๕. สุนักขัตตสูตร เล่ม ๑๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุนกฺขตฺตสุตฺตํ
๖๗เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ
๖๘อสฺโสสิ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ อถ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ ภนฺเต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ เย เต ภิกฺขู ภควโต สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ กจฺจิ เต ภนฺเต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ อุทาหุ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสูติ ฯ
๖๙เย เต สุนกฺขตฺต ภิกฺขู มม สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ สนฺติ ปนิเธกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนนปิ อญฺญํ พฺยากํสุ ฯ ตตฺร สุนกฺขตฺต เย เต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ เตสนฺตํ ตเถว โหติ ฯ เย ปน เต ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสุ ตตฺร สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ เอวญฺเจตฺถ สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺวา อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ ตตฺร สุนกฺขตฺต ยมฺปิ ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ตสฺสปิ โหติ อญฺญถตฺตนฺติ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา ธมฺมํ เทเสยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ สุนกฺขตฺต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ
๗๐ภควา เอตทโวจ ปญฺจ โข อิเม สุนกฺขตฺต กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ... ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ... ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ... กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา อิเม โข สุนกฺขตฺต ปญฺจ กามคุณา ฯ
๗๑ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น จ โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สกมฺหา คามา วา นิคมา วา จิรวิปฺปวุตฺโถ อสฺส ฯ โส อญฺญตรํ ปุริสํ ปสฺเสยฺย ตมฺหา คามา วา นิคมา วา อจิรปกฺกนฺตํ ฯ โส ตํ ปุริสํ ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ ปุจฺเฉยฺย ฯ ตสฺส โส ปุริโส ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ สํเสยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส ตสฺส ปุริสสฺส สุสฺสุเสยฺย โสตํ โอทเหยฺย อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺย ตญฺจ ปุริสํ ภเชยฺย เตน จ จิตฺตึ อาปชฺเชยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๗๑.๑} เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ โลกามิสาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
๗๒ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อาเนญฺชาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ โลกามิสปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปณฺฑุปลาโส พนฺธนา ปวุตฺโต อภพฺโพ หริตตฺตาย เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย โลกามิสสญฺโญชเน เส ปวุตฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ โลกามิสสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อาเนญฺชาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
๗๓ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุถุสิลา เทฺวธา ภินฺนา อปฺปฏิสนฺธิกา โหติ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อาเนญฺชสญฺโญชเน เส ภินฺเน โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อาเนญฺชสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
๗๔ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิ- มุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อากิญฺจญฺญายตนปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส มนุญฺญโภชนํ ภุตฺตาวี ฉฑฺเฑยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ ตสฺส ปุริสสฺส ตสฺมึ ภตฺเต สุนกฺขตฺต กมฺยตา อสฺสาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ อทุญฺหิ ภนฺเต ภตฺตํ ปฏิกฺกูลสมฺมตนฺติ ฯ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อากิญฺจญฺญายตน- สญฺโญชเน เส วนฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อากิญฺจญฺญายตน- สญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
๗๕ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต อสฺส ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน อภพฺโพ ปุน วิรูฬฺหิยา เอวเมว โข สุนกฺขตฺต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเน เส อุจฺฉินฺเน อุจฺฉินฺนมูเล ตาลาวตฺถุกเต อนภาวงฺคเต อายตึ อนุปฺปาทธมฺเม โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
๗๖ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราค พฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย ฯ อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๖.๑} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ สอุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ {๗๖.๒} โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภหตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภหตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ โส อสปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส น จ กาเลน กาลํ วณํ โธเวยฺย น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส น กาเลน กาลํ วณํ โธวโต น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺเธยฺย วาตาตเป จ จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสยฺย น จ วณานุรกฺขี วิหเรยฺย น วณสาโรปิ ตสฺส อิมิสฺสาว อสปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต สอุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ ปุถุตฺตํ คจฺเฉยฺย ฯ {๗๖.๓} โส ปุถุตฺตํ คเตน วเณน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราค- พฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส โส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ มรณเญฺหตํ สุนกฺขตฺต อริยสฺส วินเย โย สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ มรณมตฺตเญฺหตํ สุนกฺขตฺต ทุกฺขํ โย อญฺญตรํ สงฺกิลิฏฺฐํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ
๗๗ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมา- นิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๗.๑} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ฯ ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน สลฺลํ วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ อนุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ {๗๗.๒} โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ {๗๗.๓} ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ โส สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส สปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ น อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺย กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ น ปริโยนทฺเธยฺย น จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนนุยุตฺตสฺส รโช สุกํ วณมุขํ นานุทฺธํเสยฺย วณานุรกฺขี จ วิหเรยฺย วณสาโรปี ตสฺส อิมิสฺสาว สปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต อนุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ วิรูเหยฺย ฯ {๗๗.๔} โส รูเฬฺหน วเณน สญฺฉวินา เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ ปนิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๗.๕} อุปมา โข เม อยํ สุนกฺขตฺต กตา อตฺถวิญฺญาปนาย ฯ อยเมเวตฺถ อตฺโถ ฯ วโณติ โข สุนกฺขตฺต ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ วิสโทโสติ โข สุนกฺขตฺต อวิชฺชาเยตํ อธิวจนํ ฯ สลฺลนฺติ โข สุนกฺขตฺต ตณฺหาเยตํ อธิวจนํ ฯ เอสนีติ โข สุนกฺขตฺต สติเยตํ อธิวจนํ ฯ สตฺถนฺติ โข สุนกฺขตฺต อริยาเยตํ ปญฺญาย อธิวจนํ ฯ ภิสกฺโก สลฺลกตฺโตติ โข สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ โส วต สุนกฺขตฺต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๗๗.๖} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาปานียกํโส วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน โส จ โข วิเสน สํสฏฺโฐ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุํ อาปานียกํสํ ปิเวยฺย ยํ ชญฺญา อิมาหํ ปิตฺวา มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ
๗๘เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขสฺส มูลนฺติ ฯเปฯ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาสีวิโส โฆรวิโส ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุสฺส อาสีวิสสฺส โฆรวิสสฺส หตฺเถ วา องฺคุฏฺฐํ วา ทชฺชา ยํ ชญฺญา อิมินาหํ ทฏฺโฐ มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ
๗๙เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ สุนกฺขตฺตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. สุนักขัตตสูตร ว่าด้วยเจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขต กรุงเวสาลี สมัยนั้นแล ภิกษุเป็นจำนวนมากได้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรได้ฟังว่า “ภิกษุจำนวนมากได้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบ@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒, ๓ และ ๔ ข้อ ๑๙ (เทวทหสูตร) หน้า ๒๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ฟังว่า ‘ภิกษุจำนวนมากได้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้วอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ภิกษุทั้งหลายผู้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ เหล่านั้น ได้พยากรณ์อรหัตตผลโดยชอบ หรือว่ามีภิกษุบางพวกได้พยากรณ์อรหัตตผลด้วยความสำคัญตนว่าได้บรรลุ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สุนักขัตตะ ภิกษุเหล่านั้นผู้พยากรณ์ อรหัตตผลในสำนักของเราว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’มีภิกษุบางพวกในศาสนานี้ได้พยากรณ์อรหัตตผลโดยถูกต้องทีเดียว แต่มีภิกษุ บางพวกในศาสนานี้ ได้พยากรณ์อรหัตตผลด้วยความสำคัญตนว่าได้บรรลุ สุนักขัตตะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายผู้พยากรณ์อรหัตตผลโดย ชอบเหล่านั้น ย่อมมีอรหัตตผลจริงทีเดียว ส่วนบรรดาภิกษุผู้พยากรณ์อรหัตตผล ด้วยความสำคัญตนว่าได้บรรลุเหล่านั้น ตถาคตมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น’ สุนักขัตตะ ในเรื่องนี้ ตถาคตมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักแสดงธรรมแก่ ภิกษุเหล่านั้น‘แต่ถ้าในธรรมวินัยนี้ มีโมฆบุรุษบางพวกแต่งปัญหาเข้ามาถามตถาคตข้อที่ตถาคตมีความคิดในภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘เราจักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น’ก็จะเป็นอย่างอื่นไป” @เชิงอรรถ : @ ที่สมควร (เอกมนฺตํ) ในที่นี้หมายถึงที่เหมาะสม คือ เว้นโทษการนั่ง ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ไกล@เกินไป (๒) ใกล้เกินไป (๓) อยู่เหนือลม (๔) สูงเกินไป (๕) อยู่ตรงหน้าเกินไป (๖) อยู่ข้างหลังเกินไป@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖/๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เจ้าสุนักขัตตะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาลสมควร ข้าแต่พระสุคต บัดนี้เป็นกาลสมควร ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงธรรม ภิกษุ ทั้งหลายได้สดับจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สุนักขัตตะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ ตรัสเรื่องนี้ว่า
“สุนักขัตตะ กามคุณ ๕ ประการนี้ กามคุณ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด ๒. เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหู ... ๓. กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูก ... ๔. รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ... ๕. โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด สุนักขัตตะ กามคุณมี ๕ ประการนี้แล
สุนักขัตตะ เป็นไปได้ ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจ ไปในโลกามิส บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสนั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่โลกามิสนั้น คบแต่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๖๓/๕๗๒ @ เป็นไปได้ ในที่นี้หมายถึงยอมรับฐานะ(เหตุ) ที่ให้เป็นไปได้ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๒๖๘/๔๐๒)@ โลกามิส ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ ประการ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันเป็นเหยื่อล่อของวัฏฏะ@กามและโลก (ม.อุ.อ. ๓/๕๘/๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น เปรียบเหมือนคนที่จากบ้านหรือนิคมของตนไปนาน พบบุรุษคนใดคนหนึ่งผู้จากบ้านหรือนิคมไปไม่นาน พึงถามบุรุษนั้นถึงเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความสุขสบาย ทำมาหากินดี และมี อาพาธน้อย บุรุษนั้นพึงบอกเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความสุขสบาย ทำมาหากินดีและมีอาพาธน้อยแก่เขา สุนักขัตตะ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ คนนั้นพึงสนใจฟังบุรุษนั้นเงี่ยโสตสดับ ตั้งใจรับรู้ คบบุรุษนั้น และถึงความปลื้มใจกับบุรุษนั้นใช่ไหม” “ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ เป็นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้พึง เป็นผู้น้อมใจไปในโลกามิส บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสนั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่โลกามิสนั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเกี่ยวกับเรื่องอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น บุรุษบุคคลนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากการเกี่ยวข้องกับอาเนญชสมาบัติ มีแต่น้อมใจไปในโลกามิส
สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจ ไปในอาเนญชสมาบัติ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่อาเนญชสมาบัตินั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่อาเนญช-สมาบัตินั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องโลกามิส ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น @เชิงอรรถ : @ อาเนญชสมาบัติ หมายถึงสมาบัติอันไม่หวั่นไหว ได้แก่ สมาบัติ ๖ คือ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน@ที่ ๑ ที่ ๒ (ม.อุ.อ. ๓/๕๙/๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เปรียบเหมือนใบไม้เหลืองหลุดจากขั้วแล้ว ไม่กลับเขียวสดขึ้นมาได้ แม้ฉันใดความเกี่ยวข้องในโลกามิสของบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติก็หลุดไป ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษบุคคลนั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับโลกามิส มีแต่น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ’
สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติสนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องอาเนญชสมาบัติย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น ก้อนศิลาแตกออกเป็น ๒ เสี่ยงแล้ว ย่อมเป็นของเชื่อมกันให้สนิทไม่ได้ แม้ฉันใด ความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติของบุคคลผู้มีใจน้อมไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติก็แตกไป ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษบุคคลนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับอาเนญชสมาบัติ มีแต่น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ’
สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปใน เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้นเท่านั้นย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น เปรียบเหมือนคนบริโภคโภชนะที่ถูกใจจนอิ่มหนำแล้วพึงหยุดเสีย สุนักขัตตะ เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ คนนั้นพึงมีความปรารถนาในภัตนั้นบ้างไหม” “ไม่ปรารถนา พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “เพราะว่าภัตนั้นตนเองรู้สึกว่าเป็นของไม่น่ากินเสียแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ ความเกี่ยวข้องในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ก็ถูกบุรุษบุคคล ผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติคายได้แล้ว อย่างนั้นเหมือนกันบุรุษบุคคลนั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับอากิญจัญญายตนสมาบัติ มีแต่น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ’
สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่นิพพานโดยชอบนั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่นิพพานโดยชอบนั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟังไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น เปรียบเหมือนตาลยอดด้วนไม่อาจงอกงามได้อีก แม้ฉันใด ความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ก็ถูกบุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบถอนขึ้นได้ ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษบุคคลนั้นบัณฑิตพึงทราบว่า‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติมีแต่น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ’
สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความคิดอย่าง นี้ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’ เรื่องต่อไปนี้มีเนื้อความดังนี้ ภิกษุนั้นพึงประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะ แห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ พึงประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตา@เชิงอรรถ : @ ไม่เป็นสัปปายะ ในที่นี้หมายถึงอารมณ์ที่ไม่ก่อให้เกิดความเจริญ (ม.อุ.อ. ๓/๖๔/๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เนืองๆ พึงประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ พึงประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ พึงประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ พึงประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ พึงประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆเมื่อภิกษุนั้นประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะพึงครอบงำจิตได้ เธอมีจิตถูกราคะครอบงำแล้ว พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรที่อาบยาพิษอย่างร้ายแรง มิตร อำมาตย์ญาติสาโลหิตของเขาจึงหาหมอผ่าตัดมารักษา หมอผ่าตัดนั้นใช้มีดผ่าปากแผลแล้วใช้เครื่องตรวจหาลูกศร ตรวจพบลูกศรแล้วจึงถอนออก พึงกำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ จนรู้ว่า ‘ไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่’ หมอผ่าตัดนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า‘พ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว ท่านพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องรับประทานอาหารที่ไม่แสลง เมื่อท่านจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่แสลง ก็อย่าถึงกับให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องล้างแผลตามเวลา ทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อท่านล้างแผลและทายาสมานแผลตามเวลา ก็อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดปิดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ก็อย่าให้ละอองหรือสิ่งโสโครกถูกปากแผลได้ ท่านต้องรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะสมานกันดี’ บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘หมอถอนลูกศรให้เราแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว เราพ้นขีดอันตรายแล้ว’ เขาจึงรับประทานอาหารที่แสลง เมื่อเขารับประทานอาหารที่แสลง แผลก็กำเริบ เขาไม่ล้างแผลตามเวลาและไม่ทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อเขาไม่ล้างแผลและไม่ทายาสมานแผลตามเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็ปิดปากแผล เขาเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆเมื่อเขาเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ละอองและสิ่งโสโครกจึงถูกปากแผล เขาไม่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร คอยรักษาแผลอยู่ แผลจึงไม่สมานกัน เพราะการกระทำไม่ถูกต้องนี้ แผลจึงอักเสบได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ไม่กำจัดโทษคือพิษอันเกิดจากความไม่สะอาด (๒) ไม่กำจัดโทษคือพิษอันยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่ไป เขามีแผลอักเสบ พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตายได้ แม้ฉันใด สุนักขัตตะ เป็นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมี ความคิดอย่างนี้ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้วกำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’เรื่องต่อไปนี้มีเนื้อความดังนี้ ภิกษุนั้นประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะแห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ พึงประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ พึงประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ พึงประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ พึงประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ พึงประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ พึงประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆเมื่อภิกษุนั้นเห็นรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ประกอบการถูกต้อง โผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะพึงครอบงำจิตได้ เธอมีจิตถูกราคะครอบงำแล้วพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย สุนักขัตตะ นั่นเป็นความตายของภิกษุผู้บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ในอริยวินัย ส่วนทุกข์นี้เป็นทุกข์ปางตายของภิกษุ ผู้ต้องอาบัติเศร้าหมองข้อใดข้อหนึ่ง
สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้พึงมีความคิดอย่างนี้ ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’ เมื่อภิกษุนั้นมีใจ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร น้อมไปในนิพพานโดยชอบอยู่นั่นแล เธอจึงไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะแห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ เมื่อเธอไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะก็ครอบงำจิตไม่ได้ เธอมีจิตไม่ถูกราคะครอบงำแล้ว จึงไม่พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรที่อาบยาพิษอย่างร้ายแรง มิตร อำมาตย์ญาติสาโลหิตของเขาจึงหาหมอผ่าตัดมารักษา หมอผ่าตัดนั้นใช้มีดผ่าปากแผลแล้วใช้เครื่องตรวจหาลูกศร ตรวจพบลูกศรแล้วจึงถอนออก พึงกำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลืออยู่ จนรู้ว่า ‘ไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่’ หมอผ่าตัดนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า‘พ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว ท่านพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องรับประทานอาหารที่ไม่แสลง เมื่อท่านจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่แสลง ก็อย่าถึงกับให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องล้างแผลตามเวลา ทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อท่านล้างแผลและทายาสมานแผลตามเวลา ก็อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดปิดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ก็อย่าให้ละอองหรือสิ่งโสโครกถูกปากแผลได้ ท่านต้องรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะสมานกันดี’ บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘หมอถอนลูกศรให้เราแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว เราพ้นขีดอันตรายแล้ว’ เขาจึงรับประทานอาหารที่ไม่แสลง เมื่อเขารับประทานอาหารที่ไม่แสลง แผลก็ไม่อักเสบ เขาล้างแผลตาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เวลา และทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อเขาล้างแผลและทายาสมานแผลตามเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็ไม่ปิดปากแผล เขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆเมื่อเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ละอองและสิ่งโสโครกจึงไม่ถูกปากแผลเขาคอยรักษาแผลอยู่จนปากแผลสมานหายสนิท เพราะการกระทำอย่างถูกต้องนี้แผลจึงหายได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) กำจัดโทษคือพิษอันเกิดจากความไม่สะอาด (๒) กำจัดโทษคือพิษจนไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ เพราะแผลหายแล้วเขาจึงมีผิวพรรณเรียบสนิท จึงไม่พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด สุนักขัตตะ เป็นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมี ความคิดอย่างนี้ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้วกำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’เมื่อภิกษุนั้นมีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบอยู่นั่นแล เธอจึงไม่ประกอบเนืองๆซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะแห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะก็ครอบงำจิตไม่ได้ เธอมีจิตไม่ถูกราคะครอบงำแล้ว จึงไม่พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย
สุนักขัตตะ เพื่อให้รู้เนื้อความ เราจึงทำอุปมานี้ไว้ ในอุปมานี้มีเนื้อ ความดังต่อไปนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร คำว่า ‘แผล’ นี้ เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ คำว่า ‘โทษคือพิษ’ นี้ เป็นชื่อของอวิชชา คำว่า ‘ลูกศร’ นี้ เป็นชื่อของตัณหา คำว่า ‘เครื่องตรวจ’ นี้ เป็นชื่อของสติ คำว่า ‘มีดผ่าตัด’ นี้ เป็นชื่อของอริยปัญญา คำว่า ‘หมอผ่าตัด’ นี้ เป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สุนักขัตตะ เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมในผัสสายตนะ ๖ จึงรู้ดังนี้ว่า‘อุปธิ เป็นรากเง่าแห่งทุกข์” จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ หลุดพ้นแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ เปรียบเหมือนภาชนะมีน้ำดื่มเต็มเปี่ยม สมบูรณ์ด้วยสี สมบูรณ์ด้วยกลิ่น สมบูรณ์ด้วยรส แต่เจือด้วยยาพิษ ต่อมาบุรุษผู้รักชีวิตยังไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์มาพบเข้า สุนักขัตตะ เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ บุรุษนั้นจะพึงดื่มน้ำที่เต็มเปี่ยมภาชนะนั้น ทั้งที่รู้ว่า ‘ดื่มแล้วจะต้องตายหรือทุกข์ปางตาย’ บ้างไหม” “ไม่ดื่ม พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ เป็นไปไม่ได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน ผัสสายตนะ ๖ รู้ดังนี้ว่า ‘อุปธิเป็นรากเง่าแห่งทุกข์ ฯลฯ’ เปรียบเหมือน ต่อมาบุรุษผู้รักชีวิตยังไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ มาพบอสรพิษมีพิษร้ายแรงเข้า @เชิงอรรถ : @ อริยปัญญา ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาปัญญาอันบริสุทธิ์ (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗)@ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกิเลส (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗) @ ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗)@ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกามคุณ (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๖. อาเนญชสัปปายสูตร สุนักขัตตะ เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ บุรุษนั้นจะพึงยื่นมือหรือหัวแม่มือให้แก่อสรพิษตัวมีพิษร้ายแรงนั้น ทั้งที่รู้ว่า ‘ถูกอสรพิษที่มีพิษร้ายแรงกัดแล้วจะต้องตายหรือทุกข์ปางตาย’ บ้างไหม” “ไม่ยื่น พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ เป็นไปไม่ได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน ผัสสายตนะ ๖ รู้ดังนี้ว่า ‘อุปธิเป็นรากเง่าแห่งทุกข์’ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิหลุดพ้นแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล สุนักขัตตสูตรที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. อรรถกถาสุนักขัตตสูตร
สุนักขัตตสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในสุนักขัตตสูตรนั้นดังต่อไปนี้.
พระอรหัตชื่อว่า อัญญา. บทว่า พฺยากตา ความว่า อัญญา คือพระอรหัต ท่านกล่าวด้วยบททั้ง ๔ มีอาทิว่า อธิมาเนน ความว่า เป็นผู้มีความสำคัญธรรมที่ตนยังไม่ถึงว่าถึงแล้ว มีความสำคัญผิดว่า พวกเราได้บรรลุแล้วดังนี้.
บทว่า เอวํ เอตฺถ สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส โหติ ความว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ ในการที่พวกภิกษุเหล่านี้พยากรณ์พระอรหัตนี้ตถาคตมีความดำริอย่างนี้ว่า ฐานะนี้ยังไม่แจ่มแจ้ง ยังมืดอยู่สำหรับภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ ภิกษุเหล่านี้จึงเป็นผู้มีความสำคัญในธรรมที่ตนยังไม่ได้บรรลุว่าบรรลุแล้ว เอาเถิด เราตถาคตแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น ทำให้บริสุทธิ์ให้ปรากฏ.
บทว่า อถ จ ปนีเธกจฺเจ ฯเปฯ ตสฺส โหติ อญฺญถตฺตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่พวกภิกษุผู้ปฏิบัติในเรื่องที่มีโมฆบุรุษบางพวกตั้งอยู่ในอิจฉาจาร พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นว่าโมฆบุรุษเหล่านี้เรียนปัญหานี้แล้ว ไม่รู้เลย ก็ทำเหมือนรู้ เมื่อยังไม่ถึงก็สำคัญว่าถึง จักเที่ยวโพนทนาคุณวิเศษไปในคามนิคมเป็นต้น ข้อนั้นก็จักไม่เป็นประโยชน์ จักเป็นทุกข์แก่โมฆบุรุษเหล่านั้นตลอดกาลนาน. พระดำริที่เกิดขึ้นแด่พระตถาคตว่า เราจักแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะเหตุที่พวกโมฆบุรุษตั้งอยู่ในอิจฉาจารด้วยอาการอย่างนี้ ทรงหมายเอาข้อความนั้นจึงได้ตรัสคำนี้.
บทว่า โลกามิสาธิมุตฺโต ความว่า น้อมไป คือโน้มไป โอนไป เงื้อมไป ในกามคุณ ๕ อันเป็นเหยื่อล่อของวัฏฏะ เป็นเหยื่อล่อของกามและเป็นเหยื่อล่อของโลก.
บทว่า ตปฺปฏิรูปี ได้แก่ มีกามคุณเป็นสภาวะ.
บทว่า อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย แปลว่า เกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ.
บทว่า สํเสยฺย แปลว่า พึงกล่าว.
บทว่า อาเนญฺชสํโยชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต ได้แก่ ไม่คลุกคลีด้วยการเกี่ยวข้อง ในอาเนญชสมาบัติ.
บทว่า โลกามิสาธิมุตฺโต ความว่า ก็พระเถระเห็นปานนี้ ครองจีวรปอนๆ ถือบาตรดินไปยังปัจจันตชนบทกับพระที่เหมือนกับตน ๒-๓ รูปในเวลาเข้าบ้านไปบิณฑบาต พวกมนุษย์เห็นแล้ว พากันกล่าวว่า ท่านผู้ถือมหาบังสุกุลมาแล้ว ต่างก็ตระเตรียมข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้น ถวายทานโดยเคารพ. เมื่อท่านฉันเสร็จ ได้ฟังอนุโมทนาแล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ถึงวันพรุ่งนี้ก็ขอนิมนต์ท่านเข้ามาบิณฑบาตในที่นี้แหละ. พระเถระกล่าวว่า อย่าเลย อุบาสกทั้งหลาย แม้วันนี้ ท่านก็ถวายมากแล้ว. ชนทั้งหลายกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าอย่างนั้น ขอท่านทั้งหลายพึงอยู่ในที่นี้ตลอดพรรษา ดังนี้ ให้พระเถระรับนิมนต์แล้วถามทางไปยังวิหาร. ภิกษุทั้งหลายถือเสนาสนะในวิหารนั้นแล้ว เก็บบาตรและจีวร. ในเวลาเย็น ภิกษุเจ้าถิ่นรูปหนึ่งได้ถามภิกษุเหล่านั้นว่า พวกท่านเที่ยวบิณฑบาตที่ไหน? พระอาคันตุกะตอบว่า ในบ้านโน้น.
ถามว่า ภิกษาสมบูรณ์หรือ?
ตอบว่า สมบูรณ์ขอรับ มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธาเห็นปานนี้ยังมีอยู่.
ถามว่า คนเหล่านั้นจะเป็นเช่นนี้ เฉพาะวันนี้หรือหนอ? หรือเป็นเช่นนี้เป็นนิจเลย?
ตอบว่า มนุษย์เหล่านี้มีศรัทธาเช่นนี้เป็นนิจ วิหารนี้อาศัยคนเหล่านั้นเท่านั้นจึงเจริญดังนี้.
ต่อแต่นั้น พวกภิกษุผู้ถือปังสุกูลิกจีวรกังคธุดงค์เหล่านั้น กล่าวสรรเสริญคุณของคนเหล่านั้นบ่อยๆ กล่าวตลอดหมดทั้งวัน แม้กลางคืนก็กล่าว. ด้วยเหตุมีประมาณเพียงนี้ ศีรษะของผู้ตั้งอยู่ในอิจฉาจารก็หลุดไป ท้องก็แตก. พึงทราบบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงบุคคลผู้ได้อาเนญชสมาบัติ ผู้สำคัญผิด จึงตรัสว่า ฐานํ โข ปน ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส ความว่า ผู้น้อมไป คือโน้มไป โอนไป เงื้อมไปในสมาบัติ ๖ ในเบื้องต่ำอันเว้นจากเครื่องหวั่นไหว คือกิเลส.
บทว่า เส ปวุตฺเต แปลว่า นั้นหลุดไปแล้ว. เพราะอามิส คือกามคุณ ๕ ย่อมปรากฏแก่ผู้ได้สมาบัติ ๖ ผู้สำคัญผิด เหมือนใบไม้เหลืองหลุดจากขั้วฉะนั้น. ด้วยเหตุนี้จึงตรัสคำนั้น.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงความลำบากของผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติซึ่งสำคัญผิด จึงตรัสคำว่า ฐานํ โข ปน ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทวฺธา ภินฺนา (แตก ๒ ซีก) ได้แก่ แตกตรงกลาง (หักกลาง).
บทว่า อปฺปฏิสนฺธิกา ความว่า หินก้อนเล็ก ขนาดหลังแผ่นหินอาจยาต่อให้ติดกันด้วยชันหรือยางเหนียว. แต่ท่านหมายเอาหินก้อนใหญ่ขนาดเท่าเรือนยอด จึงกล่าวคำนี้.
บทว่า เส ภินฺนา ได้แก่ ภินนํ แปลว่า มันแตกแล้ว เบื้องต่ำย่อมเป็นเหมือนหินแตกออก ๒ ซีก (หัก ๒ ท่อน) สำหรับผู้ได้สมาบัติสูงขึ้นไป ย่อมไม่เกิดความคิดว่า เราจักเข้าสมาบัตินั้นดังนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสคำนั้น.
บทว่า อาเนญฺชสญฺโญชเนหิ วิสํยุตฺโต ความว่า คลุกคลีด้วยการประกอบในอาเนญชสมาบัติ.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงความลำบากของท่านผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติผู้สำคัญผิด จึงตรัสว่า ฐานํ โข ปน ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เส วนฺเต ได้แก่ ความเกี่ยวข้องในอากิญจัญญายตนะนั้น อันผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติคายแล้ว เกิดขึ้น.
จริงอยู่ สมาบัติเบื้องต่ำย่อมปรากฏเป็นเหมือนตายแล้ว สำหรับผู้ได้สมาบัติ ๘ ย่อมไม่เกิดความคิดว่า เราจักเข้าสมาบัติอีก ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสคำ (ว่า เส วนฺเต) นั้น.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความลำบากของพระขีณาสพ จึงตรัสว่า ฐานํ โข ปน ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เส อุจฺฉินฺเน ได้แก่ ความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้นอันผู้น้อมใจไปในพระนิพพานโดยชอบ ตัดขาดแล้ว. เพราะสมาบัติเบื้องต่ำ ย่อมปรากฏเหมือนตาลรากขาด สำหรับผู้ได้สมาบัติเบื้องสูง ย่อมไม่เกิดความคิดที่ว่า เราจักเข้าสมาบัตินั้น ดังนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสคำนี้.
คำว่า ฐานํ โข ปเนตํ จ ดังนี้ เป็นอนุสนธิอันหนึ่ง.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความลำบากของท่านผู้ได้สมาบัติ ทั้งที่สำคัญผิดทั้งที่เป็นพระขีณาสพไว้ในหนหลัง. แต่สำหรับท่านที่เป็นสุกขวิปัสสก ทั้งที่สำคัญผิด ทั้งที่เป็นพระขีณาสพ มิได้ตรัสไว้. เพื่อทรงแสดงความลำบากแห่งท่านแม้ทั้งสอง (คือผู้ได้สมาบัติและสุกขวิปัสสก) เหล่านั้นจึงทรงเริ่มเทศนานี้. ก็คำนี้นั้นท่านคัดค้าน เพราะเมื่อกล่าวความลำบากของท่านผู้ได้สมาบัติที่สำคัญผิด ย่อมเป็นอันกล่าว สำหรับท่านที่เป็นสุกขวิปัสสก ทั้งท่านที่สำคัญผิด และเมื่อกล่าวความลำบากของท่านผู้ได้สมาบัติที่เป็นพระขีณาสพก็เป็นอันกล่าวสำหรับท่านที่เป็นสุกขวิปัสสกแม้ที่เป็นพระขีณาสพด้วย. แต่เพื่อจะตรัสสัปปายะและอสัปปายะของภิกษุทั้งสองเหล่านั้น จึงทรงเริ่มเทศนานี้.
ในข้อนั้น พึงมีอธิบายดังต่อไปนี้
สำหรับปุถุชน อารมณ์ยังไม่เป็นสัปปายะ ก็ช่างเถอะ แต่สำหรับพระขีณาสพอย่างไรจึงไม่เป็นสัปปายะเล่า? ไม่เป็นสัปปายะแก่ปุถุชนด้วยอารมณ์ใด ก็ไม่เป็นสัปปายะเลยแม้แก่พระขีณาสพ แม้ด้วยอารมณ์นั้น. ขึ้นชื่อว่ายาพิษ รู้แล้วกินก็ตาม ก็คงเป็นยาพิษอยู่นั่นเอง. อันพระขีณาสพจะพึงเป็นผู้ไม่สังวร เพราะคิดว่าเราเป็นพระขีณาสพ ดังนี้ ก็หาไม่. แม้พระขีณาสพก็ควรจะเป็นผู้ขะมักเขม้นจึงจะควร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมเณน ได้แก่ พุทธสมณะ.
บทว่า ฉนฺทราคพฺยาปาเทน ความว่า โทษอันเป็นพิษ คืออวิชชานั้นย่อมแปรปรวน ย่อมกำเริบด้วยฉันทราคะและพยาบาท. บทว่า อสปฺปายานิ ได้แก่ อารมณ์ที่ไม่เจริญใจ. บทว่า อนุทธํเสยฺย ได้แก่ พึงทำให้ร่วงโรย คือให้เหี่ยวแห้ง. บทว่า สอุปาทิเสสํ ได้แก่ สิ่งที่ยึดถือเป็นส่วนเหลือ ก็สิ่งที่พึงยึดมั่น คือสิ่งที่ยึดถือนี้ท่านเรียกว่า อุปาทิ.
บทว่า อลํ จ เต อนฺตภยาย ความว่า ไม่สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตของท่าน. ธุลีและละอองมีละอองข้าวเปลือกเป็นต้น ชื่อว่า รโชสุกํ.
บทว่า อสุจิวิสโทโส ได้แก่ โทษอันเป็นพิษนั้นด้วย. บทว่า ตทุภเยน ได้แก่ ด้วยกิริยาอันไม่เป็นสัปปายะ และโทษอันเป็นพิษทั้งสองนั้น. บทว่า ปุถุตฺตํ ได้แก่ ความเป็นแผลใหญ่.
ในคำว่า เอวเมว โข นี้ พึงเห็นโทษอันเป็นพิษ คืออวิชชาที่ยังละไม่ได้ เหมือนการถอนลูกศรอันมีเชื้อ พึงเห็นเวลาที่ไม่สำรวมในทวารทั้ง ๖ เหมือนภาวะคือการทรงอยู่แห่งกิริยาอันไม่สบาย การบอกคืนสิกขาแล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เหมือนการตาย เพราะแผลบวมขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการนั้น. พึงเห็นการต้องอาบัติหนัก เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนทุกข์ปางตาย. แม้ในฝ่ายขาว พึงทราบการเปรียบเทียบด้วยความอุปมา โดยนัยนี้แหละ.
สติในคำว่า สติยา เอตํ อธิวจนํ นี้มีคติเหมือนปัญญา. โลกิยปัญญาย่อมมีได้ด้วยปัญญาอันเป็นโลกิยะ โลกุตรปัญญาย่อมมีได้ด้วยปัญญาอันเป็นโลกุตระ.
บทว่า อริยาเยตํ ปญฺญาย ได้แก่ วิปัสสนาปัญญาอันบริสุทธิ์.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงกำลังของพระขีณาสพ จึงตรัสคำว่า โส วต ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สํวุตการี ได้แก่ ผู้มีปกติปิด.
บทว่า อิติ วิทิตฺวา นิรุปธิ ความว่า เพราะรู้อย่างนี้แล้วละอุปธิคือกิเลส ย่อมเป็นผู้ไม่มีอุปธิ. อธิบายว่า ย่อมเป็นผู้ไม่มีอุปาทาน.
บทว่า อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต ความว่า น้อมไปแล้วโดยอารมณ์ในพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิทั้งหลาย. บทว่า อุปธิสฺมึ ได้แก่ ในอุปธิคือกาม.
บทว่า กายํ อุปสํหริสฺสติ ความว่า จักยังกายให้ติดอยู่. ท่านอธิบายว่า ข้อที่พระขีณาสพพ้นแล้วด้วยอารมณ์ในนิพพานอันเป็นที่สิ้นตัณหา จักน้อมกายเข้าไปหรือจักยังจิตให้เกิดขึ้น เพื่อเสพกามคุณ ๕ นั่น มิใช่ฐานะที่จะมีได้.
คำที่เหลือในทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุนักขัตตสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------