๑๐. จูฬปุณณมสูตร เล่ม ๑๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จูฬปุณฺณมสุตฺตํ
๑๓๐เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ
๑๓๑อถ โข ภควา ตุณฺหีภูตํ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ชาเนยฺย นุ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ชาเนยฺย ปน ภิกฺขเว อสปฺปุริโส สปฺปุริสํ สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว เอตมฺปิ ภิกฺขเว อฏฺฐานํ อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ
๑๓๒อสปฺปุริโส ภิกฺขเว อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ อสปฺปุริสภตฺตี โหติ อสปฺปุริสจินฺตี โหติ อสปฺปุริสมนฺตี โหติ อสปฺปุริสวาโจ โหติ อสปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ อสปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ อสปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
๑๓๓กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสทฺโธ โหติ อหิริโก โหติ อโนตฺตปฺปี โหติ อปฺปสฺสุโต โหติ กุสีโต โหติ มุฏฺฐสฺสตี โหติ ทุปฺปญฺโญ โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ
๑๓๔กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริสสฺส เย เต สมณพฺราหฺมณา อสทฺธา อหิริกา อโนตฺตปฺปิโน อปฺปสฺสุตา กุสีตา มุฏฺฐสฺสติโน ทุปฺปญฺญา ตฺยสฺส มิตฺตา โหนฺติ เต สหายา เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ
๑๓๕กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อตฺตพฺยาพาธายปิ เจเตติ ปรพฺยาพาธายปิ เจเตติ อุภยพฺยาพาธายปิ เจเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ
๑๓๖กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อตฺตพฺยาพาธายปิ มนฺเตติ ปรพฺยาพาธายปิ มนฺเตติ อุภยพฺยาพาธายปิ มนฺเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ
๑๓๗กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส มุสาวาที โหติ ปิสุณวาโจ โหติ ผรุสวาโจ โหติ สมฺผปฺปลาปี โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ
๑๓๘กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ
๑๓๙กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส เอวํทิฏฺฐิโก โหติ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ
๑๔๐กถญฺจ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทานํ เทติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสกฺกจฺจํ ทานํ เทติ อสหตฺถา ทานํ เทติ อจิตฺตึ กตฺวา ทานํ เทติ อปวิฏฺฐํ ทานํ เทติ อนาคมนทิฏฺฐิโก ทานํ เทติ เอวํ โข ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อสปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
๑๔๑ส โข โส ภิกฺขเว อสปฺปุริโส เอวํ อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต เอวํ อสปฺปุริสภตฺตี เอวํ อสปฺปุริสจินฺตี เอวํ อสปฺปุริสมนฺตี เอวํ อสปฺปุริสวาโจ เอวํ อสปฺปุริสกมฺมนฺโต เอวํ อสปฺปุริสทิฏฺฐี เอวํ อสปฺปุริสทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ยา อสปฺปุริสานํ คติ ตตฺถ อุปฺปชฺชติ ฯ กา จ ภิกฺขเว อสปฺปุริสานํ คติ นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา ฯ
๑๔๒ชาเนยฺย นุ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสํ สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว ฐานเมตํ ภิกฺขเว วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ชาเนยฺย ปน ภิกฺขเว สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว เอตมฺปิ โข ภิกฺขเว ฐานํ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยมฺภวนฺติ ฯ
๑๔๓สปฺปุริโส ภิกฺขเว สทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ สปฺปุริสภตฺตี โหติ สปฺปุริสจินฺตี โหติ สปฺปุริสมนฺตี โหติ สปฺปุริสวาโจ โหติ สปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ สปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ สปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
๑๔๔กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สทฺโธ โหติ หิริมา โหติ โอตฺตปฺปี โหติ พหุสฺสุโต โหติ อารทฺธวิริโย โหติ อุปฏฺฐิตสตี โหติ ปญฺญวา โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สทฺธมฺมสมนฺนาคโต โหติ ฯ
๑๔๕กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริสสฺส เย เต สมณพฺราหฺมณา สทฺธา หิริมนฺโต โอตฺตปฺปิโน พหุสฺสุตา อารทฺธวิริยา อุปฏฺฐิตสติโน ปญฺญวนฺโต ตฺยสฺส มิตฺตา โหนฺติ เต สหายา เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสภตฺตี โหติ ฯ
๑๔๖กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส เนวตฺตพฺยาพาธาย เจเตติ น ปรพฺยาพาธาย เจเตติ น อุภยพฺยาพาธาย เจเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสจินฺตี โหติ ฯ
๑๔๗กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส เนวตฺตพฺยาพาธาย มนฺเตติ น ปรพฺยาพาธาย มนฺเตติ น อุภยพฺยาพาธาย มนฺเตติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสมนฺตี โหติ ฯ
๑๔๘กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสวาโจ โหติ ฯ
๑๔๙กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสกมฺมนฺโต โหติ ฯ
๑๕๐กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส เอวํ ทิฏฺฐิโก โหติ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทิฏฺฐี โหติ ฯ
๑๕๑กถญฺจ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทานํ เทติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สกฺกจฺจํ ทานํ เทติ จิตฺตึ กตฺวา ทานํ เทติ ปริสุทฺธํ ทานํ เทติ อาคมนทิฏฺฐิโก ทานํ เทติ เอวํ โข ภิกฺขเว สปฺปุริโส สปฺปุริสทานํ เทติ ฯ
๑๕๒ส โข โส ภิกฺขเว สปฺปุริโส เอวํ สทฺธมฺมสมนฺนาคโต เอวํ สปฺปุริสภตฺตี เอวํ สปฺปุริสจินฺตี เอวํ สปฺปุริสมนฺตี เอวํ สปฺปุริสวาโจ เอวํ สปฺปุริสกมฺมนฺโต เอวํ สปฺปุริสทิฏฺฐี เอวํ สปฺปุริสทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ยา สปฺปุริสานํ คติ ตตฺถ อุปฺปชฺชติ กา จ ภิกฺขเว สปฺปุริสานํ คติ เทวมหตฺตตา วา มนุสฺสมหตฺตตา วาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ จูฬปุณฺณมสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทสมํ ฯ เทวทหวคฺโค ปฐโม ฯ -------- ตสฺสุทฺทานํ เทวทหปญฺจตฺตยกินฺติ นิคนฺโถ อญฺญเวยฺยากรโณ กุรุคณกโคปกํ ปุณฺณมโย เทวทหคฺคโม ปฐโม ปวโร ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. จูฬปุณณมสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาในคืนดวงจันทร์เต็มดวง สูตรเล็ก
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมาตา ใน บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ คืนดวงจันทร์เต็มดวง พระผู้มีพระภาคทรงมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ประทับนั่ง ณ ที่แจ้ง ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ซึ่งนิ่งเงียบอยู่โดยลำดับ จึงรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษพึงรู้จักอสัตบุรุษหรือว่า‘ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ’ ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า “ไม่รู้ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้ที่อสัตบุรุษพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ‘ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ’ อนึ่ง อสัตบุรุษพึงรู้จักสัตบุรุษหรือว่า ‘ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ” “ไม่รู้ พระพุทธเจ้าข้า” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๒๑-๒๓/๒๘-๓๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๐๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๑๐. จูฬปุณณมสูตร “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้ที่อสัตบุรุษพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ‘ผู้นี้เป็น สัตบุรุษ’ เพราะว่า อสัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม มีความภักดีต่ออสัตบุรุษมีความคิดอย่างอสัตบุรุษ มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ มีการกระทำอย่างอสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ให้ทานอย่างอสัตบุรุษ อสัตบุรุษผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา(ความเชื่อ) ไม่มีหิริ(ความละอายต่อบาป) ไม่มีโอตตัปปะ(ความเกรงกลัวบาป) มีสุตะน้อย(การได้ยินได้ฟังน้อย)เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม อสัตบุรุษผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม เป็นอย่างนี้ (๑) อสัตบุรุษผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะมีสุตะน้อย เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม เป็นมิตร เป็นสหาย อสัตบุรุษผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๒) อสัตบุรุษผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมคิดเพื่อ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง อสัตบุรุษผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๓) อสัตบุรุษผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง อสัตบุรุษผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๔) @เชิงอรรถ : @ อสัทธรรม ในที่นี้หมายถึงบาปธรรม (ม.อุ.อ. ๓/๙๑/๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๐๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๑๐. จูฬปุณณมสูตร อสัตบุรุษผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มีปกติพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อสัตบุรุษผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๕) อสัตบุรุษผู้มีการกระทำอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มีปกติฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม อสัตบุรุษผู้มีการกระทำอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๖) อสัตบุรุษผู้มีทิฏฐิอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วก็ไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ ก็ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนให้ผู้อื่นให้รู้แจ้ง ก็ไม่มีในโลก อสัตบุรุษผู้มีทิฏฐิอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๗) อสัตบุรุษให้ทานอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ให้ทานโดยไม่เคารพ ไม่ให้ทานด้วยมือของตน ไม่ให้ทานด้วยความอ่อนน้อม ให้ทานอย่างเสียไม่ได้ เป็นผู้ไม่เห็นผลให้ทาน อสัตบุรุษให้ทานอย่างอสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๘) @เชิงอรรถ : @ โอปปาติกะ หมายถึงสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้@เช่น เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น (ที.สี.อ. ๑/๑๗๑/๑๔๙) @ ให้ทานโดยไม่เคารพ หมายถึงไม่เคารพทั้งไทยธรรมและบุคคล เช่น ถวายอาหารด้วยของไม่สะอาด@ไม่นอบน้อมต่อปฏิคาหก (ม.อุ.อ. ๓/๙๑/๕๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๐๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๑๐. จูฬปุณณมสูตร ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยอสัทธรรมอย่างนี้ มีความ ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้ มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ มีความรู้อย่าง อสัตบุรุษอย่างนี้ มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ มีการกระทำอย่างอสัตบุรุษ อย่างนี้ มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้วหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในคติของอสัตบุรุษ คติของอสัตบุรุษ คืออะไร คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษพึงรู้จักสัตบุรุษ หรือว่า ‘ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ’ ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า “รู้ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปได้ที่สัตบุรุษพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ‘ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ’ส่วนสัตบุรุษพึงรู้จักอสัตบุรุษหรือว่า ‘ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ” “รู้ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปได้ที่สัตบุรุษพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ‘ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ’ เพราะว่า สัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม มีความภักดีต่อสัตบุรุษ มี ความคิดอย่างสัตบุรุษ มีความรู้อย่างสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ มีการ กระทำอย่างสัตบุรุษ มีทิฏฐิอย่างสัตบุรุษ ให้ทานอย่างสัตบุรุษ สัตบุรุษผู้ประกอบด้วยสัทธรรม เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมาก ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น มีปัญญา สัตบุรุษผู้ประกอบด้วยสัทธรรม เป็นอย่างนี้ (๑) สัตบุรุษผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหาย สัตบุรุษผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๐๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๑๐. จูฬปุณณมสูตร สัตบุรุษผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมไม่คิดเพื่อ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง สัตบุรุษผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๓) สัตบุรุษผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมรู้เพื่อไม่เบียดเบียนตนบ้าง ย่อมรู้เพื่อไม่ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมรู้เพื่อไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง สัตบุรุษผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๔) สัตบุรุษผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ สัตบุรุษผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๕) สัตบุรุษผู้มีการกระทำอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม สัตบุรุษผู้มีการกระทำอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๖) สัตบุรุษผู้มีทิฏฐิอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีโลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้โลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ก็มีอยู่ในโลก สัตบุรุษผู้มีทิฏฐิอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๐๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] รวมพระสูตรที่มีในวรรค สัตบุรุษให้ทานอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ สัตบุรุษในโลกนี้ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานด้วยความอ่อนน้อม ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีทิฏฐิว่า ‘ทานที่ให้แล้วมีผล’ ดังนี้แล้วจึงให้ทาน สัตบุรุษให้ทานอย่างสัตบุรุษ เป็นอย่างนี้ (๘) สัตบุรุษนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรมอย่างนี้ มีความภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้ มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ มีการกระทำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว หลังจากตายแล้ว ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ คติของสัตบุรุษ คืออะไร คือ ความเป็นใหญ่ในเทวดา หรือความเป็นใหญ่ในมนุษย์” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล จูฬปุณณมสูตรที่ ๑๐ จบ เทวทหวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เทวทหสูตร ๒. ปัญจัตตยสูตร ๓. กินติสูตร ๔. สามคามสูตร ๕. สุนักขัตตสูตร ๖. อาเนญชสัปปายสูตร ๗. คณกโมคคัลลานสูตร ๘. โคปกโมคคัลลานสูตร ๙. มหาปุณณมสูตร ๑๐. จูฬปุณณมสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๐๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อรรถกถาจูฬปุณณมสูตร
จูฬปุณณมสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในจูฬปุณณมสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.
บทว่า ตุณฺหีภูตํ ได้แก่ เป็นผู้นิ่งเงียบ คือนิ่งเงียบ ในทิศที่ทรงเหลียวดูไป.
บทว่า อนุวิโลเกตฺวา ความว่า ทรงลืมพระเนตรอันประดับด้วยประสาทรูปทั้ง ๕ แล้ว ทรงเหลียวดูทั่วทิศ ทรงเห็นความไม่มี แม้โดยชั้นที่สุด การคะนองมือและการคะนองเท้า.
บทว่า อสปฺปุริโส ได้แก่ บุรุษชั่ว.
บทว่า โน เหตํ ภนฺเต ความว่า เหตุที่อสัตบุรุษนั้นย่อมไม่อาจรู้อสัตบุรุษนั้น เหมือนคนตาบอดไม่รู้คนตาบอดเพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงกล่าวอย่างนั้น พึงทราบเนื้อความในฐานะทั้ง ๓ แม้เบื้องหน้าจากนี้ไป โดยนัยนี้นั่นแล. อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต ได้แก่ คบหากับอสัตบุรุษ.-->
อสทฺธมฺมสมนฺนาคโตติ ปาปธมฺมสมนฺนาคโตฯ
บทว่า อสทฺธมฺมสมนฺนาคโต ได้แก่ ประกอบด้วยบาปธรรม.
บทว่า อสปฺปุริสภตฺตี ได้แก่ คบหากับอสัตบุรุษ.
บทว่า อสปฺปุริสจินฺตี ได้แก่ คิดแล้วด้วยการคิดอย่างอสัตบุรุษ.
บทว่า อสปฺปุริสมนฺตี ได้แก่ รู้อย่างอสัตบุรุษ.
บทว่า อสปฺปุริสวาโจ ได้แก่ พูดอย่างอสัตบุรุษ.
บทว่า อสปฺปุริสกมฺมนฺโต ได้แก่ ทำการงานอย่างอสัตบุรุษ.
บทว่า อสปฺปุริสทิฏฺฐี ได้แก่ ประกอบด้วยทิฏฐิของอสัตบุรุษ.
บทว่า อสปฺปุริสทานํ ได้แก่ ทานที่พวกอสัตบุรุษพึงให้.
บทว่า ตฺยสฺส มิตฺตา ได้แก่ สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นมิตรของอสัตบุรุษนั้น.
บทว่า อตฺตพฺยาพาธาย เจเตติ ความว่า ย่อมคิดเพื่อต้องการความทุกข์แก่ตนอย่างนี้ว่า เราจักฆ่าสัตว์ เราจักถือเอาของที่เขาไม่ให้ เราจักประพฤติมิจฉาจาร เราจักสมาทานอกุศลกรรมบถ ๑๐ แล้วประพฤติ.
บทว่า ปรพฺยาพาธาย เจเตติ ความว่า ย่อมคิดเพื่อต้องการความทุกข์แก่ผู้อื่นอย่างนี้ว่า เราจักบังคับมันโดยประการที่คนโน้นฆ่าสัตว์ตัวโน้น ลักเอาของๆ คนโน้นที่เขาไม่ได้ให้ สมาทานอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประพฤติ.
บทว่า อุภยพฺยาพาธาย ความว่า ย่อมคิดเพื่อต้องการความทุกข์แก่ทั้งสองฝ่ายอย่างนี้ว่า เราจักพาคนโน้นและคนโน้นไปสมาทานอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประพฤติ.
ในบทว่า อตฺตพยาพาธายปิ มนฺเตติ ดังนี้เป็นต้น ความว่า เมื่อรู้ว่า เราจักสมาทานอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประพฤติ ชื่อว่าย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเมื่อรู้ว่า เราจัก (ชักชวน) คนโน้นสมาทานอกุศลกรรมบถประพฤติ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อรู้ว่าเรากับคนอื่นแม้ทั้งสองร่วมกันสมาทานอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประพฤติ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่นทั้งสองฝ่าย.
บทว่า อสกฺกจฺจํ ทานํ เทติ ความว่า ย่อมไม่ทำความเคารพทั้งไทยธรรมทั้งบุคคล. ให้อาหารที่ประกอบด้วยข้าวสารที่เสียๆ ไม่กระทำให้สมบูรณ์ (คือทำไม่สะอาด) ชื่อว่าไม่ทำความเคารพไทยธรรม. ไม่ปัดกวาดที่สำหรับนั่ง ให้นั่งไม่เลือกที่ วางตั้งตามมีตามเกิดให้ทาน ชื่อว่าไม่ทำความเคารพบุคคล.
บทว่า สหตฺถา ได้แก่ ไม่ให้ด้วยมือของตน ใช้ทาสและกรรมกรเป็นต้นให้.
บทว่า อจิตฺตึ กตฺวา ความว่า ไม่ทำความยำเกรงทั้งในไทยธรรมทั้งในบุคคล ให้ทานโดยนัยดังกล่าวข้างต้น.
บทว่า อปฺปวิฏฺฐํ ความว่า เป็นผู้ต้องการทิ้งให้เหมือนยัดเหี้ยเข้าจอมปลวก.
บทว่า อนาคมนทิฏฺฐิโก ได้แก่ เป็นผู้ไม่หวังผลให้.
บทว่า ตตฺถ อุปฺปชฺชติ ความว่า ให้ทานแล้วย่อมไม่เกิดในนรก. ก็ความเห็นผิดอันใดที่อสัตบุรุษนั้นถือเอา เพราะความเป็นผู้มีลัทธิชั่ว ย่อมเกิดในนรกด้วยความเห็นผิดอันนั้น.
พึงทราบธรรมฝ่ายขาวโดยปฏิปักขนัย (นัยฝ่ายตรงกันข้าม) ดังกล่าวแล้ว.
บทว่า เทวมหตฺตตา ได้แก่ เทวดาชั้นกามาวจร ๖.
บทว่า มนุสฺสมหตฺตตา ได้แก่ สมบัติแห่งตระกูลทั้ง ๓ (กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี).
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้น.
ก็พระสูตรนี้ตรัสเนื่องด้วยวัฏฏะล้วนๆ แล.
จบอรรถกถาจูฬปุณณมสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เทวหสูตร
๒. ปัญจัตตยสูตร
๓. กินติสูตร
๔. สามคามสูตร
๕. สุนักขัตตสูตร
๖. อาเนญชสัปปายสูตร
๗. คณกโมคคัลลานสูตร
๘. โคปกโมคคัลลานสูตร
๙. มหาปุณณมสูตร
๑๐. จูฬปุณณมสูตร -----------------------------------------------------