ติรัจฉานกถา เล่ม ๓๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ติรจฺฉานกถา
๑๘๒๓อตฺถิ เทเวสุ ติรจฺฉานคตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ติรจฺฉานคเตสุ เทวาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ เทเวสุ ติรจฺฉานคตาติ ฯ อามนฺตา ฯ เทวโลโก ติรจฺฉานโยนีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ เทเวสุ ติรจฺฉานคตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ กีฏา ปฏงฺคา มกสา มกฺขิกา อหี วิจฺฉิกา สตปที คณฺฑุปาทาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๘๒๔นตฺถิ เทเวสุ ติรจฺฉานคตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ ตตฺถ เอราวโณ นาม หตฺถินาโค สหสฺสสฺสยุตฺตํ ทิพฺพํ ยานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ ตตฺถ เอราวโณ นาม หตฺถินาโค สหสฺสสฺสยุตฺตํ ทิพฺพํ ยานํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ เทเวสุ ติรจฺฉานคตาติ ฯ
๑๘๒๕อตฺถิ เทเวสุ ติรจฺฉานคตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตตฺถ หตฺถิพนฺธา อสฺสพนฺธา ยาวสิกา การณิกา ภตฺตการกาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ นตฺถิ เทเวสุ ติรจฺฉานคตาติ ฯ ติรจฺฉานกถา ฯ -----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. ติรัจฉานกถา (๑๙๗) ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉาน
สก. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เทวดามีอยู่ในหมู่สัตว์ดิรัจฉานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.อุ. (แปล) ๑๔/๒๕๐/๒๙๔-๒๙๕, องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๓๖/๑๙๔,@ขุ.เปต. (แปล) ๒๖/๗๐-๗๑/๑๗๙, ๒๖/๒๔๐-๒๔๑/๒๐๖, ๒๖/๖๙๓-๖๙๔/๒๘๑,@ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๗๐/๔๘๒, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๒๒/๔๐๒-๔๐๘ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๖๙/๓๑๒) @ เพราะมีความเห็นว่า ในเทวโลก มีเทวบุตรที่เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เช่น เอราวัณเทพบุตร ซึ่งต่างกับความเห็น@ของสกวาทีที่เห็นว่า เทพบุตรที่เป็นสัตว์ดิรัจฉานไม่มี แต่มีเทพบุตรจำแลงเป็นสัตว์@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๖๙/๓๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๐. วีสติมวรรค] ๔. ติรัจฉานกถา (๑๙๗) สก. เทวโลกเป็นภูมิของสัตว์ดิรัจฉานใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในหมู่เทวดานั้น มีแมลง ตั้กแตน ยุง แมลงวัน งู แมงป่อง ตะขาบ ไส้เดือนใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. สัตว์ดิรัจฉานไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ช้างประเสริฐชื่อว่าเอราวัณ ยานทิพย์เทียมด้วยม้าพันตัวมีอยู่ในหมู่เทวดานั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากช้างประเสริฐชื่อว่าเอราวัณ ยานทิพย์เทียมด้วยม้าพันตัวมีอยู่ในหมู่เทวดานั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในเทวโลก”
สก. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในเทวโลกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในเทวโลกนั้น มีพวกผูกช้าง พวกผูกม้า พวกตะพุ่นหญ้า พวกผู้ฝึก พวกทำอาหารสัตว์ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ดังนั้น สัตว์ดิรัจฉานจึงไม่มีในเทวโลก ติรัจฉานกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๐๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาติรัจฉานกถา ว่าด้วยสัตว์ดิรัจฉาน
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัตว์ดิรัจฉาน.
ในเทพทั้งหลายเท่านั้น เทพบุตรทั้งหลายชื่อว่าเอราวัณเป็นต้น ย่อมแปลงเพศเป็นช้าง เป็นม้า สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายย่อมไม่มีในที่นั้น ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายมีอยู่ในหมู่เทพ เพราะเห็นเทพบุตรทั้งหลายผู้นิรมิตเพศเป็นเพศสัตว์ดิรัจฉาน ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เทวดามีอยู่ในหมู่สัตว์ดิรัจฉานหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายพึงมีในเทวกำเนิดได้ไซร้ เทพทั้งหลายก็พึงมีในกำเนิดของสัตว์ดิรัจฉานได้ ดังนี้.
คำว่า แมลง เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงถึงสัตว์ทั้งหลายที่ปรวาทีไม่ปรารถนาเหล่าใดเหล่านั้น.
ในปัญหาว่า ช้างตัวประเสริฐชื่อว่าเอราวัณ สกวาทีกล่าวตอบรับรอง เพราะความที่ช้างชื่อว่าเอราวัณนั้นมีอยู่แต่หาใช่สัตว์ดิรัจฉานไม่.
คำว่า พวกผูกช้าง เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ช้างเป็นต้นพึงมีในที่นั้นไซร้ แม้พวกผูกช้างเป็นต้นก็พึงมีในที่นั้น ดังนี้
ในคำเหล่านั้น คำว่า พวกตะพุ่นหญ้า ได้แก่ ผู้ให้หญ้าที่สัตว์กิน.
คำว่า พวกหัวหน้างาน ได้แก่ นายหัตถาจารย์เป็นต้น.
อธิบายว่า นายหัตถาจารย์เหล่านั้นพึงทำวิธีการฝึกโดยวิธีต่างๆ.
คำว่า พวกทำอาหารให้สัตว์ ได้แก่ ผู้หุงต้มอาหารให้สัตว์ทั้งหลายมีช้างเป็นต้น.
คำว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ความว่า ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ ดังนี้แล.
อรรถกถาติรัจฉานกถา จบ. -----------------------------------------------------