อสัญจิจจกถา เล่ม ๓๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อสญฺจิจฺจกถา
๑๘๐๙อสญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺจิจฺจ ปาณํ หนฺตฺวา ปาณาติปาตี โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อสญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺจิจฺจ อทินฺนํ อาทิยิตฺวา ฯเปฯ มุสา ภณิตฺวา มุสาวาที โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๘๑๐อสญฺจิจฺจ ปาณํ หนฺตฺวา ปาณาติปาตี น โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อสญฺจิจฺจ อทินฺนํ อาทิยิตฺวา ฯเปฯ มุสา ภณิตฺวา มุสาวาที น โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๘๑๑อสญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ นตฺถิ ฯ สญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อสญฺจิจฺจ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา อานนฺตริโก โหตีติ ฯ
๑๘๑๒น วตฺตพฺพํ มาตุฆาตโก อานนฺตริโกติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ มาตา ชีวิตา โวโรปิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ มาตา ชีวิตา โวโรปิตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ มาตุฆาตโก อานนฺตริโกติ ฯ น วตฺตพฺพํ ปิตุฆาตโก อานนฺตริโกติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปิตา ชีวิตา โวโรปิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปิตา ชีวิตา โวโรปิโต เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปิตุฆาตโก อานนฺตริโกติ ฯ น วตฺตพฺพํ อรหนฺตฆาตโก อานนฺตริโกติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา ชีวิตา โวโรปิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ {๑๘๑๒.๑} หญฺจิ อรหา ชีวิตา โวโรปิโต เตน วต เร วตฺตพฺเพ อรหนฺตฆาตโก อานนฺตริโกติ ฯ น วตฺตพฺพํ รุหิรุปฺปาทโก อานนฺตริโกติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปฺปาทิตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปฺปาทิตํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ รุหิรุปฺปาทโก อานนฺตริโกติ ฯ สงฺฆเภทโก อานนฺตริโกติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ สงฺฆเภทกา อานนฺตริกาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺเพ สงฺฆเภทกา อานนฺตริกาติ ฯ อามนฺตา ฯ ธมฺมสญฺญี สงฺฆเภทโก อานนฺตริโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ธมฺมสญฺญี สงฺฆเภทโก อานนฺตริโกติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อตฺถุปาลิ สงฺฆเภทโก อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ อตฺถุปาลิ สงฺฆเภทโก น อาปายิโก น เนรยิโก น กปฺปฏฺโฐ น อเตกิจฺโฉติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ธมฺมสญฺญี สงฺฆเภทโก อานนฺตริโกติ ฯ
๑๘๑๓น วตฺตพฺพํ ธมฺมสญฺญี สงฺฆเภทโก อานนฺตริโกติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ สงฺฆเภทโก วคฺครโต อธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา ปธํสติ สงฺฆํ สมคฺคํ เภตฺวาน กปฺปํ นิรยมฺหิ ปจฺจตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สงฺฆเภทโก อนนฺตริโกติ ฯ อสญฺจิจฺจกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๑. อสัญจิจจกถา (๑๙๔) ๒๐. วีสติมวรรค ๑. อสัญจิจจกถา (๑๙๔) ว่าด้วยความไม่จงใจ
สก. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลไม่จงใจฆ่าสัตว์ ชื่อว่าเป็นผู้ทำปาณาติบาตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลไม่จงใจถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ฯลฯ พูดเท็จ ชื่อว่าเป็นผู้พูดเท็จใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลไม่จงใจฆ่าสัตว์ ชื่อว่าไม่เป็นผู้ทำปาณาติบาตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าไม่เป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลไม่จงใจถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ฯลฯ ไม่จงใจพูดเท็จ ชื่อว่าไม่เป็นผู้พูดเท็จใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๕๗/๓๐๙-๓๑๐) @ เพราะมีความเห็นว่า วัตถุแห่งอนันตริยกรรม (บิดา มารดา พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์) เป็น@สิ่งล้ำเลิศและยิ่งใหญ่ เมื่อบุคคลทำลายวัตถุเหล่านั้น แม้โดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นอนันตริยกรรมได้ ซึ่งต่างกับ@ความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า การกระทำทุกอย่างที่จะจัดเป็นกรรมต้องประกอบด้วยเจตนา หากไม่@ประกอบด้วยเจตนา ไม่จัดเป็นกรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๕๗/๓๐๙-๓๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๑. อสัญจิจจกถา (๑๙๔) สก. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าไม่เป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริย-กรรม” มีอยู่จริงหรือ ปร. ไม่มี สก. พระสูตรที่ว่า “บุคคลจงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริย-กรรม” มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากพระสูตรที่ว่า “บุคคลจงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริย-กรรม” มีอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลไม่จงใจปลงชีวิตมารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่ามารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริย- กรรม” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เขาปลงชีวิตมารดาแล้วมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากเขาปลงชีวิตมารดาแล้ว ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่ามารดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม” ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าบิดา ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เขาปลงชีวิตบิดาแล้วมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากเขาปลงชีวิตบิดาแล้ว ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าบิดาชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๑. อสัญจิจจกถา (๑๙๔) ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์ ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริย- กรรม” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เขาปลงชีวิตพระอรหันต์แล้วมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากเขาปลงชีวิตพระอรหันต์แล้ว ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์ ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม” ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้ทำร้ายพระตถาคตจนถึงพระโลหิตห้อ ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เขาทำร้ายพระตถาคตจนถึงพระโลหิตห้อแล้วมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากเขาทำร้ายพระตถาคตจนถึงพระโลหิตห้อแล้ว ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลผู้ทำร้ายพระตถาคตจนถึงพระโลหิตห้อ ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริย-กรรม”
สก. บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้มีความสำคัญว่าชอบธรรม จึงทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ชื่อว่า เป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๑. อสัญจิจจกถา (๑๙๔)
สก. บุคคลผู้มีความสำคัญว่าชอบธรรม จึงทำลายสงฆ์ให้แตกกันชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “อุบาลี บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกันเป็นผู้เข้าถึงอบาย อยู่ในนรกตลอดกัป แก้ไขไม่ได้ มีอยู่ บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ไม่เป็นผู้เข้าถึงอบาย ไม่เข้าถึงนรกตลอดกัป ไม่ใช่ผู้แก้ไขไม่ได้”มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลผู้มีความสำคัญว่าชอบธรรมทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้มีความสำคัญว่าชอบธรรมจึงทำลาย สงฆ์ให้แตกกัน ชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ยินดีในการแตกกัน อยู่ในอธรรม เป็นผู้เข้าถึงอบาย อยู่ในนรกตลอดกัป พลาดจากนิพพานอันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ เสวยผลกรรมอยู่ในนรกตลอดกัป เพราะทำลายสงฆ์ที่สามัคคีกันให้แตกแยกกัน” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำอนันตริยกรรม อสัญจิจจกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๖๕๗ หน้า ๗๑๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๙๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอสัญจิจจกถา ว่าด้วยอสัญจิจจะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอสัญจิจจะไม่แกล้ง คือไม่เจตนา.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า "ขึ้นชื่อว่าอนันตริยวัตถุเป็นของหนักเป็นของใหญ่ เพราะฉะนั้น แม้ในวัตถุทั้งหลายเหล่านั้น อันผู้ใดทำให้เกิดแล้ว แม้โดยไม่ตั้งใจก็ย่อมเป็นอนันตริยกรรม ดังนี้.
คำถามของสกวาทีว่า บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้งเป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า บุคคลฆ่าสัตว์โดยมิได้แกล้ง เป็นต้นเพื่อท้วงว่า ขึ้นชื่อว่าอนันตริยกรรมเป็นกัมมบถ ถ้าว่าบุคคลไม่จงใจฆ่าสัตว์พึงเป็นประเภทกัมมบถไซร้ กรรมทั้งหลายที่เหลือแม้มีปาณาติบาตเป็นต้น ก็พึงเป็นกรรมไม่จงใจ ดังนี้
ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีในลัทธิเช่นนั้น. คำที่เหลือพึงทราบตามพระบาลี.
คำถามว่า ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่ามารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ เป็นของปรวาที. คำตอบรับรองของสกวาทีหมายเอาการฆ่าโดยไม่มีเจตนาในกาลที่ทำการเยียวยารักษาโรคเป็นต้น.
แม้ในปัญหาว่า เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้วมิใช่หรือ คำตอบรับรอง สกวาทีนั้นนั่นแหละโดยหมายเอาการปลงชีวิตลงโดยไม่มีเจตนา. ก็ปรวาทีไม่ถือเอาคำอธิบายอย่างนี้ จึงให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ด้วยคำว่า หากว่า เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้ว ดังนี้ แต่การตั้งลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ตั้งไว้โดยอุบายอันแยบคาย.
แม้ปิตุฆาตเป็นต้น ก็นัยนี้นั่นแล.
คำถามของสกวาทีว่า บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมหรือ โดยหมายเอาผู้มีความสำคัญในธรรมในการแยกสงฆ์. คำตอบรับรองของปรวาทีเพราะถือเอาพระบาลีว่า บุคคลย่อมไหม้อยู่ในนรกตลอดกัลป์ เพราะทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ดังนี้ โดยไม่พิจารณา.
____________________________
คำว่า "สังฆเภท" แปลว่าการแยกสงฆ์ เพราะมีคำว่า ผู้มีความสำคัญในธรรมอันนี้ จัดเป็นประเภทที่ดีก็ได้ เช่นพระโมคคัลลีบุตรดิสสเถระปราบเดียรถีย์ทั้งหลายที่มาปลอมบวชในพระศาสนา หรือจะเรียกว่าเป็นธรรมวาทีนี้เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม แต่ไม่ตกอบาย. ส่วนสังฆเภท คือการแยกสงฆ์ของพระเทวทัตต์นั้น เป็นอธัมมวาที จัดเป็นสังฆเภทด้วย เป็นอนันตริยกรรมด้วย ตกนรกด้วย.
ถูกถามอีกว่า บุคคลผู้ทำสังฆเภทเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรมทั้งหมดหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธโดยหมายเอาบุคคลผู้มีความสำคัญในธรรมอันเป็นฝ่ายของตน. ย่อมตอบรับรองโดยหมายเอาบุคคลผู้มีความสำคัญในธรรมอันเป็นฝ่ายอื่น.
แม้ใน ๒ ปัญหาว่า ธัมมสัญญี คือบุคคลเป็นผู้มีความสำคัญว่าถูกธรรม ก็นัยนี้นั่นแหละ.
พระสูตรว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ทำสังฆเภท...มิใช่หรือ ดังนี้ สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงซึ่งความที่บุคคลผู้เป็นธัมมวาทีเป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรมโดยส่วนเดียวเท่านั้น ไม่ตกอบาย.
อนึ่ง อธัมมวาทีนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์เอาในคาถาว่า จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรกตั้งอยู่ตลอดกัลป์ดังนี้. แต่ปรวาทีไม่ถือเอาคำอธิบายนี้ จึงให้ลัทธิตั้งไว้. ลัทธินั้นชื่อว่าตั้งอยู่ไม่ได้เลยเพราะไม่ตั้งอยู่โดยอุบายอันแยบคาย ดังนี้แล.
อรรถกถาอสัญจิจจกถา จบ. -----------------------------------------------------