๒. ทุพรรณิยสูตร เล่ม ๑๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยํ ทุพฺพณฺณิยสุตฺตํ
๙๔๖สาวตฺถีนิทานํ ฯ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อญฺญตโร ยกฺโข ทุพฺพณฺโณ โอโกฏิมโก สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส อาสเน นิสินฺโน อโหสิ ฯ ตตฺร สุทํ ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ อยํ ยกฺโข ทุพฺพณฺโณ โอโกฏิมโก สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส อาสเน นิสินฺโนติ ฯ ยถา ยถา โข ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ตถา ตถา โส ยกฺโข อภิรูปตโร เจว โหติ ทสฺสนียตโร จ ปาสาทิกตโร จ ฯ
๙๔๗อถ โข ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา เยน สกฺโก เทวานมินฺโท เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา สกฺกํ เทวานมินฺทํ เอตทโวจุํ อิธ เต มาริส อญฺญตโร ยกฺโข ทุพฺพณฺโณ โอโกฏิมโก ตุมฺหากํ อาสเน นิสินฺโน ฯ ตตฺร สุทํ มาริส เทวา ตาวตึสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ อยํ ยกฺโข ทุพฺพณฺโณ โอโกฏิมโก สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส อาสเน นิสินฺโนติ ยถา ยถา โข มาริส เทวา ตาวตึสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ตถา ตถา โส ยกฺโข อภิรูปตโร เจว โหติ ทสฺสนียตโร จ ปาสาทิกตโร จาติ โส หิ นูน มาริส โกธภกฺโข ยกฺโข ภวิสฺสตีติ ฯ
๙๔๘อถ โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท เยน โส โกธภกฺโข ยกฺโข เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ทกฺขิณชานุมณฺฑลํ ปฐวิยํ นิหตฺวา เยน โส โกธภกฺโข ยกฺโข เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ติกฺขตฺตุํ นามํ สาเวติ สกฺวาหํ มาริส เทวานมินฺโท ... สกฺวาหํ มาริส เทวานมินฺโทติ ฯ ยถา ยถา โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท นามํ สาเวติ ตถา ตถา โส ยกฺโข ทุพฺพณฺณตโร เจว อโหสิ โอโกฏิมกตโร จ ทุพฺพณฺณตโร เจว หุตฺวา โอโกฏิมกตโร จ ตตฺเถวนฺตรธายิ ฯ
๙๔๙อถ โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท สเก อาสเน นิสีทิตฺวา เทเว ตาวตึเส อนุนยมาโน ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ น สูปหตจิตฺโตมฺหิ นาวฏฺเฏน สุวานโย น โว จิราหํ กุชฺฌามิ โกโธ มยิ นาวติฏฺฐติ กุทฺธาหํ น ผรุสํ พฺรูมิ น จ ธมฺมานิ กิตฺตเย สนฺนิคฺคณฺหามิ อตฺตานํ สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโนติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑๑. สักกสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๒. ทุพพัณณิยสูตร ๒. ทุพพัณณิยสูตร ว่าด้วยยักษ์ผู้มีผิวพรรณไม่งาม
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณไม่งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของท้าวสักกะจอมเทพ ได้ยินว่า ณที่นั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันกล่าวโทษตำหนิติเตียนว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายน่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ยักษ์ตนนี้มีผิวพรรณไม่งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของท้าวสักกะจอมเทพ’ พวกเทพชั้นดาวดึงส์กล่าวโทษตำหนิติเตียนด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับเป็นผู้มีรูปงาม ทั้งน่าดูน่าชม และน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยประการนั้นๆ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ได้กราบทูลท้าวสักกะจอมเทพดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ขอประทานวโรกาส ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณไม่งาม ต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของพระองค์ ได้ยินว่า ณ ที่นั้นพวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันกล่าวโทษตำหนิติเตียนว่า‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ยักษ์ตนนี้มีผิวพรรณไม่งามต่ำเตี้ย นั่งอยู่บนที่ประทับของท้าวสักกะจอมเทพ’ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเทพชั้นดาวดึงส์กล่าวโทษตำหนิติเตียนด้วยประการใดๆ ยักษ์ตนนั้นกลับเป็นผู้มีรูปงามทั้งน่าชมและน่าเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิม ด้วยประการนั้นๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ยักษ์ตนนั้นคงเป็นผู้มีความโกรธเป็นอาหารเป็นแน่ทีเดียวพระเจ้าข้า’ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพ เสด็จเข้าไปหายักษ์ผู้มีความโกรธเป็นอาหารนั้นจนถึงที่อยู่แล้วประนมมือไปทางที่ยักษ์ตนนั้นอยู่ ประกาศพระนาม ๓ครั้งว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะจอมเทพ ... ท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะจอมเทพ ... ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพทรงประกาศพระนามด้วยประการใดๆยักษ์ตนนั้นกลับมีผิวพรรณไม่งามและต่ำเตี้ยยิ่งกว่าเดิม ยักษ์ตนนั้นเป็นผู้มีผิวพรรณไม่งาม และต่ำเตี้ยยิ่งกว่าเดิมแล้วได้หายตัวไป ณ ที่นั้นเอง’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๙๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑๑. สักกสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๓. สัมพริมายาสูตร ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพประทับนั่งบนที่ประทับของพระองค์แล้ว เมื่อจะทรงทำให้พวกเทพชั้นดาวดึงส์ยินดี จึงตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า เราเป็นผู้มีจิตไม่ถูกโทสะกระทบกระทั่ง เป็นผู้ที่ใครๆ จะชักนำไปไม่ได้ง่าย เราไม่โกรธใครมานานแล้ว ความโกรธไม่ฝังอยู่ในใจเรา ถึงเราโกรธก็ไม่กล่าวคำหยาบ และคำไม่ชอบเป็นอันขาด เราเห็นประโยชน์ตน จึงบังคับตนได้” ทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุพพัณณิยสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :-
บทว่า ทุพฺพณฺโณ ได้แก่ มีผิวเหมือนตอถูกไฟเผา.
บทว่า โอโกฏิมโก ได้แก่ ต่ำเตี้ยพุงพลุ้ย.
บทว่า อาสเน ได้แก่ บัณฑุกัมพลศิลา.
บทว่า โกธภกฺโข ยกฺโข นี้ เป็นชื่อที่ท้าวสักกะตั้งให้.
ก็ยักษ์ตนหนึ่งนั้นเป็นรูปาวจรพรหม.
นัยว่า ท้าวสักกะสดับมาว่า ยักษ์ถึงพร้อมด้วยกำลังคือขันติ จึงเสด็จมาเพื่อทดลองดู. ก็อวรุทธกยักษ์ไม่อาจเข้าไปยังที่ที่อารักขาไว้เห็นปานนี้ได้.
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ท้าวสักกะฟังพวกเทวดาแล้วคิดว่า ไม่สามารถให้ยักษ์นี้หวั่นไหวได้ด้วยถ้อยคำหยาบ อันผู้ประพฤติถ่อมตนตั้งอยู่ในขันติ จึงจะสามารถให้ยักษ์หนีไปได้ดังนี้ มีพระประสงค์จะให้ยักษ์นั้นหนีไปด้วยประการนั้น จึงเสด็จเข้าไปหา.
บทว่า อนฺตรธายิ ความว่า เมื่อท้าวสักกะทรงดำรงอยู่ในขันติ ทำความเคารพอย่างแรงกล้าให้ปรากฏแสดงความถ่อมตน ยักษ์นั้นไม่อาจจะอยู่บนอาสนะของท้าวสักกะได้ จึงหนีไป.
คำว่า สุ ในบทนี้ว่า น สุปหตจิตฺโตมฺหิ เป็นเพียงนิบาต. ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้มีจิตอันโทสะไม่กระทบแล้ว.
บทว่า นาวฏฺเฏน สุวานโย ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้อันความหมุนไปด้วยความโกรธ นำไปไม่ได้ง่าย คือเราเป็นผู้ไม่กระทำง่ายเพื่อเป็นไปในอำนาจด้วยความโกรธ.
คำว่า โว ในบทว่า น โว จิราหํ เป็นเพียงนิบาต. ท่านกล่าวว่า เราไม่โกรธมานานแล้ว. จบอรรถกถาทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------
๒. ทุพพัณณิยสุตตวัณณนา [ฉบับมหาจุฬาฯ] พรรณนาพระสูตรว่าด้วยยักษ์ผู้มีผิวพรรณไม่งาม
[๒๖๘] ในพระสูตรที่ ๒ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
คำว่า มีผิวพรรณไม่งาม (ทุพฺพณฺโณ) ได้แก่ มีผิวเหมือนตอถูกเผาไฟ
คำว่า ต่ำเตี้ย (โอโกฏิมโก) ได้แก่ ต่ำเตี้ยพุงพลุ้ย
คำว่า บนที่ประทับ (อาสเน) ได้แก่ บัณฑุกัมพลศิลา
คำนี้ว่า ยักษ์ ... คงเป็นผู้มีความโกรธเป็นอาหาร (โกธภกฺโข ยกฺโข) เป็นชื่อที่ท้าวสักกะตั้งให้ ก็ยักษ์ตนหนึ่งนั้นเป็นรูปาวจรพรหม นัยว่า ท้าวสักกะสดับมาว่า "ยักษ์ถึงพร้อมด้วยกำลังคือขันติ" จึงเสด็จมาเพื่อทดลองดู ก็อวรุทธกยักษ์ไม่อาจเข้าไปยังที่ที่อารักขาไว้เห็นปานนี้ได้
คำว่า เสด็จเข้าไปหา (อุปสงฺกมิ) ความว่า ท้าวสักกะฟังพวกเทวดาแล้วคิดว่า "ไม่สามารถให้ยักษ์นี้หวั่นไหวได้ ด้วยถ้อยคำหยาบ อันผู้ประพฤติถ่อมตนตั้งอยู่ในขันตินั้น จึงจะสามารถให้ยักษ์หนีไปได้" มีพระประสงค์จะให้ยักษ์นั้นหนีไปด้วยประการฉะนี้ จึงเสด็จเข้าไปหา
คำว่า ได้หายตัวไป (อนฺตรธายิ) ความว่า เมื่อท้าวสักกะทรงดำรงอยู่ในขันติ ทำความเคารพอย่างแรงกล้าให้ปรากฎ แสดงความถ่อมตน ยักษ์นั้นไม่อาจจะอยู่บนอาสนะของท้าวสักกะได้ จึงหนีไป
ในคำนี้ว่า เราเป็นผู้มีจิตไม่ถูกโทสะกระทบกระทั่ง (น สุปหตจิตฺโตมฺพิ) คำว่า (สุ) เป็นเพียงนิบาต ท้าวสักกะตรัสว่า "เราเป็นผู้มีจิตอันโทสะไม่กระทบแล้ว"
คำว่า เป็นผู้ที่ใครๆ จะชักนำไปไม่ได้ง่าย (นาวฏฺเฏน สุวานโย) ความว่า ท้วสักกะตรัสว่า "เราเป็นผู้อันความหมุนไปด้วยความโกรธนำไปไม่ได้ง่าย คือเราเป็นผู้ไม่กระทำง่ายเพื่อไปในอำนาจด้วยความโกรธ"
คำว่า โว ในคำว่า เราไม่ (โกรธใคร) มานานแล้ว (น โว จิราหํ) เป็นเพียงนิบาต ท้าวสักกะตรัสว่า "เราไม่โกรธมานานแล้ว" พระสูตรที่ ๒ จบ -----------------------------------------------------