ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๙๘

๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๘–๒๓๓ลำดับ 14 จาก 52 ในอุปริปัณณาสก์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 36 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เสวิตพฺพาเสวิตพฺพสุตฺตํ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ เสวิตพฺพาเสวิตพฺพํ โว ภิกฺขเว ธมฺมปริยายํ เทเสสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

ภควา เอตทโวจ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารํ วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ วจีสมาจารํ มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ มโนสมาจารํ จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ จิตฺตุปฺปาทํ สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ สญฺญาปฏิลาภํ ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ ทิฏฺฐิปฏิลาภํ อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ลุทฺโท โลหิตปาณี หตปหเต นิวิฏฺโฐ อทยาปนฺโน ปาณภูเตสุ อทินฺนาทายี โข ปน โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โข ปน โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหรติ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ น อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ จาริตฺตํ น อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ วจีสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป วจีสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป วจีสมาจาโร เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ มุสาวาที โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคฺคโต วา ปูคมชฺฌคฺคโต วา ราชกุลมชฺฌคฺคโต วา อภินีโต สกฺขึ ปุฏฺโฐ เอหมฺโภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ ฯ โส อชานํ วา อาห ชานามีติ ชานํ วา อาห น ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ ปิสุณวาโจ โข ปน โหติ อิโต สุตฺวา อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ สมคฺคานํ วา เภเทตา ภินฺนานํ วา อนุปฺปทาตา วคฺคาราโม วคฺครโต วคฺคนนฺที วคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ ผรุสวาโจ โข ปน โหติ ยา สา วาจา อณฺฑกา กกฺกสา กฏุกา ปราภิสชฺชนี โกธสามนฺตา อสมาธิสํวตฺตนิกา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ สมฺผปฺปลาปี โข ปน โหติ อกาลวาที อภูตวาที อนตฺถวาที อธมฺมวาที อวินยวาที อนิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ อกาเลน อนปฺปเทสํ อปริยนฺตวตึ อนตฺถสญฺหิตํ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคฺคโต วา ปูคมชฺฌคฺคโต วา ราชกุลมชฺฌคฺคโต วา อภินีโต สกฺขึ ปุฏฺโฐ เอหมฺโภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ ฯ โส อชานํ วา อาห น ชานามีติ ชานํ วา อาห ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ ปิสุณํ วาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ อิโต สุตฺวา น อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา น อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ ภินฺนานํ วา สนฺธาตา สหิตานํ วา อนุปฺปทาตา สมคฺคาราโม สมคฺครโต สมคฺคนนฺที สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ยา สา วาจา เนลา กณฺณสุขา เปมนียา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ กาเลน สาปเทสํ ปริยนฺตวตึ อตฺถสญฺหิตํ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ วจีสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ มโนสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อภิชฺฌาลุ โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ ตํ อภิชฺฌิตา โหติ อโห วต ยํ ปรสฺส ตํ มม อสฺสาติ พฺยาปนฺนจิตฺโต โข ปน โหติ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป อิเม สตฺตา หญฺญนฺตุ วา ภิชฺชนฺตุ วา อุจฺฉิชฺชนฺตุ วา วินสฺสนฺตุ วา มา อเหสุํ วาติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อนภิชฺฌาลุ โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ ตํ นาภิชฺฌิตา โหติ อโห วต ยํ ปรสฺส ตํ มม อสฺสาติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โข ปน โหติ อปฺปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป อิเม สตฺตา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ มโนสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ จิตฺตุปฺปาทนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป จิตฺตุปฺปาโท น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป จิตฺตุปฺปาโท เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อภิชฺฌาลุ โหติ อภิชฺฌาสหคเตน เจตสา วิหรติ พฺยาปาทวา โหติ พฺยาปาทสหคเตน เจตสา วิหรติ วิเหสวา โหติ วิเหสาสหคเตน เจตสา วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อนภิชฺฌาลุ โหติ อนภิชฺฌาสหคเตน เจตสา วิหรติ อพฺยาปาทวา โหติ อพฺยาปาทสหคเตน เจตสา วิหรติ อวิเหสวา โหติ อวิเหสาสหคเตน เจตสา วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ จิตฺตุปฺปาทนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ สญฺญาปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป สญฺญาปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป สญฺญาปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อภิชฺฌาลุ โหติ อภิชฺฌาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ พฺยาปาทวา โหติ พฺยาปาทสหคตาย สญฺญาย วิหรติ วิเหสวา โหติ วิเหสาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อนภิชฺฌาลุ โหติ อนภิชฺฌาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ อพฺยาปาทวา โหติ อพฺยาปาทสหคตาย สญฺญาย วิหรติ อวิเหสวา โหติ อวิเหสาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ สญฺญาปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ ทิฏฺฐิปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป ทิฏฺฐิปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป ทิฏฺฐิปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ เอวํทิฏฺฐิโก โหติ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ เอวํทิฏฺฐิโก โหติ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ ทิฏฺฐิปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ สพฺยาปชฺฌํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต อปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อพฺยาปชฺฌํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต ปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ สารีปุตฺต เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ลุทฺโท โลหิตปาณี หตปหเต นิวิฏฺโฐ อทยาปนฺโน ปาณภูเตสุ อทินฺนาทายี โข ปน โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โข ปน โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ สารีปุตฺต เอกจฺโจ ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหรติ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ น อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ น จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ... มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ... จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ... สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ... ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ... อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ สพฺยาปชฺฌํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต อปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อพฺยาปชฺฌํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต ปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ

จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ โสตวิญฺเญยฺยํ สทฺทํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ฆานวิญฺเญยฺยํ คนฺธํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยํ รสํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ กายวิญฺเญยฺยํ โผฏฺฐพฺพํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๒๘.๑} ยถารูปํ ภนฺเต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวิตพฺพํ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย รโส น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม เสวิตพฺโพ ฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวิตพฺพํ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย รโส น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย รโส เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๒๙.๑} ยถารูปํ สารีปุตฺต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม เสวิตพฺโพ ฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ

จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ปิณฺฑปาตํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ เสนาสนํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ คามํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ นิคมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ นครํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ชนปทํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ จีวรํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จีวรํ เสวิตพฺพํ ฯ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ น เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูปํ นครํ น เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูปํ นครํ เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตนฺติ ฯ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๓๒.๑} ยถารูปํ สารีปุตฺต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ จีวรํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จีวรํ เสวิตพฺพํ ฯ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ น เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๓๒.๒} ยถารูปํ สารีปุตฺต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ

สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต ขตฺติยา อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยุํ สพฺเพสานํปสฺส ขตฺติยานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย ฯ สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต พฺราหฺมณา ... สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต เวสฺสา ... สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต สุทฺทา อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยุํ สพฺเพสานํปสฺส สุทฺทานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย ฯ สเทวโก เจปิ สารีปุตฺต โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺย สเทวกสฺสปสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ เสวิตพฺพาเสวิตพฺพสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ ----------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรเสพและธรรมที่ไม่ควรเสพ

ข้อ ๑๐๙

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบรรยายที่ควรเสพและไม่ควรเสพแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมบรรยายนั้น จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกายสมาจาร(ความประพฤติทางกาย) ไว้ ๒ ประการคือ ๑. กายสมาจารที่ควรเสพ ๒. กายสมาจารที่ไม่ควรเสพ กายสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นกายสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน @เชิงอรรถ : @ เสพ ในที่นี้หมายถึงการนึกหน่วง รู้ เห็น พิจารณา อธิษฐานจิต น้อมใจเชื่อ ประคองความเพียร ตั้งสติไว้@ตั้งจิตไว้ กำหนดรู้ด้วยปัญญา รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ@เจริญธรรมที่ควรเจริญ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๓/๖๑-๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เรากล่าววจีสมาจาร(ความประพฤติทางวาจา) ไว้ ๒ ประการ คือ ๑. วจีสมาจารที่ควรเสพ ๒. วจีสมาจารที่ไม่ควรเสพ วจีสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นวจีสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน เรากล่าวมโนสมาจาร(ความประพฤติทางใจ) ไว้ ๒ ประการ คือ ๑. มโนสมาจารที่ควรเสพ ๒. มโนสมาจารที่ไม่ควรเสพ มโนสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นมโนสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน เรากล่าวจิตตุปบาท(ความเกิดขึ้นแห่งจิต) ไว้ ๒ ประการ คือ ๑. จิตตุปบาทที่ควรเสพ ๒. จิตตุปบาทที่ไม่ควรเสพ จิตตุปบาททั้ง ๒ ประการนั้นเป็นจิตตุปบาทที่ตรงข้ามกันและกัน เรากล่าวการได้สัญญาไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้สัญญาที่ควรเสพ ๒. การได้สัญญาที่ไม่ควรเสพ การได้สัญญาทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้สัญญาที่ตรงข้ามกัน และกัน เรากล่าวการได้ทิฏฐิไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้ทิฏฐิที่ควรเสพ ๒. การได้ทิฏฐิที่ไม่ควรเสพ การได้ทิฏฐิทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้ทิฏฐิที่ตรงข้ามกันและกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เรากล่าวการได้อัตภาพไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้อัตภาพที่ควรเสพ ๒. การได้อัตภาพที่ไม่ควรเสพ การได้อัตภาพทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้อัตภาพที่ตรงข้ามกันและกัน” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่งธรรมบรรยายที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารอย่างนี้คือ

ข้อ ๑๑๐

พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกายสมาจารไว้ ๒ ประการ คือ ๑. กายสมาจารที่ควรเสพ ๒. กายสมาจารที่ไม่ควรเสพ กายสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นกายสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงกายสมาจารเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น กายสมาจารเช่นนี้ควรเสพ พระพุทธเจ้าข้ากายสมาจาร ๒ ประการ

ข้อ ๑๑๑

เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรม เสื่อมลง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ คือ เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือ เปื้อนเลือด ชอบฆ่าสัตว์ ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๗}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เจ้าของไม่ได้ให้ คือถือเอาทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่าที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ด้วยความเป็นขโมย และเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม คือเป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่อยู่ในปกครองของมารดา หญิงที่อยู่ในปกครองของบิดาหญิงที่อยู่ในปกครองของมารดาและบิดา หญิงที่อยู่ในปกครองของพี่ชายน้องชายหญิงที่อยู่ในปกครองของพี่สาวน้องสาว หญิงที่อยู่ในปกครองของญาติ หญิงที่อยู่ในปกครองของตระกูล หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง หญิงที่มีสามี หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่ โดยที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงพระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ละ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่เป็นผู้ละ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ คือไม่ถือเอาทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่า ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ด้วยความเป็นขโมย เป็นผู้ละ เว้นขาดจากการประพฤิตผิดในกาม คือเป็นผู้ไม่ละเมิดจารีตในหญิงที่อยู่ในปกครองของมารดา หญิงที่อยู่ในปกครองของบิดา หญิงที่อยู่ในปกครองของมารดาและบิดา หญิงที่อยู่ในปกครองของพี่ชายน้องชาย หญิงที่อยู่ในปกครองของพี่สาวน้องสาว หญิงที่อยู่ในปกครองของญาติ หญิงที่อยู่ในปกครองของตระกูล หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง หญิงที่มีสามี หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่ โดยที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้นพระพุทธเจ้าข้า พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกายสมาจารไว้ ๒ ประการ คือ ๑. กายสมาจารที่ควรเสพ ๒. กายสมาจารที่ไม่ควรเสพ กายสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นกายสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่นเพระอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววจีสมาจารไว้๒ ประการ คือ ๑. วจีสมาจารที่ควรเสพ ๒. วจีสมาจารที่ไม่ควรเสพ วจีสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นวจีสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลเสพวจีสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้นกุศลธรรมเสื่อมลง วจีสมาจารเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพวจีสมาจารเช่นใดอกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น วจีสมาจารเช่นนี้ควรเสพ พระพุทธเจ้าข้าวจีสมาจาร ๒ ประการ

ข้อ ๑๑๒

เมื่อบุคคลเสพวจีสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรม เสื่อมลง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้พูดเท็จ คือ อยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ อยู่ท่ามกลางหมู่ทหาร หรืออยู่ท่ามกลางราชสำนัก ถูกเขาอ้างเป็นพยาน ซักถามว่า ‘พ่อคุณ เชิญเถิด ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าวสิ่งนั้น’ บุคคลนั้นไม่รู้ ก็พูดว่า ‘รู้’ หรือรู้ก็พูดว่า ‘ไม่รู้’ ไม่เห็นก็พูดว่า ‘เห็น’ หรือเห็นก็พูดว่า‘ไม่เห็น’ เขาพูดเท็จทั้งที่รู้ เพราะตนเป็นเหตุบ้าง เพราะบุคคลอื่นเป็นเหตุบ้างเพราะเหตุคือเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง เป็นผู้พูดส่อเสียด คือฟังจากข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังจากข้างโน้นแล้ว มาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายคนหมู่โน้น ยุยงคนที่สามัคคีกัน ส่งเสริมคนที่แตกแยกกัน ชื่นชมยินดี เพลิดเพลินต่อผู้ที่แตกแยกกัน พูดแต่ถ้อยคำที่ก่อความแตกแยกกัน เป็นผู้พูด คำหยาบ คือกล่าวแต่คำที่หยาบคาย เผ็ดร้อน หยาบคายร้ายกาจแก่ผู้อื่น @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๑/๓๔๖-๓๔๗, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๕๔/๑๘๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๙}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร กระทบกระทั่งผู้อื่น ใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ คือพูดไม่ถูกเวลา พูดคำไม่จริง พูดไม่อิงประโยชน์ พูดไม่อิงธรรม พูดไม่อิงวินัยพูดคำที่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้างอิง ไม่มีที่กำหนด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตามกาลอันไม่สมควร เมื่อบุคคลเสพวจีสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงพระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพวจีสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จได้แล้ว คืออยู่ในสภา อยู่ในบริษัท อยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ อยู่ท่ามกลางหมู่ทหาร หรืออยู่ท่ามกลางราชสำนัก ถูกเขาอ้างเป็นพยาน ซักถามว่า ‘พ่อคุณ เชิญเถิด ท่านรู้สิ่งใดจงกล่าวสิ่งนั้น’ บุคคลนั้นไม่รู้ก็พูดว่า ‘ไม่รู้’ หรือรู้ ก็พูดว่า ‘รู้’ ไม่เห็นก็พูดว่า‘ไม่เห็น’ หรือเห็นก็พูดว่า ‘เห็น’ เขาไม่พูดเท็จทั้งที่รู้ เพราะตนเป็นเหตุบ้างเพราะบุคคลอื่นเป็นเหตุบ้าง เพราะเหตุคือเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ละการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดได้แล้ว ฟังจากข้างนี้แล้ว ไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายคนหมู่นี้ ฟังจากข้างโน้นแล้ว ไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายคนหมู่โน้นเป็นผู้สมานคนที่แตกแยกกัน หรือส่งเสริมคนที่มีประโยชน์ร่วมกัน มีความสามัคคีเป็นที่ชื่นชม ยินดีในความสามัคคี รื่นเริงในสามัคคีธรรม เป็นผู้กล่าววาจาก่อให้เกิดความสามัคคี ละการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดคำหยาบได้แล้ว วาจาใดไร้โทษ เสนาะโสต น่ารัก จับใจ เป็นถ้อยคำของชาวเมือง คนส่วนใหญ่ชอบใจคนส่วนใหญ่พอใจ ก็กล่าววาจาเช่นนั้น ละการพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว พูดถูกเวลา พูดจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย กล่าววาจาเป็นหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีต้นมีปลาย ประกอบด้วยประโยชน์ตามกาลอันสมควร เมื่อบุคคลเสพวจีสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้นพระพุทธเจ้าข้า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๘๕/๒๕๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๐}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววจีสมาจารไว้๒ ประการ คือ ๑. วจีสมาจารที่ควรเสพ ๒. วจีสมาจารที่ไม่ควรเสพ วจีสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นวจีสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวมโนสมาจารไว้๒ ประการ คือ ๑. มโนสมาจารที่ควรเสพ ๒. มโนสมาจารที่ไม่ควรเสพ มโนสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นมโนสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลเสพมโนสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้นกุศลธรรมเสื่อมลง มโนสมาจารเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพมโนสมาจารเช่นใดอกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น มโนสมาจารเช่นนี้ควรเสพ พระพุทธเจ้าข้ามโนสมาจาร ๒ ประการ

ข้อ ๑๑๓

เมื่อบุคคลเสพมโนสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรม เสื่อมลง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของเขา คือเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ‘ทำอย่างไร ทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นจะพึงเป็นของเรา’ เป็นผู้มีจิตพยาบาท คือ มีจิตคิดร้ายว่า ‘ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่าจงถูกทำลาย จงขาดสูญ จงพินาศไป หรืออย่าได้มี’ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๑/๓๔๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๑}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เมื่อบุคคลเสพมโนสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงพระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพมโนสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของเขา คือไม่เพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ‘ทำอย่างไร ทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นจะพึงเป็นของเรา’ เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท คือ ไม่มีจิตคิดร้ายว่า ‘ขอสัตว์เหล่านี้จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความทุกข์ มีความสุข รักษาตนเถิด’ เมื่อบุคคลเสพมโนสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้นพระพุทธเจ้าข้า พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวมโนสมาจารไว้๒ ประการ คือ ๑. มโนสมาจารที่ควรเสพ ๒. มโนสมาจารที่ไม่ควรเสพ มโนสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นมโนสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่นเพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ จิตตุปบาท ๒ ประการ

ข้อ ๑๑๔

พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว จิตตุปบาทไว้ ๒ ประการ คือ ๑. จิตตุปบาทที่ควรเสพ ๒. จิตตุปบาทที่ไม่ควรเสพ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๑/๓๔๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร จิตตุปบาททั้ง ๒ ประการนั้นเป็นจิตตุปบาทที่ตรงข้ามกันและกัน’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น เมื่อบุคคลเสพจิตตุปบาทเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงจิตตุปบาทเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพจิตตุปบาทเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น จิตตุปบาทเช่นนี้ควรเสพ พระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพจิตตุปบาทเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของเขา มีจิตสหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้ปองร้ายเขา มีจิตสหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้มีความเบียดเบียน มีจิตสหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ เมื่อบุคคลเสพจิตตุปบาทเช่นนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง พระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพจิตตุปบาทเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของเขา มีจิตไม่สหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้ไม่พยาบาท มีจิตสหรคตด้วยความไม่พยาบาทอยู่เป็นผู้ไม่เบียดเบียนอยู่ มีจิตสหรคตด้วยความไม่เบียดเบียนอยู่ เมื่อบุคคลเสพจิตตุปบาทเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น พระพุทธเจ้าข้า พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลายเรากล่าวจิตตุปบาทไว้๒ ประการ คือ ๑. จิตตุปบาทที่ควรเสพ ๒. จิตตุปบาทที่ไม่ควรเสพ จิตตุปบาททั้ง ๒ ประการนั้นเป็นจิตตุปบาทที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร การได้สัญญา ๒ ประการ

ข้อ ๑๑๕

พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการ ได้สัญญาไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้สัญญาที่ควรเสพ ๒. การได้สัญญาที่ไม่ควรเสพ การได้สัญญาทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้สัญญาที่ตรงข้ามกันและกัน’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น เมื่อบุคคลเสพการได้สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรม เสื่อมลง การได้สัญญาเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพการได้สัญญา เช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น การได้สัญญาเช่นนี้ควรเสพพระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพการได้สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรม เสื่อมลง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาสหรคตด้วย อภิชฌาอยู่ เป็นผู้พยาบาท มีสัญญาสหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้มีความเบียดเบียนมีสัญญาสหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ เมื่อบุคคลเสพการได้สัญญาเช่นนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงพระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพการได้สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาสหรคตด้วย อนภิชฌาอยู่ เป็นผู้ไม่พยาบาท มีสัญญาสหรคตด้วยความไม่พยาบาทอยู่ เป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน มีสัญญาสหรคตด้วยความไม่เบียดเบียนอยู่ เมื่อบุคคลเสพการได้สัญญาเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้นพระพุทธเจ้าข้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการได้สัญญาไว้๒ ประการ คือ ๑. การได้สัญญาที่ควรเสพ ๒. การได้สัญญาที่ไม่ควรเสพ การได้สัญญาทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้สัญญาที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่นเพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ การได้ทิฏฐิ ๒ ประการ

ข้อ ๑๑๖

พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการ ได้ทิฏฐิไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้ทิฏฐิที่ควรเสพ ๒. การได้ทิฏฐิที่ไม่ควรเสพ การได้ทิฏฐิทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้ทิฏฐิที่ตรงข้ามกันและกัน’ เพราะ ทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น เมื่อบุคคลเสพการได้ทิฏฐิเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง การได้ทิฏฐิเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพการได้ทิฏฐิเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น การได้ทิฏฐิเช่นนี้ควรเสพ พระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพการได้ทิฏฐิเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วก็ไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ สัตว์ที่ เป็นโอปปาติกะ ก็ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และ โลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็ไม่มีในโลก‘ @เชิงอรรถ : @ โอปปาติกะ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๙๑ (จูฬปุณณมสูตร) หน้า ๑๐๖ ในเล่มนี้ @ ดูเทียบ ที.สี. (แปล) ๙/๑๗๑/๕๖, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๑/๓๔๗, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๔๓/๔๕๙-๔๖๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เมื่อบุคคลเสพการได้ทิฏฐิเช่นนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง พระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพการได้ทิฏฐิเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดี ทำชั่วมี โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่ง เองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก’ เมื่อบุคคลเสพการได้ทิฏฐิเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น พระพุทธเจ้าข้า พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการได้ทิฏฐิ ไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้ทิฏฐิที่ควรเสพ ๒. การได้ทิฏฐิที่ไม่ควรเสพ การได้ทิฏฐิทั้ง ๒ ประการนั้น เป็นการได้ทิฏฐิที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ การได้อัตภาพ ๒ ประการ

ข้อ ๑๑๗

พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการ ได้อัตภาพไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้อัตภาพที่ควรเสพ ๒. การได้อัตภาพที่ไม่ควรเสพ การได้อัตภาพทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้อัตภาพที่ตรงข้ามกันและกัน’เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงการได้อัตภาพเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น การได้อัตภาพเช่นนี้ควรเสพ พระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง คือ เมื่อบุคคลยังการได้อัตภาพ อันมีความเบียดเบียนให้เกิดขึ้น เพราะการได้อัตภาพอันมีความเบียดเบียนยังไม่สิ้นสุดลง อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงพระพุทธเจ้าข้า เมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ เมื่อบุคคลยังการได้อัตภาพ อันไม่มีความเบียดเบียนให้เกิดขึ้น เพราะการได้อัตภาพอันไม่มีความเบียดเบียนสิ้นสุดลงแล้ว อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการได้อัตภาพไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้อัตภาพที่ควรเสพ ๒. การได้อัตภาพที่ไม่ควรเสพ การได้อัตภาพทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้อัตภาพที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่นเพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่งธรรมบรรยายที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารอย่างนี้

ข้อ ๑๑๘

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้เนื้อความแห่ง ธรรมบรรยายที่เรากล่าวไว้โดยย่อ ไม่ชี้แจงเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารได้อย่างนี้ ถูกต้องแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๗}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกายสมาจารไว้ ๒ ประการ คือ ๑. กายสมาจารที่ควรเสพ ๒. กายสมาจารที่ไม่ควรเสพ กายสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นกายสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงกายสมาจารเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น กายสมาจารเช่นนี้ควรเสพ เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ คือ เป็นคนหยาบช้า มีฝ่ามือ เปื้อนเลือด ชอบฆ่าสัตว์ ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ คือถือเอาทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่าที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ด้วยความเป็นขโมย และเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม คือเป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่อยู่ในปกครองของมารดา หญิงที่อยู่ในปกครองของบิดาหญิงที่อยู่ในปกครองของมารดาและบิดา หญิงที่อยู่ในปกครองของพี่ชายน้องชายหญิงที่อยู่ในปกครองของพี่สาวน้องสาว หญิงที่อยูในปกครองของญาติ หญิงที่อยู่ในปกครองของตระกูล หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง หญิงที่มีสามี หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่ โดยที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ละ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธแล้ว มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่ เป็นผู้ละ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ คือไม่ถือเอาทรัพย์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่า ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร ด้วยความเป็นขโมย เป็นผู้ละ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม คือเป็นผู้ไม่ละเมิดจารีตในหญิงที่อยู่ในปกครองของมารดา หญิงที่อยู่ในปกครองของบิดาหญิงที่อยู่ในปกครองของมารดาและบิดา หญิงที่อยู่ในปกครองของพี่ชายน้องชายหญิงที่อยู่ในปกครองของพี่สาวน้องสาว หญิงที่อยู่ในปกครองของญาติ หญิงที่อยู่ในปกครองของตระกูล หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง หญิงที่มีสามี หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่ โดยที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ สารีบุตร เมื่อบุคคลเสพกายสมาจารเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวกายสมาจารไว้ ๒ ประการ คือ ๑. กายสมาจารที่ควรเสพ ๒. กายสมาจารที่ไม่ควรเสพ กายสมาจารทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นกายสมาจารที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่นเพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววจีสมาจารไว้ ๒ ประการ ฯลฯ เรากล่าวมโนสมาจารไว้ ๒ ประการ ฯลฯ เรากล่าวจิตตุปบาทไว้ ๒ ประการ ฯลฯ เรากล่าวการได้สัญญาไว้ ๒ ประการ ฯลฯ เรากล่าวการได้ทิฏฐิไว้ ๒ ประการ ฯลฯ เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการได้อัตภาพไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้อัตภาพที่ควรเสพ ๒. การได้อัตภาพที่ไม่ควรเสพ การได้อัตภาพทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้อัตภาพที่ตรงข้ามกันและกัน’เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๔๙}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงการได้อัตภาพเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น การได้อัตภาพเช่นนี้ควรเสพ เมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง คือ เมื่อบุคคลยังการได้อัตภาพที่มีความเบียดเบียนให้เกิดขึ้น เพราะการได้อัตภาพที่มีความเบียดเบียนยังไม่สิ้นสุดลง อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง เมื่อบุคคลเสพการได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น คือ เมื่อบุคคลยังการได้อัตภาพที่ไม่มีความเบียดเบียนให้เกิดขึ้น เพราะการได้อัตภาพที่ไม่มีความเบียดเบียนสิ้นสุดลงแล้ว อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการได้อัตภาพไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การได้อัตภาพที่ควรเสพ ๒. การได้อัตภาพที่ไม่ควรเสพ การได้อัตภาพทั้ง ๒ ประการนั้นเป็นการได้อัตภาพที่ตรงข้ามกันและกัน’ นั่นเพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ สารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวไว้โดยย่อ ไม่ชี้แจงเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๐}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร อายตนะ ๑๒ ประการ

ข้อ ๑๑๙

สารีบุตร เรากล่าวรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาไว้ ๒ ประการ คือ ๑. รูปที่ควรเสพ ๒. รูปที่ไม่ควรเสพ เรากล่าวเสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูไว้ ๒ ประการ คือ ๑. เสียงที่ควรเสพ ๒. เสียงที่ไม่ควรเสพ เรากล่าวกลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกไว้ ๒ ประการ คือ ๑. กลิ่นที่ควรเสพ ๒. กลิ่นที่ไม่ควรเสพ เรากล่าวรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นไว้ ๒ ประการ คือ ๑. รสที่ควรเสพ ๒. รสที่ไม่ควรเสพ เรากล่าวโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายไว้ ๒ ประการ คือ ๑. โผฏฐัพพะที่ควรเสพ ๒. โผฏฐัพพะที่ไม่ควรเสพ เรากล่าวธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจไว้ ๒ ประการ คือ ๑. ธรรมารมณ์ที่ควรเสพ ๒. ธรรมารมณ์ที่ไม่ควรเสพ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๑}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความไว้โดยพิสดาร โดยพิสดารอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาไว้ ๒ ประการ คือ ๑. รูปที่ควรเสพ ๒. รูปที่ไม่ควรเสพ’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลเสพรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นนี้ควรเสพ พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาไว้๒ ประการ คือ ๑. รูปที่ควรเสพ ๒. รูปที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ ข้าพระองค์จึงกล่าวไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวเสียงที่พึงรู้แจ้งทางหู ฯลฯ เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นเช่นนี้ ควรเสพ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจไว้ ๒ ประการ คือ ๑. ธรรมารมณ์ที่ควรเสพ ๒. ธรรมารมณ์ที่ไม่ควรเสพ’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลเสพธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นใดอกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นนี้ไม่ควรเสพและเมื่อบุคคลเสพธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นนี้ควรเสพ พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจไว้ ๒ ประการคือ ๑. ธรรมารมณ์ที่ควรเสพ ๒. ธรรมารมณ์ที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความให้พิสดาร โดยพิสดารอย่างนี้”

ข้อ ๑๒๐

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้เนื้อความแห่ง ธรรมบรรยายที่เรากล่าวไว้โดยย่อ ไม่ชี้แจงเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ว่า ‘เรากล่าวไว้แล้วเช่นนี้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาไว้๒ ประการ คือ ๑. รูปที่ควรเสพ ๒. รูปที่ไม่ควรเสพ’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร สารีบุตร เมื่อบุคคลเสพรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้นกุศลธรรมเสื่อมลง รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นนี้ควรเสพ เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาไว้ ๒ ประการ คือ ๑. รูปที่ควรเสพ ๒. รูปที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ ฯลฯ เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจไว้ ๒ประการ คือ ๑. ธรรมารมณ์ที่ควรเสพ ๒. ธรรมารมณ์ที่ไม่ควรเสพ’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น สารีบุตร เมื่อบุคคลเสพธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้นกุศลธรรมเสื่อมลง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นนี้ควรเสพ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจไว้ ๒ประการ คือ ๑. ธรรมารมณ์ที่ควรเสพ ๒. ธรรมารมณ์ที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ สารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวไว้โดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้

ข้อ ๑๒๑

สารีบุตร เรากล่าวจีวรไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. จีวรที่ควรเสพ ๒. จีวรที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวบิณฑบาตไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. บิณฑบาตที่ควรเสพ ๒. บิณฑบาตที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวเสนาสนะไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. เสนาสนะที่ควรเสพ ๒. เสนาสนะที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวหมู่บ้านไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. หมู่บ้านที่ควรเสพ ๒. หมู่บ้านที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวนิคมไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. นิคมที่ควรเสพ ๒. นิคมที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เรากล่าวนครไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. นครที่ควรเสพ ๒. นครที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวชนบทไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. ชนบทที่ควรเสพ ๒. ชนบทที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวบุคคลไว้ ๒ จำพวก คือ ๑. บุคคลที่ควรเสพ ๒. บุคคลที่ไม่ควรเสพ ฯลฯ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความให้พิสดาร โดยพิสดารอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวจีวรไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. จีวรที่ควรเสพ ๒. จีวรที่ไม่ควรเสพ’ เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง จีวรเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อภิกษุเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น จีวรเช่นนี้ควรเสพ พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวจีวรไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. จีวรที่ควรเสพ ๒. จีวรที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร ฯลฯ บิณฑบาตเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ บิณฑบาตเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... เสนาสนะเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ เสนาสนะเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... หมู่บ้านเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ หมู่บ้านเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... นิคมเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ นิคมเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... นครเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ นครเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... ชนบทเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ ชนบทเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวบุคคลไว้ ๒ จำพวกคือ ๑. บุคคลที่ควรเสพ ๒. บุคคลที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะทรงอาศัยเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้เช่นนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง บุคคลเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น บุคคลเช่นนี้ควรเสพ พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวบุคคลไว้ ๒ จำพวกคือ ๑. บุคคลที่ควรเสพ ๒. บุคคลที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสไว้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่งธรรมบรรยายนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความให้พิสดาร โดยพิสดารอย่างนี้

ข้อ ๑๒๒

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอทราบเนื้อความ แห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อ ไม่ชี้แจงเนื้อความให้พิสดารนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ถูกต้องแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๗}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวจีวรไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. จีวรที่ควรเสพ ๒. จีวรที่ไม่ควรเสพ’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น สารีบุตร เมื่อภิกษุเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงจีวรเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อภิกษุเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น จีวรเช่นนี้ควรเสพ เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวจีวรไว้ ๒ ชนิด คือ ๑. จีวรที่ควรเสพ ๒. จีวรที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ ... บิณฑบาตเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ บิณฑบาตเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... เสนาสนะเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ เสนาสนะเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... หมู่บ้านเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ หมู่บ้านเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... นิคมเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ นิคมเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ ... ชนบทเช่นนี้ไม่ควรเสพ ฯลฯ ชนบทเช่นนี้ควรเสพ ฯลฯ เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวบุคคลไว้ ๒ จำพวก คือ ๑. บุคคลที่ควรเสพ ๒. บุคคลที่ไม่ควรเสพ’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น สารีบุตร เมื่อบุคคลเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลงบุคคลเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น บุคคลเช่นนี้ควรเสพ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘สารีบุตร เรากล่าวบุคคลไว้ ๒ จำพวก คือ ๑. บุคคลที่ควรเสพ ๒. บุคคลที่ไม่ควรเสพ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ สารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้โดยพิสดารอย่างนี้

ข้อ ๑๒๓

สารีบุตร แม้ถ้ากษัตริย์ทั้งปวงพึงรู้ทั่วถึงอรรถแห่งธรรมบรรยาย ที่ เรากล่าวโดยย่อนี้ ได้โดยพิสดารอย่างนี้ ความรู้นั่นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่กษัตริย์แม้ทั้งปวงตลอดกาลนาน แม้ถ้าพราหมณ์ทั้งปวง ... แม้ถ้าแพศย์ทั้งปวง ... แม้ถ้าศูทรทั้งปวงพึงรู้ทั่วถึงอรรถแห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้ ความรู้นั่นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ศูทรทั้งปวงตลอดกาลนาน สารีบุตร แม้ถ้าโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ตลอดทั้งเทวดาและมนุษย์ พึงรู้ทั่วถึงอรรถแห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อนี้ ได้โดยพิสดารอย่างนี้ ความรู้นั่นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ตลอดทั้งเทวดาและมนุษย์ตลอดกาลนาน” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตรที่ ๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๕๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. อรรถกถาเสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร

เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.

สมาจาร

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารํ ความว่า เราตถาคตกล่าวความประพฤติทางกายที่ควรเสพอย่างหนึ่ง และที่ไม่ควรเสพอย่างหนึ่ง. อธิบายว่า เราตถาคตมิได้กล่าวว่า กายสมาจารที่ควรเสพนั่นแลไม่ควรเสพโดยปริยายไรๆ หรือกายสมาจารที่ไม่ควรเสพว่าควรจะเสพ.

แม้ในวจีสมาจารเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงวางแม่บทไว้โดยบททั้ง ๗ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว มิได้ทรงจำแนกไว้โดยพิสดาร ก็ทรงยุติเทศนาไว้.

เพราะเหตุไร?

เพราะเพื่อจะให้โอกาสแก่พระสารีบุตรเถระ. ในมโนสมาจาร ท่านไม่ได้ถือเอามิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิว่า เป็นองค์ที่แยกตั้งไว้ต่างหากด้วยสามารถแห่งการกลับได้ทิฏฐิ.

ในจิตตุปบาท ควรทราบอภิชฌาเป็นต้นว่า ไม่ถึงกรรมบถ ก็หามิได้. (คือถึงกรรมบถ)

____________________________

บางปกรณ์ว่า อภิชฌาไม่ถึงกรรมบถ

ในวาระที่ว่าด้วยการได้สัญญา ตรัสบททั้งหลายเป็นต้นว่า อภิชฺฌา สหคตาย สญฺญาย (มีสัญญาอันไปร่วมกับอภิชฌา) ดังนี้ เพื่อทรงแสดงกามสัญญาเป็นต้น.

พระอนาคามียังมีภวตัณหา

บทว่า สพฺยาปชฌํ แปลว่า มีทุกข์.

บทว่า อปรินิฏฺฐิตภาวาย ได้แก่ เพราะภพทั้งหลายยังไม่หมดไป.

ก็ในที่นี้ ชื่อว่าอัตภาพที่ถูกทุกข์เบียดเบียนมี ๔ ประการ. เพราะบุคคลใดแม้เป็นปุถุชน ย่อมไม่อาจเพื่อจะหยุดภพโดยอัตภาพนั้นได้จำเดิมแต่การปฏิสนธิของบุคคลนั้น อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ และกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไปชื่อว่าย่อมยังอัตภาพที่มีทุกข์เท่านั้นให้เกิด. พระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามีก็เหมือนกัน.

ถามว่า ปุถุชนทั้งหลายเป็นต้น รวมพระโสดาบันและพระสกทาคามี ขอยกไว้ก่อน แต่พระอนาคามีย่อมยังอัตภาพที่มีทุกข์เบียดเบียนให้เกิดขึ้นได้อย่างไร.

ตอบว่า เพราะแม้พระอนาคามีบังเกิดในชั้นสุทธาวาส แลดูต้นกัลปพฤกษ์ในวิมานอุทยาน (สวนสวรรค์) เปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ. ความโลภในภพ ตัณหาในภพ ย่อมเป็นอันพระอนาคามียังละไม่ได้เลย เพราะพระอนาคามีนั้นยังละตัณหาไม่ได้ ชื่อว่าอกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมเสื่อมไป ย่อมยังอัตภาพที่มีทุกข์นั่นแลให้เกิดขึ้น พึงทราบว่า ยังเป็นผู้มีภพไม่สิ้นสุดนั่นแหละ.

อัตภาพไม่มีทุกข์ของปุถุชน

บทว่า อพฺยาปชฺณํ คือ ไม่มีทุกข์. แม้บุคคลนี้ก็พึงทราบเนื่องด้วยชน ๔ จำพวก. อธิบายว่า บุคคลใดแม้เป็นปุถุชน ก็อาจทำภพให้สิ้นสุดลงด้วยอัตภาพนั้น ไม่ถือปฏิสนธิอีกต่อไป จำเดิมแต่บุคคลนั้นถือปฏิสนธิ อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเท่านั้นเจริญ เขาย่อมยังอัตภาพอันไม่มีทุกข์นั่นแหละให้เกิดขึ้น เป็นผู้ชื่อว่ามีภพสิ้นสุดแล้วทีเดียว. พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีก็เหมือนกัน.

ถามว่า พระโสดาบันเป็นต้นพักไว้ก่อน (ไม่ต้องพูดถึง) ปุถุชนย่อมยังอัตภาพอันไม่มีทุกข์ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? และเขามีการเสื่อมจากอกุศลธรรมเป็นต้นได้อย่างไร?

ตอบว่า แม้ปุถุชนผู้เกิดในภพสุดท้าย ก็ย่อมสามารถทำภพให้สิ้นสุด ลงด้วยอัตภาพนั้นได้ อัตภาพของปุถุชนผู้เกิดในภพสุดท้ายนั้น แม้จะฆ่าสัตว์ถึง ๙๙๙ ชีวิตเหมือนองคุลิมาล ก็ชื่อว่าไม่มีทุกข์ ชื่อว่าย่อมทำภพให้สิ้นสุดลง ชื่อว่าย่อมยังอกุศลนั่นแลให้เสื่อมไป ย่อมยังวิปัสสนานั่นแลให้ถือเอาห้องวิปัสสนาได้.

ราคะเกิดแก่บางคน

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า จกฺขุวิญฺเญยฺยํ เป็นต้น ดังต่อไปนี้ :-

เพราะเหตุที่ราคะเป็นต้นในรูปนั่นแหละ ย่อมเกิดสำหรับบุคคลบางคน บุคคลบางคนจึงเพลิดเพลินชอบใจ เมื่อเพลิดเพลินชอบใจย่อมถึงความเสื่อมและความพินาศ. ย่อมไม่เกิดสำหรับบุคคลบางคน บุคคลบางคนจึงเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ย่อมถึงความดับ เพราะฉะนั้น จึงไม่ตรัสว่า ตญฺจ อญฺญมญฺญํ

ในบททั้งปวงมีนัยนี้นั่นแล.

ทุกข์ไม่มีแก่ท่านผู้ไม่มีปฏิสนธิ

ในบทว่า เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยุํ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ถามว่า คนเหล่าไหน ย่อมรู้เนื้อความภาษิตนี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ตอบว่า เบื้องต้น ชนเหล่าใดร่ำเรียนบาลีและอรรถกถาของพระสูตรนี้ แต่ไม่ทำตามที่ร่ำเรียนมานั้น ไม่ปฏิบัติอนุโลมปฏิปทาตามที่กล่าวแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมไม่รู้. ส่วนชนเหล่าใดเป็นผู้กระทำตามที่เล่าเรียนมานั้น ปฏิบัติอนุโลมปฏิปทาตามที่กล่าวแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้.

ถามว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น การรู้เนื้อความแห่งพระพุทธพจน์นั้นจะมีประโยชน์เกื้อกูลและความสุขตลอดกาลนาน สำหรับเหล่าสัตว์ผู้มีปฏิสนธิจงยกไว้ก่อน แต่สำหรับเหล่าสัตว์ผู้ไม่มีปฏิสนธิ (อีกต่อไป) จะมีประโยชน์สุขได้อย่างไร?

ตอบว่า เหล่าชนผู้ไม่ปฏิสนธิ ย่อมปรินิพพาน เหมือนไฟหมดเชื้อ เมื่อกาลเวลาล่วงไป แม้ตั้งแสนกัป ชื่อว่าความทุกข์ย่อมไม่มีแก่คนเหล่านั้นอีกต่อไป. คนเหล่านั้นเท่านั้นย่อมจะมีประโยชน์สุขชั่วกาลนานโดยส่วนเดียว ด้วยประการดังกล่าวมานี้.

คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาเสวิตัพพาเสวิตัพพสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา