ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๔๑

๒. ฉันโนวาทสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๔๑–๗๕๓ลำดับ 44 จาก 52 ในอุปริปัณณาสก์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ฉนฺโนวาทสุตฺตํ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาจุนฺโท อายสฺมา จ ฉนฺโน คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต วิหรนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ฉนฺโน อาพาธิโก โหติ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ

อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา มหาจุนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาจุนฺทํ เอตทโวจ อายามาวุโส จุนฺท เยนายสฺมา ฉนฺโน เตนุปสงฺกมิสฺสาม คิลานปุจฺฉกาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา มหาจุนฺโท อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถ โข อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาจุนฺโท เยนายสฺมา ฉนฺโน เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา ฉนฺเนน สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ เอตทโวจ กจฺจิ เต อาวุโส ฉนฺน ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิ ทุกฺขา เวทนา ปฏิกฺกมนฺติ โน อภิกฺกมนฺติ ปฏิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน อภิกฺกโมติ ฯ น เม อาวุโส สารีปุตฺต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ

เสยฺยถาปิ อาวุโส สารีปุตฺต ปุริโส ติเณฺหน สิขเรน สีสํ อภิมตฺเถยฺย เอวเมว โข เม อาวุโส สารีปุตฺต อธิมตฺตา วาตา มุทฺธานํ โอหนนฺติ น เม อาวุโส สารีปุตฺต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ

เสยฺยถาปิ อาวุโส สารีปุตฺต พลวา ปุริโส ทเฬฺหน วรตฺตกฺขณฺเฑน สีเส สีสเวฏฺฐนํ ทเทยฺย เอวเมว โข เม อาวุโส สารีปุตฺต อธิมตฺตา วาตา สีสํ ปริกนฺตนฺติ น เม อาวุโส สารีปุตฺต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ

เสยฺยถาปิ อาวุโส สารีปุตฺต ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา ติเณฺหน โควิกนฺตเนน กุจฺฉึ ปริกนฺเตยฺย เอวเมว โข เม อาวุโส สารีปุตฺต อธิมตฺตา วาตา กุจฺฉึ ปริกนฺตนฺติ น เม อาวุโส สารีปุตฺต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ

เสยฺยถาปิ อาวุโส สารีปุตฺต เทฺว พลวนฺโต ปุริสา ทุพฺพลตรํ ปุริสํ นานาพาหาสุ คเหตฺวา องฺคารกาสุยา สนฺตาเปยฺยุํ สมฺปริตาเปยฺยุํ เอวเมว โข เม อาวุโส สารีปุตฺต อธิมตฺตา กายสฺมึ ฑาโห น เม อาวุโส สารีปุตฺต ขมนียํ น ยาปนียํ พาฬฺหา เม ทุกฺขา เวทนา อภิกฺกมนฺติ โน ปฏิกฺกมนฺติ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโม สตฺถํ อาวุโส สารีปุตฺต อาหริสฺสามิ นาวกงฺขามิ ชีวิตนฺติ ฯ

มายสฺมา ฉนฺโน สตฺถํ อาหเรสิ ยาเปตายสฺมา ฉนฺโน ยาเปนฺตํ มยํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อิจฺฉาม สเจ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส นตฺถิ สปฺปายานิ โภชนานิ อหํ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส สปฺปายานิ โภชนานิ ปริเยสิสฺสามิ สเจ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส นตฺถิ สปฺปายานิ เภสชฺชานิ อหํ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส สปฺปายานิ เภสชฺชานิ ปริเยสิสฺสามิ สเจ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส นตฺถิ ปฏิรูโป อุปฏฺฐาโก อหํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อุปฏฺฐหิสฺสามิ มายสฺมา ฉนฺโน สตฺถํ อาหเรสิ ยาเปตายสฺมา ฉนฺโน ยาเปนฺตํ มยํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อิจฺฉามาติ ฯ

นปิ เม อาวุโส สารีปุตฺต นตฺถิ สปฺปายานิ โภชนานิ นปิ เม นตฺถิ สปฺปายานิ เภสชฺชานิ นปิ เม นตฺถิ ปฏิรูโป อุปฏฺฐาโก อปิจาวุโส สารีปุตฺต ปริจิณฺโณ สตฺถา ทีฆรตฺตํ มนาเปเนว โน อมนาเปน เอตํ หิ อาวุโส สารีปุตฺต สาวกสฺส ปฏิรูปํ ยํ สตฺถารํ ปริจเรยฺย มนาเปเนว โน อมนาเปน อนุปวชฺชํ ฉนฺโน ภิกฺขุ สตฺถํ อาหริสฺสตีติ เอวเมตํ อาวุโส สารีปุตฺต ธาเรหีติ ฯ ปุจฺเฉยฺยาม มยํ อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ กิญฺจิเทว เทสํ สเจ อายสฺมา ฉนฺโน โอกาสํ กโรติ ปญฺหสฺส เวยฺยากรณายาติ ฯ ปุจฺฉาวุโส สารีปุตฺต สุตฺวา เวทิสฺสามีติ ฯ

จกฺขุํ อาวุโส ฉนฺน จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณ- วิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสสิ โสตํ อาวุโส ฉนฺน โสตวิญฺญาณํ ฯเปฯ ฆานํ อาวุโส ฉนฺน ฆานวิญฺญาณํ ... ชิวฺหํ อาวุโส ฉนฺน ชิวฺหาวิญฺญาณํ ... กายํ อาวุโส ฉนฺน กายวิญฺญาณํ ... มนํ อาวุโส ฉนฺน มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสสีติ ฯ จกฺขุํ อาวุโส สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามิ โสตํ อาวุโส สารีปุตฺต โสตวิญฺญาณํ ... ฆานํ อาวุโส สารีปุตฺต ฆานวิญฺญาณํ ... ชิวฺหํ อาวุโส สารีปุตฺต ชิวฺหาวิญฺญาณํ ... กายํ อาวุโส สารีปุตฺต กายวิญฺญาณํ ... มนํ อาวุโส สารีปุตฺต มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามีติ ฯ

จกฺขุสฺมึ อาวุโส ฉนฺน จกฺขุวิญฺญาเณ จกฺขุวิญฺญาณ- วิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ กึ ทิสฺวา กึ อภิญฺญาย จกฺขุํ จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสสิ โสตสฺมึ อาวุโส ฉนฺน โสตวิญฺญาเณ ... ฆานสฺมึ อาวุโส ฉนฺน ฆานวิญฺญาเณ ... ชิวฺหาย อาวุโส ฉนฺน ชิวฺหาวิญฺญาเณ ... กายสฺมึ อาวุโส ฉนฺน กายวิญฺญาเณ ... มนสฺมึ อาวุโส ฉนฺน มโนวิญฺญาเณ มโนวิญฺญาณ- วิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ กึ ทิสฺวา กึ อภิญฺญาย มนํ มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสสีติ ฯ {๗๕๐.๑} จกฺขุสฺมึ อาวุโส สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺญาเณ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ นิโรธํ ทิสฺวา นิโรธํ อภิญฺญาย จกฺขุํ จกฺขุวิญฺญาณํ จกฺขุวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามิ โสตสฺมึ อาวุโส สารีปุตฺต โสตวิญฺญาเณ ... ฆานสฺมึ อาวุโส สารีปุตฺต ฆานวิญฺญาเณ ... ชิวฺหาย อาวุโส สารีปุตฺต ชิวฺหาวิญฺญาเณ ... กายสฺมึ อาวุโส สารีปุตฺต กายวิญฺญาเณ ... มนสฺมึ อาวุโส สารีปุตฺต มโนวิญฺญาเณ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ นิโรธํ ทิสฺวา นิโรธํ อภิญฺญาย มนํ มโนวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณวิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสามีติ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา มหาจุนฺโท อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ เอตทโวจ ตสฺมาติห อาวุโส ฉนฺน อิทมฺปิ ตสฺส ภควโต สาสนํ นิจฺจกปฺปํ มนสฺมึ กาตพฺพํ นิสฺสิตสฺส จลิตํ อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺถิ จลิเต อสติ ปสฺสทฺธิ ปสฺสทฺธิยา สติ นติ น โหติ นติยา อสติ อาคติ คติ น โหติ อาคติคติยา อสติ จุตูปปาโต น โหติ จุตูปปาเต อสติ เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเรน เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺสาติ ฯ อถ โข อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาจุนฺโท อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ อิมินา โอวาเทน โอวทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมึสุ ฯ

อถ โข อายสฺมา ฉนฺโน อจิรปกฺกนฺเต อายสฺมนฺเต จ สารีปุตฺเต อายสฺมนฺเต จ มหาจุนฺเท สตฺถํ อาหเรสิ ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมตา ภนฺเต ฉนฺเนน สตฺถํ อาหริตํ ตสฺส กา คติ โก อภิสมฺปราโยติ ฯ นนุ เต สารีปุตฺต ฉนฺเนน ภิกฺขุนา สมฺมุขาเยว อนุปวชฺชตา พฺยากตาติ ฯ อตฺถิ ภนฺเต ปุพฺพชิรํ นาม วชฺชิคาโม ตตฺถายสฺมโต ฉนฺนสฺส มิตฺตกุลานิ สุหชฺชกุลานิ อุปวชฺชกุลานีติ ฯ

โหนฺติ เหตานิ สารีปุตฺต ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน มิตฺตกุลานิ สุหชฺชกุลานิ อุปวชฺชกุลานิ นาหํ สารีปุตฺต เอตฺตาวตา อุปวชฺโชติ วทามิ โย โข สารีปุตฺต อิมญฺจ กายํ นิกฺขิปติ อญฺญญฺจ กายํ อุปาทิยติ ตมหํ อุปวชฺโชติ วทามิ ตํ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน นตฺถิ อนุปวชฺชํ ฉนฺโน ภิกฺขุ สตฺถํ อาหเรสีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ ฉนฺโนวาทสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทุติยํ ฯ ----------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๒. ฉันโนวาทสูตร ๒. ฉันโนวาทสูตร ว่าด้วยการให้โอวาทแก่พระฉันนะ

ข้อ ๓๘๙

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาจุนทะ และท่านพระฉันนะ อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ สมัยนั้น ท่านพระฉันนะอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ครั้นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้น แล้วเข้าไปหาท่านพระมหาจุนทะถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับท่านพระมหาจุนทะดังนี้ว่า “มาเถิดท่านจุนทะพวกเราเข้าไปถามอาการอาพาธของท่านพระฉันนะกันเถิด” ท่านพระมหาจุนทะรับคำแล้ว ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะเข้าไปหาท่านพระฉันนะ ถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณที่สมควร ท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระฉันนะดังนี้ว่า “ท่านฉันนะ ท่านยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ ทุกขเวทนาของท่านทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรืออาการทุเลาปรากฏ อาการกำเริบไม่ปรากฏหรือ” ท่านพระฉันนะตอบว่า “ท่านสารีบุตร กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏ เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงใช้เหล็กแหลมคมทิ่มแทงศีรษะ แม้ฉันใด ลมอันแรงกล้าเสียดแทงศีรษะของกระผมฉันนั้นเหมือนกัน กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏอาการทุเลาไม่ปรากฏ @เชิงอรรถ : @ ทั้งสูตรดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๘๗/๘๐-๘๔ @ พระฉันนะ ในสูตรนี้ เป็นคนละรูปกับพระฉันนะที่นำม้ากัณฐกะส่งเสด็จเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก@มหาภิเนษกรมณ์ (ม.อุ.อ. ๓/๓๘๙/๒๓๗, สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๐) @ ที่หลีกเร้น ในที่นี้หมายถึงผลสมาบัติ (ม.อุ.อ. ๓/๓๘๙/๒๓๗) @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๖/๕๔๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๒. ฉันโนวาทสูตร เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงใช้เชือกหนังที่เหนียวขันที่ศีรษะ แม้ฉันใด ลมอันแรงกล้าเสียดแทงศีรษะของกระผมฉันนั้นเหมือนกัน กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏ เปรียบเหมือนคนฆ่าโคหรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ชำนาญ ใช้มีดแล่เนื้อที่คมกรีดท้องแม้ฉันใด ลมอันแรงกล้าเสียดแทงท้องของกระผมฉันนั้นเหมือนกัน กระผมไม่สบายจะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏ เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรง ๒ คน จับแขนคนที่อ่อนแอกว่าคนละข้างย่างให้ร้อนบนหลุมถ่านเพลิง แม้ฉันใด อาการเร่าร้อนในกายของกระผมก็มีมากอย่างยิ่งฉันนั้นเหมือนกัน ท่านสารีบุตร กระผมไม่สบาย จะเป็นอยู่ไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนักขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย อาการกำเริบปรากฏ อาการทุเลาไม่ปรากฏ ท่านสารีบุตร กระผม จักนำศัสตรา มา กระผมไม่อยากมีชีวิตอยู่”

ข้อ ๓๙๐

“ท่านฉันนะอย่านำศัสตรามา ท่านจงรักษาตัวให้อยู่ต่อไปเถิด พวก เราต้องการให้ท่านรักษาตัวอยู่ต่อไป ถ้าท่านฉันนะไม่มีโภชนะที่เป็นสัปปายะ ผมจักแสวงหามาให้ ถ้าท่านฉันนะไม่มีเภสัชที่เป็นสัปปายะ ผมก็จักแสวงหามาให้ถ้าท่านฉันนะไม่มีพวกอุปัฏฐากผู้เหมาะสม ผมจักอุปัฏฐากเอง ท่านฉันนะอย่านำศัสตรามาเลย ขอท่านฉันนะจงรักษาตัวให้อยู่ต่อไปเถิด พวกเราต้องการให้ท่านฉันนะรักษาตัวอยู่ต่อไป” “ท่านสารีบุตร โภชนะที่เป็นสัปปายะของกระผมไม่ใช่ไม่มี เภสัชที่เป็น สัปปายะของกระผมไม่ใช่ไม่มี อุปัฏฐากที่เหมาะสมของกระผมไม่ใช่ไม่มี อีกประการหนึ่ง กระผมก็ปรนนิบัติพระศาสดาด้วยความเต็มใจมาตลอดทีเดียว ไม่ใช่ปรนนิบัติด้วยความไม่เต็มใจ ขอท่านสารีบุตรโปรดจำข้อความนี้ไว้อย่างนี้เถิดว่า‘ข้อที่พระสาวกปรนนิบัติพระศาสดาด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ปรนนิบัติด้วยความไม่เต็มใจนี้เป็นการสมควรแก่พระสาวก ฉันนภิกษุจักนำศัสตรามาจึงไม่ควรถูกติเตียน”@เชิงอรรถ : @ ศัสตรา ในที่นี้หมายถึงศัสตราสำหรับฆ่าตัวตาย (ชีวิตหารกสตฺถํ) (ม.อุ.อ. ๓/๓๘๙/๒๓๗)@ ไม่ควรถูกติเตียน ในที่นี้หมายถึงไม่เกิดอีก ไม่ปฏิสนธิอีก (ม.อุ.อ. ๓/๓๙๐/๒๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๒. ฉันโนวาทสูตร “พวกเราขอถามปัญหาบางข้อกับท่านฉันนะ ถ้าท่านฉันนะจะให้โอกาสตอบปัญหา” “ท่านสารีบุตร นิมนต์ถามมาเถิด ผมฟังแลัวจักตอบให้รู้”

ข้อ ๓๙๑

“ท่านฉันนะ ท่านพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ พิจารณาเห็นโสตะ โสตวิญญาณ ... พิจารณาเห็นฆานะ ฆานวิญญาณ ... พิจารณาเห็นชิวหา ชิวหาวิญญาณ ... พิจารณาเห็นกาย กายวิญญาณ ... พิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ หรือ” “ท่านสารีบุตร กระผมพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ พิจารณาเห็นโสตะ โสตวิญญาณ ... พิจารณาเห็นฆานะ ฆานวิญญาณ ... พิจารณาเห็นชิวหา ชิวหาวิญญาณ ... พิจารณาเห็นกาย กายวิญญาณ ... พิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา”

ข้อ ๓๙๒

“ท่านฉันนะ ท่านพิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในจักขุ ในจักขุวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ @เชิงอรรถ : @ คำว่า นั่นของเรา เป็นต้น พระเถระกล่าวหมายถึงการถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิ@(ม.อุ.อ. ๓/๓๙๑/๒๓๗) @ คำว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เป็นต้น ท่านพระฉันนะพิจารณาเห็นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา@(ม.อุ.อ. ๓/๓๙๑/๒๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๒. ฉันโนวาทสูตร พิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในโสตะ ในโสตวิญญาณ ... พิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในฆานะ ในฆานวิญญาณ ... พิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในชิวหา ในชิวหาวิญญาณ ... พิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในกาย ในกายวิญญาณ ... พิจารณาเห็นอะไร รู้อะไรในมโน ในมโนวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” “ท่านสารีบุตร กระผมพิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในจักขุ ใน จักขุวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นจักขุ จักขุวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางจักขุวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ พิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในโสตะ ในโสตวิญญาณ ... พิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในฆานะ ในฆานวิญญาณ ... พิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในชิวหา ในชิวหาวิญญาณ ... พิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในกาย ในกายวิญญาณ ... พิจารณาเห็นความดับ รู้ความดับในมโน ในมโนวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ และธรรมที่พึงรู้แจ้งทางมโนวิญญาณว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา”

ข้อ ๓๙๓

เมื่อท่านพระฉันนะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวกับ ท่านพระฉันนะดังนี้ว่า “ท่านฉันนะ เพราะเหตุนี้แล แม้การเห็นนี้ ก็เป็นคำสอนของพระผู้มี พระภาคพระองค์นั้น ท่านพึงใส่ใจให้ดีตลอดกาลเป็นนิตย์ บุคคลผู้มีตัณหา มานะและทิฏฐิอาศัยอยู่ ย่อมมีความหวั่นไหว บุคคลผู้ไม่มีตัณหา มานะ และทิฏฐิอาศัยอยู่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๒. ฉันนวาทสูตร ย่อมไม่มีความหวั่นไหว เมื่อไม่มีความหวั่นไหว ก็มีความสงบ เมื่อมีความสงบก็ไม่มีความน้อมไป เมื่อไม่มีความน้อมไป การมาและการไป ก็ไม่มี เมื่อไม่มีการมาและการไป ความตายและความเกิดก็ไม่มี เมื่อไม่มีความตายและความเกิดโลกนี้โลกหน้าก็ไม่มี ระหว่างโลกทั้งสองก็ไม่มี นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์” ครั้นท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะสอนท่านพระฉันนะด้วยโอวาทนี้แล้วก็ลุกขึ้นจากอาสนะแล้วจากไป เมื่อท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะจากไปไม่นาน ท่านพระฉันนะก็ได้นำศัสตรามา

ข้อ ๓๙๔

ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านฉันนะได้นำศัสตรามา ท่านมีคติเป็นอย่างไร มีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “สารีบุตร ฉันนภิกษุได้บอกว่าจะไม่ถูกติเตียน ไว้ต่อหน้าเธอแล้วมิใช่หรือ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีหมู่บ้านชาววัชชีชื่อปุพพชิระ ในหมู่บ้านนั้น ตระกูลที่เป็นมิตร ตระกูลที่เป็นสหาย เป็นตระกูลที่ท่านฉันนะเข้าไปอาศัยก็มีอยู่” “สารีบุตร ตระกูลที่เป็นมิตรตระกูลที่เป็นสหายเหล่านั้น เป็นตระกูลที่ ฉันนภิกษุเข้าไปอาศัยมีอยู่ แต่เราไม่กล่าวว่า ‘ฉันนภิกษุมีตระกูลที่ตนพึงเข้าไปอาศัยด้วยเหตุเพียงเท่านี้’ เธอจงจำข้อความนี้ไว้อย่างนี้เถิดว่า ‘เรากล่าวถึงภิกษุที่@เชิงอรรถ : @ ความสงบ ในที่นี้หมายถึงกายปัสสัทธิ(สงบกาย) จิตตปัสสัทธิ(สงบจิต) และกิเลสปัสสัทธิ(สงบกิเลส)@(ม.อุ.อ. ๓/๓๙๓/๒๓๗, สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๑) @ ความน้อมไป ในที่นี้หมายถึงความน้อมไปด้วยตัณหาและทิฏฐิ (ม.อุ.อ. ๓/๓๙๓/๒๓๗,@สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๑) @ การมาและการไป หมายถึงการมาด้วยอำนาจปฏิสนธิ การไปด้วยอำนาจการจุติ (ม.อุ.อ. ๓/๓๙๓/๒๓๗,@สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๒, สํ.ฏีกา ๒/๘๗/๓๕๑) @ นำศัสตรามา ในที่นี้หมายถึงนำศัสตรามาฆ่าตัวตาย คือตัดก้านคอ (ม.อุ.อ. ๓/๓๙๕/๒๓๘,@สํ.สฬา.อ. ๓/๘๗/๒๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๓. ปุณโณวาทสูตร ละกายนี้เข้าถือกายอื่น ว่ามีตระกูลที่ตนพึงเข้าไปอาศัย’ ตระกูลนั้นไม่มีสำหรับฉันนภิกษุ ฉันนภิกษุนำศัสตรามาจึงไม่ควรถูกติเตียน” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล ฉันโนวาทสูตรที่ ๒ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. อรรถกถาฉันโนวาทสูตร

ฉันโนวาทสูตร ขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

ในคำเหล่านั้น คำว่า ฉันนะ ได้แก่ พระเถระมีชื่ออย่างนั้น ไม่ใช่เป็นพระเถระที่ออกไปด้วยกันกับพระพุทธเจ้า ตอนออกอภิเนษกรมณ์.

คำว่า จากการหลีกเร้น คือ จากผลสมาบัติ.

คำว่า ไต่ถามถึงความเป็นไข้ ได้แก่ การบำรุงภิกษุไข้ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ทรงพรรณนาไว้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น.

คำว่า ศัสตรา ได้แก่ ศัสตราที่คร่าชีวิต.

คำว่า ไม่หวัง คือ ไม่อยาก.

คำว่า ไม่เข้าไปถึง คือ ไม่เกิด ไม่มีปฏิสนธิ.

คำว่า นั่นของเราเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจความยึดถือด้วยตัณหา มานะและทิฐิ.

คำว่า เห็นความดับอย่างสิ้นเชิง คือ ทราบความสิ้นและความเสื่อมไป.

คำว่า ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา คือ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน.

คำว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะเหตุที่พระเถระกล่าวว่า เมื่อข้าพเจ้าอดกลั้นเวทนาที่มีความตายเป็นที่สุดไม่ได้ จึงได้นำเอาศัสตรามานั้น ท่านเป็นปุถุชนจึงชี้แจงว่า เพราะฉะนั้น ท่านจงใส่ใจแม้ข้อนี้.

คำว่า ตลอดกาลเนืองนิตย์ คือ นิจกาล.

คำว่า ที่อาศัยแล้ว คือ ตัณหาและทิฐิอิงแล้ว.

คำว่า หวั่นไหว ได้แก่ เป็นของกวัดแกว่ง.

คำว่า ความสงบ คือ ความสงบกายสงบจิต. อธิบายว่า ถึงความสงบกิเลส ก็ย่อมมี.

คำว่า นติ ได้แก่ตัณหา.

คำว่า นติยา อสติ คือ เมื่อไม่มีความกลุ้มรุมเพราะความอาลัยใยดีเพื่อประโยชน์แก่ภพ.

คำว่า ไม่มีการมาและการไป คือ ชื่อว่าการมาด้วยอำนาจปฏิสนธิ ย่อมไม่มี ชื่อว่าการไปด้วยอำนาจจุติ ก็ย่อมไม่มี.

คำว่า จุติและอุปบัติ คือ ชื่อว่าจุติด้วยอำนาจความเคลื่อน ชื่อว่าอุปบัติด้วยอำนาจการเกิดขึ้น.

คำว่า ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกหน้า ไม่มีโดยระหว่างโลกทั้งสอง คือ ในโลกนี้ก็ไม่มี ในโลกหน้าก็ไม่มี ในโลกทั้งสองก็ไม่มี.

คำว่า นี่แลเป็นที่สุดของทุกข์ คือ นี้เท่านั้นเป็นที่สุดของวัฏฏทุกข์และกิเลสทุกข์ นี้เป็นกำหนดโดยรอบ เป็นทางโดยรอบ. เพราะนี้เท่านั้นเป็นความประสงค์ในข้อนี้. สำหรับท่านผู้ใดถือคำว่า ไม่มีโดยระหว่างโลกทั้งสอง แล้วต้องการระหว่างภพ ข้อคำที่ยิ่งไปสำหรับท่านเหล่านั้น ก็กล่าวในหนหลังเสร็จแล้วแล.

คำว่า นำศัสตรามาแล้ว คือ เอาศัสตราสำหรับคร่าชีวิตมาแล้ว ตัดก้านคอแล้ว.

ก็ขณะนั้น ความกลัวตายของท่านก็ก้าวลง คตินิมิตปรากฏขึ้น. ท่านรู้ว่าตัวยังเป็นปุถุชน เกิดสลดใจ ตั้งวิปัสสนา พิจารณาสังขาร สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นสมสีสีแล้วก็ปรินิพพาน.

คำว่า ทรงพยากรณ์ความไม่เกิดต่อหน้าทีเดียว คือ ถึงแม้ว่าการพยากรณ์นี้ มีในเวลาที่พระเถระยังเป็นปุถุชนก็จริง ถึงอย่างนั้น การปรินิพพานที่ไม่มีอะไรมาแทรกแซงได้ของท่านก็ได้มีตามคำพยากรณ์นี้. เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงถือเอาคำพยากรณ์นั้นแหละมาตรัส.

คำว่า ตระกูลที่พึงเข้าไป คือ ตระกูลที่ควรเข้าไปด้วยคำว่า ตระกูลที่พึงเข้าไป นี้ พระเถระย่อมทูลถามว่า พระเจ้าข้า เมื่อยังมีพวกอุปัฏฐากและพวกอุปัฏฐายิกาอยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้นจะปรินิพพานในพระศาสนาของพระองค์หรือ.

ครั้งนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงความที่ภิกษุนั้นไม่มีความคลุกคลีในตระกูลทั้งหลาย จึงตรัสคำว่า สารีบุตร ก็แลเหล่านี้ ย่อมมี ดังนี้เป็นต้น. เล่ากันมาว่า ในฐานะนี้ ความไม่ข้องเกี่ยวในตระกูลทั้งหลายของพระเถระได้เป็นที่ปรากฏแล้ว.

คำที่เหลือในที่ทุกแห่งตื้นทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาฉันโนวาทสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา