๘. มหาลิสูตร เล่ม ๑๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๓๑เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถ โข มหลิ ลิจฺฉวี เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข มหลิ ลิจฺฉวี ภควนฺตํ เอตทโวจ ปูรโณ ภนฺเต กสฺสโป เอวมาห นตฺถิ เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย สตฺตานํ สงฺกิเลสาย อเหตู อปฺปจฺจยา สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ นตฺถิ เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย สตฺตานํ วิสุทฺธิยา อเหตู อปฺปจฺจยา สตฺตา วิสุชฺฌนฺตีติ ฯ อิธ ภควา กิมาหาติ ฯ อตฺถิ มหลิ เหตุ อตฺถิ ปจฺจโย สตฺตานํ สงฺกิเลสาย สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ อตฺถิ มหลิ เหตุ อตฺถิ ปจฺจโย สตฺตานํ วิสุทฺธิยา สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา วิสุชฺฌนฺตีติ ฯ {๑๓๑.๑} กตโม ปน ภนฺเต เหตุ กตโม ปจฺจโย สตฺตานํ สงฺกิเลสาย กถํ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺตีติ ฯ {๑๓๑.๒} รูปญฺจ หิทํ มหลิ เอกนฺตทุกฺขํ อภวิสฺส ทุกฺขานุปติตํ ทุกฺขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ สุเขน น ยิทํ สตฺตา รูปสฺมึ สารชฺเชยฺยุํ ฯ ยสฺมา จ โข มหลิ รูปํ สุขํ สุขานุปติตํ สุขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ ทุกฺเขน ตสฺมา สตฺตา รูปสฺมึ สารชฺชนฺติ สาราคา สญฺญุชฺชนฺติ สญฺโญคา สงฺกิลิสฺสนฺติ ฯ อยํปิ โข มหลิ เหตุ อยํ ปจฺจโย สตฺตานํ สงฺกิเลสาย ฯ เอวํปิ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ ฯ {๑๓๑.๓} เวทนา จ หิทํ มหลิ เอกนฺตทุกฺขา อภวิสฺส ทุกฺขานุปติตา ทุกฺขาวกฺกนฺตา อนวกฺกนฺตา สุเขน น ยิทํ สตฺตา เวทนาย สารชฺเชยฺยุํ ฯ ยสฺมา จ โข มหลิ เวทนา สุขา สุขานุปติตา สุขาวกฺกนฺตา อนวกฺกนฺตา ทุกฺเขน ตสฺมา สตฺตา เวทนาย สารชฺชนฺติ สาราคา สญฺญุชฺชนฺติ สญฺโญคา สงฺกิลิสฺสนฺติ ฯ อยํปิ โข มหลิ เหตุ อยํ ปจฺจโย สตฺตานํ สงฺกิเลสาย ฯ เอวํปิ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ ฯ {๑๓๑.๔} สญฺญา จ หิทํ มหลิ ฯ สงฺขารา จ หิทํ มหลิ เอกนฺตทุกฺขา อภวิสฺสํสุ ทุกฺขานุปติตา ทุกฺขาวกฺกนฺตา อนวกฺกนฺตา สุเขน น ยิทํ สตฺตา สงฺขาเรสุ สารชฺเชยฺยุํ ฯ ยสฺมา จ โข มหลิ สงฺขารา สุขา สุขานุปติตา สุขาวกฺกนฺตา อนวกฺกนฺตา ทุกฺเขน ตสฺมา สตฺตา สงฺขาเรสุ สารชฺชนฺติ สาราคา สญฺญุชฺชนฺติ สญฺโญคา สงฺกิลิสฺสนฺติ ฯ อยํปิ โข มหลิ เหตุ อยํ ปจฺจโย สตฺตานํ สงฺกิเลสาย ฯ เอวํปิ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ ฯ {๑๓๑.๕} วิญฺญาณญฺจ หิทํ มหลิ เอกนฺตทุกฺขํ อภวิสฺส ทุกฺขานุปติตํ ทุกฺขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ สุเขน น ยิทํ สตฺตา วิญฺญาณสฺมึ สารชฺเชยฺยุํ ฯ ยสฺมา จ โข มหลิ วิญฺญาณํ สุขํ สุขานุปติตํ สุขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ ทุกฺเขน ตสฺมา สตฺตา วิญฺญาณสฺมึ สารชฺชนฺติ สาราคา สญฺญุชฺชนฺติ สญฺโญคา สงฺกิลิสฺสนฺติ ฯ อยํปิ โข มหลิ เหตุ อยํ ปจฺจโย สตฺตานํ สงฺกิเลสาย ฯ เอวํปิ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺตีติ ฯ
๑๓๒กตโม ปน ภนฺเต เหตุ กตโม ปจฺจโย สตฺตานํ วิสุทฺธิยา กถํ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา วิสุชฺฌนฺตีติ ฯ รูปญฺจ หิทํ มหลิ เอกนฺตสุขํ อภวิสฺส สุขานุปติตํ สุขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ ทุกฺเขน น ยิทํ สตฺตา รูปสฺมึ นิพฺพินฺเทยฺยุํ ฯ ยสฺมา จ โข มหลิ รูปํ ทุกฺขํ ทุกฺขานุปติตํ ทุกฺขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ สุเขน ตสฺมา สตฺตา รูปสฺมึ นิพฺพินฺทนฺติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชนฺติ วิราคา วิสุชฺฌนฺติ ฯ อยํปิ โข มหลิ เหตุ อยํ ปจฺจโย สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ฯ เอวํปิ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา วิสุชฺฌนฺติ ฯ เวทนา จ หิทํ มหลิ เอกนฺตสุขา อภวิสฺส ฯเปฯ สญฺญา จ หิทํ มหลิ ฯ สงฺขารา จ หิทํ มหลิ เอกนฺตสุขา อภวิสฺสํสุ ฯ วิญฺญาณญฺจ หิทํ มหลิ เอกนฺตสุขํ อภวิสฺส สุขานุปติตํ สุขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ ทุกฺเขน น ยิทํ สตฺตา วิญฺญาณสฺมึ นิพฺพินฺเทยฺยุํ ฯ ยสฺมา จ โข มหลิ วิญฺญาณํ ทุกฺขํ ทุกฺขานุปติตํ ทุกฺขาวกฺกนฺตํ อนวกฺกนฺตํ สุเขน ตสฺมา สตฺตา วิญฺญาณสฺมึ นิพฺพินฺทนฺติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชนฺติ วิราคา วิสุชฺฌนฺติ ฯ อยํปิ โข มหลิ เหตุ อยํ ปจฺจโย สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ฯ เอวํปิ สเหตู สปฺปจฺจยา สตฺตา วิสุชฺฌนฺตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๘. มหาลิสูตร ๘. มหาลิสูตร ว่าด้วยเจ้ามหาลิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขต กรุงเวสาลี ครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านปูรณะ กัสสปะกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เศร้าหมองเอง ความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย บริสุทธิ์เอง’ ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มหาลิ ความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย มีเหตุมีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย จึงเศร้าหมอง ความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย จึงบริสุทธิ์” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหตุปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างไร สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย เศร้าหมองอย่างไร” “มหาลิ หากรูปนี้จักได้เป็นทุกข์ส่วนเดียว มีแต่ทุกข์ติดตาม หยั่งลงสู่ความทุกข์ ไม่หยั่งลงสู่ความสุขบ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงติดใจในรูป แต่เพราะรูปเป็นสุข มีสุขติดตาม หยั่งลงสู่ความสุข ไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์เสมอไป ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงติดใจในรูป เพราะกำหนัดจึงถูกรูปผูกไว้ เพราะถูกรูปผูกไว้จึงเศร้าหมอง นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัยจึงเศร้าหมองอย่างนี้ หากเวทนานี้จักได้เป็นทุกข์ส่วนเดียว มีแต่ทุกข์ติดตาม หยั่งลงสู่ความทุกข์ไม่หยั่งลงสู่ความสุขบ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงติดใจในเวทนา แต่เพราะเวทนาเป็นสุข มีสุขติดตาม หยั่งลงสู่ความสุข ไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์เสมอไป ฉะนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๙. อาทิตตสูตร สัตว์ทั้งหลายจึงติดใจในเวทนา เพราะกำหนัดจึงถูกเวทนาผูกไว้ เพราะถูกเวทนาผูกไว้จึงเศร้าหมอง นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัยจึงเศร้าหมองอย่างนี้ หากสัญญานี้ ฯลฯ หากสังขารนี้จักได้เป็นทุกข์ส่วนเดียว มีแต่ทุกข์ติดตาม หยั่งลงสู่ความทุกข์ไม่หยั่งลงสู่ความสุขบ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงติดใจในสังขาร แต่เพราะสังขารเป็นสุข มีสุขติดตาม หยั่งลงสู่ความสุข ไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์เสมอไป ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงติดใจในสังขาร เพราะกำหนัดจึงถูกสังขารผูกไว้ เพราะถูกสังขารผูกไว้จึงเศร้าหมอง นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัยจึงเศร้าหมองอย่างนี้ หากวิญญาณนี้จักได้เป็นทุกข์ส่วนเดียว มีแต่ทุกข์ติดตาม หยั่งลงสู่ความทุกข์ไม่หยั่งลงสู่ความสุขบ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงติดใจในวิญญาณ แต่เพราะวิญญาณเป็นสุข มีสุขติดตาม หยั่งลงสู่ความสุข ไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์เสมอไปฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงติดใจในวิญญาณ เพราะกำหนัดจึงถูกวิญญาณผูกไว้ เพราะถูกวิญญาณผูกไว้จึงเศร้าหมอง นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัยจึงเศร้าหมองอย่างนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ส่วนเหตุปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างไร สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัยบริสุทธิ์อย่างไร” “มหาลิ หากรูปนี้จักได้เป็นสุขส่วนเดียว มีแต่สุขติดตาม หยั่งลงสู่ความสุขไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์บ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป แต่เพราะรูปเป็นทุกข์ มีทุกข์ติดตาม หยั่งลงสู่ความทุกข์ ไม่หยั่งลงสู่ความสุขเสมอไป ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในรูป เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงบริสุทธิ์ นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัยจึงบริสุทธิ์อย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๙๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๙. อาทิตตสูตร หากเวทนานี้จักได้เป็นสุขส่วนเดียว ฯลฯ หากสัญญานี้จักได้เป็นสุขส่วนเดียว ฯลฯ หากสังขารนี้จักได้เป็นสุขส่วนเดียว ฯลฯ หากวิญญาณนี้จักได้เป็นสุขส่วนเดียว มีแต่สุขติดตาม หยั่งลงสู่ความสุข ไม่หยั่งลงสู่ความทุกข์บ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ แต่เพราะวิญญาณเป็นทุกข์ มีทุกข์ติดตาม หยั่งลงสู่ความทุกข์ ไม่หยั่งลงสู่ความสุขเสมอไปฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัดเพราะคลายกำหนัดจึงบริสุทธิ์ นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัยจึงบริสุทธิ์อย่างนี้” มหาลิสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหาลิสูตรที่ ๘
ในมหาลิสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
คำว่า เอกนฺตทุกฺขํ เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในธาตุสังยุตนั่นแล.
จบ อรรถกถามหาลิสูตรที่ ๘ --------------------------------