ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๓๑

๒. สังคัยหสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๑–๑๓๙ลำดับ 75 จาก 292 ในสฬายตนวรรคพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 9 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


อถ โข อายสฺมา มาลุกฺยปุตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มาลุกฺยปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ ยมหํ ภควโต ธมฺมํ สุตฺวา เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหเรยฺยนฺติ ฯ เอตฺถทานิ มาลุกฺยปุตฺต กึ ทหเร ภิกฺขู วกฺขามิ ยตฺร หิ นาม ตฺวํ ชิณฺโณ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต สงฺขิตฺเตน โอวาทํ ยาจสีติ ฯ

กิญฺจาปิหํ ภนฺเต ชิณฺโณ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต ฯ เทเสตุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ สุคโต สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ อปฺเปว นามาหํ ภควโต ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชาเนยฺยํ อปฺเปว นามาหํ ภควโต ภาสิตสฺส ทายาโท อสฺสนฺติ ฯ {๑๓๒.๑} ตํ กึ มญฺญสิ มาลุกฺยปุตฺต เย เต จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อทิฏฺฐา อทิฏฺฐปุพฺพา น จ ปสฺสิ น จ เต โหติ ปสฺเสยฺยนฺติ อตฺถิ เต ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เย เต โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา อสฺสุตา อสฺสุตปุพฺพา น จ สุณาสิ น จ เต โหติ สุเณยฺยนฺติ อตฺถิ เต ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เย เต ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา อฆายิตา อฆายิตปุพฺพา น จ ฆายสิ น จ เต โหติ ฆาเยยฺยนฺติ อตฺถิ เต ตตฺถ ฯเปฯ เย เต ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา อสายิตา อสายิตปุพฺพา น จ สายสิ น จ เต โหติ สาเยยฺยนฺติ อตฺถิ เต ตตฺถ ฯเปฯ เย เต กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อสมฺผุฏฺฐา อสมฺผุฏฺฐปุพฺพา น จ ผุสฺสิ น จ เต โหติ ผุเสยฺยนฺติ อตฺถิ เต ตตฺถ ฯเปฯ เย เต มโนวิญฺเญยฺยา ธมฺมา อวิญฺญาตา อวิญฺญาตปุพฺพา น จ วิชานาสิ น จ เต โหติ วิชาเนยฺยนฺติ อตฺถิ เต ตตฺถ ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ

เอตฺถ จ เต มาลุกฺยปุตฺต ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติ สุเต สุตมตฺตํ ภวิสฺสติ มุเต มุตมตฺตํ ภวิสฺสติ วิญฺญาเต วิญฺญาตมตฺตํ ภวิสฺสติ ฯ ยโต โข เต มาลุกฺยปุตฺต ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติ สุเต สุตมตฺตํ ภวิสฺสติ มุเต มุตมตฺตํ ภวิสฺสติ วิญฺญาเต วิญฺญาตมตฺตํ ภวิสฺสติ ตโต ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต น เตน ยโต ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต น เตน ตโต ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต น ตตฺถ ยโต ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต น ตตฺถ ตโต ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเรน เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺสาติ ฯ อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต ภควโต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ ฯ

รูปํ ทิสฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รูปสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวํ อาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ สทฺทํ สุตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา สทฺทสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวํ อาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ คนฺธํ ฆาตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา คนฺธสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวํ อาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ รสํ โภตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รสสมฺภวา ฯเปฯ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ โผฏฺฐพฺพํ ผุสฺส สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา โผฏฺฐพฺพสมฺภวา ฯเปฯ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ ธมฺมํ ญตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา ธมฺมสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวํ อาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ

น โส รชฺชติ รูเปสุ รูปํ ทิสฺวา ปฏิสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ยถาสฺส ปสฺสโต รูปํ เสวโต จาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โน ปจิยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ น โส รชฺชติ สทฺเทสุ สทฺทํ สุตฺวา ปฏิสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ยถาสฺส สุณโต สทฺทํ เสวโต จาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โน ปจิยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ น โส รชฺชติ คนฺเธสุ คนฺธํ ฆาตฺวา ปฏิสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ยถาสฺส ฆายโต คนฺธํ เสวโต จาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โน ปจิยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ น โส รชฺชติ รเสสุ รสํ โภตฺวา ปฏิสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ยถาสฺส สายโต รสํ เสวโต จาปิ เวทนํ ฯเปฯ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ น โส รชฺชติ ผสฺเสสุ ผสฺสํ ผุสฺส ปฏิสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ยถาสฺส ผุสโต ผสฺสํ เสวโต จาปิ เวทนํ ฯเปฯ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ น โส รชฺชติ ธมฺเมสุ ธมฺมํ ญตฺวา ปฏิสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ยถาสฺส ชานโต ธมฺมํ เสวโต จาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โน ปจิยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

สาธุ สาธุ มาลุกฺยปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ

รูปํ ทิสฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิกโรโต สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รูปสมฺภวา อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ เอวํ อาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯเปฯ

น โส รชฺชติ ธมฺเมสุ ธมฺมํ ญตฺวา ปฏิสฺสโต วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌสา ติฏฺฐติ ฯ ยถาสฺส ชานโต ธมฺมํ เสวโต จาปิ เวทนํ ขิยฺยติ โน ปจิยติ เอวํ โส จรตี สโต เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ ฯเปฯ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ อิมสฺส โข มาลุกฺยปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ

อถ โข อายสฺมา มาลุกฺยปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถ โข อายสฺมา มาลุกฺยปุตฺโต เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิรหนฺโต น จิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร จ ปนายสฺมา มาลุกฺยปุตฺโต อรหตํ อโหสีติ ฯ ทุติยํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. มาลุกยปุตตสูตร ว่าด้วยพระมาลุกยบุตร

ข้อ ๙๕

ครั้งนั้น ท่านพระมาลุกยบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะพึงหลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่เถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มาลุกยบุตร ในการขอโอวาทของเธอนี้ ในบัดนี้เราจักบอกพวกภิกษุหนุ่มอย่างไรว่าเธอเป็นภิกษุผู้ชรา สูงอายุ เป็นผู้เฒ่า ล่วงกาลมามาก ผ่านวัยมามาก ขอโอวาทโดยย่อ” ท่านพระมาลุกยบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้ชรา สูงอายุ เป็นผู้เฒ่า ล่วงกาลมามาก ผ่านวัยมามากก็จริง ถึงกระนั้นขอพระผู้มีพระภาคผู้สุคตโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อเถิด ทำอย่างไร@เชิงอรรถ : @ เรือน ในที่นี้ได้แก่ กามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) (สํ.สฬา.อ. ๓/๙๔/๓๒)@ จุดจบ ในที่นี้หมายถึง นิพพาน (สํ.สฬา.อ. ๓/๙๔/๓๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๙๙}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร ข้าพระองค์พึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค พึงเป็นผู้สืบต่อพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค” “มาลุกยบุตร เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปที่จะพึงรู้แจ้งทางตาเหล่าใดเธอไม่ได้เห็น ไม่เคยเห็นแล้ว ย่อมไม่เห็น (ทั้งการกำหนด) ว่า ‘เราพึงเห็น’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ในรูปเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูเหล่าใด เธอไม่ได้ฟัง ไม่เคยฟังแล้ว ย่อมไม่ฟัง ทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงฟัง’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ในเสียงเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกเหล่าใด เธอไม่ได้ดม ไม่เคยดมแล้ว ย่อมไม่ดมทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงดม’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ในกลิ่นเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นเหล่าใด เธอไม่ได้ลิ้ม ไม่เคยลิ้มแล้ว ย่อมไม่ลิ้ม ทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงลิ้ม’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ในรสเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายเหล่าใด เธอไม่ได้ถูกต้อง ไม่เคยถูกต้อง ย่อมไม่ถูกต้อง ทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงถูกต้อง’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจกำหนัด หรือรักใคร่ในโผฏฐัพพะเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเหล่าใด เธอไม่ได้รู้แจ้งไม่เคยรู้แจ้งแล้ว ย่อม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๐}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร ไม่รู้แจ้ง ทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงรู้แจ้ง’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจกำหนัด หรือรักใคร่ในธรรมารมณ์เหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “มาลุกยบุตร บรรดาธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เธอเห็น เสียงที่เธอฟัง อารมณ์ที่เธอทราบ และธรรมที่เธอพึงรู้แจ้ง ในรูปที่เห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็นในเสียงที่ฟังจักเป็นเพียงสักว่าฟัง ในอารมณ์ที่ทราบจักเป็นเพียงสักว่าทราบในธรรมที่รู้แจ้งจักเป็นเพียงสักว่ารู้แจ้ง เมื่อใดบรรดาธรรมทั้งหลาย คือ รูปที่เธอเห็น เสียงที่เธอฟัง อารมณ์ที่เธอทราบ และธรรมที่เธอพึงรู้แจ้ง ในรูปที่เห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น ในเสียงที่ฟังจักเป็นเพียงสักว่าฟัง ในอารมณ์ที่ทราบจักเป็นเพียงสักว่าทราบ ในธรรมที่รู้แจ้งจักเป็นเพียงสักว่ารู้แจ้ง เมื่อนั้นเธอจักไม่ถูกสิ่งนั้นครอบงำ เมื่อใดเธอจักไม่ถูกสิ่งนั้นครอบงำ เมื่อนั้นเธอจักไม่พัวพันในสิ่งนั้น เมื่อใดเธอจักไม่พัวพันในสิ่งนั้น เมื่อนั้นเธอจักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่นไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วอย่างย่อโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ‘เพราะเห็นรูปจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากรูปจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๑}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร เพราะฟังเสียงจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากเสียงจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน เพราะดมกลิ่นจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากกลิ่นจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน เพราะลิ้มรสจึงหลงลืมสติ บุคคลเมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากรสจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากโผฏฐัพพะจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๒}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร เพราะรู้ธรรมารมณ์จึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากธรรมารมณ์จำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน บุคคลนั้นเห็นรูปแล้วมีสติไม่กำหนัดในรูป มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาเห็นรูปและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาก็เป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นฟังเสียงแล้วมีสติไม่กำหนัดในเสียง มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาฟังเสียงและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นดมกลิ่นแล้วมีสติไม่กำหนัดในกลิ่น มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาดมกลิ่นและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๓}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร บุคคลนั้นลิ้มรสแล้วมีสติไม่กำหนัดในรส มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาลิ้มรสและเสวยเวทนาอยู่ ฯลฯ เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นถูกต้องผัสสะแล้วมีสติไม่กำหนัดในผัสสะ มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาถูกต้องผัสสะและเสวยเวทนาอยู่ ฯลฯ เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นรู้ธรรมารมณ์แล้ว มีสติไม่กำหนัดในธรรมารมณ์ มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขารู้ธรรมารมณ์และเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วอย่างย่อโดยพิสดารอย่างนี้” “ดีละ ดีละ มาลุกยบุตร ดีแล้วที่เธอรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างย่อโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ‘เพราะเห็นรูปจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๔}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากรูปจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ เรากล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน ฯลฯ บุคคลนั้นรู้ธรรมารมณ์แล้ว มีสติไม่กำหนัดในธรรมารมณ์ มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขารู้ธรรมารมณ์และเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ เรากล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน’ มาลุกยบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างย่อโดยพิสดารอย่างนี้เถิด” ครั้งนั้น ท่านพระมาลุกยบุตรชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วจากไป ต่อมา ท่านพระมาลุกยบุตรก็หลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ไม่นานนักได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่เหล่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” อนึ่ง ท่านพระมาลุกยบุตรได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย มาลุกยปุตตสูตรที่ ๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาทุติยสังคัยหสูตรที่ ๒

ในทุติยสังคัยหสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า มาลุกฺยปุตฺโต ได้แก่ บุตรของนางมาลุกยพราหมณี.

บทว่า เอตฺถ ได้แก่ ในการขอโอวาทนั้นก่อน, ทรงติเตียนบ้าง ทรงปลอบบ้างซึ่งพระเถระด้วยเหตุนี้.

อย่างไร.

คือ ได้ยินว่า พระเถระนั้นในเวลาเป็นหนุ่ม มัวเมาในรูปารมณ์เป็นต้น ภายหลังในเวลาแก่ ปรารถนาอยู่ป่า จึงขอกรรมฐาน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสโดยพระประสงค์ดังนี้ว่า เราจักกล่าวกะภิกษุหนุ่มๆ ในที่นี้ พวกเธอประมาทในเวลาที่เขาหนุ่ม ในเวลาแก่พึงเข้าป่ากระทำสมณธรรมเหมือนพระมาลุกยบุตร ชื่อว่าทรงติเตียนพระเถระ.

ก็เพราะเหตุที่พระเถระประสงค์จะเข้าป่าทำสมณธรรม แม้ในเวลาที่ตนแก่ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสโดยพระประสงค์ดังนี้ว่า เราจักกล่าวกะภิกษุหนุ่มๆ ในที่นี้อย่างไร มาลุกยบุตรของเรานี้ แม้ในเวลาแก่ก็ประสงค์จะเข้าป่าทำสมณธรรม จึงขอกรรมฐาน ธรรมดาว่าพวกท่านแม้ในเวลาเป็นหนุ่ม จะไม่กระทำความเพียรกันหรือ ชื่อว่าทรงปลอบพระเถระ.

บทว่า ยตฺร หิ นาม ได้แก่ โย นาม.

บทว่า กิญฺจาปิหํ ความว่า พระเถระเมื่อจะหนุน ความเป็นคนแก่ และสรรเสริญพระโอวาทด้วยมีประสงค์ว่า ทรงรู้ว่าเราเป็นคนแก่ก็จริง ถ้าเราเป็นคนแก่ ยังจักสามารถกระทำสมณธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด จึงได้กล่าวอย่างนั้น.

บทว่า อทิฏฺฐา อทิฏฺฐปุพฺพา ความว่า ไม่เห็นในอัตภาพนี้ แม้ในอัตภาพอันเป็นอดีตก็ไม่เคยเห็น.

บทว่า น จ ปสฺสติ ความว่า แม้ในบัดนี้ ท่านก็ไม่เห็น.

ด้วยบทว่า น จ เต โหนฺติ ปสฺเสยฺยํ ความว่า ทรงถามว่า แม้การรวบรวมใจอย่างนี้ไม่มีแก่ท่านในที่ใด ฉันทะเป็นต้นพึงเกิดแก่ท่านในที่นั้นบ้างหรือ.

บทว่า ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ความว่า รูปายตนะที่จักขุวิญญาณเห็นแล้ว ก็จักเป็นสักว่าเห็น.

จริงอยู่ จักขุวิญญาณย่อมเห็นสักว่ารูปในรูปเท่านั้น ย่อมไม่เห็นสภาวะว่าเที่ยงเป็นต้น. อธิบายว่า รูปายตนะนี้จักเป็นสักว่าอันเราเห็นแล้ว แม้ด้วยวิญญาณที่เหลือเท่านั้น.

อีกนัยหนึ่ง จักขุวิญญาณ ชื่อว่าเห็นแล้วในรูปที่เห็นแล้ว. อธิบายว่า ย่อมรู้แจ้งในรูปว่าเป็นรูป.

บทว่า มตฺตา แปลว่า ประมาณ.

ธรรมชาติ ชื่อว่าทิฏฐมัตตะ เพราะสักว่าเห็น ได้แก่จิต. อธิบายว่า จิตของเราจักเป็นเพียงจักขุวิญญาณนั่นเอง.

คำนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า จักขุวิญญาณย่อมไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลงในรูปารมณ์ที่มาปรากฏ โดยประการใด ชวนจิตก็จักเป็นเพียงจักขุวิญญาณเท่านั้น ในเพราะเว้นจากราคะเป็นต้น โดยประการนั้น เราจักตั้งชวนจิต โดยสักว่าจักขุวิญญาณเท่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง รูปที่จักขุวิญญาณเห็นแล้ว ชื่อว่า เห็นแล้ว (ทิฏฺฐํ). เพราะเห็นแล้ว ชื่อว่าสักว่าเห็น. จิต ๓ ดวง คือ สัมปฏิจฉนะ สันตีรณะและโวฏฐัพพนะที่เกิดขึ้นแล้วในเพราะการเห็นแล้วนั่นแหละ ก็ชื่อว่าที่เห็นแล้วสักแต่ว่าเห็น.

ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า

จักขุวิญญาณย่อมไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ซึ่งรูปนั้นฉันใด เมื่อรูปมาสู่คลอง (จักขุทวาร) ก็ฉันนั้น เราจักให้ชวนจิตเกิดขึ้นโดยประมาณแห่งสัมปฏิจฉนจิตเป็นต้นนั้น นั่นเองปรากฏ ไม่ให้ก้าวล่วงประมาณนั้นของสัมปฏิจฉนจิตเป็นต้นนั้นไป. เราจักไม่ให้ชวนะเกิดขึ้นด้วยอำนาจความกำหนัดเป็นต้น.

แม้ในคำว่า ได้ยินแล้ว (สุตํ) ทราบแล้ว (มุตํ) รู้สักว่ารู้ (วิญฺญาเณ วิญฺญาณมตฺตํ) ก็นัยเดียวกันนี้. อารมณ์ที่มโนทวาราวัชชนะรู้แล้ว ชื่อว่าเป็นอันรู้แล้ว (วิญฺญาตํ) ในคำว่า วิญฺญาเต วิญฺญาตมตฺตํ นี้ ชื่อว่าอาวัชนประมาณ เพราะรู้แล้วก็สักว่ารู้แล้ว. ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า เราจักไม่ให้จิตเกิดขึ้นด้วยอำนาจความกำหนัดเป็นต้น แล้วตั้งจิตไว้โดยประมาณแห่งอาวัชชนจิตเท่านั้น โดยประการที่ชวนะจักไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง.

บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ตโต แปลว่า ในกาลนั้น.

บทว่า น เตน ความว่า จักเป็นผู้ไม่กำหนัดด้วยราคะ ไม่ขัดเคืองด้วยโทสะ ไม่หลงด้วยโมหะนั้น.

บทว่า ตโต ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต น ตตฺถ ความว่า ในกาลใดท่านจักเป็นผู้ไม่ชื่อว่ากำหนัดด้วยราคะ ไม่ขัดเคืองด้วยโทสะ ไม่หลงด้วยโมหะ ในกาลนั้นท่านจักเป็นผู้ไม่ชื่อว่าพัวพัน ติดอยู่ ตั้งอยู่ในรูปารมณ์ที่จักขุวิญญาณเห็นแล้ว ในสัททารมณ์ที่โสตวิญญาณ ได้ยินแล้ว ในคันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ที่ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณและกายวิญญาณทราบแล้ว และธรรมารมณ์ที่มโนวิญญาณรู้แจ้งแล้ว.

บทว่า เนวิธ เป็นต้น มีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า สติ มุฏฺฐา ได้แก่ สติหายไปแล้ว.

บทว่า ตญฺจ อชฺโฌสา ได้แก่ กลิ่นอารมณ์นั้น.

บทว่า อภิชฺฌา จ วิเหสา จ ได้แก่ อภิชฌา ความเพ่งอยากได้และวิเหสา ความคิดเบียดเบียน. อีกอย่างหนึ่ง ๒ บทนั้น พึงประกอบเข้ากับบทว่า ตสฺส วฑฺฒนฺติ. อธิบายว่า ธรรมทั้ง ๒ แม้นี้ คืออภิชฌาและวิเหสาย่อมเจริญแก่เขา.

บทว่า จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ ความว่า จิตของเขาย่อมถูกอภิชฌาและวิเหสา เข้ากำจัด.

บทว่า อาจินโต แปลว่า สั่งสมอยู่.

บทว่า อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ความว่า ชื่อว่านิพพานของบุคคลเห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่าอยู่ไกล.

บทว่า ฆาตฺวา แปลว่า สูดแล้ว.

บทว่า โภตฺวา ได้แก่ บริโภคแล้ว ลิ้มแล้ว เลียแล้ว.

บทว่า ผุสฺส แปลว่า ถูกต้องแล้ว (กระทบแล้ว)

บทว่า ปฏิสฺสโต ได้แก่ประกอบด้วยสติ กล่าวคือสติมั่นคง.

บทว่า เสวโต จาปิ เวทนํ ได้แก่ เสพอยู่ซึ่งเวทนาอันเป็นโลกุตตระที่เกิดแล้ว อันสัมปยุตด้วยมรรค ๔.

บทว่า ขิยฺยติ ได้แก่ ถึงความสิ้นไป.

ข้อนั้นคืออะไร. คือ ทุกข์บ้าง กิเลสชาตบ้าง.

บทว่า อญฺญตโร ได้แก่ เป็นรูปหนึ่งในจำนวนพระอสีติมหาสาวก. ดังนั้น จึงตรัสเฉพาะวัฏฏะและวิวัฏฏะเท่านั้น แม้ด้วยพระคาถาทั้งหลายในพระสูตรนี้.

จบอรรถกถาทุติยสังคัยหสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา