๘. อสังขาสูตร เล่ม ๑๘
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๖๐๘เอกํ สมยํ ภควา นาฬนฺทายํ วิหรติ ปาวาริกมฺพวเน ฯ อถ โข อสิพนฺธกปุตฺโต คามณี นิคณฺฐสาวโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อสิพนฺธกปุตฺตํ คามณึ ภควา เอตทโวจ กถํ นุ โข คามณิ นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต สาวกานํ ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ โยโกจิ ปาณํ อติมาเปติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โยโกจิ อทินฺนํ อาทิยติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โยโกจิ กาเมสุ มิจฺฉาจรติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โยโกจิ มุสา ภณติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต สาวกานํ ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ
๖๐๙ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส ปาณาติปาตี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส ปาณํ อติมาเปติ ยํ วา โส ปาณํ นาติมาเปตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส ปาณาติปาตี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส ปาณํ อติมาเปติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส ปาณํ นาติมาเปตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
๖๑๐ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส อทินฺนาทายี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส อทินฺนํ อาทิยติ ยํ วา โส อทินฺนํ นาทิยตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อทินฺนาทายี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส อทินฺนํ อาทิยติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส อทินฺนํ นาทิยตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
๖๑๑ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส กาเมสุ มิจฺฉาจารี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส กาเมสุ มิจฺฉาจรติ ยํ วา โส กาเมสุ มิจฺฉา น จรตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส กาเมสุ มิจฺฉาจารี รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส กาเมสุ มิจฺฉาจรติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส กาเมสุ มิจฺฉา น จรตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
๖๑๒ตํ กึ มญฺญสิ คามณิ โย โส ปุริโส มุสาวาที รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย กตโม พหุตโร สมโย ยํ โส มุสา ภณติ ยํ วา โส มุสา น ภณตีติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส มุสาวาที รตฺติยา วา ทิวสสฺส วา สมยาสมยํ อุปาทาย อปฺปตโร โส สมโย ยํ โส มุสา ภณติ ฯ อถ โข เสฺวว พหุตโร สมโย ยํ โส มุสา น ภณตีติ ฯ ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ จ คามณิ วิหรติ เตน เตน นิยฺยตีติ ฯ เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก เนรยิโก ภวิสฺสติ ยถา นิคณฺฐสฺส นาฏปุตฺตสฺส วจนํ ฯ
๖๑๓อิธ คามณิ เอกจฺโจ สตฺถา เอวํวาที โหติ เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ ปาณมติมาเปติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โย โกจิ อทินฺนํ อาทิยติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โย โกจิ กาเมสุ มิจฺฉาจรติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโก โย โกจิ มุสา ภณติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ
๖๑๔ตสฺมึ โข ปน คามณิ สตฺถริ สาวโก อภิปฺปสนฺโน โหติ ตสฺส เอวํ โหติ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ ปาณมติมาเปติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา ปาโณ อติมาปิโต อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ อทินฺนํ อาทิยติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา อทินฺนํ อาทินฺนํ อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ กาเมสุ มิจฺฉาจรติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา กาเมสุ มิจฺฉาจารา จิณฺณา อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ มยฺหํ โข สตฺถา เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ โย โกจิ มุสา ภณติ สพฺโพ โส อาปายิโก เนรยิโกติ ฯ อตฺถิ โข ปน มยา มุสา ภณิตํ อหํปมฺหิ อาปายิโก เนรยิโกติ ทิฏฺฐึ ปฏิลภติ ตํ คามณิ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ
๖๑๕อิธ ปน คามณิ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา ฯ โส อเนกปริยาเยน ปาณาติปาตํ ครหติ วิครหติ ปาณาติปาตา วิรมถาติ จาห อทินฺนาทานํ ครหติ วิครหติ อทินฺนาทานา วิรมถาติ จาห กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ครหติ วิครหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา วิรมถาติ จาห มุสาวาทํ ครหติ วิครหติ มุสาวาทา วิรมถาติ จาห ฯ ตสฺมึ โข ปน คามณิ สตฺถริ สาวโก อภิปฺปสนฺโน โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ภควา โข อเนกปริยาเยน ปาณาติปาตํ ครหติ วิครหติ ปาณาติปาตา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา ปาโณ อติมาปิโต ยาวตโก วา ตาวตโก วา โย โข ปน มยา ปาโณ อติมาปิโต ยาวตโก วา ตาวตโก วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว ปาณาติปาตํ ปชหติ อายติญฺจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
๖๑๖ภควา โข อเนกปริยาเยน อทินฺนาทานํ ครหติ วิครหติ อทินฺนาทานา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา อทินฺนํ อาทินฺนํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ยํ โข ปน มยา อทินฺนํ อาทินฺนํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว อทินฺนาทานํ ปชหติ อายติญฺจ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
๖๑๗ภควา โข อเนกปริยาเยน กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ครหติ วิครหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา กาเมสุ มิจฺฉา จิณฺณํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ยํ โข ปน มยา กาเมสุ มิจฺฉา จิณฺณํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปชหติ อายติญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ฯ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
๖๑๘ภควา โข ปน อเนกปริยาเยน มุสาวาทํ ครหติ วิครหติ มุสาวาทา วิรมถาติ จาห ฯ อตฺถิ โข ปน มยา มุสา ภณิตํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ยํ โข ปน มยา มุสา ภณิตํ ยาวตกํ วา ตาวตกํ วา ตํ น สุฏฺฐุ ตํ น สาธุ อหญฺเจว โข ปน ตปฺปจฺจยา วิปฺปฏิสารี อสฺสํ น เม ตํ ปาปกมฺมํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย ตญฺเจว มุสาวาทํ ปชหติ อายติญฺจ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ฯ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส ปหานํ โหติ เอวเมตสฺส ปาปสฺส กมฺมสฺส สมติกฺกโม โหติ ฯ
๖๑๙โส ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณํ วาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อภิชฺฌํ ปหาย อนภิชฺฌาลุ โหติ พฺยาปาทปโทสํ ปหาย อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐึ ปหาย สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯ {๖๑๙.๑} สโข โส คามณิ อริยสาวโก เอวํ วิคตาภิชฺโฌ วิคตพฺยาปาโท อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ฯ ตถา ตติยํ ฯ ตถา จตุตฺถํ ฯ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ เสยฺยถาปิ คามณิ พลวา สงฺขธโม อปฺปกสิเรเนว จตุทฺทิสา วิญฺญาเปยฺย ฯ เอวเมว โข คามณิ เอวํ ภาวิตาย เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา เอวํ พหุลีกตาย ยํ ปมาณกตํ กมฺมํ น ตํ ตตฺราวสิสฺสติ น ตํ ตตฺราวติฏฺฐติ ฯ {๖๑๙.๒} สโข โส คามณิ อริยสาวโก เอวํ วิคตาภิชฺโฌ วิคตพฺยาปาโท อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต กรุณาสหคเตน เจตสา ฯ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ฯ ตถา ตติยํ ฯ ตถา จตุตฺถํ ฯ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ เสยฺยถาปิ คามณิ พลวา สงฺขธโม อปฺปกสิเรเนว จตุทฺทิสา วิญฺญาเปยฺย ฯ เอวเมว โข คามณิ เอวํ ภาวิตาย อุเปกฺขาย เจโตวิมุตฺติยา เอวํ พหุลีกตาย ยํ ปมาณกตํ กมฺมํ น ตํ ตตฺราวสิสฺสติ น ตํ ตตฺราวติฏฺฐตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อสิพนฺธกปุตฺโต คามณี นิคณฺฐสาวโก ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สังขธมสูตร ว่าด้วยคนเป่าสังข์
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขต เมืองนาฬันทา ครั้งนั้น ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรผู้เป็นสาวกของนิครนถ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๐๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๘. คามณิสังยุต] ๘. สังขธมสูตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรดังนี้ว่า “ผู้ใหญ่บ้าน นิครนถ์ นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นิครนถ์ นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างนี้ว่า ‘ผู้ฆ่าสัตว์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรกผู้ลักทรัพย์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก ผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหมดต้องไปอบายตกนรก ผู้พูดเท็จทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก กรรมใดๆ มีอยู่มาก กรรมนั้นๆย่อมนำบุคคลไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นิครนถ์ นาฏบุตรย่อมแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างนี้” “ผู้ใหญ่บ้าน นิครนถ์ นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า ‘กรรมใดๆ มีอยู่มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จักไม่มีใครๆ ไปอบายตกนรกตามคำของนิครนถ์ นาฏบุตรเลย ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษผู้ฆ่าสัตว์อาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาฆ่าสัตว์หรือเวลาที่เขาไม่ฆ่าสัตว์ เวลาไหนจะมากกว่ากัน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษผู้ฆ่าสัตว์อาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาฆ่าสัตว์น้อยกว่า ที่แท้เวลาที่เขาไม่ฆ่าสัตว์มากกว่า” “ผู้ใหญ่บ้าน นิครนถ์ นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า ‘กรรมใดๆ มีอยู่มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จักไม่มีใครๆ ไปอบาย ตกนรกตามคำของนิครนถ์ นาฏบุตรเลย ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษผู้ลักทรัพย์อาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาลักทรัพย์หรือเวลาที่เขาไม่ลักทรัพย์ เวลาไหนจะมากกว่ากัน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษผู้ลักทรัพย์อาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาลักทรัพย์น้อยกว่า ที่แท้เวลาที่เขาไม่ลักทรัพย์มากกว่า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๐๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๘. คามณิสังยุต] ๘. สังขธมสูตร “ผู้ใหญ่บ้าน นิครนถ์ นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า ‘กรรมใดๆ มีอยู่มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จักไม่มีใครๆ ไปอบายตกนรกตามคำของนิครนถ์ นาฏบุตรเลย ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษผู้ประพฤติผิดในกามอาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาประพฤติผิดในกามหรือเวลาที่เขาไม่ประพฤติผิดในกาม เวลาไหนจะมากกว่ากัน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษผู้ประพฤติผิดในกามอาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาประพฤติผิดในกามน้อยกว่า ที่แท้เวลาที่เขาไม่ประพฤติผิดในกามมากกว่า” “ผู้ใหญ่บ้าน นิครนถ์ นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า ‘กรรมใดๆ มีอยู่มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จักไม่มีใครๆ ไปอบายตกนรกตามคำของนิครนถ์ นาฏบุตรเลย ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร บุรุษผู้พูดเท็จอาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาพูดเท็จหรือเวลาที่เขาไม่พูดเท็จ เวลาไหนจะมากกว่ากัน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษผู้พูดเท็จอาศัยเวลาและมิใช่เวลาของกลางคืนหรือกลางวัน เวลาที่เขาพูดเท็จน้อยกว่า ที่แท้เวลาที่เขาไม่พูดเท็จมากกว่า” “ผู้ใหญ่บ้าน นิครนถ์ นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า ‘กรรมใดๆ มีอยู่มาก กรรมนั้นๆ ย่อมนำบุคคลไป’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จักไม่มีใครๆ ไปอบายตกนรกตามคำของนิครนถ์ นาฏบุตรเลย ศาสดาบางคนในโลกนี้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ผู้ฆ่าสัตว์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก ผู้ลักทรัพย์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก ผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก ผู้พูดเท็จทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก สาวกผู้เลื่อมใสอย่างยิ่งในศาสดาองค์นั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ศาสดาของเรามีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ผู้ฆ่าสัตว์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก’ สาวกของ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๐๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๘. คามณิสังยุต] ๘. สังขธมสูตร ศาสดานั้นกลับได้ทิฏฐิว่า ‘สัตว์ที่ถูกเราฆ่าก็มีอยู่ แม้เราก็ต้องไปอบาย ตกนรก’เขาไม่ละคำพูด ไม่ละความคิด ไม่สละทิฏฐินั้น ย่อมตกนรกเหมือนถูกนำมาขังไว้ฉะนั้น สาวกของศาสดานั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ศาสดาของเรามีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ผู้ลักทรัพย์ทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก’ สาวกของศาสดานั้นกลับได้ทิฏฐิว่า ‘ทรัพย์ที่เราเคยลักก็มีอยู่ แม้เราก็ต้องไปอบาย ตกนรก’ เขายังไม่ละคำพูดไม่ละความคิด ไม่สละทิฏฐินั้น ย่อมตกนรกเหมือนถูกนำมาขังไว้ฉะนั้น สาวกของศาสดานั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ศาสดาของเรามีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก’ สาวกของศาสดานั้น กลับได้ทิฏฐิว่า ‘การที่เราประพฤติผิดในกามก็มีอยู่ แม้เราก็ต้องไปอบายตกนรก’ เขายังไม่ละคำพูด ไม่ละความคิด ไม่สละทิฏฐินั้น ย่อมตกนรกเหมือนถูกนำมาขังไว้ฉะนั้น สาวกของศาสดานั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ศาสดาของเรามีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ผู้พูดเท็จทั้งหมดต้องไปอบาย ตกนรก’ สาวกของศาสดานั้นกลับได้ทิฏฐิว่า ‘คำเท็จที่เราพูดแล้วก็มีอยู่ แม้เราก็ต้องไปอบาย ตกนรก’ เขายังไม่ละคำพูดไม่ละความคิด ไม่สละทิฏฐินั้น ย่อมตกนรกเหมือนถูกนำมาขังไว้ฉะนั้น ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาคตถาคตนั้น ตำหนิติเตียนการฆ่าสัตว์โดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และกล่าวว่า‘ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์’ ตำหนิติเตียนการลักทรัพย์โดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากการลักทรัพย์’ ตำหนิติเตียนการประพฤติผิดในกามโดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม’ ตำหนิติเตียนการพูดเท็จโดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากการพูดเท็จ’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๐๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๘. คามณิสังยุต] ๘. สังขธมสูตร สาวกผู้เลื่อมใสอย่างยิ่งในศาสดานั้นพิจารณาเห็นว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิติเตียนการฆ่าสัตว์โดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และตรัสว่า ‘ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์’ อนึ่ง สัตว์ที่ถูกเราฆ่าก็มีอยู่มากมาย การที่เราฆ่าสัตว์มากมายนั้นไม่เป็นการดีงามเลย เราเท่านั้นพึงเป็นผู้เดือดร้อนเพราะการฆ่าสัตว์นั้นเป็นปัจจัย เราไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นก็หามิได้ เธอพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วย่อมละการฆ่าสัตว์นั้นและเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ต่อไป เธอละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมนั้นได้ด้วยประการฉะนี้ สาวกนั้นพิจารณาเห็นว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิติเตียนการลักทรัพย์โดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และตรัสว่า ‘ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากการลักทรัพย์’ทรัพย์ที่เราลักก็มีอยู่มากมาย การที่เราลักทรัพย์มากมายนั้นไม่เป็นการดีงามเลยเราเท่านั้นพึงเป็นผู้เดือดร้อนเพราะการลักทรัพย์นั้นเป็นปัจจัย เราไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นก็หามิได้ เธอพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วย่อมละการลักทรัพย์นั้นและเว้นขาดจากการลักทรัพย์ต่อไป เธอละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมนั้นได้ด้วยประการฉะนี้ สาวกนั้นพิจารณาเห็นว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิติเตียนการประพฤติผิดในกามโดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และตรัสว่า ‘ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม’ การที่เราประพฤติผิดในกามก็มีอยู่มากมาย การที่เราประพฤติผิดในกามมากมายนั้นไม่เป็นการดีงามเลย เราเท่านั้นพึงเป็นผู้เดือดร้อนเพราะการประพฤติผิดในกามนั้นเป็นปัจจัย เราไม่ได้ทำบาปกรรมนั้นก็หามิได้ เธอพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วย่อมละการประพฤติผิดในกามนั้นและเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามต่อไป เขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมนั้นได้ด้วยประการฉะนี้ สาวกนั้นพิจารณาเห็นว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิติเตียนการพูดเท็จโดยประการต่างๆ เป็นอันมาก และตรัสว่า ‘ท่านทั้งหลายจงเว้นขาดจากการพูดเท็จ’การที่เราพูดเท็จก็มีอยู่มากมาย การที่เราพูดเท็จมากมายนั้นไม่เป็นการดีงามเลยเราเท่านั้นพึงเป็นผู้เดือดร้อนเพราะการพูดเท็จนั้นเป็นปัจจัย เราจักไม่ได้ทำ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๑๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๘. คามณิสังยุต] ๘. สังขธมสูตร บาปกรรมนั้นก็หามิได้ เธอพิจารณาอย่างนี้แล้วย่อมละการพูดเท็จนั้นและเว้นขาดจากการพูดเท็จต่อไป เขาละบาปกรรม ก้าวล่วงบาปกรรมนั้นได้ด้วยประการฉะนี้ สาวกนั้นละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ละการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ ละการพูดคำส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำส่อเสียด ละการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ละการพูดเพ้อเจ้อเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ละความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ละความประทุษร้ายที่เกิดจากพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท ละมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ อริยสาวกนั้นปราศจากความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ปราศจากพยาบาทอย่างนี้ไม่หลง มีสัมปชัญญะ มีสติ มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขตไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ผู้ใหญ่บ้าน กรรมที่ทำพอประมาณในเมตตา-เจโตวิมุตติที่บุคคลอบรมแล้วอย่างนี้จะไม่เหลืออยู่ในรูปาวจรและอรูปาวจรเลยเปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้แข็งแรงพึงให้ได้ยินตลอดทิศทั้ง ๔ ได้โดยไม่ยาก ผู้ใหญ่บ้าน อริยสาวกนั้นปราศจากความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ปราศจากพยาบาทอย่างนี้ ไม่หลง มีสัมปชัญญะ มีสติ มีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตาจิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถานด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ผู้ใหญ่บ้าน กรรมที่ทำพอประมาณในอุเบกขาเจโตวิมุตติที่บุคคลอบรมแล้วทำให้มากแล้วอย่างนี้จะไม่เหลืออยู่ในรูปาวจรและอรูปาวจรเลย เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้แข็งแรงพึงให้ได้ยินตลอดทิศทั้ง ๔ ได้โดยไม่ยาก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๑๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๘. คามณิสังยุต] ๙. กุลสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตร สาวกของนิครนถ์ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนักฯลฯ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” สังขธมสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอสังขาสูตรที่ ๘
ในอสังขาสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า ยํ พหุลํ ยํ พหุลํ นี้ นิครณฐ์ย่อมทำลายวาทะของตนด้วยตนเอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระพุทธดำรัสว่า เอวํ สนฺเต น โกจิ อาปายิโก ดังนี้เป็นต้น.
ก็บทก่อนๆ ๔ บท ย่อมเป็นปัจจัยแก่ทิฏฐิ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงชี้โทษในบทเหล่านั้น จึงตรัสพระพุทธดำรัสว่า อิธ คามณิ เอกจฺโจ สตฺถา เอวํวาที โหติ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํปมฺหิ ตัดบทเป็น อหํปิ อมฺหิ แปลว่า แม้เรา.
คำที่ควรจะกล่าว ในบทว่า เมตฺตาสหคเตน เป็นต้นนั้นทั้งหมด ได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พร้อมด้วยภาวนานัย.
แต่บทว่า เสยฺยถาปิ คามณิ พลวา สงฺขธมฺโม เป็นต้น ในที่นี้ยังไม่มีมาก่อน. ในบทนั้น ความว่า คนเป่าสังข์สมบูรณ์ด้วยกำลัง.
บทว่า อปฺปกสิเรน แปลว่า โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก.
จริงอยู่ คนเป่าสังข์ที่มีกำลังน้อย เมื่อเป่าสังข์ย่อมไม่อาจให้คนรู้แจ้งทั้ง ๔ ทิศได้ด้วยเสียง เสียงสังข์ของเขาไม่กระจายไปทั่วทิศ แต่เสียงสังข์ของผู้มีกำลัง ย่อมมีประการตรงกันข้าม (ดังไปทั่วทิศ) ฉะนั้น จึงตรัสว่า พลวา.
ในบทว่า เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา นี้ เมื่อกล่าวว่าเมตตา ก็หมายถึงทั้งที่เป็นอุปจาร ทั้งที่เป็นอัปปนา แต่เมื่อกล่าวว่า เจโตวิมุตติ ก็หมายถึงที่เป็นอัปปนาเท่านั้น.
บทว่า ยํ ปมาณกตํ กมฺมํ ความว่า กรรมที่ทำพอประมาณ เรียกว่ากามาวจร กรรมที่ทำหาประมาณมิได้ เรียกว่ารูปาวจร กรรมที่เป็นรูปาวจรนั้น เรียกว่าทำหาประมาณมิได้ เพราะทำขยายเกินประมาณ แผ่ไปทุกทิศทั้งเจาะจงและไม่เจาะจง.
บทว่า น ตํ ตตฺราวสิสฺสติ น ตํ ตตฺราวติฏฺฐติ ความว่า กรรมที่เป็นกามาวจร ไม่เหลืออยู่ ไม่ตั้งอยู่ ในกรรมที่เป็นรูปาวจรนั้น.
อธิบายอย่างไร.
อธิบายว่า กรรมที่เป็นกามาวจรนั้น ไม่อาจที่จะติดหรือตั้งอยู่ในระหว่างแห่งกรรมที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจรนั้น ไม่อาจที่จะแผ่ไปถึงกรรมที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร แล้วยึดถือเป็นโอกาสของตนตั้งอยู่. ที่แท้ กรรมที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจรนั่นเอง ย่อมแผ่ทับกรรมที่เป็นกามาวจรเข้าตั้งแทนที่ เหมือนห้วงน้ำใหญ่แผ่น้ำไปทีละน้อยเข้าตั้งแทนที่ ห้ามวิบากของกรรมที่เป็นกามาวจรนั้น แล้วนำเข้าถึงความเป็นสหายกับพรหมในสมัยนั่นแล.
พระสูตรนี้ดำเนินไปตามอนุสนธิทีเดียว เพราะตอนต้นเริ่มด้วยอำนาจกิเลส ตอนท้ายถือเอาด้วยอำนาจพรหมวิหาร.
จบอรรถกถาอสังขาสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------