง อันลาดด้วยผ้ากัมพลเหลือง เป็นช้างซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ มีงางาม พร้อมทั้งพัดวาลวิชนี เป็นช้างเผือกขาวผ่อง ดังเขาไกรลาส พร้อมทั้งเศวตฉัตรและเครื่องปูลาด ทั้งหมอช้างและ ควาญช้าง เป็นยานอันเลิศ เป็นราชพาหนะ เราได้ให้แก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น ชาวนครสีพีพากันโกรธเคืองข้าพเจ้า ทั้งพระราชบิดาก็ ทรงกริ้วขับไล่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปเขาวงกต สหายทั้งหลาย ขอท่าน ทั้งหลาย จงให้ข้าพเจ้าทราบโอกาสอันเป็นที่อยู่ในป่าเถิด.
|๑๑๑๕.๑| สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ |๑๑๑๕.๒| สากํ ภึสํ มธุํ มํสํ สุทฺธํ สาลีนโมทนํ ปริภุญฺช มหาราช ปาหุโน โนสิ อาคโต ฯ
ข้าแต่พระมหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว พระองค์มิได้เสด็จมาร้ายเลย พระองค์ผู้เป็นอิสราธิบดีเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงตรัสบอกพระประสงค์สิ่ง ซึ่งมีอยู่ในพระนครนี้ ข้าแต่พระมหาราช ขอเชิญเสวยสุธาโภชนาหาร ข้าวสาลี ผักดอง เหง้ามัน น้ำผึ้ง และเนื้อ พระองค์เสด็จมาถึง เป็นแขกที่ข้าพระองค์ทั้งหลายสมควรจะต้อนรับ.
ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ อวรุทฺธสิ มํ ราชา วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ โอกาสํ สมฺมา ชานาถ วเน ยตฺถ วเสมฺหเส ฯ
สิ่งใดอันท่านทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชาทรงพิโรธ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปยังเขาวงกต ดูกรสหายทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงให้ข้าพเจ้าทราบโอกาสอันเป็นที่อยู่ในป่านั้นเถิด.
|๑๑๑๗.๑| อิเธว ตาว อจฺฉสฺสุ เจตรฏฺเฐ รเถสภ ยาว เจตา คมิสฺสนฺติ รญฺโญ สนฺติก ยาจิตุํ ฯ |๑๑๑๗.๒| นิชฺฌาเปตุํ มหาราชํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒนํ ตํ ตํ เจตา ปุรกฺขิตฺวา ปตีตา ลทฺธปจฺจยา ปริวาเรตฺวาน คจฺฉนฺติ เอวํ ชานาหิ ขตฺติย ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เชิญเสด็จประทับ ณ เจตรัฐนี้ก่อนเถิด จนกว่าชาวเจตรัฐจักไปเฝ้าพระเจ้าสีพีราช เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรง ทราบว่า พระมหาราชาผู้ผดุงสีพีราชไม่มีโทษ ชาวเจตรัฐทั้งหลายได้ที่ พึ่งแล้ว มีความปรีดาจะพากันแห่ห้อมแวดล้อมพระองค์ไป ข้าแต่บรม- กษัตริย์ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด.
|๑๑๑๘.๑| มา โว รุจิตฺถ คมนํ รญฺโญ สนฺติก ยาจิตุํ นิชฺฌาเปตุํ มหาราชํ ราชาปิ ตตฺถ นิสฺสโร ฯ |๑๑๑๘.๒| อจฺจุคฺคตา หิ สิวิโย พลคฺคา เนคมา จ เย เต ปธํเสตุมิจฺฉนฺติ ราชานํ มม การณา ฯ
การไปเฝ้าพระเจ้าสีพีราช เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงทราบว่า เราไม่มีโทษ ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจเลย ในเรื่องนั้นแม้พระราชาก็ไม่ทรงเป็นอิสระ เพราะถ้าชาวนครสีพีทั้งพลนิกาย และชาวนิคมโกรธเคืองแล้ว ก็ ปรารถนาจะกำจัดพระราชาเสีย เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้า
|๑๑๑๙.๑| สเจ เอสา ปวตฺเตตฺถ รฏฺฐสฺมึ รฏฺฐวฑฺฒน อิเธว รชฺชํ กาเรหิ เจเตหิ ปริวาริโต ฯ |๑๑๑๙.๒| อิทฺธํ ผีตญฺจิทํ รฏฺฐํ อิทฺโธ ชนปโท มหา มตึ กโรหิ ตฺวํ เทว รชฺชสฺสมนุสาสิตุํ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐ ถ้าพฤติการณ์นั้นเป็นไปในรัฐนี้ ชาวเจตรัฐขอ ถวายตัวเป็นบริวาร เชิญเสด็จครองราชสมบัติในเจตรัฐนี้ทีเดียว รัฐนี้ ก็มั่งคั่งสมบูรณ์ ชนบทก็เพียบพูนกว้างใหญ่ ข้าแต่สมมติเทพ ขอ พระองค์ทรงปลงพระทัยปกครองราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า.
|๑๑๒๐.๑| น เม ฉนฺโท มติ อตฺถิ รชฺชสฺสมนุสาสิตุํ ปพฺพาชิตสฺส รฏฺฐสฺมา เจตปุตฺตา สุณาถ เม ฯ |๑๑๒๐.๒| อตุฏฺฐา สิวิโย อสฺสุ พลคฺคา เนคมา จ เย ปพฺพาชิตสฺส รฏฺฐสฺมา เจตา รชฺเชภิเสจยุํ ฯ |๑๑๒๐.๓| อสมฺโมทิยํปิ โว อสฺส อจฺจนฺตํ มม การณา สิวีหิ ภณฺฑนญฺจาปิ วิคฺคโห เม น รุจฺจติ ฯ |๑๑๒๐.๔| อถสฺส ภณฺฑนํ โฆรํ สมฺปหาโร อนปฺปโก เอกสฺส การณา มยฺหํ หึเสยฺย พหุโก ชโน ฯ |๑๑๒๐.๕| ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ อวรุทฺธสิ มํ ราชา วงฺกํ คจฺฉามิ ปพฺพตํ โอกาสํ สมฺมา ชานาถ วเน ยตฺถ วเสมฺหเส ฯ
ข้าพเจ้าไม่มีความพอใจ ไม่ตกลงใจ เพื่อจะปกครองราชสมบัติ ท่าน เจตบุตรทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ผู้ถูกขับไล่จากแว่นแคว้น ชาวพระนครสีพี ทั้งพลนิกาย และชาวนิคม คงไม่ยินดีว่า ชาวเจตรัฐ ราชาภิเษกข้าพเจ้า ผู้ถูกขับไปจากแว่นแคว้น แม้ความไม่เบิกบานใจ พึงมีแก่ท่านทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าเป็นแน่ อนึ่ง ความบาด หมางและความทะเลาะกับชาวสีพี ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ ใช่แต่เท่านั้น ความบาดหมางพึงรุนแรงขึ้น สงครามอันร้ายกาจก็อาจมีได้ คนเป็นอัน มากพึงฆ่าฟันกันเอง เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าผู้เดียว สิ่งใดอันท่าน ทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการเป็น อันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชาทรงพิโรธข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะไปยังเขาวงกต ขอท่านทั้งหลายจงให้ข้าพเจ้าทราบโอกาสเป็นที่อยู่ใน ป่านั้นเถิด.
|๑๑๒๑.๑| ตคฺฆ เต มยมกฺขาม ยถาปิ กุสลา ตถา ราชิสี ยตฺถ สมฺมนฺติ อาหุตคฺคี สมาหิตา ฯ |๑๑๒๑.๒| เอส เสโล มหาราช ปพฺพโต คนฺธมาทโน ยตฺถ ตฺวํ สห ปุตฺเตหิ สห ภริยาย จจฺฉสิ ฯ
เชิญเถิด ราชฤาษีทั้งหลายผู้ทรงบูชาไฟ มีพระทัยตั้งมั่นประทับอยู่ ณ ประเทศใด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักกราบทูลประเทศนั้นให้ทรงทราบ เหมือนอย่างผู้ฉลาดในหนทาง ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชา โน่นภูเขา ศิลาชื่อว่าคันธมาทน์ อันเป็นสถานที่ที่พระองค์พร้อมด้วยพระโอรส พระธิดาและพระชายาสมควรจักประทับอยู่ พระเจ้าข้า.
|๑๑๒๒.๑| ตํ เจตา อนุสาสึสุ อสฺสุเนตฺตา รุทมฺมุขา อิโต คจฺฉ มหาราช อุชุํ เยนุตฺตรามุโข ฯ |๑๑๒๒.๒| อถ ทกฺขสิ ภทฺทนฺเต เวปุลฺลํ นาม ปพฺพตํ นานาทุมคณากิณฺณํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ ฯ |๑๑๒๒.๓| ตมติกฺกมฺม ภทฺทนฺเต อถ ทกฺขสิ อาปกํ นทึ เกตุมตึ นาม คมฺภีรํ คิริคพฺภรํ ฯ |๑๑๒๒.๔| ปุถุโลมมจฺฉากิณฺณํ สุปติตฺถํ มโหทกํ ตตฺถ นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา จ อสฺสาเสตฺวา สปุตฺตเก ฯ |๑๑๒๒.๕| อถ ทกฺขสิ ภทฺทนฺเต นิโคฺรธํ มธุวิปฺผลํ รมฺมเก สิขเร ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ ฯ |๑๑๒๒.๖| อถ ทกฺขสิ ภทฺทนฺเต นาลิกํ นาม ปพฺพตํ นานาทิชคณากิณฺณํ เสลํ กึปุริสายุตํ ฯ |๑๑๒๒.๗| ตสฺส อุตฺตรปุพฺเพน มุจลินฺโท นาม โส สโร ปุณฺฑรีเกหิ สญฺฉนฺโน เสตโสคนฺธิเยหิ จ ฯ |๑๑๒๒.๘| โส วนํ เมฆสงฺกาสํ ธุวํ หริตสทฺทลํ สีโหวามิสเปกฺขีว วนสณฺฑํ วิคาหิย ปุปฺผรุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ ผลรุกฺเขหิ จูภยํ ฯ |๑๑๒๒.๙| ตตฺถ พินฺทุสฺสรา วคฺคู นานาวณฺณา พหู ทิชา กูชนฺตมุปกูชนฺติ อุตุสมฺปุปฺผิเต ทุเม ฯ |๑๑๒๒.๑๐| คนฺตฺวา คิริวิทุคฺคานิ นทีนํ ปภวานิ จ โส อทฺทส โปกฺขรณึ กรญฺชกกุธายุตํ ฯ |๑๑๒๒.๑๑| ปุถุโลมมจฺฉากิณฺณํ สุปติตฺถํ มโหทกํ สมญฺจ จตุรสฺสญฺจ สาธุํ อปฺปฏิคนฺธิยํ ฯ |๑๑๒๒.๑๒| ตสฺสา อุตฺตรปุพฺเพน ปณฺณสาลํ อมาปย ปณฺณสาลํ อมาเปตฺวา อุญฺฉาจริยาย อีหถ ฯ วนปฺปเวสนํ นาม ฯ
พระยาเจตราชทั้งหลายก็ทรงกรรแสง พระเนตรนองด้วยอัสสุชล กราบ ทูลพระเวสสันดรให้ทรงสดับว่า ข้าแต่พระมหาราชา จากนี้ไป ขอ เชิญพระองค์ทรงบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จสัญจรตรงไปยัง สถานที่ที่มีภูเขานั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ลำดับนั้นพระองค์ จักทรงเห็นภูเขาเวปุลบรรพต อันดาดาษไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ มีเงา ร่มเย็น เป็นที่รื่นรมย์ใจ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ พระองค์เสด็จ ล่วงเลยเวปุลบรรพตนั้นแล้ว ถัดนั้นไป จักได้ทรงเห็นแม่น้ำอันมีนาม ว่าเกตุมดีเป็นแม่น้ำลึก ไหลมาจากซอกเขา เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลา หลากหลาย มีท่าน้ำราบเรียบดี มีน้ำมาก พระองค์จะได้สรงสนาน แลเสวยในแม่น้ำนั้น ปลุกปลอบพระราชโอรส และพระราชธิดา ให้ สำราญพระทัย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ถัดนั้นไป พระองค์จะ ได้ทรงเห็นต้นไทรอันมีผลหวานฉ่ำ อยู่บนยอดเขาอันเป็นที่รื่นรมย์ มี เงาร่มเย็น เป็นที่เบิกบานใจ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ถัดนั้นไป พระองค์จะได้ทรงเห็นภูเขาศิลาชื่อว่านาลิกบรรพต อันเกลื่อนกล่นไป ด้วยฝูงนกนานาชนิด เป็นที่ชุมนุมแห่งหมู่กินนร ทางทิศอีสาณแห่ง นาลิกบรรพตนั้น มีสระน้ำชื่อว่ามุจลินท์ดาดาษไปด้วยบุณฑริกบัวขาว และดอกไม้มีกลิ่นหอมหวน เชิญพระองค์ผู้เป็นดังพระยาราชสีห์มีความ จำนงเหยื่อ เสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์วนสถาน อันเป็นภูมิภาคเขียวชอุ่ม ดังเมฆอยู่เป็นนิตย์ สะพรั่งไปด้วยไม้มีดอกและไม้มีผลทั้งสองอย่างใน ไพรสณฑ์นั้น มีฝูงวิหคมากมายต่างๆ สี มีเสียงเสนาะกลมกล่อม ต่างส่งเสียงประสานกันอยู่บนต้นไม้อันเผล็ดดอกตามฤดูกาล พระองค์ เสด็จถึงซอกเขาอันเป็นทางเดินลำบาก เป็นแดนเกิดแห่งแม่น้ำทั้งหลาย จะได้ทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณี อันดาดาษไปด้วยสลอดและกุ่มน้ำ มีหมู่ปลาหลากหลายเกลื่อนกล่น มีท่าราบเรียบ มีน้ำมากเปี่ยมอยู่เสมอ เป็นสระสี่เหลี่ยม มีน้ำจืดดีปราศจากกลิ่นเหม็น พระองค์ควรทรงสร้าง บรรณศาลาทางทิศอีสาณ แห่งสระโปกขรณีนั้น ครั้นทรงสร้างบรรณ- ศาลาสำเร็จแล้ว ควรทรงบำเพ็ญเพียรเลี้ยงพระชนม์ชีพ ด้วยการเที่ยว แสวงหามูลผลาหาร. (นี้) ชื่อวนปเวสนกัณฑ์
|๑๑๒๓.๑| อหุ วาสี กลิงฺเคสุ ชูชโก นาม พฺราหฺมโณ ตสฺสาปิ ทหรา ภริยา นาเมนามิตฺตตาปนา ฯ |๑๑๒๓.๒| ตา นํ ตตฺถ คตาโวจุํ นทีอุทกหาริยา ถิโย นํ ปริภาสึสุ สมาคนฺตฺวา กุตูหลา ฯ |๑๑๒๓.๓| อมิตฺตา นูน เต มาตา อมิตฺโต นูน เต ปิตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๔| อหิตํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๕| ทุกฺกฏํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๖| ปาปกํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๗| อมนาปํ วต เต ญาตี มนฺตยึสุ รโหคตา เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๘| อมนาปวาสํ วสิ ชิณฺเณน ปตินา สห ยา ตฺวํ วสสิ ชิณฺณสฺส มตนฺเต ชีวิตา วรํ ฯ |๑๑๒๓.๙| น หิ นูน ตุยฺหํ กลฺยาณี ปิตา มาตา จ โสภเน อญฺญํ ภตฺตารํ วินฺทึสุ เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๐| ทุยิฏฺฐนฺเต นวมิยํ อกตํ อคฺคิหุตฺตกํ เย ตํ ชิณฺณสฺส ปาทํสุ เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๑| สมเณ พฺราหฺมเณ นูน พฺรหฺมจริยปรายเน สา ตฺวํ โลเก อภิสฺสสิ สีลวนฺเต พหุสฺสุเต ยา ตฺวํ วสสิ ชิณฺณสฺส เอวํ ทหริยํ สตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๒| น ทุกฺขํ อหินา ทฏฺฐํ น ทุกฺขํ สตฺติยา หตํ ตญฺจ ทุกฺขญฺจ ติปฺปญฺจ ยํ ปสฺเส ชิณฺณกํ ปตึ ฯ |๑๑๒๓.๑๓| นตฺถิ ขิฑฺฑา นตฺถิ รติ ชิณฺเณน ปตินา สห นตฺถิ อลฺลาปสลฺลาโป ชคฺฆิตมฺปิ น โสภติ ฯ |๑๑๒๓.๑๔| ยทา จ ทหโร ทหรา มนฺตยึสุ รโหคตา สพฺเพ โสกา วินสฺสนฺติ เยเกจิ หทยสฺสิตา ฯ |๑๑๒๓.๑๕| ทหรา ตฺวํ รูปวตี ปุริสานํภิปตฺถิตา คจฺฉ ญาติกุเล อจฺฉ กึ ชิณฺโณ รมยิสฺสติ ฯ
พราหมณ์ ชื่อว่าชูชกอยู่ในเมืองกลิงครัฐ ภรรยาของพราหมณ์นั้นเป็นสาว มีชื่อว่าอมิตตตาปนา ถูกพวกผู้หญิงในบ้านนั้น ซึ่งพากันไปตักน้ำที่ท่า น้ำมารุมกันด่าว่าอย่างอึงมี่ว่า มารดาของเจ้าคงเป็นศัตรูแน่ และบิดาของ เจ้าก็คงเป็นศัตรูแน่นอน จึงได้ยกเจ้าซึ่งยังเป็นสาวรุ่นดรุณี ให้แก่ พราหมณ์ชราเห็นปานนี้ ไม่เกื้อกูลเลยหนอ พวกญาติของเจ้าแอบปรึกษา กันยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เป็นความ ชั่วหนอ ที่พวกญาติของเจ้าแอบปรึกษากัน ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เป็นความลามกมากหนอ ที่พวกญาติ ของเจ้าแอบปรึกษากัน ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็น ปานนี้หนอ ไม่น่าพอใจเลยหนอ ที่พวกญาติของเจ้าแอบปรึกษากัน ยกเจ้าซึ่งเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เจ้าคงไม่พอใจอยู่ กับผัวแก่ การที่เจ้าอยู่ในเรือนของพราหมณ์เฒ่า เจ้าตายเสียดีกว่าอยู่ ดูกรแม่คนงามคนสวย มารดาและบิดาของเจ้าคงหาชายอื่นให้เป็นผัว ไม่ได้แน่ จึงยกเจ้าซึ่งยังเป็นสาวรุ่นๆ ให้แก่พราหมณ์เฒ่าเห็นปานนี้ เจ้าคงจักบูชายัญไว้ไม่ดีในดิถีที่ ๙ คงจักไม่ได้ทำการบูชาไฟไว้ เจ้าคง จักด่าสมณพราหมณ์ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า ผู้มีศีล เป็นพหูสูต ในโลกเป็นแน่ เจ้าจึงได้มาอยู่ในเรือนของพราหมณ์แก่แต่ยังสาวรุ่นๆ อย่างนี้ การที่ถูกงูกัดก็ไม่เป็นทุกข์ การที่ถูกแทงด้วยหอกก็ไม่เป็นทุกข์ การที่ได้เห็นผัวแก่นั้นแลพึงเป็นทุกข์ด้วย เป็นความร้ายกาจด้วย การ เล่นหัวย่อมไม่มีกับผัวแก่ การรื่นรมย์ย่อมไม่มีกับผัวแก่ การเจรจา ปราศรัยย่อมไม่มีกับผัวแก่ แม้การกระซิกกระซี้ก็ไม่งาม แต่เมื่อใด ผัวหนุ่มเมียสาวเย้าหยอกกันอยู่ในที่ลับ เมื่อนั้น ความเศร้าทุกอย่างที่ เสียดแทงหทัยอยู่ย่อมพินาศไปสิ้น เจ้ายังเป็นสาวรูปสวย พวกชายหนุ่ม ปรารถนายิ่งนัก เจ้าจงไปอยู่เสียที่ตระกูลญาติเถิด พราหมณ์แก่จักให้ เจ้ารื่นรมย์ได้อย่างไร.
น เต พฺราหฺมณ คจฺฉามิ นทึ อุทกหาริยา ถิโย มํ ปริภาสนฺติ ตยา ชิณฺเณน พฺราหฺมณ ฯ
ดูกรท่านพราหมณ์ ฉันจักไม่ไปตักน้ำที่แม่น้ำเพื่อท่านอีกต่อไป เพราะ พวกหญิงชาวบ้านมันรุมด่าฉัน เหตุที่ท่านเป็นคนแก่.
มา เม ตฺวํ อกรา กมฺมํ มา เม อุทกมาหริ อหํ อุทกมาหิสฺสํ มา โภตี กุปฺปิตา อหุ ฯ
เธออย่าได้ทำการงานเพื่อฉันเลย อย่าได้ตักน้ำมาเพื่อฉันเลย ฉันจัก ตักน้ำเอง เธออย่าโกรธเลย.
|๑๑๒๖.๑| นาหํ ตมฺหิ กุเล ชาตา ยํ ตฺวํ อุทกมาหเร เอวํ พฺราหฺมณ ชานาหิ น เต วจฺฉามิหํ ฆเร ฯ |๑๑๒๖.๒| สเจ เม ทาสํ ทาสึ วา นานยิสฺสสิ พฺราหฺมณ เอวํ พฺราหฺมณ ชานาหิ น เต วจฺฉามิ สนฺติเก ฯ
ฉันไม่ได้เกิดในสกุลที่ใช้สามีให้ตักน้ำ ท่านพราหมณ์ขอจงรู้อย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน ท่านพราหมณ์จงทราบอย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในสำนักของท่าน.
นตฺถิ เม สิปฺปฏฺฐานํ วา ธนํ ธญฺญญฺจ พฺราหฺมณิ กุโตหํ ทาสํ ทาสึ วา อานยิสฺสามิ โภติยา อหํ โภตึ อุปฏฺฐิสฺสํ มา โภตี กุปฺปิตา อหุ ฯ
ดูกรพราหมณี ศิลปกรรมหรือทรัพย์และข้าวเปลือกของฉันไม่มี ฉัน จักนำทาสหรือทาสีมาให้เธอแต่ที่ไหน ฉันจักบำรุงเธอ เธออย่าโกรธเลย.
|๑๑๒๘.๑| เอหิ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถา เม วจนํ สุตํ เอส เวสฺสนฺตโร ราชา วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๒๘.๒| ตํ ตฺวํ คนฺตฺวาน ยาจสฺสุ ทาสํ ทาสิญฺจ พฺราหฺมณ โส เต ทสฺสติ ยาจิโต ทาสํ ทาสิญฺจ ขตฺติโย ฯ
มานี่เถิด ฉันจักบอกให้แก่ท่านตามคำที่ฉันได้ฟังมา พระเวสสันดรราช- ฤาษีประทับอยู่ ณ เขาวงกต ท่านพราหมณ์จงไปทูลขอทาสและทาสีกะ พระองค์เถิด เมื่อท่านทูลขอแล้ว พระองค์จักพระราชทานทาสและทาสี แก่ท่าน.
ชิณฺโณหมสฺมิ ทุพฺพโล ทีโฆ จทฺธา สุทุคฺคโม มา โภตี ปริเทเวสิ มา โภตี วิมนา อหุ อหํ โภตึ อุปฏฺฐิสฺสํ มา โภตี กุปฺปิตา อหุ ฯ
ฉันเป็นคนชราทุพลภาพ ทั้งหนทางก็ไกลเดินไปได้ยาก เธออย่ารำพัน ไปเลย อย่าเสียใจเลย ฉันจักบำรุงเธอ เธออย่าโกรธเลย.
|๑๑๓๐.๑| ยถา อคนฺตฺวา สงฺคามํ อยุทฺเธว ปราชิโต เอวเมว ตุวํ พฺรหฺเม อคนฺตฺวาว ปราชิโต ฯ |๑๑๓๐.๒| สเจ เม ทาสํ ทาสึ วา นานยิสฺสสิ พฺราหฺมณ เอวํ พฺราหฺมณ ชานาหิ น เต วจฺฉามิหํ ฆเร อมนาปนฺเต กริสฺสามิ ตนฺเต ทุกฺขํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑๓๐.๓| นกฺขตฺเต อุตุปุพฺเพสุ ยทา มํ ทกฺขสิลงฺกตํ อญฺเญหิ สทฺธึ รมมานํ ตนฺเต ทุกฺขํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑๓๐.๔| อทสฺสเนน มยฺหนฺเต ชิณฺณสฺส ปริเทวโต ภิยฺโย วงฺกา ปลิตา จ พหู เหสฺสนฺติ พฺราหฺมณ ฯ
คนขลาดยังไม่ทันถึงสนามรบ ไม่ทันได้รบก็ยอมแพ้ ฉันใด ท่าน พราหมณ์ยังไม่ทันได้ไปก็ยอมแพ้ ฉันนั้น ถ้าท่านพราหมณ์จักไม่นำทาส หรือทาสีมาให้ฉัน ขอท่านจงทราบไว้อย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของ ท่าน ฉันจักกระทำอาการไม่พอใจให้แก่ท่าน ข้อนั้นจักเป็นความทุกข์ ของท่าน ในคราวมหรสพซึ่งมีในต้น ฤดูนักขัตฤกษ์ ท่านจักได้เห็นฉัน ผู้แต่งตัวสวยงาม รื่นรมย์อยู่กับชายอื่นๆ ข้อนั้นจักเป็นทุกข์ของท่าน ดูกรท่านพราหมณ์ เมื่อท่านซึ่งเป็นคนแก่รำพันอยู่ เพราะไม่เห็นฉัน ร่างกายที่งอก็จักงอยิ่งขึ้น ผมที่หงอกก็จักหงอกมากขึ้น.
|๑๑๓๑.๑| ตโต โส พฺราหฺมโณ ภีโต พฺราหฺมณิยา วสานุโค อฏฺฏิโต กามราเคน พฺราหฺมณึ เอตทพฺรวิ ฯ |๑๑๓๑.๒| ปาเถยฺยํ เม กโรหิ ตฺวํ สงฺกุลา สงฺคุฬานิ จ มธุปิณฺฑิกา จ สุกตาโย สตฺตุภตฺตญฺจ พฺราหฺมณิ ฯ |๑๑๓๑.๓| อานยิสฺสํ เมถุนเก อุโภ ทาสกุมารเก เต จ ปริจริสฺสนฺติ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์ตกใจกลัว ตกอยู่ในอำนาจของนางพราหมณี ถูก กามราคะบีบคั้น ได้กล่าวกะนางพราหมณีว่า ดูกรนางพราหมณี เธอจง ทำเสบียงเดินทางให้ฉัน ทั้งขนมงา ขนมเทียน สตูก้อน สตูผง และข้าวผอก เธอจงจัดให้ดีๆ ฉันจักนำพระพี่น้องสองกุมารมาให้เป็น ทาส พระกุมารทั้งสองนั้นเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน จักบำเรอเธอทั้งกลางคืน กลางวัน.
|๑๑๓๒.๑| อิทํ วตฺวา พฺรหฺมพนฺธุ ปฏิมุญฺจิ อุปาหนํ ตโต โส มนฺตยิตฺวาน ภริยํ กตฺวา ปทกฺขิณํ ฯ |๑๑๓๒.๒| ปกฺกามิ โส รุณฺณมุโข พฺราหฺมโณ สหิตพฺพโต สิวีนํ นครํ ผีตํ ทาสปริเยสนญฺจรํ ฯ
พราหมณ์ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม สวมรองเท้าแล้วพร่ำสั่งเสียต่อ ไป กระทำประทักษิณภรรยา สมาทานวัตร มีหน้านองด้วยน้ำตา หลีกไปสู่นครอันเจริญรุ่งเรืองของชาวสีพี เที่ยวแสวงหาทาสทาสี.
|๑๑๓๓.๑| โส ตตฺถ คนฺตฺวา อวจาสิ เย ตตฺถาสุํ สมาคตา กุหึ เวสฺสนฺตโร ราชา กตฺถ ปสฺเสมุ ขตฺติยํ ฯ |๑๑๓๓.๒| เต ชนา ตํ อวจึสุ เย ตตฺถาสุํ สมาคตา ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย ปพฺพาชิโต สกา รฏฺฐา วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๓๓.๓| ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย อาทาย ปุตฺตทารญฺจ วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ
พราหมณ์ชูชกไปในนครนั้นแล้ว ได้ถามประชาชนที่มาประชุมกันอยู่ ในที่นั้นๆ ว่า พระเวสสันดรราชประทับอยู่ ณ ที่ไหน เราทั้งหลาย จะไปเฝ้าพระองค์ผู้บรมกษัตริย์ ณ ที่ไหน ชนทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นได้ตอบพราหมณ์นั้นว่า ดูกรท่านพราหมณ์ พระเวสสันดรบรม- กษัตริย์ ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป ต้องทรงพา พระราชโอรสพระราชธิดา และพระอัครมเหสีไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต.
|๑๑๓๔.๑| โส โจทิโต พฺราหฺมณิยา พฺราหฺมโณ กามคิทฺธิมา อฆนฺตํ ปฏิเสวิตฺถ วเน วาฬมิคากิณฺเณ ขคฺคทีปินิเสวิเต ฯ |๑๑๓๔.๒| อาทาย เวลุวํ ทณฺฑํ อคฺคิหุตฺตํ กมณฺฑลุํ โส ปาวิสิ พฺรหารญฺญํ ยตฺถ อสฺโสสิ กามทํ ฯ |๑๑๓๔.๓| ตํ ปวิฏฺฐํ พฺรหารญฺญํ โกกา นํ ปริวารยุํ วิกฺกนฺทิ โส วิปฺปนฏฺโฐ ทูเร ปนฺถา อปกฺกมิ ฯ |๑๑๓๔.๔| ตโต โส พฺราหฺมโณ คนฺตฺวา โภคลุทฺโธ อสญฺญโต วงฺกสฺโสหรเณ นฏฺโฐ (สุนเขหิ ปริวาริโต ) (รุกฺขสฺมิญฺจ นิสินฺโน ว ) อิมา คาถา อภาสถ ฯ
พราหมณ์นั้นผู้มีความติดใจในกาม ถูกนางพราหมณีตักเตือน ได้เสวย- ทุกข์เป็นอันมากในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย เป็นที่เสพอาศัยแห่ง แรดและเสือเหลือง แกถือไม้เท้าสีเหมือนผลมะตูม อีกทั้งเครื่องบูชาไฟ และเต้าน้ำ เข้าไปสู่ป่าใหญ่ โดยทางที่ได้ทราบข่าวซึ่งพระหน่อกษัตริย์ ผู้ประทานตามประสงค์ เมื่อพราหมณ์นั้นเข้าไปสู่ป่าใหญ่ถูกสุนัขล้อมไล่ ตาแกร้องเสียงขรม เดินหลงทางห่างออกไปไกล ลำดับนั้น พราหมณ์ ผู้โลภในโภคะ ไม่มีความสำรวม (ถูกสุนัขล้อมไล่) หลงทางที่จะไปสู่ เขาวงกต (และนั่งอยู่บนต้นไม้) ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า.
|๑๑๓๕.๑| โก ราชปุตฺตํ นิสภํ ชยนฺตมปราชิตํ ภเย เขมสฺส ทาตารํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๒| โย ยาจตํ ปติฏฺฐาสิ ภูตานํ ธรณีริว ธรณูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๓| โย ยาจตํ คตี อาสิ สวนฺตีนํว สาคโร อุทธูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๔| กลฺยาณติตฺถํ สุปิวํ สีตูทกํ มโนรมํ ปุณฺฑรีเกหิ สญฺฉนฺนํ ยุตฺตํ กิญฺชกฺขเรณุนา รหทูปมํ มหาราชํ โก เม วสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๕| อสฺสตฺถํว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สมนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๖| นิโคฺรธํว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๗| อมฺพํ อิว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๘| สาลํ อิว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๙| ทุมํ อิว ปเถ ชาตํ สีตจฺฉายํ มโนรมํ สนฺตานํ วิสเมตารํ กิลนฺตานํ ปฏิคฺคหํ ตถูปมํ มหาราชํ โก เม เวสฺสนฺตรํ วิทู ฯ |๑๑๓๕.๑๐| เอวญฺจ เม วิลปโต ปวิฏฺฐสฺส พฺรหาวเน อหํ ชานนฺติ โย วชฺชา นนฺทึ โส ชนเย มม ฯ |๑๑๓๕.๑๑| เอวญฺจ เม วิลปโต ปวิฏฺฐสฺส พฺรหาวเน อหํ ชานนฺติ โย วชฺชา เวสฺสนฺตรนิวาสนํ ตาย โส เอกวาจาย ปสเว ปุญฺญํ อนปฺปกํ ฯ
ใครเล่าหนอจะพึงบอกพระราชบุตรพระนามว่า เวสสันดรผู้ประเสริฐ ทรงชำนะความตระหนี่อันใครให้แพ้ไม่ได้ ทรงให้ความปลอดภัยในเวลา มีภัยแก่เราได้ พระองค์เป็นที่พึ่งของพวกยาจก ดังธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลายฉะนั้น ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดรมหาราชผู้เปรียบเหมือน แม่ธรณีแก่เราได้ พระองค์เป็นที่ไปเฝ้าของพวกยาจก ดังสาครเป็นที่ ไหลไปรวมแห่งแม่น้ำทั้งหลายฉะนั้น ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราช ผู้เปรียบเหมือนสาครแก่เราได้ พระองค์เป็นดังสระน้ำ มีท่า อันงามราบเรียบ ลงดื่มได้ง่าย มีน้ำเย็นเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดาดาษไปด้วย บุณฑริกบัวขาบ สะพรั่งด้วยเกสรบัว ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราชผู้เปรียบเหมือนสระน้ำแก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นโพธิ์ใบที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่า รื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาใน เวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบ เหมือนต้นไทรที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พัก อาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยในเวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่เกิดอยู่ ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อย- ล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดร มหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นรังที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน แก่เราได้ ใครจะพึงบอกซึ่งพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นไม้ ใหญ่ที่เกิดอยู่ใกล้ทาง มีเงาร่มเย็นน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคน เดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน แก่เราได้ ก็เมื่อเราเข้า ไปในป่าใหญ่ เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้ ผู้ใดจะพึงบอกว่า เรารู้ ผู้นั้นยัง ความยินดีให้เกิดแก่เรา เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้ ผู้ใดพึงบอกที่ประทับของพระเวสสันดรว่า เรารู้จัก ผู้นั้นประสบบุญ เป็นอันมาก ด้วยวาจาคำเดียวนั้น.
|๑๑๓๖.๑| ตสฺส เจโต ปฏิสฺโสสิ อรญฺญํ ลุทฺทโก จโร ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย ปพฺพาชิโต สกา รฏฺฐา วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๓๖.๒| ตุเมฺหหิ พฺรหฺเม ปกโต อติทาเนน ขตฺติโย อาทาย ปุตฺตทารญฺจ วงฺเก วสติ ปพฺพเต ฯ |๑๑๓๖.๓| อกิจฺจการี ทุมฺเมโธ รฏฺฐา วิวนมาคโต ราชปุตฺตํ คเวสนฺโต พโก มจฺฉมิโวทเก ฯ |๑๑๓๖.๔| ตสฺส ตฺยาหํ น ทสฺสามิ ชีวิตํ อิธ พฺราหฺมณ อยํ หิ เต มยา นุนฺโน สโร ปาสฺสติ โลหิตํ ฯ |๑๑๓๖.๕| สิโร เต วชฺฌยิตฺวาน หทยํ เฉตฺวา สพนฺธนํ ปนฺถสกุณํ ยชิสฺสามิ ตุยฺหํ มํเสน พฺราหฺมณ ฯ |๑๑๓๖.๖| ตุยฺหํ มํเสน เมเทน มตฺถเกน จ พฺราหฺมณ อาหุตึ ปคฺคเหสฺสามิ เฉตฺวาน หทยํ ตว ฯ |๑๑๓๖.๗| ตํ เม สุยิฏฺฐํ สุหุตํ ตุยฺหํ มํเสน พฺราหฺมณ น จ ตฺวํ ราชปุตฺตสฺส ภริยํ ปุตฺเต จ เนสฺสสิ ฯ
นายเจตบุตรเป็นพรานเที่ยวอยู่ในป่า ได้ตอบแก่ชูชกนั้นว่า ดูกรพราหมณ์ พระหน่อกษัตริย์ ถูกพวกท่านรบกวน เพราะทรงบำเพ็ญทานอย่างยิ่ง จึงถูกเนรเทศจากแคว้นของพระองค์มาประทับอยู่ ณ เขาวงกต ดูกร พราหมณ์ พระหน่อกษัตริย์ถูกพวกท่านรบกวน เพราะทรงบำเพ็ญทาน อย่างยิ่ง ต้องทรงพาพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีมาประทับอยู่ ณ เขา วงกต ท่านผู้มีปัญญาทราม ทำแต่กิจที่ไม่ควรทำ ยังออกจากแว่นแคว้น ตามมาถึงป่าใหญ่ เที่ยวแสวงหาพระราชบุตรดุจนกยางเที่ยวหาปลาอยู่ใน น้ำฉะนั้น แน่ะพราหมณ์ เราจักไม่ให้ชีวิตแก่เจ้าในที่นี้ ลูกศรที่เราจะยิง นี้แหละ จักดื่มเลือดเจ้า ดูกรพราหมณ์ เราจักตัดหัวของเจ้า เชือด เอาหัวใจพร้อมทั้งไส้พุง แล้วจักบูชาปันถสกุณยัญพร้อมด้วยเนื้อของเจ้า ดูกรพราหมณ์ เราจักเชือดหัวใจของเจ้า ยกขึ้นเป็นเครื่องเซ่นสรวง พร้อมด้วยเนื้อ มันข้น และมันในสมองของเจ้า ดูกรพราหมณ์ ข้อนั้น จักเป็นยัญที่เราบูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้ว ด้วยเนื้อของเจ้า เจ้าจักนำ พระมเหสีและพระโอรสพระธิดาของพระราชบุตรไปไม่ได้.
|๑๑๓๗.๑| อวชฺโฌ พฺราหฺมโณ ทูโต เจตปุตฺต สุโณหิ เม ตสฺมา หิ ทูตํ น หนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ฯ |๑๑๓๗.๒| นิชฺฌตฺตา สิวิโย สพฺเพ ปิตา นํ ทฏฺฐุมิจฺฉติ มาตา จ ทุพฺพลา ตสฺส อจิรา จกฺขูนิ ชียเร ฯ |๑๑๓๗.๓| เตสาหํ ปหิโต ทูโต เจตปุตฺต สุโณหิ เม ราชปุตฺตํ นยิสฺสามิ ยทิ ชานาสิ สํส เม ฯ
ดูกรเจตบุตร จงฟังเราก่อน พราหมณ์ผู้เป็นทูต เป็นคนหาโทษมิได้ เพราะเหตุนั้นแล คนทั้งหลายย่อมไม่ฆ่าทูต นี้เป็นธรรมเนียมสืบเนื่อง มาแต่โบราณ ชาวสีพีทุกคนยินยอมแล้ว พระบิดาก็ทรงปรารถนาจะพบ พระราชบุตรและพระมารดาของพระราชบุตรนั้น ทรงทุพพลภาพ พระเนตร ทั้งสองของพระมารดานั้นจักขุ่นมัวในไม่ช้า เราเป็นทูตที่ชาวสีพีเหล่านั้น ส่งมา ดูกรเจตบุตร จงฟังเราก่อน เราจักนำพระราชบุตรเสด็จกลับ ถ้าเจ้ารู้ จงบอกหนทางแก่เรา.
ปิยสฺส เม ปิโย ทูโต ปุณฺณปตฺตํ ททามิ เต อิมญฺจ มธุโน ตุมฺพํ มิคสตฺถิญฺจ พฺราหฺมณ ตญฺจ เต เทสมกฺขิสฺสํ ยตฺถ สมฺมติ กามโท ฯ ชูชกปพฺพํ นาม ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านเป็นทูตที่รักของพระเวสสันดรผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้เต้าน้ำผึ้ง และขาเนื้อย่างเป็นบรรณาการแก่ท่าน และ จักบอกประเทศที่พระเวสสันดรหน่อกษัตริย์ผู้ให้สำเร็จความประสงค์ประ ทับอยู่แก่ท่าน. (นี้) ชื่อชูชกบรรพ
คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อรรถกถา
คำอธิบายชั้นหลัง — ไม่ใช่พุทธพจน์
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก1 คัมภีร์ · 1,060 ย่อหน้า — โหลดเมื่อคุณเปิดอ่าน ไม่อยู่ในหน้านี้ตั้งแต่แรก
เปิดหน้าของฉบับนี้ · มหาเวสสันตรชาดก ว่าด้วย พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมีคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
การจับคู่ข้อของฉบับมหาจุฬาฯ
ตัวบทสามฉบับต่อข้อ เรียง บาลี → ฉบับหลวง → ฉบับมหาจุฬาฯ · เลือกแสดงทั้งสามหรือทีละฉบับได้ที่แถบเครื่องมือ
ความมั่นใจของการจับคู่รายข้อไม่ถึงเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อ จึงไม่วางรายข้อเพื่อไม่ให้ผิดข้อ