๕. มหาวรรค เล่ม ๒๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาวคฺโค ปญฺจโม
๑๙๑โสตานุคตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ วจสา ปริจิตานํ มนสานุเปกฺขิตานํ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธานํ จตฺตาโร อานิสํสา ปาฏิกงฺขา กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถํ อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ ตสฺส เต ธมฺมา โสตานุคตา โหนฺติ วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา โส มุฏฺฐสฺสติ กาลํ กุรุมาโน อญฺญตรํ เทวนิกายํ อุปปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สุขิโน ธมฺมปทาปิลปนฺติ ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท อถ โส สโต ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ โสตานุคตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ วจสา ปริจิตานํ มนสานุเปกฺขิตานํ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธานํ อยํ ปฐโม อานิสํโส ปาฏิกงฺโข ฯ {๑๙๑.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถํ อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ ตสฺส เต ธมฺมา โสตานุคตา โหนฺติ วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา โส มุฏฺฐสฺสติ กาลํ กุรุมาโน อญฺญตรํ เทวนิกายํ อุปปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ นเหว โข สุขิโน ธมฺมปทาปิลปนฺติ อปิจ โข อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต เทวปริสาย ธมฺมํ เทเสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ วา โส ธมฺมวินโย ยตฺถาหํ ปุพฺเพ พฺรหฺมจริยํ อจรินฺติ ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท อถ โส สโต ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส กุสโล เภริสทฺทสฺส โส อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน เภริสทฺทํ สุเณยฺย ตสฺส นเหว โข อสฺส กงฺขา วา วิมติ วา เภริสทฺโท นุ โข น นุ โข เภริสทฺโทติ อถโข เภริสทฺโทเตฺวว นิฏฺฐํ คจฺเฉยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ ฯเปฯ ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ โสตานุคตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ วจสา ปริจิตานํ มนสานุเปกฺขิตานํ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธานํ อยํ ทุติโย อานิสํโส ปาฏิกงฺโข ฯ {๑๙๑.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถํ อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ ตสฺส เต ธมฺมา โสตานุคตา โหนฺติ วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา โส มุฏฺฐสฺสติ กาลํ กุรุมาโน อญฺญตรํ เทวนิกายํ อุปปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ นเหว โข สุขิโน ธมฺมปทาปิลปนฺติ นปิ ภิกฺขุ อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต เทวปริสาย ธมฺมํ เทเสติ อปิจ โข เทวปุตฺโต เทวปริสาย ธมฺมํ เทเสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ วา โส ธมฺมวินโย ยตฺถาหํ ปุพฺเพ พฺรหฺมจริยํ อจรินฺติ ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท อถ โส สโต ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส กุสโล สงฺขสทฺทสฺส โส อทฺธานมคฺค- ปฏิปนฺโน สงฺขสทฺทํ สุเณยฺย ตสฺส นเหว โข อสฺส กงฺขา วา วิมติ วา สงฺขสทฺโท นุ โข น นุ โข สงฺขสทฺโทติ อถโข สงฺขสทฺโทเตฺวว นิฏฺฐํ คจฺเฉยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ ฯเปฯ ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ โสตานุคตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ วจสา ปริจิตานํ มนสานุเปกฺขิตานํ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธานํ อยํ ตติโย อานิสํโส ปาฏิกงฺโข ฯ {๑๙๑.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถํ อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ ตสฺส เต ธมฺมา โสตานุคตา โหนฺติ วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา โส มุฏฺฐสฺสติ กาลํ กุรุมาโน อญฺญตรํ เทวนิกายํ อุปปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ นเหว โข สุขิโน ธมฺมปทาปีลปนฺติ นปิ ภิกฺขุ อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต เทวปริสาย ธมฺมํ เทเสติ นปิ เทวปุตฺโต เทวปริสาย ธมฺมํ เทเสติ อปิจ โข โอปปาติโก โอปปาติกํ สาเรติ สรสิ ตฺวํ มาริส ยตฺถ มยํ ปุพฺเพ พฺรหฺมจริยํ อจริมฺหาติ โส เอวมาห สรามิ มาริส สรามิ มาริสาติ ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท อถ โส สโต ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เทฺว สหายกา สหปํสุกีฬกา เต กทาจิ กรหจิ กตฺถจิ อญฺญมญฺญํ สมาคจฺเฉยฺยุํ ตเมนํ สหายโก สหายกํ เอวํ วเทยฺย อิทมฺปิ สมฺม สรสีติ โส เอวํ วเทยฺย สรามิ สมฺม สรามิ สมฺมาติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ ฯเปฯ ขิปฺปํเยว วิเสสคามี โหติ โสตานุคตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ วจสา ปริจิตานํ มนสานุเปกฺขิตานํ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธานํ อยํ จตุตฺโถ อานิสํโส ปาฏิกงฺโข ฯ โสตานุคตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ วจสา ปริจิตานํ มนสานุเปกฺขิตานํ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธานํ อิเม จตฺตาโร อานิสํสา ปาฏิกงฺขาติ ฯ
๑๙๒จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ฐานานิ จตูหิ ฐาเนหิ เวทิตพฺพานิ กตมานิ จตฺตาริ สํวาเสน ภิกฺขเว สีลํ เวทิตพฺพํ ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญน สํโวหาเรน ภิกฺขเว โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญน อาปทาสุ ภิกฺขเว ถาโม เวทิตพฺโพ โส จ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญน สากจฺฉาย ภิกฺขเว ปญฺญา เวทิตพฺพา สา จ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญน ฯ {๑๙๒.๑} สํวาเสน ภิกฺขเว สีลํ เวทิตพฺพํ ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ อิธ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สํวสมาโน เอวํ ชานาติ ทีฆรตฺตํ โข อยมายสฺมา ขณฺฑการี ฉิทฺทการี สพลการี กมฺมาสการี น สตตการี น สตตวุตฺตี สีเลสุ ทุสฺสีโล อยมายสฺมา นายมายสฺมา สีลวาติ อิธ ปน ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สํวสมาโน เอวํ ชานาติ ทีฆรตฺตํ โข อยมายสฺมา อขณฺฑการี อจฺฉิทฺทการี อสพลการี อกมฺมาสการี สตตการี สตตวุตฺตี สีเลสุ สีลวา อยมายสฺมา นายมายสฺมา ทุสฺสีโลติ สํวาเสน ภิกฺขเว สีลํ เวทิตพฺพํ ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๑๙๒.๒} สํโวหาเรน ภิกฺขเว โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ อิธ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สํโวหรมาโน เอวํ ชานาติ อญฺญถา โข อยมายสฺมา เอเกน เอโก โวหรติ อญฺญถา ทฺวีหิ อญฺญถา ตีหิ อญฺญถา สมฺพหุเลหิ โวกฺกมติ อยมายสฺมา ปุริมโวหารา ปจฺฉิมโวหารํ อปริสุทฺธโวหาโร อยมายสฺมา นายมายสฺมา ปริสุทฺธโวหาโรติ {๑๙๒.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สํโวหรมาโน เอวํ ชานาติ ยถา โข อยมายสฺมา เอเกน เอโก โวหรติ ตถา ทฺวีหิ ตถา ตีหิ ตถา สมฺพหุเลหิ นายมายสฺมา โวกฺกมติ ปุริมโวหารา ปจฺฉิมโวหารํ ปริสุทฺธโวหาโร อยมายสฺมา นายมายสฺมา อปริสุทฺธโวหาโรติ สํโวหาเรน ภิกฺขเว โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๑๙๒.๔} อาปทาสุ ภิกฺขเว ถาโม เวทิตพฺโพ โส จ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน น อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ตถาภูโต โข อยํ โลกสนฺนิวาโส ตถาภูโต อตฺตภาวปฏิลาโภ ยถาภูเต โลกสนฺนิวาเส ยถาภูเต อตฺตภาวปฏิลาเภ อฏฺฐ โลกธมฺมา โลกํ อนุปริวตฺตนฺติ โลโก จ อฏฺฐ โลกธมฺเม อนุปริวตฺตติ ลาโภ จ อลาโภ จ ยโส จ อยโส จ นินฺทา จ ปสํสา จ สุขญฺจ ทุกฺขญฺจาติ โส ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ {๑๙๒.๕} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ตถาภูโต โข อยํ โลกสนฺนิวาโส ตถาภูโต อตฺตภาวปฏิลาโภ ยถาภูเต โลกสนฺนิวาเส ยถาภูเต อตฺตภาวปฏิลาเภ อฏฺฐ โลกธมฺมา โลกํ อนุปริวตฺตนฺติ โลโก จ อฏฺฐ โลกธมฺเม อนุปริวตฺตติ ลาโภ จ อลาโภ จ ยโส จ อยโส จ นินฺทา จ ปสํสา จ สุขญฺจ ทุกฺขญฺจาติ โส ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺโฐ สมาโน น โสจติ น กิลมติ น ปริเทวติ น อุรตฺตาฬี กนฺทติ น สมฺโมหํ อาปชฺชติ อาปทาสุ ภิกฺขเว ถาโม เวทิตพฺโพ โส จ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๑๙๒.๖} สากจฺฉาย ภิกฺขเว ปญฺญา เวทิตพฺพา สา จ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ อิธ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สากจฺฉายมาโน เอวํ ชานาติ ยถา โข อิมสฺส อายสฺมโต อุมฺมงฺโค ยถา จ อภินีหาโร ยถา จ ปญฺหสมุทาจาโร ทุปฺปญฺโญ อยมายสฺมา นายมายสฺมา ปญฺญวา ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ อยมายสฺมา น เจว คมฺภีรํ อตฺถปทํ อุทาหรติ สนฺตํ ปณีตํ อตกฺกาวจรํ นิปุณํ ปณฺฑิตเวทนียํ ยญฺจ อยมายสฺมา ธมฺมํ ภาสติ ตสฺส จ น ปฏิพโล สงฺขิตฺเตน วา วิตฺถาเรน วา อตฺถํ อาจิกฺขิตุํ เทเสตุํ ปญฺญาเปตุํ ปฏฺฐเปตุํ วิวริตุํ วิภชิตุํ อุตฺตานีกาตุํ ทุปฺปญฺโญ อยมายสฺมา นายมายสฺมา ปญฺญวาติ {๑๙๒.๗} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว จกฺขุมา ปุริโส อุทกรหทสฺส ตีเร ฐิโต ปสฺเสยฺย ปริตฺตํ มจฺฉํ อุมฺมุชฺชมานํ ตสฺส เอวมสฺส ยถา โข อิมสฺส มจฺฉสฺส อุมฺมงฺโค ยถา จ อูมิฆาโต ยถา จ เวคายิตตฺตํ ปริตฺโต อยํ มจฺโฉ นายํ มจฺโฉ มหนฺโตติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สากจฺฉายมาโน เอวํ ชานาติ ยถา โข อิมสฺส อายสฺมโต อุมฺมงฺโค ฯเปฯ ทุปฺปญฺโญ อยมายสฺมา นายมายสฺมา ปญฺญวาติ {๑๙๒.๘} อิธ ปน ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สากจฺฉายมาโน เอวํ ชานาติ ยถา โข อิมสฺส อายสฺมโต อุมฺมงฺโค ยถา จ อภินีหาโร ยถา จ ปญฺหสมุทาจาโร ปญฺญวา อยมายสฺมา นายมายสฺมา ทุปฺปญฺโญ ตํ กิสฺส เหตุ ตถา หิ อยมายสฺมา คมฺภีรญฺเจว อตฺถปทํ อุทาหรติ สนฺตํ ปณีตํ อตกฺกาวจรํ นิปุณํ ปณฺฑิตเวทนียํ ยญฺจ อยมายสฺมา ธมฺมํ ภาสติ ตสฺส จ ปฏิพโล สงฺขิตฺเตน วา วิตฺถาเรน วา อตฺถํ อาจิกฺขิตุํ เทเสตุํ ปญฺญาเปตุํ ปฏฺฐเปตุํ วิวริตุํ วิภชิตุํ อุตฺตานีกาตุํ ปญฺญวา อยมายสฺมา นายมายสฺมา ทุปฺปญฺโญติ {๑๙๒.๙} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว จกฺขุมา ปุริโส อุทกรหทสฺส ตีเร ฐิโต ปสฺเสยฺย มหนฺตํ มจฺฉํ อุมฺมุชฺชมานํ ตสฺส เอวมสฺส ยถา โข อิมสฺส มจฺฉสฺส อุมฺมงฺโค ยถา จ อูมิฆาโต ยถา จ เวคายิตตฺตํ มหนฺโต อยํ มจฺโฉ นาย มจฺโฉ ปริตฺโตติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคเลน สทฺธึ สากจฺฉายมาโน เอวํ ชานาติ ยถา โข อิมสฺส อายสฺมโต อุมฺมงฺโค ฯเปฯ ปญฺญวา อยมายสฺมา นายมายสฺมา ทุปฺปญฺโญติ สากจฺฉาย ภิกฺขเว ปญฺญา เวทิตพฺพา สา จ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรํ มนสิกโรตา โน อมนสิการา ปญฺญวตา โน ทุปฺปญฺเญนาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ฐานานิ อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ เวทิตพฺพานีติ ฯ
๑๙๓เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถโข ภทฺทิโย ลิจฺฉวิ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ภทฺทิโย ลิจฺฉวิ ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ ภนฺเต มายาวี สมโณ โคตโม อาวฏฺฏนิมายํ ชานาติ ยาย อญฺญติตฺถิยานํ สาวเก อาวฏฺเฏตีติ เย เต ภนฺเต เอวมาหํสุ มายาวี สมโณ โคตโม อาวฏฺฏนิมายํ ชานาติ ยาย อญฺญติตฺถิยานํ สาวเก อาวฏฺเฏตีติ กจฺจิ เต ภนฺเต ภควโต วุตฺตวาทิโน น จ ภควนฺตํ อภูเตน อพฺภาจิกฺขนฺติ ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากโรนฺติ น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุปาโต คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺฉติ อนพฺภกฺขาตุกามา หิ มยํ ภนฺเต ภควนฺตนฺติ ฯ {๑๙๓.๑} เอถ ตุเมฺห ภทฺทิย มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห ภทฺทิย อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา อกุสลา อิเม ธมฺมา สาวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห ภทฺทิย ปชเหยฺยาถ ตํ กึ มญฺญถ ภทฺทิย โลโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ อหิตาย ภนฺเต ฯ ลุทฺโธ ปนายํ ภทฺทิย ปุริสปุคฺคโล โลเภน อภิภูโต ปริยาทิณฺณจิตฺโต ปาณํปิ หนติ อทินฺนํปิ อาทิยติ ปรทารํปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรํปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๑๙๓.๒} ตํ กึ มญฺญถ ภทฺทิย โทโส ... โมโห ... สารมฺโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ อหิตาย ภนฺเต ฯ สารมฺโภ ปนายํ ภทฺทิย ปุริสปุคฺคโล สารมฺเภน อภิภูโต ปริยาทิณฺณจิตฺโต ปาณํปิ หนติ อทินฺนํปิ อาทิยติ ปรทารํปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรํปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภทฺทิย อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วาติ ฯ อกุสลา ภนฺเต ฯ สาวชฺชา วา อนวชฺชา วาติ ฯ สาวชฺชา ภนฺเต ฯ วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปสตฺถา วาติ ฯ วิญฺญุครหิตา ภนฺเต ฯ สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ โน วา กถํ วา เอตฺถ โหตีติ ฯ {๑๙๓.๓} สมตฺตา ภนฺเต สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ เอวํ โน เอตฺถ โหตีติ ฯ อิติ โข ภทฺทิย ยํ ตํ อโวจุมฺห เอถ ตุเมฺห ภทฺทิย มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห ภทฺทิย อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา อกุสลา อิเม ธมฺมา สาวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห ภทฺทิย ปชเหยฺยาถาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ เอถ ตุเมฺห ภทฺทิย มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห ภทฺทิย อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา กุสลา อิเม ธมฺมา อนวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุปสตฺถา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห ภทฺทิย อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถ ตํ กึ มญฺญถ ภทฺทิย อโลโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ หิตาย ภนฺเต ฯ {๑๙๓.๔} อลุทฺโธ ปนายํ ภทฺทิย ปุริสปุคฺคโล โลเภน อนภิภูโต อปริยาทิณฺณจิตฺโต เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรํปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภทฺทิย อโทโส ... อโมโห ... อสารมฺโภ ปุริสสฺส อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ หิตาย วา อหิตาย วาติ ฯ หิตาย ภนฺเต ฯ {๑๙๓.๕} อสารมฺโภ ปนายํ ภทฺทิย ปุริสปุคฺคโล สารมฺเภน อนภิภูโต อปริยาทิณฺณจิตฺโต เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรํปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สํวตฺตตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภทฺทิย อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วาติ ฯ กุสลา ภนฺเต ฯ สาวชฺชา วา อนวชฺชา วา ฯ อนวชฺชา ภนฺเต ฯ วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปสตฺถา วาติ ฯ วิญฺญุปสตฺถา ภนฺเต ฯ สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ โน วา กถํ วา เอตฺถ โหตีติ ฯ สมตฺตา ภนฺเต สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ เอวํ โน เอตฺถ โหตีติ ฯ {๑๙๓.๖} อิติ โข ภทฺทิย ยํ ตํ อโวจุมฺห เอถ ตุเมฺห ภทฺทิย มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห ภทฺทิย อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา กุสลา อิเม ธมฺมา อนวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุปสตฺถา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห ภทฺทิย อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ เย โข เต ภทฺทิย โลเก สนฺโต สปฺปุริสา เต สาวกํ เอวํ สมาทเปนฺติ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส โลภํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหราหิ โลภํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหรนฺโต น โลภชํ กมฺมํ กริสฺสสิ กาเยน วาจาย มนสา โทสํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหราหิ โทสํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหรนฺโต น โทสชํ กมฺมํ กริสฺสสิ กาเยน วาจาย มนสา โมหํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหราหิ โมหํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหรนฺโต น โมหชํ กมฺมํ กริสฺสสิ กาเยน วาจาย มนสา สารมฺภํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหราหิ สารมฺภํ วิเนยฺย วิเนยฺย วิหรนฺโต น สารมฺภชํ กมฺมํ กริสฺสสิ กาเยน วาจาย มนสาติ ฯ {๑๙๓.๗} เอวํ วุตฺเต ภทฺทิโย ลิจฺฉวิ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ อปินุ ตาหํ ภทฺทิย เอวํ อวจํ เอหิ เม ตฺวํ ภทฺทิย สาวโก โหหิ อหํ เต สตฺถา ภวิสฺสามีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เอวํวาทึ โข มํ ภทฺทิย เอวมกฺขายึ เอเก สมณพฺราหฺมณา อสตา ตุจฺฉา มุสา อภูเตน อพฺภาจิกฺขนฺติ มายาวี สมโณ โคตโม อาวฏฺฏนิมายํ ชานาติ ยาย อญฺญติตฺถิยานํ สาวเก อาวฏฺเฏตีติ ฯ ภทฺทิกา ภนฺเต อาวฏฺฏนิมายา กลฺยาณี ภนฺเต อาวฏฺฏนิมายา ปิยา เม ภนฺเต ญาติสาโลหิตา อิมาย อาวฏฺฏนิยา อาวฏฺเฏยฺยุํ ปิยานํ เม อสฺส ญาติสาโลหิตานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สพฺเพ เจปิ ภนฺเต ขตฺติยา อิมาย อาวฏฺฏนิยา อาวฏฺเฏยฺยุํ สพฺเพสมฺปิสฺส ขตฺติยานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สพฺเพ เจปิ ภนฺเต พฺราหฺมณา ... เวสฺสา ... สุทฺทา อิมาย อาวฏฺฏนิยา อาวฏฺเฏยฺยุํ สพฺเพสมฺปิสฺส สุทฺทานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ {๑๙๓.๘} เอวเมตํ ภทฺทิย เอวเมตํ ภทฺทิย สพฺเพ เจปิ ภทฺทิย ขตฺติยา อาวฏฺเฏยฺยุํ อกุสลธมฺมปฺปหานาย กุสลธมฺมุปสมฺปทาย สพฺเพสมฺปิสฺส ขตฺติยานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สพฺเพ เจปิ ภทฺทิย พฺราหฺมณา ... เวสฺสา ... สุทฺทา อาวฏฺเฏยฺยุํ อกุสลธมฺมปฺปหานาย กุสลธมฺมุปสมฺปทาย สพฺเพสมฺปิสฺส สุทฺทานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สเทวโก เจปิ ภทฺทิย โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณิ ปชา สเทวมนุสฺสา อาวฏฺเฏยฺยุํ อกุสลธมฺมปฺปหานาย กุสลธมฺมุปสมฺปทาย สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย อิเม เจปิ ภทฺทิย มหาสาลา อิมาย อาวฏฺฏนิยา อาวฏฺเฏยฺยุํ อกุสลธมฺมปฺปหานาย กุสลธมฺมุปสมฺปทาย อิเมสมฺปิสฺส มหาสาลานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย สเจ เจเตยฺยุํ โก ปน วาโท มนุสฺสภูตสฺสาติ
๑๙๔เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท โกฬิเยสุ วิหรติ สาปุคํ นาม โกฬิยานํ นิคโม ฯ อถโข สมฺพหุลา สาปุคิยา โกฬิยปุตฺตา เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข สาปุคิเย โกฬิยปุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท เอตทโวจ {๑๙๔.๑} จตฺตารีมานิ พฺยคฺฆปชฺชา ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคานิ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สมฺมทกฺขาตานิ สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย กตมานิ จตฺตาริ สีลปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ จิตฺตปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ ทิฏฺฐิปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ วิมุตฺติปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ ฯ {๑๙๔.๒} กตมญฺจ พฺยคฺฆปชฺชา สีลปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ อิธ พฺยคฺฆปชฺชา ภิกฺขุ สีลวา โหติ ฯเปฯ สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ อยํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา สีลปาริสุทฺธิ อิติ เอวรูปํ สีลปาริสุทฺธึ อปริปูรํ วา ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหี จ อปฺปฏิวาณี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อิทํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา สีลปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ ฯ {๑๙๔.๓} กตมญฺจ พฺยคฺฆปชฺชา จิตฺตปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ อิธ พฺยคฺฆปชฺชา ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา จิตฺตปาริสุทฺธิ อิติ เอวรูปํ จิตฺตปาริสุทฺธึ อปริปูรํ วา ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหี จ อปฺปฏิวาณี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อิทํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา จิตฺตปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ ฯ {๑๙๔.๔} กตมญฺจ พฺยคฺฆปชฺชา ทิฏฺฐิปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ อิธ พฺยคฺฆปชฺชา ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา ทิฏฺฐิปาริสุทฺธิ อิติ เอวรูปํ ทิฏฺฐิปาริสุทฺธึ อปริปูรํ วา ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหี จ อปฺปฏิวาณี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อิทํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา ทิฏฺฐิปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ ฯ {๑๙๔.๕} กตมญฺจ พฺยคฺฆปชฺชา วิมุตฺติปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ ส โข โส พฺยคฺฆปชฺชา อริยสาวโก อิมินา จ สีลปาริสุทฺธิปธานิยงฺเคน สมนฺนาคโต อิมินา จ จิตฺตปาริสุทฺธิปธานิยงฺเคน สมนฺนาคโต อิมินา จ ทิฏฺฐิปาริสุทฺธิปธานิยงฺเคน สมนฺนาคโต รชนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ วิราเชติ วิโมจนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ วิโมเจติ โส รชนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ วิราเชตฺวา วิโมจนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ วิโมเจตฺวา สมฺมาวิมุตฺตึ ผุสติ อยํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา วิมุตฺติปาริสุทฺธิ อิติ เอวรูปํ วิมุตฺติปาริสุทฺธึ อปริปูรํ วา ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหี จ อปฺปฏิวาณี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อิทํ วุจฺจติ พฺยคฺฆปชฺชา วิมุตฺติปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ ฯ อิมานิ โข พฺยคฺฆปชฺชา จตฺตาริ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคานิ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สมฺมทกฺขาตานิ สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ
๑๙๕เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ นิโคฺรธาราเม ฯ อถโข วปฺโป สกฺโก นิคณฺฐสาวโก เยนายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข วปฺปํ สกฺกํ นิคณฺฐสาวกํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอตทโวจ อิธสฺส วปฺป กาเยน สํวุโต วาจาย สํวุโต มนสา สํวุโต อวิชฺชาวิราคา วิชฺชุปฺปาทา ปสฺสสิ โน ตฺวํ วปฺป ตณฺฐานํ ยโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ ฯ ปสฺสามหํ ภนฺเต ตณฺฐานํ อิธสฺส ภนฺเต ปุพฺเพ ปาปกมฺมํ กตํ อวิปกฺกวิปากํ ตโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ ฯ อยเมว โข ปนายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส วปฺเปน สกฺเกน นิคณฺฐสาวเกน สทฺธึ กถา วิปฺปกตา โหติ ฯ {๑๙๕.๑} อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนุปฏฺฐานสาลา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ กายนุตฺถ โมคฺคลฺลาน เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา กา จ ปน โว อนฺตรา กถา วิปฺปกตาติ ฯ อิธาหํ ภนฺเต วปฺปํ สกฺกํ นิคณฺฐสาวกํ เอตทโวจํ อิธสฺส วปฺป กาเยน สํวุโต วาจาย สํวุโต มนสา สํวุโต อวิชฺชาวิราคา วิชฺชุปฺปาทา ปสฺสสิ โน ตฺวํ วปฺป ตณฺฐานํ ยโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ เอวํ วุตฺเต ภนฺเต วปฺโป สกฺโก นิคณฺฐสาวโก มํ เอตทโวจ ปสฺสามหํ ภนฺเต ตณฺฐานํ อิธสฺส ภนฺเต ปุพฺเพ ปาปกมฺมํ กตํ อวิปกฺกวิปากํ ตโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ อยํ โข โน ภนฺเต วปฺเปน สกฺเกน นิคณฺฐสาวเกน สทฺธึ กถา วิปฺปกตา อถ ภควา อนุปฺปตฺโตติ ฯ {๑๙๕.๒} อถโข ภควา วปฺปํ สกฺกํ นิคณฺฐสาวกํ เอตทโวจ สเจ โข เม ตฺวํ วปฺป อนุญฺเญยฺยํ เจว อนุชาเนยฺยาสิ ปฏิกฺโกสิตพฺพญฺจ ปฏิกฺโกเสยฺยาสิ ยสฺส จ เม ภาสิตสฺส อตฺถํ น ชาเนยฺยาสิ มเมว ตตฺถุตฺตรึ ปฏิปุจฺเฉยฺยาสิ อิทํ ภนฺเต กถํ อิมสฺส โก อตฺโถติ สิยา โน เอตฺถ กถาสลฺลาโปติ ฯ อนุญฺเญยฺยญฺเจวาหํ ภนฺเต ภควโต อนุชานิสฺสามิ ปฏิกฺโกสิตพฺพญฺจ ปฏิกฺโกสิสฺสามิ ยสฺส จาหํ ภควโต ภาสิตสฺส อตฺถํ น ชานิสฺสามิ ภควนฺตํเยเวตฺถุตฺตรึ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ อิทํ ภนฺเต กถํ อิมสฺส โก อตฺโถติ โหตุ โน เอตฺถ กถาสลฺลาโปติ ฯ {๑๙๕.๓} ตํ กึ มญฺญสิ วปฺป เย กายสมารมฺภปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา กายสมารมฺภา ปฏิวิรตสฺส เอวํส เต อาสวา วิฆาตปริฬาหา น โหนฺติ โส นวญฺจ กมฺมํ น กโรติ ปุราณญฺจ กมฺมํ ผุสฺส ผุสฺส พฺยนฺตีกโรติ สนฺทิฏฺฐิกา นิชฺชรา อกาลิกา เอหิปสฺสิกา โอปนยิกา ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพา วิญฺญูหิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ วปฺป ตณฺฐานํ ยโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๙๕.๔} ตํ กึ มญฺญสิ วปฺป เย วจีสมารมฺภปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา วจีสมารมฺภา ปฏิวิรตสฺส เอวํส เต อาสวา วิฆาตปริฬาหา น โหนฺติ โส นวญฺจ กมฺมํ น กโรติ ปุราณญฺจ กมฺมํ ผุสฺส ผุสฺส พฺยนฺตีกโรติ สนฺทิฏฺฐิกา นิชฺชรา อกาลิกา เอหิปสฺสิกา โอปนยิกา ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพา วิญฺญูหิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ วปฺป ตณฺฐานํ ยโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๙๕.๕} ตํ กึ มญฺญสิ วปฺป เย มโนสมารมฺภปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา มโนสมารมฺภา ปฏิวิรตสฺส เอวํส เต อาสวา วิฆาตปริฬาหา น โหนฺติ โส นวญฺจ กมฺมํ น กโรติ ปุราณญฺจ กมฺมํ ผุสฺส ผุสฺส พฺยนฺตีกโรติ สนฺทิฏฺฐิกา นิชฺชรา อกาลิกา เอหิปสฺสิกา โอปนยิกา ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพา วิญฺญูหิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ วปฺป ตณฺฐานํ ยโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๙๕.๖} ตํ กึ มญฺญสิ วปฺป เย อวิชฺชาปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตปริฬาหา อวิชฺชาวิราคา วิชฺชุปฺปาทา เอวํส เต อาสวา วิฆาตปริฬาหา น โหนฺติ โส นวญฺจ กมฺมํ น กโรติ ปุราณญฺจ กมฺมํ ผุสฺส ผุสฺส พฺยนฺตีกโรติ สนฺทิฏฺฐิกา นิชฺชรา อกาลิกา เอหิปสฺสิกา โอปนยิกา ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพา วิญฺญูหิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ วปฺป ตณฺฐานํ ยโตนิทานํ ปุริสํ ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ อภิสมฺปรายนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ {๑๙๕.๗} เอวํ สมฺมาวิมุตฺตจิตฺตสฺส โข วปฺป ภิกฺขุโน ฉ สตตวิหารา อธิคตา โหนฺติ โส จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สุโต สมฺปชาโน โส กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยมาโน กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยมาโน ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีตี ภวิสฺสนฺตีติ ปชานาติ เสยฺยถาปิ วปฺป ถูณํ ปฏิจฺจ ฉายา ปญฺญายติ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย กุทฺทาลปิฏกํ อาทาย โส ตํ ถูณํ มูเล ฉินฺเทยฺย มูเล เฉตฺวา ปลิขเณยฺย ปลิขณิตฺวา มูลานิ อุทฺธเรยฺย อนฺตมโส อุสีรนาฬิมตฺตานิปิ โส ตํ ถูณํ ขณฺฑาขณฺฑิกํ ฉินฺเทยฺย ขณฺฑาขณฺฑิกํ เฉตฺวา ผาเลยฺย ผาเลตฺวา สกลิกํ กเรยฺย สกลิกํ กริตฺวา วาตาตเป วิโสเสยฺย วาตาตเป วิโสเสตฺวา อคฺคินา ทเหยฺย อคฺคินา ทหิตฺวา มสึ กเรยฺย มสึ กริตฺวา มหาวาเต วา โอผุเนยฺย นทิยา วา สีฆโสตาย ปวาเหยฺย {๑๙๕.๘} เอวํ หิสฺส วปฺป ยา ถูณํ ปฏิจฺจ ฉายา สา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวํกตา อายตึอนุปฺปาทธมฺมา เอวเมว โข วปฺป เอวํสมฺมาวิมุตฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน ฉ สตตวิหารา อธิคตา โหนฺติ โส จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน โส กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยมาโน กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยมาโน ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาติ กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีตี ภวิสฺสนฺตีติ ปชานาตีติ ฯ {๑๙๕.๙} เอวํ วุตฺเต วปฺโป สกฺโก นิคณฺฐสาวโก ภควนฺตํ เอตทโวจ เสยฺยถาปิ ภนฺเต ปุริโส อุทยตฺถิโก อสฺสปณิยํ โปเสยฺย โส อุทยญฺเจว นาธิคจฺเฉยฺย อุตฺตริญฺจ กิลมถสฺส วิฆาตสฺส ภาคี อสฺส เอวเมว โข อหํ ภนฺเต อุทยตฺถิโก พาเล นิคณฺเฐ ปยิรุปาสึ โสหํ อุทยญฺเจว นาธิคจฺฉึ อุตฺตริญฺจ กิลมถสฺส วิฆาตสฺส ภาคี อโหสึ เอสาหํ ภนฺเต อชฺชตคฺเค โย เม พาเลสุ นิคณฺเฐสุ ปสาโท ตํ มหาวาเต วา โอผุนามิ นทิยา วา สีฆโสตาย ปวาเหมิ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสํฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ
๑๙๖เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถโข สาโฬฺห จ ลิจฺฉวิ อภโย จ ลิจฺฉวิ เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สาโฬฺห ลิจฺฉวิ ภควนฺตํ เอตทโวจ {๑๙๖.๑} สนฺติ ภนฺเต เอเก สมณพฺราหฺมณา ทฺวเยน โอฆสฺส นิตฺถรณํ ปญฺญาเปนฺติ สีลวิสุทฺธิเหตุ จ ตโปชิคุจฺฉาเหตุ จ อิธ ภนฺเต ภควา กิมาหาติ ฯ {๑๙๖.๒} สีลวิสุทฺธึ โข อหํ สาฬฺห อญฺญตรํ สามญฺญงฺคนฺติ วทามิ เย เต สาฬฺห สมณพฺราหฺมณา ตโปชิคุจฺฉวาทา ตโปชิคุจฺฉสารา ตโปชิคุจฺฉอลฺลีนา วิหรนฺติ อภพฺพา เต โอฆสฺส นิตฺถรณาย เยปิ เต สาฬฺห สมณพฺราหฺมณา อปริสุทฺธกายสมาจารา อปริสุทฺธวจีสมาจารา อปริสุทฺธมโนสมาจารา อปริสุทฺธาชีวา อภพฺพา เต ญาณทสฺสนาย อนุตฺตราย สมฺโพธาย เสยฺยถาปิ สาฬฺห ปุริโส นทึ ตริตุกาโม ติณฺหํ กุฐารึ อาทาย วนํ ปวิเสยฺย โส ตตฺถ ปสฺเสยฺย มหตึ สาลลฏฺฐึ อุชุํ นวํ อกุกฺกุจฺจกชาตํ ตเมนํ มูเล ฉินฺเทยฺย มูเล เฉตฺวา อคฺเค ฉินฺเทยฺย อคฺเค เฉตฺวา สาขาปลาสํ สุวิโสธิตํ วิโสเธยฺย สาขาปลาสํ สุวิโสธิตํ วิโสเธตฺวา กุฐารีหิ ตจฺเฉยฺย กุฐารีหิ ตจฺเฉตฺวา วาสีหิ ตจฺเฉยฺย วาสีหิ ตจฺเฉตฺวา เลขณิยา ลิเขยฺย เลขณิยา ลิขิตฺวา ปาสาณคุเฬน โธเปยฺย ปาสาณคุเฬน โธเปตฺวา นทึ ปตาเรยฺย ตํ กึ มญฺญสิ สาฬฺห ภพฺโพ นุ โข โส ปุริโส นทึ ตริตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อมุ หิ ภนฺเต สาลลฏฺฐิ พหิทฺธา สุปริกมฺมกตา อนฺโต อวิสุทฺธา ตสฺเสตํ ปาฏิกงฺขํ สาลลฏฺฐิ สํสีทิสฺสติ ปุริโส อนยพฺยสนํ อาปชฺชิสฺสตีติ ฯ {๑๙๖.๓} เอวเมว โข สาฬฺห เย เต สมณพฺราหฺมณา ตโปชิคุจฺฉวาทา ตโปชิคุจฺฉสารา ตโปชิคุจฺฉอลฺลีนา วิหรนฺติ อภพฺพา เต โอฆสฺส นิตฺถรณาย เยปิ เต สาฬฺห สมณพฺราหฺมณา อปริสุทฺธกายสมาจารา อปริสุทฺธวจีสมาจารา อปริสุทฺธมโนสมาจารา อปริสุทฺธาชีวา อภพฺพา เต ญาณทสฺสนาย อนุตฺตราย สมฺโพธาย เย จ โข เต สาฬฺห สมณพฺราหฺมณา น ตโปชิคุจฺฉวาทา น ตโปชิคุจฺฉสารา น ตโปชิคุจฺฉอลฺลีนา วิหรนฺติ ภพฺพา เต โอฆสฺส นิตฺถรณาย เยปิ เต สาฬฺห สมณพฺราหฺมณา ปริสุทฺธกายสมาจารา ปริสุทฺธวจีสมาจารา ปริสุทฺธมโนสมาจารา ปริสุทฺธาชีวา ภพฺพา เต ญาณทสฺสนาย อนุตฺตราย สมฺโพธาย เสยฺยถาปิ สาฬฺห ปุริโส นทึ ตริตุกาโม ติณฺหํ กุฐารึ อาทาย วนํ ปวิเสยฺย โส ตตฺถ ปสฺเสยฺย มหตึ สาลลฏฺฐึ อุชุํ นวํ อกุกฺกุจฺจกชาตํ ตเมนํ มูเล ฉินฺเทยฺย มูเล เฉตฺวา อคฺเค ฉินฺเทยฺย อคฺเค เฉตฺวา สาขาปลาสํ สุวิโสธิตํ วิโสเธยฺย สาขาปลาสํ สุวิโสธิตํ วิโสเธตฺวา กุฐารีหิ ตจฺเฉยฺย กุฐารีหิ ตจฺเฉตฺวา วาสีหิ ตจฺเฉยฺย วาสีหิ ตจฺเฉตฺวา นิขาทนํ อาทาย อนฺโต สุวิโสธิตํ วิโสเธยฺย อนฺโต สุวิโสธิตํ วิโสเธตฺวา เลขณิยา ลิเขยฺย เลขณิยา ลิขิตฺวา ปาสาณคุเฬน โธเปยฺย ปาสาณคุเฬน โธเปตฺวา นาวํ กเรยฺย นาวํ กตฺวา ชิยาริตฺตํ พนฺเธยฺย ชิยาริตฺตํ พนฺธิตฺวา นทึ ปตาเรยฺย ตํ กึ มญฺญสิ สาฬฺห ภพฺโพ นุ โข โส ปุริโส นทึ ตริตุนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๑๙๖.๔} ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อมุ หิ ภนฺเต สาลลฏฺฐิ พหิทฺธา สุปริกมฺมกตา อนฺโต สุวิสุทฺธา นาวา กตา ชิยาริตฺตํ พทฺธา ตสฺเสตํ ปาฏิกงฺขํ นาวา น สํสีทิสฺสติ ปุริโส โสตฺถินา ปารํ คมิสฺสตีติ ฯ เอวเมว โข สาฬฺห เย เต สมณพฺราหฺมณา น ตโปชิคุจฺฉวาทา น ตโปชิคุจฺฉสารา น ตโปชิคุจฺฉอลฺลีนา วิหรนฺติ ภพฺพา เต โอฆสฺส นิตฺถรณาย เยปิ เต สาฬฺห สมณพฺราหฺมณา ปริสุทฺธกายสมาจารา ปริสุทฺธวจีสมาจารา ปริสุทฺธมโนสมาจารา ปริสุทฺธาชีวา ภพฺพา เต ญาณทสฺสนาย อนุตฺตราย สมฺโพธาย ฯ {๑๙๖.๕} เสยฺยถาปิ สาฬฺห โยธาชีโว พหูนิ เจปิ กณฺฑจิตฺตกานิ ชานาติ อถโข โส ตีหิ ฐาเนหิ ราชารโห โหติ ราชโภคฺโค รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ กตเมหิ ตีหิ ทุเรปาตี จ อกฺขณเวธี จ มหโต จ กายสฺส ปทาเลตา เสยฺยถาปิ สาฬฺห โยธาชีโว ทุเรปาตี เอวเมว โข สาฬฺห อริยสาวโก สมฺมาสมาธิ โหติ สมฺมาสมาธิ สาฬฺห อริยสาวโก ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ยากาจิ เวทนา ... ยากาจิ สญฺญา ... เยเกจิ สงฺขารา ... ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ เสยฺยถาปิ สาฬฺห โยธาชีโว อกฺขณเวธี เอวเมว โข สาฬฺห อริยสาวโก สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ สาฬฺห อริยสาวโก อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ เสยฺยถาปิ สาฬฺห โยธาชีโว มหโต กายสฺส ปทาเลตา เอวเมว โข สาฬฺห อริยสาวโก สมฺมาวิมุตฺติ โหติ สมฺมาวิมุตฺติ สาฬฺห อริยสาวโก มหนฺตํ อวิชฺชากฺขนฺธํ ปทาเลตีติ ฯ
๑๙๗เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถโข มลฺลิกา เทวี เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข มลฺลิกา เทวี ภควนฺตํ เอตทโวจ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม ทุพฺพณฺโณ จ โหติ ทูรูโป สุปาปิโก ทสฺสนาย ทลิทฺโท จ โหติ อปฺปสฺสโก อปฺปโภโค อปฺเปสกฺโข จ โก ปน ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม ทุพฺพณฺโณ จ โหติ ทูรูโป สุปาปิโก ทสฺสนาย อฑฺโฒ จ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค มเหสกฺโข จ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม อภิรูโป จ โหติ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต ทลิทฺโท จ โหติ อปฺปสฺสโก อปฺปโภโค อปฺเปสกฺโข จ โก ปน ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม อภิรูโป จ โหติ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต อฑฺโฒ จ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค มเหสกฺโข จาติ ฯ {๑๙๗.๑} อิธ มลฺลิเก เอกจฺโจ มาตุคาโม โกธโน โหติ อุปายาสพหุโล อปฺปมฺปิ วุตฺโต สมาโน อภิสชฺชติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ โส น ทาตา โหติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ อิสฺสามนโก โข ปน โหติ ปรลาภสกฺการครุการมานนวนฺทนปูชนาสุ อิสฺสติ อุปทุสฺสติ อิสฺสํ พนฺธติ โส เจ ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉติ โส ยตฺถ ยตฺถ ปจฺจาชายติ ทุพฺพณฺโณ จ โหติ ทูรูโป สุปาปิโก ทสฺสนาย ทลิทฺโท จ โหติ อปฺปสฺสโก อปฺปโภโค อปฺเปสกฺโข จ ฯ {๑๙๗.๒} อิธ ปน มลฺลิเก เอกจฺโจ มาตุคาโม โกธโน โหติ อุปายาสพหุโล อปฺปมฺปิ วุตฺโต สมาโน อภิสชฺชติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ โส ทาตา โหติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ อนิสฺสามนโก โข ปน โหติ ปรลาภสกฺการครุการมานนวนฺทนปูชนาสุ น อิสฺสติ น อุปทุสฺสติ น อิสฺสํ พนฺธติ โส เจ ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉติ โส ยตฺถ ยตฺถ ปจฺจาชายติ ทุพฺพณฺโณ จ โหติ ทูรูโป สุปาปิโก ทสฺสนาย อฑฺโฒ จ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค มเหสกฺโข จ ฯ {๑๙๗.๓} อิธ ปน มลฺลิเก เอกจฺโจ มาตุคาโม อกฺโกธโน โหติ อนุปายาสพหุโล พหุมฺปิ วุตฺโต สมาโน นาภิสชฺชติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺถียติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ โส น ทาตา โหติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธ- วิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ อิสฺสามนโก โข ปน โหติ ปรลาภสกฺการครุการมานนวนฺทนปูชนาสุ อิสฺสติ อุปทุสฺสติ อิสฺสํ พนฺธติ โส เจ ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉติ โส ยตฺถ ยตฺถ ปจฺจาชายติ อภิรูโป จ โหติ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต ทลิทฺโท จ โหติ อปฺปสฺสโก อปฺปโภโค อปฺเปสกฺโข จ ฯ {๑๙๗.๔} อิธ ปน มลฺลิเก เอกจฺโจ มาตุคาโม อกฺโกธโน โหติ อนุปายาสพหุโล พหุมฺปิ วุตฺโต สมาโน นาภิสชฺชติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺถียติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ โส ทาตา โหติ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ อนิสฺสามนโก โข ปน โหติ ปรลาภสกฺการครุการมานนวนฺทนปูชนาสุ น อิสฺสติ น อุปทุสฺสติ น อิสฺสํ พนฺธติ โส เจ ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉติ โส ยตฺถ ยตฺถ ปจฺจาชายติ อภิรูโป จ โหติ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต อฑฺโฒ จ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค มเหสกฺโข จ ฯ {๑๙๗.๕} อยํ โข มลฺลิเก เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม ทุพฺพณฺโณ จ โหติ ทูรูโป สุปาปิโก ทสฺสนาย ทลิทฺโท จ โหติ อปฺปสฺสโก อปฺปโภโค อปฺเปสกฺโข จ อยํ ปน มลฺลิเก เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม ทุพฺพณฺโณ จ โหติ ทูรูโป สุปาปิโก ทสฺสนาย อฑฺโฒ จ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค มเหสกฺโข จ อยํ โข มลฺลิเก เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม อภิรูโป จ โหติ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต ทลิทฺโท จ โหติ อปฺปสฺสโก อปฺปโภโค อปฺเปสกฺโข จ อยํ ปน มลฺลิเก เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน มิเธกจฺโจ มาตุคาโม อภิรูโป จ โหติ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต อฑฺโฒ จ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค มเหสกฺโข จาติ ฯ {๑๙๗.๖} เอวํ วุตฺเต มลฺลิกา เทวี ภควนฺตํ เอตทโวจ สา นูนาหํ ภนฺเต อญฺญาย ชาติยา โกธนา อโหสึ อุปายาสพหุลา อปฺปมฺปิ วุตฺตา สมานา อภิสชฺชึ กุปฺปึ พฺยาปชฺชึ ปติตฺถียึ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตฺวากาสึ สาหํ ภนฺเต เอตรหิ ทุพฺพณฺณา ทูรูปา สุปาปิกา ทสฺสนาย สา นูนาหํ ภนฺเต อญฺญาย ชาติยา อทาสึ สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ สาหํ ภนฺเต เอตรหิ อฑฺฒา มหทฺธนา มหาโภคา สา นูนาหํ ภนฺเต อญฺญาย ชาติยา อนิสฺสามนกา อโหสึ ปรลาภสกฺการครุการมานนวนฺทนปูชนาสุ น อิสฺสึ น อุปทุสฺสึ น อิสฺสํ พนฺธึ สาหํ ภนฺเต เอตรหิ มเหสกฺขา สนฺติ โข ปน ภนฺเต อิมสฺมึ ราชกุเล ขตฺติยกญฺญาปิ พฺราหฺมณกญฺญาปิ คหปติกญฺญาปิ ตาสาหํ อิสฺสราธิปจฺจํ กาเรมิ เอสาหํ ภนฺเต อชฺชตคฺเค อกฺโกธนา ภวิสฺสามิ อนุปายาสพหุลา พหุมฺปิ วุตฺตา สมานา นาภิสชฺชิสฺสามิ น กุปฺปิสฺสามิ น พฺยาปชฺชิสฺสามิ น ปติตฺถียิสฺสามิ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสามิ ทสฺสามิ สมณสฺส พฺราหฺมณสฺส อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธวิเลปนํ เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ อนิสฺสามนกา ภวิสฺสามิ ปรลาภสกฺการ- ครุการมานนวนฺทนปูชนาสุ น อิสฺสิสฺสามิ น อุปทุสฺสิสฺสามิ น อิสฺสํ พนฺธิสฺสามิ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต ฯเปฯ อุปาสิกํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ
๑๙๘จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป โหติ อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล ปรนฺตโป โหติ ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป จ โหติ อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ปรนฺตโป จ ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล เนว อตฺตนฺตโป โหติ น อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต น ปรนฺตโป น ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต โส จ อนตฺตนฺตโป อปรนฺตโป ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรติ ฯ {๑๙๘.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป โหติ อตฺตปริตาปนานุ- โยคมนุยุตฺโต อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล อเจลโก โหติ มุตฺตาจาโร หตฺถาวเลขโน นเอหิภทนฺติโก นติฏฺฐภทนฺติโก นาภิหฏํ น อุทฺทิสฺสกตํ น นิมนฺตนํ สาทิยติ โส น กุมฺภิมุขา ปฏิคฺคณฺหาติ น กโฬปิมุขา ปฏิคฺคณฺหาติ น เอฬกมนฺตรํ น ทณฺฑมนฺตรํ น มุสลมนฺตรํ น ทฺวินฺนํ ภุญฺชมานานํ น คพฺภินิยา น ปายมานาย น ปุริสนฺตรคตาย น สงฺกิตฺตีสุ น ยตฺถ สา อุปฏฺฐิโต โหติ น ยตฺถ มกฺขิกา สณฺฑสณฺฑจารินี น มจฺฉํ น มํสํ น สุรํ น เมรยํ น ถูโสทกํ ปิวติ โส เอกาคาริโก วา โหติ เอกาโลปิโก ทฺวาคาริโก วา โหติ ทฺวาโลปิโก สตฺตาคาริโก วา โหติ สตฺตาโลปิโก เอกิสฺสาปิ ทตฺติยา ยาเปติ ทฺวีหิปิ ทตฺตีหิ ยาเปติ สตฺตหิปิ ทตฺตีหิ ยาเปติ เอกาหิกมฺปิ อาหารํ อาหาเรติ ทฺวีหิกมฺปิ อาหารํ อาหาเรติ สตฺตาหิกมฺปิ อาหารํ อาหาเรติ อิติ เอวรูปํ อฑฺฒมาสิกมฺปิ ปริยายภตฺตโภชนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ {๑๙๘.๒} โส สากภกฺโขปิ โหติ สามากภกฺโขปิ โหติ นิวารภกฺโขปิ โหติ ททฺทุลภกฺโขปิ โหติ หฏภกฺโขปิ โหติ กณภกฺโขปิ โหติ อาจามภกฺโขปิ โหติ ปิญฺญากภกฺโขปิ โหติ ติณภกฺโขปิ โหติ โคมยภกฺโขปิ โหติ วนมูลผลาหาโร ยาเปติ ปวตฺตผลโภชี โส สาณานิปิ ธาเรติ มสานานิปิ ธาเรติ ฉวทุสฺสานิปิ ธาเรติ ปํสุกูลานิปิ ธาเรติ ติรีฏกานิปิ ธาเรติ อชินํปิ ธาเรติ อชินกฺขิปํปิ ธาเรติ กุสจีรํปิ ธาเรติ วากจีรํปิ ธาเรติ ผลกจีรํปิ ธาเรติ เกสกมฺพลํปิ ธาเรติ วาลกมฺพลํปิ ธาเรติ อุลูกปกฺขํปิ ธาเรติ เกสมสฺสุโลจโกปิ โหติ เกสมสฺสุโลจนานุโยคมนุยุตฺโต อุพฺภฏฺฐโกปิ โหติ อาสนปฏิกฺขิตฺโต อุกฺกุฏิโกปิ โหติ อุกฺกุฏิกปฺปธานมนุยุตฺโต กณฺฏกาปสฺสยิโกปิ โหติ กณฺฏกาปสฺสเย เสยฺยํ กปฺเปติ สายตติยกมฺปิ อุทโกโรหณานุ- โยคมนุยุตฺโต วิหรติ อิติ เอวรูปํ อเนกวิหิตํ กายสฺส อาตาปน- ปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป โหติ อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ฯ {๑๙๘.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปรนฺตโป โหติ ปรปริตาปนานุ- โยคมนุยุตฺโต อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล โอรพฺภิโก โหติ สูกริโก สากุณิโก มาควิโก ลุทฺโท มจฺฉฆาตโก โจโร โจรฆาตโก พนฺธนาคาริโก เย วา ปนญฺเญปิ เกจิ กุรูรกมฺมนฺตา เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปรนฺตโป โหติ ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ฯ {๑๙๘.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป จ โหติ อตฺต- ปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ปรนฺตโป จ ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล ราชา วา โหติ ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต พฺราหฺมโณ วา มหาสาโล โส ปุรตฺถิเมน นครสฺส นวํ สนฺถาคารํ การาเปตฺวา เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา ขราชินํ นิวาเสตฺวา สปฺปิเตเลน กายํ อพฺภญฺชิตฺวา มิควิสาเณน ปิฏฺฐึ กณฺฑุวมาโน สนฺถาคารํ ปวิสติ สทฺธึ มเหสิยา พฺราหฺมเณน จ ปุโรหิเตน โส ตตฺถ อนนฺตรหิตาย ภูมิยา หริตุปลิตฺตาย เสยฺยํ กปฺเปติ เอกิสฺสา คาวิยา สรูปวจฺฉาย ยํ เอกสฺมึ ถเน ขีรํ โหติ เตน ราชา ยาเปติ ยํ ทุติยสฺมึ ถเน ขีรํ โหติ เตน มเหสี ยาเปติ ยํ ตติยสฺมึ ถเน ขีรํ โหติ เตน พฺราหฺมโณ ปุโรหิโต ยาเปติ ยํ จตุตฺถสฺมึ ถเน ขีรํ โหติ เตน อคฺคึ ชุหติ อวเสเสว วจฺฉโก ยาเปติ โส เอวมาห เอตฺตกา อุสภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตรา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตริโย หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อชา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อุรพฺภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา รุกฺขา ฉิชฺชนฺตุ ยูปตฺถาย เอตฺตกา ทพฺพา ลุยนฺตุ พริหิสตฺถายาติ เย ปิสฺส เต โหนฺติ ทาสาติ วา เปสฺสาติ วา กมฺมกราติ วา เตปิ ทณฺฑตชฺชิตา ภยตชฺชิตา อสฺสุมุขา รุทมานา ปริกมฺมานิ กโรนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล อตฺตนฺตโป จ โหติ อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ปรนฺตโป จ ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต ฯ {๑๙๘.๕} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล เนว อตฺตนฺตโป โหติ น อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต น ปรนฺตโป น ปรปริตาปนานุ- โยคมนุยุตฺโต โส จ อนตฺตนฺตโป อปรนฺตโป ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรติ อิธ ภิกฺขเว ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ ตํ ธมฺมํ สุณาติ คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา อญฺญตรสฺมึ วา กุเล ปจฺจาชาโต โส ตํ ธมฺมํ สุตฺวา ตถาคเต สทฺธํ ปฏิลภติ โส เตน สทฺธาปฏิลาเภน สมนฺนาคโต อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สมฺพาโธ ฆราวาโส รชาปโถ อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ ยนฺนูนาหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ โส อปเรน สมเยน อปฺปํ วา โภคกฺขนฺธํ ปหาย มหนฺตํ วา โภคกฺขนฺธํ ปหาย อปฺปํ วา ญาติปริวฏฺฏํ ปหาย มหนฺตํ วา ญาติปริวฏฺฏํ ปหาย เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ {๑๙๘.๖} โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหรติ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ทินฺนาทายี ทินฺนปาฏิกงฺขี อเถเนน สุจิภูเตน อตฺตนา วิหรติ อพฺรหฺมจริยํ ปหาย พฺรหฺมจารี โหติ อาราจารี วิรโต เมถุนา คามธมฺมา มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สจฺจวาที สจฺจสนฺโธ เถโต ปจฺจยิโก อวิสํวาทโก โลกสฺส ปิสุณํ วาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ อิโต สุตฺวา น อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา น อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ ภินฺนานํ วา สนฺธาตา สหิตานํ วา อนุปฺปทาตา สมคฺคาราโม สมคฺครโต สมคฺคนนฺที สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ยา สา วาจา เนลา กณฺณสุขา เปมนิยา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา กาเลน สาปเทสํ ปริยนฺตวตึ อตฺถสญฺหิตํ {๑๙๘.๗} โส พีชคามภูตคามสมารมฺภา ปฏิวิรโต โหติ เอกภตฺติโก โหติ รตฺตูปรโต วิรโต วิกาลโภชนา นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา ปฏิวิรโต โหติ มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ อุจฺจาสยนมหาสยนา ปฏิวิรโต โหติ ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ อามกธญฺญปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ อามกมํสปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ อิตฺถีกุมาริกาปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ ทาสีทาส- ปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ อเชฬกปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ กุกฺกุฏสูกรปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ หตฺถิควาสฺสวฬวปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ เขตฺตวตฺถุปฏิคฺคหณา ปฏิวิรโต โหติ ทูเตยฺยปหีน- คมนานุโยคา ปฏิวิรโต โหติ กยวิกฺกยา ปฏิวิรโต โหติ ตุลากูฏ- กํสกูฏมานกูฏา ปฏิวิรโต โหติ อุกฺโกฏนวญฺจนนิกติสาวิโยคา ปฏิวิรโต โหติ เฉทนวธพนฺธปราโมสอาโลปสหสาการา ปฏิวิรโต โหติ {๑๙๘.๘} โส สนฺตุฏฺโฐ โหติ กายปริหารเกน จีวเรน กุจฺฉิปริหารเกน ปิณฺฑปาเตน เยน เยเนว ปกฺกมติ สมาทาเยว ปกฺกมติ เสยฺยถาปิ นาม ปกฺขี สกุโณ เยน เยเนว เฑติ สปตฺตภาโรว เฑติ เอวเมว ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ กายปริหารเกน จีวเรน กุจฺฉิปริหารเกน ปิณฺฑปาเตน เยน เยเนว ปกฺกมติ สมาทาเยว ปกฺกมติ โส อิมินา อริเยน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต อชฺฌตฺตํ อนวชฺชสุขํ ปฏิสํเวเทติ {๑๙๘.๙} โส จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชติ รกฺขติ มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชติ {๑๙๘.๑๐} โส อิมินา อริเยน อินฺทฺริยสํวเรน สมนฺนาคโต อชฺฌตฺตํ อพฺยาเสกสุขํ ปฏิสํเวเทติ โส อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี โหติ อาโลกิเต วิโลกิเต สมฺปชานการี โหติ สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต สมฺปชานการี โหติ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ สมฺปชานการี โหติ อสิเต ปีเต ขายิเต สายิเต สมฺปชานการี โหติ อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม สมฺปชานการี โหติ คเต ฐิเต นิสินฺเน สุตฺเต ชาคริเต ภาสิเต ตุณฺหีภาเว สมฺปชานการี โหติ โส อิมินา จ อริเยน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต อิมินา จ อริเยน อินฺทฺริยสํวเรน สมนฺนาคโต อิมินา จ อริเยน สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคโต วิวิตฺตํ เสนาสนํ ภชติ อรญฺญํ รุกฺขมูลํ ปพฺพตํ กนฺทรํ คิริคุหํ สุสานํ วนปตฺถํ อพฺโภกาสํ ปลาลปุญฺชํ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส อภิชฺฌํ โลเก ปหาย วิคตาภิชฺเฌน เจตสา วิหรติ อภิชฺฌาย จิตฺตํ ปริโสเธติ พฺยาปาทปโทสํ ปหาย อพฺยาปนฺนจิตฺโต วิหรติ สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี พฺยาปาทปโทสา จิตฺตํ ปริโสเธติ ถีนมิทฺธํ ปหาย วิคตถีนมิทฺโธ วิหรติ อาโลกสญฺญี สโต สมฺปชาโน ถีนมิทฺธา จิตฺตํ ปริโสเธติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหาย อนุทฺธโต วิหรติ อชฺฌตฺตํ วูปสนฺตจิตฺโต อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจา จิตฺตํ ปริโสเธติ วิจิกิจฺฉํ ปหาย ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิหรติ อกถํกถี กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาย จิตฺตํ ปริโสเธติ โส อิเม ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ {๑๙๘.๑๑} โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตุปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ โส อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ติสฺโสปิ ชาติโย จตสฺโสปิ ชาติโย ปญฺจปิ ชาติโย ทสปิ ชาติโย วีสํปิ ชาติโย ตึสํปิ ชาติโย จตฺตาฬีสํปิ ชาติโย ปญฺญาสํปิ ชาติโย ชาติสตํปิ ชาติสหสฺสํปิ ชาติสตสหสฺสํปิ อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ตตฺราปาสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อิธูปปนฺโนติ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ {๑๙๘.๑๒} โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตุปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต สตฺตานํ จุตูปปาตญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ โส ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ อิเม วต โภนฺโต สตฺตา กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา วจีทุจฺจริเตน สมนฺนา คตา มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อุปวาทกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตา กายสุจริเตน สมนฺนาคตา วจีสุจริเตน สมนฺนาคตา มโนสุจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อนุปวาทกา สมฺมาทิฏฺฐิกา สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ อิติ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ {๑๙๘.๑๓} โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตุปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต อาสวานํ ขยญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ โส อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิเม อาสวาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ {๑๙๘.๑๔} ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล เนว อตฺตนฺตโป โหติ น อตฺตปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต น ปรนฺตโป น ปรปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต โส จ อนตฺตนฺตโป อปรนฺตโป ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ
๑๙๙ตณฺหํ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ชาลินึ สํสริตํ วิสฏํ วิสตฺติกํ ยาย อยํ โลโก อุทฺธสฺโต ปริโยนทฺโธ ตนฺตากุลกชาโต คุลาคุณฺฐิกชาโต มุญฺชปพฺพชภูโต อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตติ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ {๑๙๙.๑} ภควา เอตทโวจ กตมา จ สา ภิกฺขเว ตณฺหา ชาลินี สํสริตา วิสฏา วิสตฺติกา ยาย อยํ โลโก อุทฺธสฺโต ปริโยนทฺโธ ตนฺตากุลกชาโต คุลาคุณฺฐิกชาโต มุญฺชปพฺพชภูโต อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ อฏฺฐารส โข ปนิมานิ ภิกฺขเว ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺสุปาทาย อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺสุปาทาย กตมานิ ตานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺสุปาทาย อสฺมีติ ภิกฺขเว สติ อิตฺถสฺมีติ โหติ เอวสฺมีติ โหติ อญฺญถาสฺมีติ โหติ อสสฺมีติ โหติ สตสฺมีติ โหติ สนฺติ โหติ อิตฺถํ สนฺติ โหติ เอวํ สนฺติ โหติ อญฺญถา สนฺติ โหติ อปิ สนฺติ โหติ อปิ อิตฺถํ สนฺติ โหติ อปิ เอวํ สนฺติ โหติ อปิ อญฺญถา สนฺติ โหติ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺสุปาทาย ฯ {๑๙๙.๒} กตมานิ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺสุปาทาย อิมินา อสฺมีติ ภิกฺขเว สติ อิมินา อิตฺถสฺมีติ โหติ อิมินา เอวสฺมีติ โหติ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ โหติ อิมินา อสสฺมีติ โหติ อิมินา สตสฺมีติ โหติ อิมินา สนฺติ โหติ อิมินา อิตฺถํ สนฺติ โหติ อิมินา เอวํ สนฺติ โหติ อิมินา อญฺญถา สนฺติ โหติ อิมินา อปิ สนฺติ โหติ อิมินา อปิ อิตฺถํ สนฺติ โหติ อิมินา อปิ เอวํ สนฺติ โหติ อิมินา อปิ อญฺญถา สนฺติ โหติ อิมินา ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺสุปาทาย ฯ {๑๙๙.๓} อิติ อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ อชฺฌตฺติกสฺสุปาทาย อฏฺฐารส ตณฺหาวิจริตานิ พาหิรสฺสุปาทาย อิมินา วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ อิติ เอวรูปานิ อตีตานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ อนาคตานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ ปจฺจุปฺปนฺนานิ ฉตฺตึส ตณฺหาวิจริตานิ อฏฺฐตณฺหาวิจริตสตํ โหติ ฯ อยํ โข สา ภิกฺขเว ตณฺหา ชาลินี สํสริตา วิสฏา วิสตฺติกา ยาย อยํ โลโก อุทฺธโสฺต ปริโยนทฺโธ ตนฺตากุลกชาโต คุลาคุณฺฐิกชาโต มุญฺชปพฺพชภูโต อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตตีติ ฯ
๒๐๐จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ชายนฺติ กตมานิ จตฺตาริ เปมา เปมํ ชายติ เปมา โทโส ชายติ โทสา เปมํ ชายติ โทสา โทโส ชายติ ฯ {๒๐๐.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว เปมา เปมํ ชายติ อิธ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคลสฺส อิฏฺโฐ โหติ กนฺโต มนาโป ตํ ปเร อิฏฺเฐน กนฺเตน มนาเปน สมุทาจรนฺติ ตสฺส เอวํ โหติ โย โข มฺยายํ ปุคฺคโล อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ตํ ปเร อิฏฺเฐน กนฺเตน มนาเปน สมุทาจรนฺตีติ โส เตสุ เปมํ ชเนติ เอวํ โข ภิกฺขเว เปมา เปมํ ชายติ ฯ {๒๐๐.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว เปมา โทโส ชายติ อิธ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคลสฺส อิฏฺโฐ โหติ กนฺโต มนาโป ตํ ปเร อนิฏฺเฐน อกนฺเตน อมนาเปน สมุทาจรนฺติ ตสฺส เอวํ โหติ โย โข มฺยายํ ปุคฺคโล อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ตํ ปเร อนิฏฺเฐน อกนฺเตน อมนาเปน สมุทาจรนฺตีติ โส เตสุ โทสํ ชเนติ เอวํ โข ภิกฺขเว เปมา โทโส ชายติ ฯ {๒๐๐.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว โทสา เปมํ ชายติ อิธ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคลสฺส อนิฏฺโฐ โหติ อกนฺโต อมนาโป ตํ ปเร อนิฏฺเฐน อกนฺเตน อมนาเปน สมุทาจรนฺติ ตสฺส เอวํ โหติ โย โข มฺยายํ ปุคฺคโล อนิฏฺโฐ อกนฺโต อมนาโป ตํ ปเร อนิฏฺเฐน อกนฺเตน อมนาเปน สมุทาจรนฺตีติ โส เตสุ เปมํ ชเนติ เอวํ โข ภิกฺขเว โทสา เปมํ ชายติ ฯ {๒๐๐.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว โทสา โทโส ชายติ อิธ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปุคฺคลสฺส อนิฏฺโฐ โหติ อกนฺโต อมนาโป ตํ ปเร อิฏฺเฐน กนฺเตน มนาเปน สมุทาจรนฺติ ตสฺส เอวํ โหติ โย โข มฺยายํ ปุคฺคโล อนิฏฺโฐ อกนฺโต อมนาโป ตํ ปเร อิฏฺเฐน กนฺเตน มนาเปน สมุทาจรนฺตีติ โส เตสุ โทสํ ชเนติ เอวํ โข ภิกฺขเว โทสา โทโส ชายติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ชายนฺติ ฯ ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ยํ ปิสฺส เปมา เปมํ ชายติ ตํ ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ โย ปิสฺส เปมา โทโส ชายติ โส ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ ยํ ปิสฺส โทสา เปมํ ชายติ ตํ ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ โย ปิสฺส โทสา โทโส ชายติ โส ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ ฯ {๒๐๐.๕} ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย ภิกฺขุ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ฯเปฯ ทุติยํ ฌานํ ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ยํ ปิสฺส เปมา เปมํ ชายติ ตํ ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ โย ปิสฺส เปมา โทโส ชายติ โส ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ ยํ ปิสฺส โทสา เปมํ ชายติ ตํ ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ โย ปิสฺส โทสา โทโส ชายติ โส ปิสฺส ตสฺมึ สมเย น โหติ ฯ {๒๐๐.๖} ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ยํ ปิสฺส เปมา เปมํ ชายติ ตํ ปิสฺส ปหีนํ โหติ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ โย ปิสฺส เปมา โทโส ชายติ โส ปิสฺส ปหีโน โหติ อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ยํ ปิสฺส โทสา เปมํ ชายติ ตํ ปิสฺส ปหีนํ โหติ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ โย ปิสฺส โทสา โทโส ชายติ โส ปิสฺส ปหีโน โหติ อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อุสฺเสเนติ น ปฏิสฺเสเนติ น ธูปายติ น ปชฺชลติ น ปชฺฌายติ ฯ {๒๐๐.๗} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุสฺเสเนติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา เวทนํ เวทนาย วา อตฺตานํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา สญฺญํ สญฺญาย วา อตฺตานํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา สงฺขาเร สงฺขาเรสุ วา อตฺตานํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุสฺเสเนติ ฯ {๒๐๐.๘} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อุสฺเสเนติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา รูปํ น รูปสฺมึ วา อตฺตานํ น เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา เวทนํ น เวทนาย วา อตฺตานํ น สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา สญฺญํ น สญฺญาย วา อตฺตานํ น สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ น สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา สงฺขาเร น สงฺขาเรสุ วา อตฺตานํ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ น วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อุสฺเสเนติ ฯ {๒๐๐.๙} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฏิสฺเสเนติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺโกสนฺตํ ปจฺจกฺโกสติ โรสนฺตํ ปฏิโรสติ ภณฺฑนฺตํ ปฏิภณฺฑติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฏิสฺเสเนติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปฏิสฺเสเนติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺโกสนฺตํ น ปจฺจกฺโกสติ โรสนฺตํ น ปฏิโรสติ ภณฺฑนฺตํ น ปฏิภณฺฑติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปฏิสฺเสเนติ ฯ {๒๐๐.๑๐} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธูปายติ อสฺมีติ ภิกฺขเว สติ อิตฺถสฺมีติ โหติ เอวสฺมีติ โหติ อญฺญถาสฺมีติ โหติ อสสฺมีติ โหติ สตสฺมีติ โหติ สนฺติ โหติ อิตฺถํ สนฺติ โหติ เอวํ สนฺติ โหติ อญฺญถา สนฺติ โหติ อปิ สนฺติ โหติ อปิ อิตฺถํ สนฺติ โหติ อปิ เอวํ สนฺติ โหติ อปิ อญฺญถา สนฺติ โหติ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธูปายติ ฯ {๒๐๐.๑๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ธูปายติ อสฺมีติ ภิกฺขเว อสติ อิตฺถสฺมีติ น โหติ เอวสฺมีติ น โหติ อญฺญถาสฺมีติ น โหติ อสสฺมีติ น โหติ สตสฺมีติ น โหติ สนฺติ น โหติ อิตฺถํ สนฺติ น โหติ เอวํ สนฺติ น โหติ อญฺญถา สนฺติ น โหติ อปิ สนฺติ น โหติ อปิ อิตฺถํ สนฺติ น โหติ อปิ เอวํ สนฺติ น โหติ อปิ อญฺญถา สนฺติ น โหติ ภวิสฺสนฺติ น โหติ อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ น โหติ เอวํ ภวิสฺสนฺติ น โหติ อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ น โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ธูปายติ ฯ {๒๐๐.๑๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปชฺชลติ อิมินา อสฺมีติ ภิกฺขเว สติ อิมินา อิตฺถสฺมีติ โหติ อิมินา เอวสฺมีติ โหติ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ โหติ อิมินา อสสฺมีติ โหติ อิมินา สตสฺมีติ โหติ อิมินา สนฺติ โหติ อิมินา อิตฺถํ สนฺติ โหติ อิมินา เอวํ สนฺติ โหติ อิมินา อญฺญถา สนฺติ โหติ อิมินา อปิ สนฺติ โหติ อิมินา อปิ อิตฺถํ สนฺติ โหติ อิมินา อปิ เอวํ สนฺติ โหติ อิมินา อปิ อญฺญถา สนฺติ โหติ อิมินา ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ โหติ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปชฺชลติ ฯ {๒๐๐.๑๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปชฺชลติ อิมินา อสฺมีติ ภิกฺขเว อสติ อิมินา อิตฺถสฺมีติ น โหติ อิมินา เอวสฺมีติ น โหติ อิมินา อญฺญถาสฺมีติ น โหติ อิมินา อสสฺมีติ น โหติ อิมินา สตสฺมีติ น โหติ อิมินา สนฺติ น โหติ อิมินา อิตฺถํ สนฺติ น โหติ อิมินา เอวํ สนฺติ น โหติ อิมินา อญฺญถา สนฺติ น โหติ อิมินา อปิ สนฺติ น โหติ อิมินา อปิ อิตฺถํ สนฺติ น โหติ อิมินา อปิ เอวํ สนฺติ น โหติ อิมินา อปิ อญฺญถา สนฺติ น โหติ อิมินา ภวิสฺสนฺติ น โหติ อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสนฺติ น โหติ อิมินา เอวํ ภวิสฺสนฺติ น โหติ อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสนฺติ น โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปชฺชลติ ฯ {๒๐๐.๑๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปชฺฌายติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อสฺมิมาโน ปหีโน น โหติ อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปชฺฌายติ ฯ {๒๐๐.๑๕} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปชฺฌายติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อสฺมิมาโน ปหีโน โหติ อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปชฺฌายตีติ ฯ มหาวคฺโค ปญฺจโม ฯ จตุตฺโถ ปณฺณาสโก สมตฺโต ------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑. โสตานุคตสูตร ๕. มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ ๑. โสตานุคตสูตร ว่าด้วยธรรมที่เข้าถึงโสตประสาท
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๔ ประการแห่ง ธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ อันบุคคลพึงหวังได้ อานิสงส์ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้นเป็นภาวะเข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ เธอหลงลืมสติ เมื่อตายไป จะไปเกิดในหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ แก่เธอผู้มีความสุขในภพนั้น สติเกิดขึ้นช้า ต่อมา เธอระลึกได้ จึงบรรลุคุณวิเศษ เร็วพลัน ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอานิสงส์ประการ ที่ ๑ แห่งธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ อันบุคคลพึงหวังได้ @เชิงอรรถ : @ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ หมายถึงทำให้ประจักษ์ชัดด้วยปัญญาทั้งโดยผลและโดยเหตุ@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๑/๔๑๑) @ พึงหวังได้ หมายถึงจำต้องปรารถนา จำต้องได้อย่างแน่นอน (องฺ.ติก.อ. ๒/๗๐/๒๑๔,@องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๗๕/๑๕๓) @ หลงลืมสติ ในที่นี้หมายถึงการตายแบบปุถุชน มิได้หมายถึงการไม่มีสติเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธพจน์@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๑/๔๑๑) @ สติเกิดขึ้นช้า หมายถึงความระลึกได้ช้า ถึงพระพุทธพจน์ที่เคยเล่าเรียนมา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๑/๔๑๑)@ บรรลุคุณวิเศษ ในที่นี้หมายถึงบรรลุพระนิพพาน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๑/๔๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๗๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑. โสตานุคตสูตร ๒. ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ธรรมเหล่านั้น ของภิกษุนั้นเป็นภาวะเข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทง ตลอดดีด้วยทิฏฐิ เธอหลงลืมสติ เมื่อตายไป จะไปเกิดในหมู่เทพ หมู่ใดหมู่หนึ่ง บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอผู้มี ความสุขอยู่ในภพนั้นเลย แต่ภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความชำนาญทาง จิต แสดงธรรมแก่หมู่เทพ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘นี้คือธรรม วินัยที่เราเคยประพฤติพรหมจรรย์’ สติเกิดขึ้นช้า ต่อมา เธอ ระลึกได้ จึงบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม ฯลฯ จึงบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน เปรียบเหมือนบุรุษผู้ฉลาดในเสียงกลอง เขาเดินทางไกล พึงได้ ยินเสียงกลอง เขาไม่พึงมีความสงสัยหรือเคลือบแคลงว่า ‘ใช่เสียง กลองหรือไม่หนอ’ ที่แท้ เขาพึงถึงความตกลงใจว่า ‘เป็นเสียง กลองแน่นอน’ ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ แห่งธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทง ตลอดดีด้วยทิฏฐิ อันบุคคลพึงหวังได้ ๓. ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ธรรมเหล่านั้น ของภิกษุนั้นเป็นภาวะเข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทง ตลอดดีด้วยทิฏฐิ เธอหลงลืมสติ เมื่อตายไป จะไปเกิดในหมู่เทพ หมู่ใดหมู่หนึ่ง บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอผู้มีความ สุขอยู่ในภพนั้นเลย ทั้งภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความชำนาญทางจิตก็ไม่ ได้แสดงธรรมแก่หมู่เทพ แต่เทพบุตรแสดงธรรมในหมู่เทพ เธอมี ความคิดอย่างนี้ว่า ‘นี้คือธรรมวินัยที่เราเคยประพฤติพรหมจรรย์’ สติเกิดขึ้นช้า ต่อมา เธอระลึกได้ จึงบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม ฯลฯ จึงบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน เปรียบเหมือนบุรุษผู้ฉลาดต่อเสียงสังข์ เขาเดินทางไกล พึงได้ยิน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๗๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑. โสตานุคตสูตร เสียงสังข์ เขาไม่พึงมีความสงสัยหรือเคลือบแคลงว่า ‘ใช่เสียง สังข์หรือไม่หนอ’ ที่แท้ เขาพึงถึงความตกลงใจว่า ‘เป็นเสียง สังข์แน่นอน’ ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๓ แห่งธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทง ตลอดดีด้วยทิฏฐิ อันบุคคลพึงหวังได้ ๔. ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ธรรมเหล่านั้น ของภิกษุนั้นเป็นภาวะเข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทง ตลอดดีด้วยทิฏฐิ เธอหลงลืมสติ เมื่อตายไป จะไปเกิดในหมู่ เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอผู้ มีความสุขอยู่ในภพนั้นเลย ทั้งภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความชำนาญ ทางจิตก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่หมู่เทพ แม้เทพบุตรก็ไม่ได้แสดง ธรรมแก่หมู่เทพ แต่เทพบุตรผู้เป็นโอปปาติกะ เตือนเทพบุตร ผู้ เป็นโอปปาติกะว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านระลึกถึงธรรมวินัยที่พวก เราเคยประพฤติพรหมจรรย์มาได้ไหม’ เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ระลึกได้ ระลึกได้ ท่านผู้นิรทุกข์’ สติเกิดขึ้นช้า ต่อมา เธอระลึกได้ จึง บรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม ฯลฯ จึงบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน เปรียบเหมือนสหาย ๒ คนผู้เคยเล่นฝุ่นด้วยกันมาพบกันบาง ครั้งบางคราวในที่บางแห่ง คนหนึ่งพึงกล่าวกับอีกคนหนึ่งอย่างนี้ ว่า ‘สหาย ท่านระลึกถึงกรรมนี้ได้บ้างไหม’ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ระลึกได้ ระลึกได้ สหาย’ ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอานิสงส์ ประการที่ ๔ แห่งธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงโสตประสาท คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ อันบุคคลพึงหวังได้ ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๔ ประการนี้แห่งธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงโสตประสาทคล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ อันบุคคลพึงหวังได้ โสตานุคตสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงเทพบุตรผู้เกิดก่อน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๑/๔๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๗๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๒. ฐานสูตร ๒. ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่พึงรู้ด้วยฐานะ
“ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้อันบุคคลพึงรู้ได้ด้วยฐานะ ๔ ประการ ฐานะ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และศีลนั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ ผู้มี ปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่ ๒. ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ และความบริสุทธิ์นั้นแลพึงรู้ได้ โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการ หารู้ได้ไม่ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่ ๓. กำลังพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย และกำลังนั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้ เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ ได้ไม่ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่ ๔. ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา และปัญญานั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้ เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ ได้ไม่ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่ เรากล่าวไว้แล้วเช่นนี้แลว่า ‘ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และศีลนั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่‘ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ บุคคลในโลกนี้เมื่ออยู่ร่วมกัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้มีปกติทำให้ขาดทำให้ทะลุ ทำให้ด่าง ทำให้พร้อย ไม่ทำต่อเนื่อง ไม่ประพฤติต่อเนื่องในศีลทั้งหลายตลอดกาลนานแล ท่านผู้นี้เป็นผู้ทุศีล ไม่ใช่เป็นผู้มีศีล’ อนึ่ง บุคคลในโลกนี้เมื่ออยู่ร่วมกัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้มีปกติไม่ทำให้ขาดไม่ทำให้ทะลุ ไม่ทำให้ด่าง ไม่ทำให้พร้อย มีปกติทำต่อเนื่อง ประพฤติต่อเนื่องในศีลทั้งหลายตลอดกาลนานแล ท่านผู้นี้เป็นผู้มีศีล ไม่ใช่เป็นผู้ทุศีล’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๗๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๒. ฐานสูตร ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน และศีลนั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่’ เรากล่าวเพราะอาศัยเหตุนี้ เรากล่าวไว้เช่นนี้แลว่า ‘ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ และความบริสุทธิ์นั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่‘ เพราะอาศัยเหตุอะไรเราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ บุคคลในโลกนี้เมื่อสนทนากัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้พูดกันตัวต่อตัวเป็นอย่างหนึ่ง พูดกับคนสองคนเป็นอย่างหนึ่ง พูดกับคนสามคนเป็นอย่างหนึ่งพูดกับคนหลายคนเป็นอย่างหนึ่ง ท่านผู้นี้พูดคราวหลังต่างไปจากพูดคราวก่อนท่านผู้นี้มีถ้อยคำไม่บริสุทธิ์ หามีถ้อยคำบริสุทธิ์ไม่’ อนึ่ง บุคคลในโลกนี้เมื่อสนทนากัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้พูดกันตัวต่อตัวเป็นอย่างไร พูดกับคนสองคน สามคน หลายคนก็อย่างนั้น ท่านผู้นี้พูดคราวหลังก็ไม่ต่างจากพูดคราวก่อน ท่านผู้นี้มีถ้อยคำบริสุทธิ์ หามีถ้อยคำไม่บริสุทธิ์ไม่’ ข้อที่เรากล่าวว่า ‘ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ และความบริสุทธิ์นั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่’ เรากล่าวเพราะอาศัยเหตุนี้ เรากล่าวเช่นนี้แลว่า ‘กำลังพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย และกำลังนั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่‘ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ประสบความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ หรือความเสื่อมเพราะโรค ย่อมไม่พิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า ‘โลกสันนิวาสนี้เป็นอย่างนี้เองการได้อัตภาพนี้เป็นอย่างนั้นในโลกสันนิวาสตามความเป็นจริง ในการได้อัตภาพตามความเป็นจริง โลกธรรม ๘ คือ (๑) ได้ลาภ (๒) เสื่อมลาภ (๓) ได้ยศ (๔) เสื่อมยศ(๕) นินทา (๖) สรรเสริญ (๗) สุข (๘) ทุกข์ หมุนเวียนไปตามโลก และโลกก็
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๒. ฐานสูตร หมุนเวียนไปตามโลกธรรม ๘’ บุคคลนั้นประสบความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์หรือความเสื่อมเพราะโรค ย่อมเศร้าโศก ลำบากใจ ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ ถึงความเลอะเลือน ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ประสบความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ หรือความเสื่อมเพราะโรค ย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า ‘โลกสันนิวาสนี้เป็นอย่างนี้เองการได้อัตภาพนี้เป็นอย่างนั้นในโลกสันนิวาสตามความเป็นจริง ในการได้อัตภาพตามความเป็นจริง โลกธรรม ๘ คือ (๑) ได้ลาภ (๒) เสื่อมลาภ (๓) ได้ยศ(๔) เสื่อมยศ (๕) นินทา (๖) สรรเสริญ (๗) สุข (๘) ทุกข์ หมุนเวียนไปตามโลกและโลกก็หมุนเวียนไปตามโลกธรรม ๘’ บุคคลนั้นประสบความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ หรือความเสื่อมเพราะโรค ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่ร่ำไรไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความเลอะเลือน ข้อที่เรากล่าวว่า ‘กำลังพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย และกำลังนั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่‘ เรากล่าวเพราะอาศัยเหตุนี้ เรากล่าวไว้เช่นนี้แลว่า ‘ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา และปัญญานั้นแลพึงรู้ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่‘ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เมื่อสนทนากัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้มีการ แสวงหาปัญหา อย่างไร เตรียมปัญหา อย่างไร และถามปัญหาอย่างไร ท่านผู้นี้มีปัญญาทราม ไม่ใช่มีปัญญา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้นี้ไม่อ้างบทที่มีความหมาย ลึกซึ้ง สงบ ประณีต ที่สามัญชนคาดไม่ถึง ละเอียด อันบัณฑิตพึงรู้ได้ท่านผู้นี้กล่าวธรรมอันใด ก็ไม่สามารถจะบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย@เชิงอรรถ : @ แสวงหาปัญหา หมายถึงการพิจารณาเนื้อความที่ตนปรารถนาจะรู้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๒/๔๑๒,@องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๑๙๒/๔๕๔) @ หมายถึงนำจิตไปด้วยอำนาจการตระเตรียมปัญหา หรือการตกแต่งปัญหา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๒/๔๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๒. ฐานสูตร จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นทั้งโดยย่อหรือโดยพิสดาร ท่านผู้นี้มีปัญญาทราม ไม่ใช่มีปัญญา’ บุคคลเมื่อสนทนากัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้มีการแสวงหาปัญหาอย่างไรฯลฯ ท่านผู้นี้มีปัญญาทราม ไม่ใช่มีปัญญา’ เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีตาดียืนอยู่ริมฝั่งห้วงน้ำ พึงเห็นปลาตัวเล็กๆ ผุดอยู่ เขาพึงทราบอย่างนี้ว่า ‘ปลาตัวนี้มีกิริยาผุดเป็นอย่างไร ทำให้เกิดคลื่นเพียงไหน และมีความเร็วเพียงไร ปลานี้ตัวเล็กไม่ใช่ตัวไหญ่’ ฉะนั้น ส่วนบุคคลในโลกนี้เมื่อสนทนากัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้มีการแสวงหาปัญหาอย่างไร เตรียมปัญหาอย่างไร และถามปัญหาอย่างไร ท่านผู้นี้มีปัญญาไม่ใช่มีปัญญาทราม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้นี้ อ้างบทที่มีความหมายลึกซึ้ง สงบ ประณีต สามัญชนคาดไม่ถึง ละเอียด บัณฑิตพึงรู้ได้ และท่านผู้นี้กล่าวธรรมใด ก็สามารถที่จะบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นทั้งโดยย่อหรือโดยพิสดาร ท่านผู้นี้มีปัญญาไม่ใช่มีปัญญาทราม” บุคคลเมื่อสนทนากัน จึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้แสวงหาปัญหาอย่างไร ฯลฯ ท่านผู้นี้มีปัญญา ไม่ใช่มีปัญญาทราม’ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีตาดียืนอยู่ริมฝั่งห้วงน้ำ พึงเห็นปลาตัวใหญ่ผุดอยู่ เขาพึงทราบอย่างนี้ว่า ‘ปลาตัวนี้มีกิริยาผุดเป็นอย่างไร ทำให้เกิดคลื่นเพียงไหน และมีความเร็วเพียงไร ปลานี้ตัวใหญ่ ไม่ใช่ตัวเล็กฉะนั้น ข้อที่เรากล่าวว่า “ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา และปัญญานั้นแลพึงรู้ ได้โดยใช้เวลานาน ไม่ใช่นิดหน่อย ผู้มนสิการจึงรู้ได้ ผู้ไม่มนสิการหารู้ได้ไม่ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามหารู้ได้ไม่‘ เรากล่าวเพราะอาศัยเหตุนี้ ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้แลอันบุคคลพึงรู้ได้ด้วยฐานะ ๔ ประการนี้”ฐานสูตรที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๓. ภัททิยสูตร ๓. ภัททิยสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีพระนามว่าภัททิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ทราบมาว่า ‘พระสมณโคดมทรงมีมายาย่อมรู้มายาที่เป็นเหตุให้สาวกของพวกอัญเดียรถีย์กลับใจ’ สาวกอัญเดียรถีย์เหล่านั้นพากันกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมทรงมีมายา ทรงรู้มายาที่เป็นเหตุให้สาวกของพวกอัญเดียรถีย์กลับใจ’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเขากล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ไม่ได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่เป็นจริงหรือ ย่อมพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และการคล้อยตามวาทะอันชอบแก่เหตุไรๆ ย่อมไม่มาถึงฐานะอันควรติเตียนหรือ แท้จริง ข้าพระองค์ไม่ประสงค์จะกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเลย” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มาเถิด ภัททิยะ ท่าน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา @เชิงอรรถ : @ ดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๖๖/๒๕๗-๒๖๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๓. ภัททิยสูตร ภัททิยะ เมื่อใดท่านพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า ‘ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์’ เมื่อนั้นท่านควรละ(ธรรมเหล่านั้น)เสีย ภัททิยะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ โลภะ (ความอยากได้) เมื่อเกิดขึ้นภายในบุคคล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล” ภัททิยลิจฉวีทูลว่า “ไม่เกื้อกูล พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภัททิยะ ก็บุรุษบุคคลผู้มีโลภะนี้ถูกโลภะครอบงำมีจิตถูกโลภะกลุ้มรุม ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง ชักชวนผู้อื่นเพื่อสิ่งที่ไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ตลอดกาลนานบ้างหรือ” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภัททิยะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) ฯลฯ โมหะ (ความหลง) ฯลฯ สารัมภะ (การแข่งดี) เมื่อเกิดขึ้นภายในบุคคล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล” “ไม่เกื้อกูล พระพุทธเจ้าข้า” “ภัททิยะ ก็บุรุษบุคคลผู้มีสารัมภะนี้ถูกสารัมภะครอบงำ มีจิตถูกสารัมภะ กลุ้มรุม ฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง ชักชวนผู้อื่นเพื่อสิ่งที่ไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานบ้างหรือ” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภัททิยะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรืออกุศล” “เป็นอกุศล พระพุทธเจ้าข้า” “เป็นธรรมที่มีโทษหรือไม่มีโทษ” “เป็นธรรมที่มีโทษ พระพุทธเจ้าข้า” “เป็นธรรมที่ผู้รู้ติเตียนหรือผู้รู้สรรเสริญ” “เป็นธรรมที่ผู้รู้ติเตียน พระพุทธเจ้าข้า” @เชิงอรรถ : @ ดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๖๖/๒๕๗-๒๕๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๓. ภัททิยสูตร “ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์หรือไม่ หรือท่านมีความเข้าใจในเรื่องนี้ว่าอย่างไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ข้าพระองค์มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภัททิยะ เพราะเหตุนี้แล เราจึงได้กล่าวไว้ว่า มาเถิดภัททิยะ ท่าน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เพราะอาศัยคำที่เรากล่าวไว้ว่า ภัททิยะ เมื่อใดท่านพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า‘ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์’ เมื่อนั้น ท่านควรละ(ธรรมเหล่านั้น)เสีย เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น มาเถิด ภัททิยะ ท่าน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๓. ภัททิยสูตร อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา ภัททิยะ เมื่อใดท่านพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า ‘ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข’ เมื่อนั้นท่านควรเข้าถึง(ธรรมเหล่านั้น)อยู่เถิด ภัททิยะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ อโลภะ (ความไม่อยากได้) เมื่อเกิดขึ้นภายในบุคคล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล” “เกื้อกูล พระพุทธเจ้าข้า” “ภัททิยะ ก็บุรุษบุคคลผู้ไม่มีโลภะนี้ ไม่ถูกโลภะครอบงำ มีจิตไม่ถูกโลภะ กลุ้มรุม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น ไม่พูดเท็จ ชักชวนผู้อื่นเพื่อสิ่งที่เกื้อกูล เพื่อสุข ตลอดกาลนานบ้างหรือ” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภัททิยะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย)ฯลฯ อโมหะ (ความไม่หลง) ฯลฯ อสารัมภะ (ความไม่แข่งดี) เมื่อเกิดขึ้นภายในบุคคล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล” “เกื้อกูล พระพุทธเจ้าข้า” “ภัททิยะ ก็บุรุษบุคคลผู้ไม่มีสารัมภะนี้ไม่ถูกสารัมภะครอบงำ มีจิตไม่ถูก สารัมภะกลุ้มรุม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น ไม่พูดเท็จชักชวนผู้อื่นเพื่อสิ่งที่เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนานบ้างหรือ” “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” @เชิงอรรถ : @ ดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๖๖/๒๖๐-๒๖๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๓. ภัททิยสูตร “ภัททิยะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล” “เป็นกุศล พระพุทธเจ้าข้า” “เป็นธรรมที่มีโทษหรือไม่มีโทษ” “เป็นธรรมที่ไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าข้า” “เป็นธรรมที่ผู้รู้ติเตียนหรือผู้รู้สรรเสริญ” “เป็นธรรมที่ผู้รู้สรรเสริญ พระพุทธเจ้าข้า” “ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขหรือไม่หรือท่านมีความเข้าใจในเรื่องนี้ว่าอย่างไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข ข้าพระองค์มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภัททิยะ เพราะเหตุนี้แล เราจึงได้กล่าวไว้ว่า มาเถิดภัททิยะ ท่าน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เพราะอาศัยคำที่เรากล่าวไว้ว่า ภัททิยะ เมื่อใดท่านพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า‘ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข’ เมื่อนั้นท่านควรเข้าถึง(ธรรมเหล่านั้น)อยู่เถิด เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๓. ภัททิยสูตร ภัททิยะ ชนเหล่าใดในโลกเป็นคนสงบ เป็นสัตบุรุษ ชนเหล่านั้นย่อมชักชวนสาวกอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านจงมา จงกำจัดโลภะเสียเถิด เมื่อกำจัดโลภะได้จักไม่ทำกรรมอันเกิดแต่โลภะด้วยกาย วาจา ใจ จงกำจัดโทสะเสียเถิด เมื่อกำจัดโทสะได้ จักไม่ทำกรรมอันเกิดแต่โทสะด้วยกาย วาจา ใจ จงกำจัดโมหะเสียเถิดเมื่อกำจัดโมหะได้ จักไม่ทำกรรมอันเกิดแต่โมหะด้วยกาย วาจา ใจ จงกำจัดความแข่งดีเสียเถิด เมื่อกำจัดความแข่งดีได้ จักไม่ทำกรรมอันเกิดแต่ความแข่งดีด้วยกายวาจา ใจ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภัททิยลิจฉวีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” “ภัททิยะ เราได้กล่าวชักชวนท่านอย่างนี้ว่า ‘ขอท่านจงมาเป็นสาวกของเราเถิด เราจักเป็นศาสดาของท่านหรือ” “ไม่ใช่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภัททิยะ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวตู่เราผู้มีวาทะอย่างนี้ บอกอย่างนี้ ด้วยถ้อยคำอันไม่แน่นอน เป็นคำเปล่า คำเท็จ คำไม่จริงว่า ‘สมณโคดมมีมายารู้มายาที่เป็นเหตุให้สาวกของพวกอัญเดียรถีย์มานับถือ’ ดังนี้” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้ดีนัก มายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้งามนัก ถ้าญาติสาโลหิตอันเป็นที่รักของข้าพระองค์จะพึงกลับใจด้วยมายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้ ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่บรรดาญาติพี่น้องอันเป็นที่รักของข้าพระองค์ตลอดกาลนาน ถ้าแม้กษัตริย์ทั้งปวงจะพึงกลับใจด้วยมายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่กษัตริย์ทั้งปวงตลอดกาลนาน ถ้าแม้พราหมณ์ทั้งปวง ... แพศย์ทั้งปวง ... ศูทรทั้งปวงจะพึงกลับใจด้วยมายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้ ข้อนี้พึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ศูทรทั้งปวงตลอดกาลนาน”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๔. สาปุคิยาสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภัททิยะ คำที่ท่านกล่าวนี้เป็นอย่างนั้น ภัททิยะ คำที่ท่านกล่าวนี้เป็นอย่างนี้ ถ้าแม้กษัตริย์ทั้งปวงจะพึงกลับใจด้วยมายาที่เป็นเหตุให้กลับใจเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิดขึ้น ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลเพื่อสุขแก่กษัตริย์ตลอดกาลนาน ถ้าแม้พราหมณ์ทั้งปวง ... แพศย์ทั้งปวง ... ศูทรทั้งปวงจะพึงกลับใจด้วยมายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิดขึ้น ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ศูทรทั้งปวงตลอดกาลนานถ้าแม้โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดา และมนุษย์จะพึงกลับใจด้วยมายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้เพื่อละอกุศลธรรมเพื่อให้กุศลธรรมเกิดขึ้น ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ตลอดกาลนาน ภัททิยะ ถ้าแม้พวกผู้มั่งคั่งเหล่านี้จะพึงกลับใจด้วยมายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิดขึ้น ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ผู้มั่งคั่งเหล่านี้ตลอดกาลนาน ถ้าผู้มั่งคั่งเหล่านี้ตั้งใจ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงผู้เป็นมนุษย์ธรรมดา” ภัททิยสูตรที่ ๓ จบ ๔. สาปุคิยาสูตร ว่าด้วยโกฬิยบุตรชาวสาปุคิยนิคม
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ในนิคมของโกฬิยราชสกุลชื่อสาปุคะ แคว้น โกฬิยะ ครั้งนั้นแล โกฬิยบุตรชาวสาปุคิยนิคม จำนวนมากเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกับโกฬิยบุตรชาวสาปุคิยนิคมดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๕๗ (สุปปวาสาสูตร) หน้า ๙๕ ในเล่มนี้ @ หมายถึงชนผู้อยู่ในนิคมชื่อว่า สาปุคะ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๔/๔๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๘๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๔. สาปุคิยาสูตร “ท่านพยัคฆปัชชะ ทั้งหลาย องค์ความเพียรเพื่อปาริสุทธิ (ความบริสุทธิ์) ๔ประการพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะ (ความเศร้าโศกและความคร่ำครวญ) เพื่อดับทุกข์ (ความทุกข์กาย) และโทมนัส (ความทุกข์ใจ) เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน องค์ความเพียรเพื่อปาริสุทธิ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. องค์ความเพียรเพื่อสีลปาริสุทธิ ๒. องค์ความเพียรเพื่อจิตตปาริสุทธิ ๓. องค์ความเพียรเพื่อทิฏฐิปาริสุทธิ ๔. องค์ความเพียรเพื่อวิมุตติปาริสุทธิ องค์ความเพียรเพื่อสีลปาริสุทธิ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายนี้เรียกว่า สีลปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในสีลปาริสุทธินั้นว่า ‘เราจักยังสีลปาริสุทธิเห็นปานนั้นที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์หรือจักประคับประคองสีลปาริสุทธิที่บริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆด้วยปัญญา’ ท่านพยัคฆปัชชะทั้งหลาย นี้เรียกว่า องค์ความเพียรเพื่อสีลปาริสุทธิ องค์ความเพียรเพื่อจิตตปาริสุทธิ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานอยู่ นี้เรียกว่าจิตตปาริสุทธิ @เชิงอรรถ : @ เป็นชื่อเรียกชาวโกฬิยะ เพราะบรรพบุรุษของชาวโกฬิยะนี้สร้างบ้านเรือนอยู่ในพยัคฆปัชชนคร@(นครทางเสือผ่าน) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๔/๔๑๓) @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๓๗ (อปริหานิยสูตร) หน้า ๖๐ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๙๓ (ทุติยสมาธิสูตร) หน้า ๑๔๑ ในเล่มนี้ @ ดูเนื้อความเต็มในข้อ ๑๖๓ (อสุภสูตร) หน้า ๒๒๙ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๔. สาปุคิยาสูตร ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในจิตตปาริสุทธินั้นว่า ‘เราจักบำเพ็ญจิตตปาริสุทธิเห็นปานนั้นที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์หรือจักประคับประคองจิตตปาริสุทธิที่บริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ ด้วยปัญญา’ ท่านพยัคฆปัชชะทั้งหลาย นี้เรียกว่า องค์ความเพียรเพื่อจิตตปาริสุทธิ องค์ความเพียรเพื่อทิฏฐิปาริสุทธิ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกข-นิโรธคามินีปฏิปทา’ นี้เรียกว่า ทิฏฐิปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอยสติสัมปชัญญะในทิฏฐิปาริสุทธินั้นว่า ‘เราจักบำเพ็ญทิฏฐิปาริสุทธิเห็นปานนั้นที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์หรือจักประคับประคองทิฏฐิปาริสุทธิ์ที่บริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆด้วยปัญญา’ ท่านพยัคฆปัชชะทั้งหลาย นี้เรียกว่า องค์ความเพียรเพื่อทิฏฐิปาริสุทธิ องค์ความเพียรเพื่อวิมุตติปาริสุทธิ เป็นอย่างไร คือ อริยสาวกนี้แลเป็นผู้ประกอบองค์ความเพียรเพื่อสีลปาริสุทธิ ประกอบองค์ความเพียรเพื่อจิตตปาริสุทธิ ประกอบองค์ความเพียรเพื่อทิฏฐิปาริสุทธิแล้วย่อมคลายจิตในธรรมที่เป็นเหตุแห่งความกำหนัด ย่อมเปลื้องจิตในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเปลื้องแล้วย่อมถูกต้องสัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่า วิมุตติปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในวิมุตติปาริสุทธินั้นว่า ‘เราจักบำเพ็ญวิมุตติปาริสุทธิเห็นปานนั้นที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์หรือจักประคับประคองวิมุตติปาริสุทธิที่บริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ ด้วยปัญญา’ ท่านพยัคฆปัชชะทั้งหลาย นี้เรียกว่า องค์ความเพียรเพื่อวิมุตติปาริสุทธิ @เชิงอรรถ : @ ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความกำหนัด หมายถึงอิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา)อันเป็นปัจจัยให้เกิดราคะ@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๔/๔๑๓) @ สัมมาวิมุตติ หมายถึงอรหัตตผลวิมุตติ วิมุตติคืออรหัตตผล (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๔/๔๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๕. วัปปสูตร ท่านพยัคฆปัชชะทั้งหลาย องค์ความเพียรเพื่อปาริสุทธิ ๔ ประการนี้แล พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้ชอบแล้วเพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน” สาปุคิยาสูตรที่ ๔ จบ ๕. วัปปสูตร ว่าด้วยเจ้าศากยะพระนามว่าวัปปะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุง กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์เสด็จเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระมหา-โมคคัลลานะได้กล่าวกับเจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์ดังนี้ว่า “เจ้าวัปปะ บุคคลในโลกนี้พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจา ใจ เพราะอวิชชาสำรอกไป วิชชาเกิดขึ้น ท่านเห็นฐานะอันเป็นเหตุให้อาสวะที่เป็นปัจจัยแห่งทุกข-เวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพหรือไม่” เจ้าวัปปะตรัสว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น คือ บุคคลในโลกนี้พึงทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด อาสวะทั้งหลายที่เป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพที่มีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ” ท่านพระมหาโมคคัลลานะกับเจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์สนทนาเรื่องค้างไว้เท่านี้ ครั้นในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปยังหอฉันประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า “โมคคัลลานะ บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร และเรื่องอะไรที่พวกเธอสนทนากันค้างไว้” @เชิงอรรถ : @ หมายถึงเป็นพระเจ้าอาของพระพุทธเจ้า (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๕/๔๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๕. วัปปสูตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ได้กล่าวกับเจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์ว่า ‘วัปปะ บุคคลในโลกนี้พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจา ใจ เพราะอวิชชาสำรอกไป วิชชาเกิดขึ้นท่านเห็นฐานะอันเป็นเหตุให้อาสวะที่เป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาซึ่งจะพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่’ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ เจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์ได้กล่าวกับข้าพระองค์ว่า ‘ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น คือ ถ้าบุคคลทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด อาสวะทั้งหลายที่เป็นปัจจัยแห่งเวทนาจะพึงไปตามบุคคลผู้มีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุในสัมปรายภพ’ เรื่องนี้แลที่ข้าพระองค์กับเจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์สนทนาค้างไว้ ก็พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึงพระพุทธเจ้าข้า” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับเจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์ดังนี้ว่า“วัปปะ ถ้าท่านจะพึงยอมรับข้อที่ควรยอมรับและคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อเราและท่านไม่รู้ความหมายแห่งภาษิตของเราข้อใด ท่านพึงซักถามเราในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ‘พุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร’ เราพึงสนทนากันในเรื่องนี้ได้” เจ้าวัปปศากยะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักยอมรับข้อที่ควรยอมรับและจักคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อพระผู้มีพระภาค อนึ่ง ข้าพระองค์ไม่รู้ความหมายแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคข้อใด ข้าพระองค์จักซักถามพระผู้มีพระภาคในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ‘พุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร’ ขอเราจงสนทนากันในเรื่องนี้เถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วัปปะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ อาสวะเหล่าใดที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลเว้นขาดจากการกระทำทางกายแล้ว อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อนย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้คือ@เชิงอรรถ : @ เดือดร้อน ในที่นี้หมายถึงความเร่าร้อนทั้งทางกายและทางใจ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๕/๔๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๕. วัปปสูตร ข้อปฏิบัติที่ทำให้กิเลสสิ้นไป ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาลควรเรียกมาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะที่เป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาซึ่งจะพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่” เจ้าวัปปศากยะกราบทูลว่า “ไม่เห็น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วัปปะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ อาสวะเหล่าใดที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลเว้นขาดจากการกระทำทางวาจาแล้ว อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อนย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้คือข้อปฎิบัติที่ทำให้กิเลสสิ้นไป ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาลควรเรียกมาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ท่านย่อมเห็นฐานะอันเป็นเหตุให้อาสวะที่เป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาซึ่งจะพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่” เจ้าวัปปศากยะกราบทูลว่า “ไม่เห็น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วัปปะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ อาสวะเหล่าใดที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลเว้นขาดจากการกระทำทางใจแล้ว อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้คือข้อปฏิบัติที่ทำให้กิเลสสิ้นไป ฯลฯ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ท่านย่อมเห็นฐานะอันเป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาซึ่งจะพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่” เจ้าวัปปศากยะกราบทูลว่า “ไม่เห็น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วัปปะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ อาสวะเหล่าใดที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาสำรอกไปวิชชาเกิดขึ้น อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อนย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้คือข้อปฏิบัติที่ทำให้กิเลสสิ้นไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๕. วัปปสูตร ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ท่านย่อมเห็นฐานะอันเป็นเหตุให้อาสวะที่เป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่” เจ้าวัปปศากยะกราบทูลว่า “ไม่เห็น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วัปปะ ภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้วย่อมบรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ เธอเห็นรูปทางตาแล้วไม่ดีใจไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้วไม่ดีใจไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า‘เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด’ ย่อมรู้ชัดว่า ‘หลังจากตายแล้ว เวทนาทั้งปวงที่ไม่น่าเพลิดเพลินไม่น่ายินดีในโลกนี้จักสงบเย็นลง’ วัปปะ เงาปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้ ครั้งนั้น บุรุษถือจอบและตะกร้ามา เขาตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นแล้วขุดคุ้ยเอารากขึ้น ตัดไม่ให้เหลือแม้ขนาดเท่าต้นแฝก เขาตัดต้นไม้นั้นเป็นท่อนๆ ทำให้เป็นซีกๆ แล้วผึ่งลมและแดด ครั้นผึ่งลมและแดดแห้งแล้ว เผาทำให้เป็นขี้เถ้า โปรยในที่มีลมพัดจัดหรือลอยในแม่น้ำอันมีกระแสเชี่ยวเมื่อเป็นเช่นนั้น เงาที่ปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้ที่ถูกตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมได้บรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ เธอเห็นรูปทางตาแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ@เชิงอรรถ : @ ไม่ดีใจ หมายถึงไม่เกิดโสมนัสในอิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา) ด้วยอำนาจราคะ@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๕/๔๑๔) @ ไม่เสียใจ หมายถึงไม่เกิดโทมนัสในอนิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา) ด้วยอำนาจปฏิฆะ@(ความขัดใจ) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๕/๔๑๔) @ มีกายเป็นที่สุด หมายถึงเวทนาที่เป็นไปในทวาร ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายยังเป็นไปอยู่ตราบเท่า@ที่กายคือทวาร ๕ ยังเป็นไปอยู่ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๕/๔๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๖. สาฬหสูตร มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า‘เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด’ ย่อมรู้ชัดว่า ‘หลังจากตายแล้ว เวทนาทั้งปวงที่ไม่น่าเพลิดเพลินไม่น่ายินดีในโลกนี้จักสงบเย็นลง” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าวัปปศากยะ สาวกนิครนถ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษต้องการกำไร เลี้ยงลูกม้าไว้ขายแต่ไม่ได้กำไร ซ้ำยังต้องเหน็ดเหนื่อย ลำบากใจยิ่งขึ้นไป แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องการกำไร เข้าคบหานิครนถ์ผู้โง่ก็ไม่ได้กำไรทั้งเหน็ดเหนื่อย ลำบากใจยิ่งขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์นี้จักโปรยความเลื่อมใสในพวกนิครนถ์ผู้โง่เสียในที่ลมพัดจัดหรือลอยเสียในแม่น้ำอันมีกระแสเชี่ยว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” วัปปสูตรที่ ๕ จบ ๖. สาฬหสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีพระนามว่าสาฬหะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีพระนามว่าสาฬหะและพระนามว่าอภัยเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร เจ้าสาฬหลิจฉวีได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๖. สาฬหสูตร “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติการข้ามโอฆะ เพราะเหตุ๒ อย่าง คือ (๑) เพราะสีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล) เป็นเหตุ (๒) เพราะการเกลียดตบะ เป็นเหตุ ส่วนในธรรมวินัยนี้พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “สาฬหะ เรากล่าวสีลวิสุทธิแลว่า ‘เป็นองค์แห่งสมณธรรมอย่างหนึ่ง’ สมณพราหมณ์เหล่าใดถือการเกลียดตบะเป็นวาทะ ถือการเกลียดตบะเป็นสาระ ยึดมั่นการเกลียดตบะอยู่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่สามารถข้ามโอฆะได้ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใดมีความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติทางใจไม่บริสุทธิ์ มีอาชีพไม่บริสุทธิ์สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ควรเพื่อญาณทัสสนะ เพื่อความตรัสรู้ชั้นเยี่ยม เปรียบเหมือนบุรุษใคร่จะข้ามแม่น้ำ พึงถือผึ่งอันคมเข้าไปสู่ป่า เขาพบต้นรัง ใหญ่ในป่านั้นลำต้นตรง ยังเป็นไม้อ่อน ไม่มีที่ตำหนิ เขาพึงตัดที่โคน ตัดที่ปลาย ครั้นแล้วลิดกิ่งและใบเรียบร้อยดี ถากด้วยผึ่ง เกลาด้วยมีด ขุดเป็นร่อง ขัดด้วยลูกหินแล้วปล่อยลงแม่น้ำ สาฬหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ บุรุษนั้นจะข้ามแม่น้ำนั้นไปได้หรือไม่” เจ้าสาฬหลิจฉวีกราบทูลว่า “ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” เจ้าสาฬหลิจฉวีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะต้นรังนั้นเขาแต่ง เกลี้ยงเกลาในภายนอก แต่ภายในไม่เรียบร้อย บุรุษนั้นพึงหวังข้อนี้ได้ว่า ไม้รังจะต้องจมและบุรุษนั้นจักถึงความพินาศ พระพุทธเจ้าข้า” @เชิงอรรถ : @ โอฆะหมายถึงกิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ มี ๔ประการ (คือ (๑) กาโมฆะ โอฆะคือกาม (๒) ภโวฆะ@โอฆะคือภพ (๓) ทิฏโฐฆะ โอฆะคือทิฏฐิ (๔) อวิชโชฆะ โอฆะคืออวิชชา) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๖/๔๑๘)@ เกลียดตบะ หมายถึงการรังเกียจบาปด้วยตบะ คือ การบำเพ็ญทุกรกิริยาเพื่อย่างกิเลส@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๖/๔๑๘) @ วาทะ ในที่นี้หมายถึงลัทธิ คือ คติความเชื่อถือหรือความคิดเห็น (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๖/๒๐๒)@ ญาณทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงทัสสนะคือมรรคญาณ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๖/๔๑๘)@ ตรัสรู้ชั้นเยี่ยม ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๖/๔๑๘) @ หมายถึงต้นไม้ที่มีแก่น แต่ยังเป็นไม้รุ่น ยังไม่เป็นไม้แก่เต็มที่ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๖/๔๑๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๖. สาฬหสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สาฬหะ ข้อนี้ฉันใด สมณพราหมณ์เหล่าใดถือ การเกลียดตบะเป็นวาทะ ถือการเกลียดตบะเป็นสาระ ยึดมั่นการเกลียดตบะอยู่สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่สามารถข้ามโอฆะได้ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใดมี ความประพฤติทางกายไม่บริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาไม่บริสุทธิ์ มีความ ประพฤติทางใจไม่บริสุทธิ์ มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ควรเพื่อ ญาณทัสสนะ เพื่อความตรัสรู้ชั้นเยี่ยม ฉันนั้นเหมือนกัน ส่วนพราหมณ์เหล่าใดไม่ถือการเกลียดตบะเป็นวาทะ ไม่ถือการเกลียดตบะ เป็นสาระ ไม่ยึดมั่นการเกลียดตบะอยู่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นสามารถข้ามโอฆะได้อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใดมีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ มีอาชีพบริสุทธิ์ สมณพราหมณ์ เหล่านั้นควรเพื่อญาณทัสสนะ เพื่อความตรัสรู้ชั้นเยี่ยม เปรียบเหมือนบุรุษใคร่จะข้ามแม่น้ำ พึงถือผึ่งอันคมเข้าไปสู่ป่า เขาพบต้นรัง ใหญ่ในป่านั้น ลำต้นตรง ยังเป็นไม้อ่อน ไม่มีที่ตำหนิ เขาพึงตัดที่โคน ตัดที่ปลาย ครั้นแล้วลิดกิ่งและใบเรียบร้อยดี ถากด้วยผึ่ง เกลาด้วยมีด ขีดแต่งด้วยสิ่ว ทำภายในให้เรียบร้อย ขุดเป็นร่อง ขัดด้วยลูกหิน ทำให้เป็นเรือ ติดกรรเชียงและหางเสือแล้วปล่อยลงแม่น้ำ สาฬหะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ บุรุษนั้นจะข้ามแม่น้ำได้หรือไม่” เจ้าสาฬหลิจฉวีกราบทูลว่า “ได้ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” เจ้าสาฬหลิจฉวีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะต้นรังนั้นเขาแต่ง เกลี้ยงเกลาดีในภายนอก และภายในก็เรียบร้อยดี ทำเป็นเรือ ติดกรรเชียงและหางเสือ บุรุษนั้นพึงหวังข้อนี้ได้ว่า เรือจักไม่จม บุรุษนั้นจักถึงฝั่งได้โดยสวัสดี” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สาฬหะ ข้อนี้ฉันใด สมณพราหมณ์เหล่าใดไม่ถือ การเกลียดตบะเป็นวาทะ ไม่ถือการเกลียดตบะเป็นสาระ ไม่ยึดมั่นการเกลียดตบะอยู่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นสามารถข้ามโอฆะได้ อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่าใดมี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๖. สาฬหสูตร ความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ มีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ มีอาชีพบริสุทธิ์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นควรเพื่อญาณทัสสนะ เพื่อความตรัสรู้ชั้นเยี่ยม ฉันนั้นเหมือนกันแล สาฬหะ เปรียบเหมือนนักรบอาชีพถึงแม้จะรู้กระบวนลูกศรเป็นอันมาก แต่ เขาจะชื่อว่าเป็นนักรบ คู่ควรแก่พระราชา เหมาะแก่พระราชา ถึงการนับว่าเป็นราชองครักษ์โดยแท้ด้วยองค์ ๓ ประการ องค์ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ยิงลูกศรได้ไกล ๒. ยิงไม่พลาด ๓. ทำลายกายขนาดใหญ่ได้ สาฬหะ นักรบอาชีพยิงลูกศรได้ไกลแม้ฉันใด อริยสาวกผู้มีสัมมาสมาธิก็ฉันนั้น อริยสาวกผู้มีสัมมาสมาธิพิจารณาเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตามด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ พิจารณาเห็นเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ... พิจารณาเห็นวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตามด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ สาฬหะ นักรบอาชีพยิงไม่พลาดฉันใด อริยสาวกผู้มีสัมมาทิฏฐิก็ฉันนั้น อริยสาวกผู้มีสัมมาทิฏฐิรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ สาฬหะ นักรบอาชีพทำลายกายขนาดใหญ่ได้ฉันใด อริยสาวกผู้มีสัมมา- วิมุตติก็ฉันนั้น อริยสาวกผู้มีสัมมาวิมุตติทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้” สาฬหสูตรที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๒๙๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๗. มัลลิกาเทวีสูตร ๗. มัลลิกาเทวีสูตร ว่าด้วยพระนางมัลลิกาเทวี
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถปิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระนางมัลลิกาเทวีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้มีผิวพรรณไม่งาม รูปชั่ว ไม่น่าดูและเป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์ ขัดสนโภคะต่ำศักดิ์ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้ มีผิวพรรณไม่งาม รูปชั่วไม่น่าดู แต่เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก สูงศักดิ์ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้ มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก แต่เป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์ ขัดสนโภคะต่ำศักดิ์ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้ มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก และเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมากสูงศักดิ์” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มัลลิกา มาตุคามบางคนในโลกนี้เป็นผู้โกรธ มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่ากล่าวแม้เล็กน้อยก็ขัดเคือง ฉุนเฉียว กระฟัดกระเฟียดกระด้างกระเดื่อง แสดงอาการโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจ เธอไม่ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย@เชิงอรรถ : @ หมายถึงไม่มีทรัพย์และธัญชาติอันเป็นของตน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๗/๔๑๙)@ หมายถึงไม่มีเครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภค (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๗/๔๑๙)@ หมายถึงมีบริวารน้อย (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๗/๔๑๙) @ หมายถึงมีวรรณะและมีร่างกายสมส่วน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๗/๔๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๗. มัลลิกาเทวีสูตร และเครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ และมีใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพความนับถือ การไหว้ และการบูชาของผู้อื่น กีดกัน ตัดรอน ผูกความริษยา ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณไม่งาม รูปชั่ว ไม่น่าดู และเป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์ ขัดสนโภคะต่ำศักดิ์ มาตุคามบางคนในโลกนี้เป็นผู้โกรธ มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่ากล่าวแม้เล็กน้อยก็ขัดเคือง ฉุนเฉียว กระฟัดกระเฟียด กระด้างกระเดื่อง แสดงอาการโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจ แต่เธอให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยวดยานดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ และไม่มีใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้และการบูชาของผู้อื่น ไม่กีดกัน ไม่ตัดรอน ไม่ผูกความริษยา ถ้าเธอจุติจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณไม่งาม รูปชั่ว ไม่น่าดู แต่เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก สูงศักดิ์ มาตุคามบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่ากล่าวแม้มากก็ไม่ขัดเคืองใจ ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่กระด้างกระเดื่องไม่แสดงอาการโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจ แต่เธอไม่ให้ทาน คือ ข้าวน้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และ เครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ และมีใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพความนับถือ การไหว้ และการบูชาของผู้อื่น กีดกัน ตัดรอน ผูกความริษยา ถ้าเธอจุติจากอัตภาพนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก แต่เป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์ขัดสน โภคะ ต่ำศักดิ์ มาตุคามบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่ากล่าวแม้มากก็ไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่กระด้างกระเดื่องไม่แสดงอาการโกรธความขัดเคืองและความไม่พอใจ เธอให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้ายวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๗. มัลลิกาเทวีสูตร แก่สมณะหรือพราหมณ์ และไม่มีใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือการไหว้ และการบูชาของผู้อื่น ไม่กีดกัน ไม่ตัดรอน ไม่ผูกความริษยา ถ้าเธอจุติจากอัตภาพนั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก และเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มากมีโภคะมาก สูงศักดิ์ มัลลิกา นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้มีผิวพรรณไม่งามรูปชั่ว ไม่น่าดู และเป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์ ขัดสนโภคะ ต่ำศักดิ์ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้มีผิวพรรณไม่งาม รูปชั่วไม่น่าดู แต่เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก สูงศักดิ์ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใสมีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก แต่เป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์ ขัดสนโภคะ ต่ำศักดิ์ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนในโลกนี้มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใสมีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก และเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก สูงศักดิ์” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระนางมัลลิกาเทวีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติอื่น ชะรอยหม่อมฉันจะเป็นคนโกรธมากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่ากล่าวเล็กน้อยก็ขัดเคือง ฉุนเฉียว กระฟัดกระเฟียดกระด้างกระเดื่อง แสดงอาการโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจ ในชาตินี้หม่อมฉันจึงมีผิวพรรณไม่งาม รูปชั่ว ไม่น่าดู แต่ในชาติอื่นหม่อมฉันคงได้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ในชาตินี้หม่อมฉันจึงเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ในชาติอื่นหม่อมฉันคงจะไม่มีใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือการไหว้ และการบูชาของผู้อื่น ไม่กีดกัน ไม่ตัดรอน ไม่ผูกความริษยา ในชาตินี้หม่อมฉันจึงเป็นผู้สูงศักดิ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นางกษัตริย์บ้าง นางพราหมณีบ้างนางคหปตานีบ้างมีอยู่ในราชสกุลนี้ หม่อมฉันได้ดำรงความเป็นใหญ่เหนือหญิงเหล่านั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หม่อมฉันจักไม่โกรธ ไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร ถึงจะถูกว่ากล่าวมากก็จักไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่กระด้างกระเดื่อง ไม่แสดงอาการโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจ และจักให้ทาน คือข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ จักไม่มีใจริษยาในลาภสักการะ ความเคารพความนับถือ การไหว้ และการบูชาของผู้อื่น จักไม่กีดกัน ไม่ตัดรอน ไม่ริษยา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจน ไพเราะยิ่งนักฯลฯ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสิกาผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” มัลลิกาเทวีสูตรที่ ๗ จบ ๘. อัตตันตปสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ ประเภทนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ ประเภท ไหนบ้าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ๑. เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน ๒. เป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ๓. เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และเป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้ เดือดร้อน ๔. เป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำตนให้ เดือดร้อน และเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบใน การทำผู้อื่นให้เดือดร้อน @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๑๙๕ (วัปปสูตร) หน้า ๒๙๖ ในเล่มนี้ @ ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๗๔-๑๗๗/๒๐๖-๒๐๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้ไม่หิว ดับร้อน เย็นใจ มีตนอันประเสริฐ เสวยสุขอยู่ในปัจจุบันเทียว บุคคลเป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน เป็นอย่างไร คือ คนเปลือยบางคนในโลกนี้ไร้มารยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มาเขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาเจาะจงทำไว้ไม่ยินดีกิจนิมนต์ ไม่รับภิกษาปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากกระเช้า ไม่รับภิกษา คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาคร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาคร่อมสาก ไม่รับภิกษาที่ คนสองคนบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงที่กำลังให้ ลูกดูดนม ไม่รับภิกษาของหญิงที่คลอเคลียคน ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่ รับภิกษาในที่ที่รับเลี้ยงดูลูกสุนัข ไม่รับภิกษาในที่ที่แมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่ม ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มน้ำหมักดอง เขารับภิกษาเฉพาะที่เรือนหลังเดียว เยียวยาอัตภาพด้วยข้าวคำเดียว รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว ๒ คำ ฯลฯ หรือรับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว๗ คำ เยียวยาอัตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง เยียวยาอัตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อย ๒ ใบบ้าง ฯลฯ เยียวยาอัตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อย ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันเดียวบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้ ๒ วันบ้าง ฯลฯ กินอาหารที่เก็บ ค้างไว้ ๗ วันบ้าง เขาหมั่นประกอบในการบริโภคที่เวียนมาตั้งกึ่งเดือนเช่นนี้อยู่ คนเปลือยนั้นกินผักดองเป็นอาหารบ้าง กินข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง กินลูก เดือยเป็นอาหารบ้าง กินกากข้าวเป็นอาหารบ้าง กินยาง เป็นอาหารบ้าง กินรำเป็นอาหารบ้าง กินข้าวตังเป็นอาหารบ้าง กินกำยานเป็นอาหารบ้าง กินหญ้าเป็นอาหารบ้าง กินมูลโคเป็นอาหารบ้าง กินเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหารบ้าง กินผลไม้ที่หล่นเยียวยาอัตภาพ เขานุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่ม ผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง @เชิงอรรถ : @ ยาง (หฏะ) หมายรวมถึงสาหร่ายและยางไม้ด้วย (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๔/๒๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร นุ่งห่มหนังเสือที่มีเล็บติดอยู่บ้าง นุ่งห่มคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้างนุ่งห่มผ้าผลไม้ กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำ ด้วยขนสัตว์ร้ายบ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด หมั่น ประกอบการถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวปฏิเสธการนั่งบ้าง นั่งกระโหย่งประกอบความเพียรด้วยการนั่งกระโหย่งบ้าง นอนบนหนาม สำเร็จการนอนบน หนามบ้าง อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง หมั่นประกอบการลงน้ำบ้าง เขาหมั่นประกอบ การทำร่างกายให้เดือดร้อนหลายวิธีดังกล่าวมานี้อยู่ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน เป็นอย่างนี้แล บุคคลเป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าแพะ ฆ่าสุกร เป็นนายพรานนก เป็น นายพรานเนื้อ เป็นชาวประมง เป็นโจร เป็นเพชฌฆาต เป็นคนฆ่าโค เป็นผู้คุมหรือเป็นผู้ทำกรรมอันหยาบช้าชนิดใดชนิดหนึ่งก็ตาม ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ทำ ผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอย่างนี้แล บุคคลเป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และ เป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นพระราชามหากษัตริย์ได้รับมูรธาภิเษก หรือว่า เป็นพราหมณมหาศาล เขาให้สร้างสัณฐาคารใหม่ทางทิศตะวันออกแห่งพระนครแล้วโกนผมและหนวด นุ่งหนังสัตว์มีเล็บ ชโลมกายด้วยเนยและน้ำมัน เกาหลัง ด้วยเขามฤค เข้าไปสู่สัณฐาคารใหม่พร้อมด้วยมเหสีและพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิต เขาสำเร็จการนอนบนพื้นอันปราศจากการปูลาดไว้ด้วยมูลโคสด พระราชาให้พระชนม์ชีพเป็นไปด้วยน้ำนมที่มีอยู่ในเต้าที่ ๑ ของแม่โคตัวหนึ่งที่มีลูกอ่อน พระมเหสีให้พระชนม์ชีพเป็นไปด้วยนมที่มีอยู่ในเต้าที่ ๒ พราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตให้อัตภาพเป็นไปด้วยน้ำนมที่มีอยู่ในเต้าที่ ๓ พระราชาทรงบูชาไฟด้วยน้ำนมที่มีอยู่ในเต้าที่ ๔ ลูกโคให้อัตภาพเป็นไปด้วยน้ำนมที่เหลือ พระราชานั้นตรัสอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายจงฆ่าโคเท่านี้ จงฆ่าลูกโคผู้เท่านี้ จงฆ่าลูกโคเมียเท่านี้ จงฆ่าแพะเท่านี้ จงฆ่าแกะเท่านี้เพื่อบูชายัญ (จงฆ่าม้าเท่านี้เพื่อบูชายัญ) จงตัดต้นไม้เท่านี้เพื่อทำเสา จงเกี่ยว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร หญ้าคาเท่านี้เพื่อบังและลาด’ แม้เหล่าชนทั้งที่เป็นทาส เป็นคนรับใช้ เป็นคนงานของพระราชานั้นก็ย่อมสะดุ้งต่ออาชญา สะดุ้งต่อภัย มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้ ทำการงานอยู่ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน หมั่นประกอบใน การทำตนให้เดือดร้อน และเป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้อื่น ให้เดือดร้อน เป็นอย่างนี้แล บุคคลเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอย่างไร คือ บุคคลนั้นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้ไม่หิว ดับร้อน เย็นใจ เสวยสุข มีตนอันประเสริฐอยู่ในปัจจุบันเทียว ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเสด็จอุบัติขึ้นมาในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วย ตนเองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็น พระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค ตถาคตรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม แสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน @เชิงอรรถ : @ หมายถึงศีล (ที.สี.อ. ๑๙๐/๑๕๙) @ หมายถึงอริยมรรค (ที.สี.อ. ๑๙๐/๑๕๙) @ หมายถึงพระนิพพาน (ที.สี.อ. ๑๙๐/๑๕๙) @ พรหมจรรย์ หมายถึงความประพฤติประเสริฐมีนัย ๑๐ ประการ คือ ทาน (การให้)เวยยาวัจจะ (การ@ขวนขวายช่วยเหลือ) ปัญจศีล (ศีลห้า) อัปปมัญญา (การประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่มีขอบเขต) เมถุน-@วิรัติ (การงดเว้นจากการเสพเมถุน) สทารสันโดษ (ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน) วิริยะ (ความเพียร)@อุโปสถังคะ (องค์อุโบสถ) อริยมรรค (ทางอันประเสริฐ) และศาสนา (พระพุทธศาสนา) ในที่นี้หมาย@ถึงศาสนา (ที.สี.อ. ๑๙๐/๑๖๐-๑๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร คหบดีหรือบุตรคหบดีผู้เกิดภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่งฟังธรรมนั้นแล้ว ได้ศรัทธาในตถาคต ได้ศรัทธาแล้วพิจารณาเห็นว่า ‘ฆราวาส(การอยู่ครองเรือน)คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะ ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนดุจสังข์ที่ขัดแล้วนี้มิใช่ทำได้ง่าย ทางที่ดี เราควรจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต’ สมัยต่อมา เขาได้ละกองโภคทรัพย์น้อยใหญ่และเครือญาติน้อยใหญ่แล้ว ปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วอย่างนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพ เสมอกับภิกษุทั้งหลายละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ คือ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่ เป็นผู้ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์ คือ รับเอาแต่ของที่เขาให้ มุ่งหวังแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ เป็นผู้ละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ คือ ประพฤติพรหมจรรย์ เว้นห่างไกลอสัทธรรมอันเป็นกิจของชาวบ้าน @เชิงอรรถ : @ ฆราวาส ชื่อว่าคับแคบ เพราะไม่มีเวลาว่างที่จะทำกุศลกรรมได้อย่างสะดวก แม้เรือนมีเนื้อที่กว้างขวางถึง@๖๐ ศอก มีบริเวณภายในบ้านตั้ง ๑๐๐ โยชน์ มีคนอยู่อาศัยเพียง ๒ คน คือ สามีภรรยา ก็ยังถือว่า@คับแคบ เพราะต้องคอยห่วงใยและกังวลต่อกัน (ที.สี.อ. ๑๙๑/๑๖๓, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๘/๔๒๑)@ เป็นทางมาแห่งธุลี เพราะเป็นที่เกิดและเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสอันทำจิตให้เศร้าหมองเช่นราคะเป็นต้น@(ที.สี.อ. ๑๙๑/๑๖๓, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๘/๔๒๒) @ บรรพชา ชื่อว่าปลอดโปร่ง เพราะนักบวชแม้จะอยู่ในเรือนยอด ปราสาทแก้ว หรือเทพวิมานซึ่งมี@ประตูหน้าต่างปิดมิดชิด ก็ยังถือว่าปลอดโปร่ง เพราะนักบวชไม่มีความยึดติดในสิ่งใดๆ เลย ทั้งยังมีเวลา@ว่างที่จะทำกุศลกรรมได้อย่างสะดวกอีกด้วย (ที.สี.อ. ๑๙๑/๑๖๓, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๘/๔๒๑-๔๒๒)@ สิกขา ในที่นี้หมายถึงอธิสีลสิกขาของภิกษุ สาชีพ ในที่นี้หมายถึงสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ@ไว้แก่ภิกษุ ดู วิ.มหา. (แปล) ๑/๔๕/๓๓ @ ประพฤติพรหมจรรย์ หมายถึงการงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม อันได้แก่ การร่วมประเวณี การร่วม@สังวาส กล่าวคือการเสพอสัทธรรมอันเป็นประเวณีของชาวบ้าน มีน้ำเป็นที่สุด เป็นกิจที่ต้องทำในที่ลับ@เป็นการกระทำของคนที่เป็นคู่ๆ (วิ.มหา. (แปล) ๑/๕๕/๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำ เป็นหลัก เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดส่อเสียด คือ ฟังความจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่ไปบอก ฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความฝ่ายโน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลาย ฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลิน ต่อผู้ที่สามัคคีกัน พูดแต่ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี เป็นผู้ละเว้นขาดจากคำหยาบ คือ พูดแต่คำไม่มีโทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ คือ พูดถูกเวลา พูดคำจริง พูดอิง ประโยชน์ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคำที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์เหมาะแก่เวลา ภิกษุนั้นเป็นผู้เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม ฉันมื้อเดียว ไม่ฉัน ตอนกลางคืน เว้นขาดจากการฉันในเวลาวิกาล เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้องประโคมดนตรี และดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล เว้นขาดจากการทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว เว้นขาดจากที่นอนสูงใหญ่ เว้นขาดจากการรับทองและเงิน เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารีเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา เว้นขาดจากการรับเรือกสวนไร่นาและที่ดิน เว้นขาดจากการรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารเว้นขาดจากการซื้อขาย เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม และด้วยเครื่องตวงวัด เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง เว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจำ การตีชิงวิ่งราว การปล้น และการขู่กรรโชก @เชิงอรรถ : @ เวลาวิกาล คือ เวลาที่ห้ามใช้เฉพาะแต่ละเรื่อง ในที่นี้หมายถึงผิดเวลาที่กำหนดไว้ คือ ตั้งแต่หลังเที่ยงวัน@จนถึงเวลาอรุณขึ้น (ที.สี.อ. ๑๐/๗๕) @ หมายถึงธัญชาติที่มีเมล็ด มีเปลือกสมบูรณ์พร้อมที่จะงอกได้ เช่น ข้าวเปลือก (ที.สี.อ. ๑๐/๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร ภิกษุนั้นเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มร่างกาย และบิณฑบาตพออิ่มท้อง จะไป ณ ที่ใดๆ ก็ไปได้ทันที เหมือนนกบินไป ณ ที่ใดๆ ก็มีแต่ปีกเป็นภาระ เธอ ประกอบด้วยอริยสีลขันธ์อย่างนี้แล้ว ย่อมเสวยสุขอันไม่มีโทษในภายใน ภิกษุนั้นเห็นรูปทางตาแล้ว ไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมใน จักขุนทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและ โทมนัสครอบงำได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่รวบถือ ไม่แยกถือ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมในมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้จึงรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ เธอผู้ประกอบด้วยอริยอินทรีย- สังวรอย่างนี้ จึงชื่อว่าเสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ภิกษุนั้นเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การ เหลียวดู การคู้เข้า การเหยียดออก การครองสังฆาฏิ บาตร และจีวร การฉันการดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การเดิน การยืน การนั่งการนอน การตื่น การพูด การนิ่ง ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร และอริยสติสัมปชัญญะ พักอยู่ ณ เสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ที่แจ้งลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้วก็นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอละอภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา) ในโลกแล้ว มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความมุ่งร้ายคือพยาบาท (ความคิดร้าย) มีจิตไม่พยาบาท มุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความมุ่งร้ายคือพยาบาท ละถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม)ปราศจากถีนมิทธะ กำหนดแสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก ถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ภายใน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา เธอครั้นละนิวรณ์เหล่านี้ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองใจ เป็นเครื่องทอนกำลังปัญญาแล้ว สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๐๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๘. อัตตันตปสูตร เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความ เศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ชาติบ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง ๓๐ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ‘ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูลมีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความ เศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำ และชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ‘หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริตกล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นผิดพวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นชอบและชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นชอบ พวกเขาหลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์’ เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูงงามและไม่งาม เกิดดีและ เกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม อย่างนี้แล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความ เศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้น น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๙. ตัณหาสูตร เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะเมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ภิกษุทั้งหลายบุคคลเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นอย่างนี้แลและบุคคลนั้นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่น ให้เดือดร้อน เป็นผู้ไม่หิว ดับร้อนเย็นใจ เสวยสุข มีตนอันประเสริฐอยู่ในปัจจุบันเทียว ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก” อัตตันตปสูตรที่ ๘ จบ ๙. ตัณหาสูตร ว่าด้วยตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงตัณหาเช่นดังข่าย ท่องเที่ยวไป แผ่ไป ซ่านไป เกาะเกี่ยวอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เป็นเครื่องปกคลุมหุ้มห่อโลกนี้ ซึ่งยุ่งเหมือนกลุ่มด้ายอันยุ่งเหยิง ขอดเป็นปมเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ให้ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต และสังสารวัฏไปได้ เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเช่นดังข่าย ท่องเที่ยวไป แผ่ไป ซ่านไป เกาะเกี่ยวอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เป็นเครื่องปกคลุมหุ้มห่อโลกนี้ ซึ่งยุ่งเหมือนกลุ่มด้าย อันยุ่งเหยิง ขอดเป็นปมเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ให้ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต และสังสารวัฏไปได้ นั้นเป็นอย่างไร คือ ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการนี้อาศัยขันธปัญจก ภายใน @เชิงอรรถ : @ อยู่จบพรหมจรรย์ หมายถึงกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อทำลายอาสวกิเลสจบสิ้นสมบูรณ์แล้ว ไม่มีกิจที่จะ@ต้องทำเพื่อตนเอง แต่ยังมีหน้าที่เพื่อผู้อื่นอยู่ ผู้บรรลุถึงขั้นนี้ได้ชื่อว่า อเสขบุคคล (ที.สี.อ. ๒๔๘/๒๐๓)@ อบาย ในที่นี้หมายถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต และอสุรกาย (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๙๙/๔๓๔)@ ขันธปัญจก หมายถึงหมวดห้าแห่งขันธ์ ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ@วิญญาณขันธ์ (อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๑/๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๙. ตัณหาสูตร ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการนี้อาศัยขันธปัญจกภายนอก ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการอาศัยขันธปัญจกภายใน อะไรบ้าง คือ ๑. เมื่อมีตัณหาว่า ‘เราเป็น’ ๒. ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนี้’ จึงมี ๓. ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนั้น’ จึงมี ๔. ตัณหาว่า ‘เราเป็นโดยประการอื่น’ จึงมี ๕. ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้เที่ยง’ จึงมี ๖. ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้ไม่เที่ยง’ จึงมี ๗. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็น’ จึงมี ๘. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้’ จึงมี ๙. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนั้น’ จึงมี ๑๐. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการอื่น’ จึงมี ๑๑. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นบ้าง’ จึงมี ๑๒. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้บ้าง’ จึงมี ๑๓. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง’ จึงมี ๑๔. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง’ จึงมี ๑๕. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็น’ จึงมี ๑๖. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนี้’ จึงมี ๑๗. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนั้น’ จึงมี ๑๘. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นโดยประการอื่น’ จึงมี นี้คือตัณหาวิจริต ๑๘ ประการอาศัยขันธปัญจกภายใน ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการอาศัยขันธปัญจกภายนอก อะไรบ้าง คือ ๑. เมื่อมีตัณหาว่า ‘เราเป็นด้วยขันธปัญจกนี้’ ๒. ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๓. ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๔. ตัณหาว่า ‘เราเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๕. ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้เที่ยงด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๖. ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๙. ตัณหาสูตร ๗. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๘. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๙. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๑๐. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๑๑. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ๑๒. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ๑๓. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ๑๔. ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ๑๕. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๑๖. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๑๗. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ๑๘. ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี นี้คือตัณหาวิจริต ๑๘ ประการอาศัยขันธปัญจกภายนอก ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการอาศัยขันธปัญจกภายใน ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการอาศัยขันธปัญจกภายนอก ด้วยประการฉะนี้ รวมเรียกว่า ตัณหาวิจริต ๓๖ ประการตัณหาวิจริตเห็นปานนี้ ที่เป็นอดีต ๓๖ ประการ อนาคต ๓๖ ประการ ปัจจุบัน๓๖ ประการ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุทั้งหลาย ตัณหานี้นั้นแล เช่นดังข่าย ท่องเที่ยวไป แผ่ไป ซ่านไป เกาะเกี่ยวอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เป็นเครื่องปกคลุมหุ้มห่อโลกนี้ ซึ่งยุ่งเหมือนกลุ่มด้ายอันยุ่งเหยิง ขอดเป็นปมเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ให้ล่วงพ้นอบายทุคติ วินิบาต และสังสารวัฏไปได้” ตัณหาสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ ตัณหาวิจริต ๑๐๘ มีวิธีการคำนวณ ดังนี้ คือ ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการ อันอาศัยเบญจขันธ์ภายใน@ตัณหาวิจริต ๑๘ ประการ อันอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก รวมเป็น ๓๖ ประการ คูณด้วยกาล ๓ คือ@ปัจจุบัน อดีต อนาคต เท่ากับ ๑๐๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑๐. เปมสูตร ๑๐. เปมสูตร ว่าด้วยความรักและความชัง
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ย่อมเกิด ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความรักเกิดเพราะความรัก ๒. ความชังเกิดเพราะความรัก ๓. ความรักเกิดเพราะความชัง ๔. ความชังเกิดเพราะความชัง ความรักเกิดเพราะความรัก เป็นอย่างไร คือ บุคคลในโลกนี้เป็นผู้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจของบุคคล คนอื่นๆประพฤติต่อบุคคลที่รักนั้นด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ บุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจของเราด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ’ เขาจึงเกิดความรักในคนเหล่านั้นความรักเกิดเพราะความรัก เป็นอย่างนี้แล ความชังเกิดเพราะความรัก เป็นอย่างไร คือ บุคคลในโลกนี้เป็นผู้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจของบุคคล คนอื่นๆประพฤติต่อบุคคลที่รักนั้นด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจบุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่น่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจของเราด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ’ เขาจึงเกิดความชังในคนเหล่านั้น ความชังเกิดเพราะความรัก เป็นอย่างนี้แล ความรักเกิดเพราะความชัง เป็นอย่างไร คือ บุคคลในโลกนี้เป็นผู้ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจของบุคคลคนอื่นๆ ก็ประพฤติต่อบุคคลที่ชังนั้นด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ บุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจของเราด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ’เขาจึงเกิดความรักในคนเหล่านั้น ความรักเกิดเพราะความชัง เป็นอย่างนี้แล ความชังเกิดเพราะความชัง เป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑๐. เปมสูตร คือ บุคคลในโลกนี้เป็นผู้ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจของบุคคลคนอื่นๆ ก็ประพฤติต่อคนที่ชังนั้นด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจบุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘คนอื่นๆ ประพฤติต่อคนที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจของเราด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ’ เขาจึงเกิดความชังในบุคคลเหล่านั้น ความชังเกิดเพราะความชัง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมเกิด สมัยใด ภิกษุสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ อยู่ สมัยนั้น แม้ความรักที่เกิดเพราะความรัก ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น แม้ความชังที่เกิดเพราะความรักย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น แม้ความรักที่เกิดเพราะความชังย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น แม้ความชังที่เกิดเพราะความชังย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น สมัยใด เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ อยู่ เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายบรรลุตติยฌาน ฯลฯ อยู่ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ อยู่ สมัยนั้น แม้ความรักที่เกิดเพราะความรักย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น แม้ความชังที่เกิดเพราะความรักย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น แม้ความรักที่เกิดเพราะความชังย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น แม้ความชังที่เกิดเพราะความชังย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น สมัยใด ภิกษุทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน สมัยนั้น แม้ความรักที่เกิดเพราะความรักเป็นอันภิกษุนั้นละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ความชังที่เกิดเพราะความรักเป็นอันภิกษุนั้นละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ความรักที่เกิดเพราะความชังเป็นอันภิกษุนั้นละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ แม้ความชังที่เกิดเพราะความชังเป็นอันภิกษุนั้นละได้เด็ดขาด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑๐. เปมสูตร ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ไม่ยึดถือ ไม่โต้ตอบ ไม่บังหวนควันไม่ลุกโพลง ไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุชื่อว่ายึดถือ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป พิจารณาเห็นรูปในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในรูป พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีเวทนา พิจารณาเห็นเวทนาในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในเวทนา พิจารณาเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาพิจารณาเห็นอัตตาว่ามีสัญญา พิจารณาเห็นสัญญาในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในสัญญา พิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีสังขาร พิจารณาเห็นสังขารในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในสังขารพิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ ภิกษุชื่อว่ายึดถือเป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าไม่ยึดถือ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่เห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ไม่เห็นอัตตาว่ามีรูปไม่เห็นรูปในอัตตา หรือไม่เห็นอัตตาในรูป ไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา ไม่เห็นอัตตาว่ามีเวทนา ไม่เห็นเวทนาในอัตตา หรือไม่เห็นอัตตาในเวทนา ไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา ไม่เห็นอัตตาว่ามีสัญญา ไม่เห็นสัญญาในอัตตา หรือไม่เห็นอัตตาในสัญญา ไม่เห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา ไม่เห็นอัตตาว่ามีสังขาร@เชิงอรรถ : @ หมายถึงไม่ยกขึ้นด้วยอำนาจทิฏฐิ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๐๐/๔๓๗) @ หมายถึงไม่เป็นผู้ขัดแย้งยกขึ้นด้วยอำนาจความทะเลาะแตกร้าว (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๐๐/๔๓๗)@ หมายถึงไม่บังหวนควันด้วยอำนาจตัณหาวิจริต ๑๘ ประการที่อาศัยขันธปัญจกภายใน ดูข้อ ๑๙๙@(ตัณหาสูตร) ประกอบ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๐๐/๔๓๗) @ หมายถึงไม่ลุกโพลงด้วยอำนาจตัณหาวิจริต ๑๘ ประการที่อาศัยขันธปัญจกภายนอก ดูข้อ ๑๙๙@(ตัณหาสูตร) ประกอบ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๐๐/๔๓๗) @ หมายถึงไม่ถูกไฟไหม้ด้วยอำนาจอัสมิมานะ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๐๐/๔๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑๐. เปมสูตร ไม่เห็นสังขารในอัตตา หรือไม่เห็นอัตตาในสังขาร ไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ไม่เห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ ไม่เห็นวิญญาณในอัตตา หรือไม่เห็นอัตตาในวิญญาณ ภิกษุชื่อว่าไม่ยึดถือ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าโต้ตอบ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ด่าโต้ตอบคนที่ด่า โกรธตอบคนที่โกรธ เถียงโต้ตอบคนที่ถียง ภิกษุชื่อว่าโต้ตอบ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าไม่โต้ตอบ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ด่าโต้ตอบคนที่ด่า ไม่โกรธตอบคนที่โกรธ ไม่ เถียงโต้ตอบคนที่ถียง ภิกษุชื่อว่าไม่โต้ตอบ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าบังหวนควัน เป็นอย่างไร คือ เมื่อมีตัณหาว่า ‘เราเป็น’ ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนี้’ จึงมี ตัณหาว่า‘เราเป็นอย่างนั้น’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราเป็นโดยประการอื่น’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้เที่ยง’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้ไม่เที่ยง’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็น’ จึงมีตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนั้น’ จึงมี ตัณหาว่า“เราพึงเป็นโดยประการอื่น’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นบ้าง’ จึงมี ตัณหาว่า‘เราพึงเป็นอย่างนี้บ้าง” จึงมี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง” จึงมี ตัณหาว่า“เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็น’ จึงมี ตัณหาว่า‘เราจักเป็นอย่างน’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนั้น’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นโดยประการอื่น’ จึงมี ภิกษุชื่อว่าบังหวนควัน เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าไม่บังหวนควัน เป็นอย่างไร คือ เมื่อไม่มีตัณหาว่า ‘เราเป็น’ ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนี้’ จึงไม่มี ตัณหาว่า‘เราเป็นอย่างนั้น’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราเป็นโดยประกอบอื่น’ จึงไม่มี ตัณหาว่า‘เราเป็นผู้เที่ยง” จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้ไม่เที่ยง’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็น’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนั้น’จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการอื่น’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นบ้าง’จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้บ้าง’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค ๑๐. เปมสูตร จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการอื่นบ้าง’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็น’จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนี้’ จึงไม่มี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนั้น’ จึงไม่มีตัณหาว่า ‘เราจักเป็นโดยประการอื่น’ จึงไม่มี ภิกษุชื่อว่าไม่บังหวนควัน เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าลุกโพลง เป็นอย่างไร คือ เมื่อมีตัณหาว่า ‘เราเป็นด้วยขันธปัญจกนี้’ ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า‘เราเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้เที่ยงด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า‘เราพึงเป็นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้’จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการนั้นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ตัณหาว่า‘เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราพึงเป็นอย่างอื่นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า‘เราจักเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมี ตัณหาว่า ‘เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้’ จึงมีภิกษุชื่อว่าลุกโพลง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าไม่ลุกโพลง เป็นอย่างไร คือ เมื่อไม่มีตัณหาว่า “เราเป็นด้วยขันธปัญจกนี้” ตัณหาว่า “เราเป็น อย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้”จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า“เราเป็นผู้เที่ยงด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราเป็นผู้ไม่เที่ยงด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า“เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๕. มหาวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้บ้าง” จึงไม่มีตัณหาว่า “เราจักเป็นด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ตัณหาว่า “เราจักเป็นอย่างนี้ด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มีตัณหาว่า “เราจักเป็นอย่างนั้นด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มีตัณหาว่า “เราจักเป็นโดยประการอื่นด้วยขันธปัญจกนี้” จึงไม่มี ภิกษุชื่อว่าไม่ลุกโพลง เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าถูกไฟไหม้ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ยังละอัสมิมานะไม่ได้เด็ดขาด ยังไม่ได้ตัดรากถอนโคนให้เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ภิกษุชื่อว่าถูกไฟไหม้ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าไม่ถูกไฟไหม้ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอัสมิมานะได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือน ต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ภิกษุชื่อว่าไม่ถูกไฟไหม้ เป็นอย่างนี้แล เปมสูตรที่ ๑๐ จบ มหาวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. โสตานุคตสูตร ๒. ฐานสูตร ๓. ภัททิยสูตร ๔. สาปุคิยาสูตร ๕. วัปปสูตร ๖. สาฬหสูตร ๗. มัลลิกาเทวีสูตร ๘. อัตตันตปสูตร ๙. ตัณหาสูตร ๑๐. เปมสูตร จตุตถปัณณาสก์ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๑๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาวรรควรรณนาที่ ๕ อรรถกถาโสตานุคตที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในโสตานุคตสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โสตานุคตานํ ความว่า ธรรมที่บุคคลเงี่ยโสตประสาทฟังแล้วกำหนดด้วยโสตญาณ.
บทว่า จตฺตาโร อานิสํสา ปาฏิกงฺขา ความว่า คุณานิสงส์ ๔ ประการ พึงหวังได้.
ก็สูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภด้วยอำนาจอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง.
ถามว่า ด้วยอำนาจเหตุเกิดเรื่องอะไร.
ตอบว่า ด้วยอำนาจเหตุเกิดเรื่อง คือ การที่ภิกษุทั้งหลายไม่เข้าไปฟังธรรม.
ได้ยินว่า พวกพราหมณ์ ๕๐๐ บวชแล้วไม่ไปฟังธรรมด้วยคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสแต่ลิงค์ วจนะ วิภัติ บทและพยัญชนะเป็นต้น จักตรัสแต่ข้อที่พวกเรารู้แล้วทั้งนั้น ข้อที่เรายังไม่รู้ จักตรัสอะไรได้ ดังนี้. พระศาสดาได้สดับเรื่องนั้นแล้ว จึงให้เรียกพราหมณ์ที่บวชเหล่านั้นมาแล้วตรัสว่า เพราะอะไร พวกเธอจึงทำอย่างนี้ พวกเธอจงฟังธรรมโดยความเคารพ เมื่อฟังธรรมโดยความเคารพและสาธยายธรรม อานิสงส์เหล่านี้เท่านี้เป็นหวังได้ดังนี้ เมื่อทรงแสดงจึงเริ่มเทศนานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ปริยาปุณาติ ความว่า ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรมคือบาลี ซึ่งเป็นนวังคสัตถุศาสน์คำสอนของพระศาสดา มีองค์ ๙ มีสุตตะ เคยยะเป็นอาทิ.
บทว่า โสตานุคตา โหนฺติ ความว่า ธรรมเหล่านั้นก็ย่อมตามไปเข้าโสตเนืองๆ.
บทว่า มนสานุเปกฺขิตา ได้แก่ ตรวจดูด้วยจิต.
บทว่า ทิฏฺฐฺยา สุปฺปฏิวิทฺธา ความว่า รู้ทะลุปรุโปร่งดี คือทำให้แจ่มแจ้งด้วยปัญญาทั้งโดยผล ทั้งโดยเหตุ.
พระพุทธพจน์ บทว่า มุฏฺฐสฺสติ กาลํ กุรุมาโน นี้ มิใช่ตรัส เพราะไม่มีสติระลึกถึง แต่ตรัสหมายถึงการตายของปุถุชน. จริงอยู่ ปุถุชนชื่อว่าหลงลืมสติตาย.
บทว่า อุปปชฺชติ ความว่า ภิกษุตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์แล้ว ย่อมเกิดในเทวโลก.
บทว่า ธมฺมปทา ปิลปนฺติ ความว่า ธรรมคือพระพุทธวจนะที่คล่องปากอันมีการสาธยายเป็นมูลมาแต่ก่อนทั้งหมด ย่อมลอยเด่นปรากฏรู้ได้ชัดแก่ภิกษุผู้มีสุข ซึ่งเกิดในระหว่างภพ เหมือนเงาในกระจกใส.
บทว่า ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท ความว่า การระลึกถึงพระพุทธพจน์เกิดขึ้นช้าคือหนัก.
บทว่า อถ โส สตฺโต ขิปฺปเมว วิเสสคามี โหติ ความว่า ย่อมบรรลุนิพพาน.
บทว่า อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต ได้แก่ พระขีณาสพผู้ถึงพร้อมด้วยฤทธิ์ถึงความเชี่ยวชาญแห่งจิต.
ในบทว่า อยํ วา โส ธมฺมํวินโย นี้ วา ศัพท์มีอรรถว่า กระจ่างแจ้ง.
บทว่า ยตฺถ คือ ในธรรมวินัยใด.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ อจรี ได้แก่ เราได้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์.
บทนั้น ตรัสด้วยอำนาจการระลึกถึงพระพุทธพจน์ว่า ชื่อว่าพระพุทธพจน์แม้นี้ เราก็ได้เล่าเรียนมาแล้วแต่ก่อน.
บทว่า เทวปุตฺโต ได้แก่ เทวบุตรผู้เป็นธรรมกถึกองค์หนึ่ง ดุจปัญจาลจัณฑเทวบุตร ดุจหัตถกมหาพรหมและดุจสนังกุมารพรหม.
บทว่า โอปปาติโก โอปปาติกํ สาเรติ ความว่า เทวบุตรผู้เกิดก่อนให้เทวบุตรผู้เกิดภายหลังระลึก ทรงแสดงความที่สหายเหล่านั้นสนิทสนมกันมานาน ด้วยบทว่า สหปํสุกีฬกา นั้น.
บทว่า สมาคจฺเฉยฺยุํ ความว่า สหายเหล่านั้นพึงไปพร้อมหน้ากันที่ศาลาบ้าง ที่โคนต้นไม้บ้าง.
บทว่า เอวํ วเทยฺย ความว่า สหายผู้นั่งก่อนที่ศาลาบ้าง ที่โคนต้นไม้บ้าง พึงกล่าวอย่างนี้กะสหายผู้มาภายหลัง.
บทที่เหลือทุกแห่ง พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาแล้วแล. จบอรรถกถาโสตานุคตสูตรที่ ๑
อรรถกถาฐานสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในฐานสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ฐานานิ คือ เหตุทั้งหลาย.
บทว่า ฐาเนหิ คือ ด้วยเหตุทั้งหลาย. ความสะอาดชื่อ โสเจยฺยํ.
บทว่า สํวสมาโน แปลว่า เมื่ออยู่ร่วมกัน.
บทว่า น สตตการี น สตตวุตฺตี สีเลสุ ความว่า ท่านผู้นี้จะมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยศีลอยู่เนืองนิตย์ทุกเวลา ก็หามิได้.
บทว่า สํโวหรมาโน คือ เมื่อพูด.
บทว่า เอเกน เอโก โวหรติ ความว่า ท่านผู้นี้พูดกันตัวต่อตัว.
บทว่า โวกฺกมติ คือ พูด.
บทว่า ปุริมโวหารา ปจฺฉิมโวหารํ คือ ท่านผู้นี้พูดคำหลังผิดแผกไปจากคำก่อน. อธิบายว่า คำหลังกับคำก่อน และคำก่อนกับคำหลังไม่สมกัน.
ในบทเป็นต้นว่า ญาติพฺยสเนน คือ เสื่อมญาติ. อธิบายว่า เสียญาติ.
แม้ในบทที่สองก็นัยนี้แล.
ส่วนในการเกิดโรค โรคนั้นแลชื่อว่าเสีย เพราะทำความไม่มีโรคให้เสียไป.
บทว่า อนุปริวตฺตนฺติ คือ ติดตาม.
ในบทว่า ลาโภ จ เป็นอาทิพึงนำนัยไปอย่างนี้ว่า ลาภย่อมหมุนไปตามอัตภาพหนึ่ง ความเสื่อมลาภย่อมหมุนไปตามอัตภาพหนึ่ง.
บทว่า สากจฺฉายมาโน ความว่า เมื่อทำการสนทนาด้วยอำนาจการถามและการตอบปัญหา. บทว่า ยถา แปลว่า โดยอาการใด.
อุมมงค์แห่งปัญหา ชื่ออุมมังคะ. อภินิหารแห่งจิตด้วยอำนาจการแต่งปัญหา ชื่ออภินิหาร. การถามปัญหา ชื่อสมุทาหาร.
บทว่า สนฺตํ ความว่า ไม่กล่าวให้สงบ เพราะข้าศึกสงบ.
บทว่า ปณีตํ ได้แก่ ถึงความล้ำเลิศ.
บทว่า อตกฺกาวจรํ ความว่า ท่านผู้นี้ไม่กล่าวโดยประการที่อาจถือเอาได้ด้วยการเดา ด้วยการคาดคะเน.
บทว่า นิปุณํ แปลว่า ละเอียด.
บทว่า ปณฺฑิตเวทนียํ แปลว่า อันพวกบัณฑิตพึงรู้ได้.
บทที่เหลือในที่ทุกแห่ง พึงทราบโดยทำนองที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาฐานสูตรที่ ๒
อรรถกถาภัททิยสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในภัททิยสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เจ้าภัททิยลิจฉวีผู้บริโภคอาหารเช้าเสร็จแล้ว ถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ เข้าไปเฝ้าด้วยคิดว่า เราจักถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้.
ในบทว่า มา อนุสฺสเวน เป็นอาทิ พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า ท่านทั้งหลายอย่าถือคำของเราด้วยอำนาจการฟังตามกันมา.
บทว่า สารมฺโภ ได้แก่ ความคิดแข่งดีกันเป็นลักษณะแข่งกันเกินกว่าเหตุ.
ธรรมมีอโลภะเป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่ตรงกันข้ามกับความโลภเป็นต้น.
บทว่า กุสลธมฺมูปสมฺปทาย ได้แก่ เพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมให้ถึงพร้อม. ท่านอธิบายว่า เพื่อให้ได้กุศลธรรม.
บทว่า อิเม เจปิ ภทฺทิย มหาสาลา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงต้นสาละที่ยืนต้นอยู่ข้างหน้า จึงตรัสอย่างนี้.
บทที่เหลือในสูตรนี้ พึงรู้ได้ง่ายเพราะมีนัยอันกล่าวแล้วแต่หนหลัง และเพราะมีอรรถง่าย. แต่เมื่อพระศาสดาทรงยักเยื้องเทศนา เจ้าภัททิยะก็เป็นโสดาบันบุคคลแล. จบอรรถกถาภัททิยสูตรที่ ๓
อรรถกถาสามุคิยสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในสามุคิยสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สาปุคิยา ได้แก่ กุลบุตรชาวนิคมสาปุคะ.
บทว่า พยคฺฆปชฺช ความว่า พระอานนท์ เมื่อเรียกโกฬิยบุตรเหล่านั้น จึงกล่าวอย่างนี้.
โกฬนครมีสองชื่อ คือนครโกฬะ เพราะเขานำไม้กระเบามาสร้าง ๑ ชื่อว่าพยัคฆปัชชะ เพราะเขาสร้างในทางเสือผ่าน ๑. บรรพบุรุษของชาวโกฬิยะเหล่านั้นอาศัยอยู่ในพยัคฆปัชชนครนั้น เพราะฉะนั้น ท่านเรียกว่าพยัคฆปัชชะ เพราะอาศัยอยู่ในพยัคฆปัชชนคร. ด้วยเหตุนั้น พระอานนท์ เมื่อเรียกชาวโกฬิยะเหล่านั้น จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคานิ ได้แก่ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์. อธิบายว่า องค์คือส่วนแห่งวความเพียรที่ควรตั้งไว้.
บทว่า สีลปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ นี้เป็นชื่อของความเพียรอันยังศีลให้บริสุทธิ์.
จริงอยู่ ปาริสุทธิปธานิยังคะนั้นเป็นองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อให้ความบริสุทธิ์แห่งศีลเต็มบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสีลปาริสุทธิปธานิยังคะ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามิ ความว่า เราจักประคับประคองด้วยวิปัสสนาปัญญาไว้ในที่นั้นๆ.
ในบทว่า โย ตตฺถ ฉนฺโท เป็นต้น พึงทราบความโดยนัยนี้ว่า กัตตุกัมมยตาฉันทะ ความพอใจคือความใคร่ทำในการประคับประคองนั้นอันใด. ก็สติสัมปชัญญะ ท่านกล่าวในที่นี้เพื่อภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้วกำหนดด้วยญาณ ยังความเพียรให้ดำเนินไป.
บทว่า รชฺชนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ วิราเชติ ความว่า ย่อมทำโดยอาการที่จิตคลายกำหนัดในอิฏฐารมณ์อันเป็นปัจจัยแห่งราคะ.
บทว่า วิโมจนีเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตํ วิโมเจติ ความว่า ย่อมทำโดยอาการที่จิตเปลื้องไปจากอารมณ์ซึ่งจิตควรจะเปลื้อง.
ในบทว่า วิราเชตฺวา นี้ชื่อว่า คลายกำหนัดในขณะแห่งมรรค ชื่อว่าคลายกำหนัดแล้วในขณะแห่งผล.
แม้ในบทที่สองก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สมฺมาวิมุตฺตึ ผุสติ ได้แก่ ถูกต้องอรหัตผลวิมุตติตามเหตุตามนัยด้วยญาณผัสสะ. จบอรรถกถาสามุคิยสูตรที่ ๔
อรรถกถาวัปปสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในวัปปสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วปฺโป ได้แก่ เจ้าศากยะผู้เป็นพระเจ้าอาของพระทศพล.
บทว่า นิคณฺฐสาวโก ได้แก่ เป็นอุปฐากของนิคัณฐนาฏบุตร ดุจสีหเสนาบดีในกรุงเวสาลี และดุจอุปาลิคฤหบดีในเมืองนาฬันทา.
บทว่า กาเยน สํวุโต ความว่า ชื่อว่าสำรวมด้วยกาย เพราะสำรวมคือปิดกายทวาร.
แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อวิชฺชาวิราคา ได้แก่ เพราะอวิชชาคลายสิ้นไป.
บทว่า วิชฺชุปฺปาทา ได้แก่ เพราะมรรควิชชาเกิดขึ้น.
บทว่า ตํ ฐานํ แปลว่า เหตุนั้น.
บทว่า อวิปกฺกวิปากํ ได้แก่ ยังไม่ถึงวาระได้รับผล.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่ มีกรรมนั้นเป็นเหตุ มีบาปกรรมนั้นเป็นปัจจัย.
บทว่า ทุกฺขเวทนิยา อาสวา อสฺสเวยฺยุํ ความว่า กิเลสทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไหลไปตาม คือพึงเข้าไปตาม. อธิบายว่า กิเลสทั้งหลายพึงเกิดขึ้นแก่บุรุษนั้น.
บทว่า อภิสมฺปรายํ ได้แก่ ในอัตภาพที่สองนั้นแล.
บทว่า กายสมารมฺภปจฺจยา แปลว่า เพราะกายกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า อาสวา ได้แก่ กิเลสทั้งหลาย.
ในบทว่า วิฆาตปริฬาหา นี้ ทุกข์ชื่อว่าวิฆาตะ. ความเร่าร้อนทางกายและทางจิต ชื่อว่าปริฬาหะ.
บทว่า ผุสฺสผุสฺสพฺยนฺตีกโรติ ความว่า กรรมที่ญาณจะพึงฆ่า พอกระทบญาณสัมผัสก็สิ้นไป กรรมที่วิบากจะพึงฆ่า พอกระทบวิบากสัมผัส ก็สิ้นไป.
บทว่า นิชฺชรา ได้แก่ ปฏิปทาที่ทำกิเลสให้โซมไป.
แม้ในวาระที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
ภิกษุนี้ดำรงอยู่ในปฏิปทานี้ ควรเป็นพระขีณาสพ. ควรนำมหาภูตรูป ๔ ออกแล้วแสดงการกำหนดด้วยอริยสัจ ๔ แล้วพึงบอกกรรมฐานจนถึงอรหัตผล.
ก็บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงสตตวิหารธรรม ธรรมเครื่องอยู่ประจำของพระขีณาสพนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า เอวํ สมฺมาวิมุตฺตจิตฺตสฺส ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมาวิมุตฺตสฺส ได้แก่ พ้นแล้วโดยชอบ โดยเหตุการณ์ โดยนัย.
บทว่า สตตวิหารา ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิจ ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นประจำ.
บทว่า เนว สุมโน โหติ ได้แก่ เป็นผู้ไม่เกิดโสมนัสด้วยอำนาจความกำหนัดในอิฏฐารมณ์.
บทว่า น ทุมฺมโน ได้แก่ ไม่เป็นผู้เกิดโทมนัสด้วยอำนาจความขุ่นใจในอนิฏฐารมณ์.
บทว่า อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ได้แก่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีความเป็นกลางในอารมณ์เหล่านั้น ด้วยอุเบกขามีอาการคือความเป็นกลางเป็นลักษณะ กำหนดถือเอาด้วยสติสัมปชัญญะอยู่.
บทว่า กายปริยนฺติกํ ได้แก่ เวทนามีกายเป็นที่สุด คือกำหนดด้วยกาย. อธิบายว่า เวทนาเป็นไปในทวาร ๕ ยังเป็นไปอยู่ตราบเท่าที่กาย คือทวาร ๕ ยังเป็นไปอยู่.
บทว่า ชีวิตปริยนฺติกํ ได้แก่ เวทนามีชีวิตเป็นที่สุด คือกำหนดด้วยชีวิต. อธิบายว่า เวทนาอันเป็นไปในมโนทวาร ยังเป็นไปอยู่ตราบเท่าที่ชีวิตยังเป็นไปอยู่.
ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาอันเป็นไปในทวาร ๕ เกิดทีหลังแต่ดับก่อน. เวทนาอันเป็นไปในมโนทวารอันเกิดก่อนแต่ดับทีหลัง. เพราะเวทนานั้นตั้งอยู่ในวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิ. เวทนาอันเป็นไปในทวาร ๕ ยังเป็นไปอยู่ด้วยอำนาจปัญจทวารในปัจจุบัน คราวมีอายุ ๒๐ ปีในปฐมวัย ยังมีกำลังแข็งแรงด้วยอำนาจความรัก ความโกรธและความหลง คราวมีอายุ ๕๐ ปียังคงที่อยู่ จะลดลงตั้งแต่อายุ ๖๐ ปี คราวอายุ ๘๐-๙๐ ปีก็น้อยเต็มที.
ด้วยว่าในครั้งนั้นสัตว์ทั้งหลาย แม้เมื่อผู้กล่าวว่า พวกเรานั่งนอนร่วมกันมานานแล้ว ก็พูดว่าเราไม่รู้ดังนี้ก็มี พูดว่าเราไม่เห็นอารมณ์มีรูปเป็นต้น แม้มีประมาณมาก เราไม่ได้ยิน เราไม่รู้กลิ่นหอมกลิ่นเหม็น รสอร่อยรสไม่อร่อย หรือแข็งอ่อนดังนี้ก็มี. เวทนาเป็นไปในทวาร ๕ ของสัตว์เหล่านั้นถึงจะดับไป แต่เวทนาเป็นไปในมโนทวารก็ยังเป็นไปอยู่ด้วยประการฉะนี้. เวทนานั้นเสื่อมไปโดยลำดับ ในเวลาใกล้ตายอาศัยส่วนของหทยวัตถุเท่านั้นยังเป็นไปอยู่ได้. ก็เวทนานั้นยังเป็นไปอยู่ได้เพียงใด ท่านกล่าวว่าสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ได้เพียงนั้น. เมื่อใดเวทนาเป็นไปไม่ได้ เมื่อนั้นท่านกล่าวว่า สัตว์ตายแล้ว ดับแล้ว ดังนี้.
พึงเปรียบความข้อนั้นด้วยหนองน้ำ.
เหมือนอย่างว่า บุรุษพึงทำหนองน้ำให้มีทางน้ำ ๕ ทาง เมื่อฝนตกครั้งแรก พึงให้น้ำเข้าไปโดยทางน้ำทั้ง ๕ แล้วขังน้ำไว้ในบ่อ ภายในหนองน้ำให้เต็ม เมื่อฝนตกบ่อยๆ น้ำเต็มในทางของน้ำ แล้วท่วมล้นออกไปประมาณคาวุตหนึ่งหรือกึ่งโยชน์ น้ำยังขังอยู่ น้ำเมื่อไหลออกจากนั้น เมื่อชาวนาเปิดคันกั้นน้ำ ทำงานในนา น้ำไหลออก คราวข้าวกล้าแก่น้ำก็ไหลออก น้ำงวดไปชาวนาก็พูดว่าเราจะจับปลา จากนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน น้ำก็ขังอยู่แต่ในบ่อเท่านั้น ก็ตราบใดน้ำนั้นยังมีในบ่อ ตราบนั้นก็นับได้ว่าน้ำยังมีในหนองน้ำ แต่เมื่อใดน้ำในบ่อนั้นขาด เมื่อนั้นก็เรียกได้ว่าน้ำไม่มีในหนองน้ำฉันใด ข้ออุปไมยพึงทราบฉันนั้น.
เวลาที่เวทนาอันเป็นไปในมโนทวารตั้งอยู่ในวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิครั้งแรก เหมือนเวลาที่เมื่อฝนตกครั้งแรก เมื่อน้ำไหลเข้าไปโดยทางทั้ง ๕ บ่อก็เต็มเมื่อวัตถุรูปยังเป็นไปอยู่ เวทนาอันเป็นไปในทวาร ๕ ก็เป็นไปอยู่ได้ เหมือนเวลาที่เมื่อฝนตกบ่อยๆ น้ำเต็มทางทั้ง ๕ ความที่เวทนานั้นมีกำลังมาก ยิ่งด้วยอำนาจความรักเป็นต้น คราวที่มีอายุ ๒๐ ปีในปฐมวัยเหมือนการที่น้ำท่วมล้นไปประมาณคาวุตหนึ่งและกึ่งโยชน์เวลาเวทนานั้นยังคงที่อยู่ คราวที่มีอายุ ๕๐ ปี เหมือนเวลาที่น้ำยังขังอยู่เต็มในหนองน้ำ ตราบเท่าที่น้ำยังไม่ไหลออกจากหนองน้ำนั้น เวทนาเสื่อมตั้งแต่เวลาที่มีอายุ ๖๐ ปี เหมือนเวลาที่เมื่อเปิดคันกั้นน้ำ เมื่อทำงานน้ำก็ไหลออก เวลาที่เวทนาอันเป็นไปในทวาร ๕ อ่อนลงเมื่อมีอายุ ๘๐-๙๐ ปี เหมือนเวลาที่เมื่อน้ำงวด ยังมีน้ำเหลืออยู่นิดหน่อยที่ทางน้ำ เวลาที่เวทนาในมโนทวารยังเป็นไปอยู่ได้ เพราะอาศัยส่วนแห่งหทยวัตถุ เหมือนเวลาที่น้ำยังขังอยู่ในบ่อนั่นเองตราบใดที่เวทนานั้นยังเป็นไปอยู่ได้ ตราบนั้นเรียกได้ว่าสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ เหมือนเวลาที่ควรจะพูดได้ว่า เมื่อในบ่อมีน้ำแม้นิดหน่อย น้ำในหนองน้ำก็ยังมีอยู่. ก็เมื่อน้ำในบ่อขาด ก็เรียกได้ว่าไม่มีน้ำในหนองน้ำฉันใด เมื่อเวทนาเป็นไปในมโนทวารเป็นไปไม่ได้ ก็เรียกได้ว่าสัตว์ตายฉันนั้น.
บทว่า ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทิยมาโน ท่านกล่าวหมายถึงเวทนานี้แล.
บทว่า กายสฺส เภทา ได้แก่ กายแตก. บทว่า อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา ได้แก่ เบื้องหน้าแต่สิ้นชีวิตไป.
บทว่า อิเธว ได้แก่ ในโลกนี้เท่านั้น ไม่ไปข้างหน้าด้วยอำนาจปฏิสนธิ.
บทว่า สีติ ภวิสฺสนฺติ ได้แก่ เวทนาทั้งปวง เว้นจากความเป็นไป ความดิ้นรนและความกระวนกระวายก็จักเป็นของเย็น มีอันไม่เป็นไปเป็นธรรมดา.
บทว่า ถูณํ ปฏิจฺจ ได้แก่ อาศัยต้นไม้.
บทว่า กุทฺทาลปิฎกํ อาทาย ความว่า ถือจอบ เสียมและตะกร้า แต่เทศนาท่านมุ่งแต่จอบเท่านั้น.
บทว่า มูเล ฉินฺเทยฺย ได้แก่ พึงเอาจอบตัดที่โคน.
บทว่า ปลิขเณยฺย ได้แก่ เอาเสียมขุดโดยรอบ.
ในข้อว่า เอวเมว โข นี้ เทียบด้วยอุปมาดังนี้.
อัตภาพพึงเห็นเหมือนต้นไม้ กุศลกรรมและอกุศลกรรมเหมือนเงาอาศัยต้นไม้ พระโยคาวจรเหมือนบุรุษผู้ประสงค์จะทำเงาไม่ให้เป็นไป ปัญญาเหมือนจอบ สมาธิเหมือนตะกร้า วิปัสสนาเหมือนเสียมเวลาที่ตัดอวิชชาด้วยอรหัตมรรคเหมือนเวลาที่เอาเสียมขุดราก เวลาที่เห็นเป็นกองเหมือนเวลาที่ทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เวลาที่เห็นเป็นอายตนะเหมือนเวลาที่ผ่าออก เวลาที่เห็นเป็นธาตุเหมือนเวลาที่ทำให้เป็นผงเวลาที่ทำความเพียรทางกายทางจิตเหมือนเวลาที่ตากให้แห้งที่ลมและแดด เวลาที่เผากิเลสด้วยญาณเหมือนเวลาที่เอาไฟเผา เวลาที่ขันธ์ ๕ ยังทรงอยู่เหมือนเวลาที่ทำเป็นเขม่าการดับขันธ์ ๕ ที่มีรากตัดขาดแล้วโดยไม่มีปฏิสนธิ เหมือนเวลาที่โปรยไปในพายุใหญ่ เหมือนเวลาที่ลอยไปในกระแสน้ำ ความที่ไม่มีบัญญัติ เพราะวิบากขันธ์ไม่เกิดในภพใหม่ พึงทราบเหมือนการเข้าไปสู่ความไม่มีบัญญัติโดยโปรยไปและลอยไป.
บทว่า ภควนฺตํ เอตทโวจ ความว่า เมื่อพระศาสดาทรงยักเยื้องเทศนาอยู่ วัปปศากยราชบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ได้กราบทูลคำเป็นต้นว่า เสยฺยถาปิ ภนฺเต ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺรยตฺถิโก คือ เป็นผู้มีความต้องการกำไร.
บทว่า อสฺสปณิยํ โปเสยฺย ความว่า พึงเลี้ยง ด้วยคิดว่า เราจักซื้อลูกม้า ๕๐๐ ตัวแล้วจึงขายในภายหลัง. ต้องใช้เครื่องอุปกรณ์ประมาณ ๕๐๐ เป็นค่าเลี้ยงดูม้าที่มีราคาพันหนึ่ง โดยเป็นของหอมและดอกไม้เป็นต้น. ต่อมาม้าเหล่านั้นของเขาเกิดโรควันเดียวเท่านั้นก็ตายหมด เพราะเหตุนั้น เขากล่าวอย่างนี้ด้วยความประสงค์นี้.
บทว่า อุทฺรยญฺเจว นาธิคจฺเฉยฺย ได้แก่ ไม่ได้ทั้งกำไร ทั้งทุนที่ลงไป.
บทว่า ปยิรูปาสึ ได้แก่ บำรุงด้วยปัจจัย ๔.
บทว่า โสหํ อุทฺรยญฺเจว นาธิคจฺฉึ ความว่า ข้าพระองค์ไม่ได้กำไร ทั้งขาดทุนอีกด้วย.
ท่านแสดงว่า เราชื่อว่าเป็นคนบำรุงม้าไว้ขาย.
คำที่เหลือในบทนี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาวัปปสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------
มหาวรรควรรณนาที่ ๕ อรรถกถาสาตถสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในสาตถสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทฺวเยน คือ เพราะส่วนสอง.
บทว่า โอฆสฺส นิตฺถรณํ ได้แก่ การรื้อถอนโอฆะ ๔.
บทว่า ตโปชิคุจฺฉาเหตุ ได้แก่ เพราะเหตุเกลียดบาปด้วยตบะ กล่าวคือการทำทุกรกิริยา.
บทว่า อญฺญตรํ สามญฺญงฺคํ ได้แก่ ส่วนแห่งสมณธรรมอย่างหนึ่ง.
ในบทมีอาทิว่า อปริสุทฺธกายสมาจารา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงศีล ความประพฤติทางกาย วาจาและใจไม่บริสุทธิ์ด้วยสามบทต้น แล้วจึงทรงแสดงถึงความเป็นผู้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์ด้วยบทหลัง.
บทว่า ญาณทสฺสนาย ได้แก่ ทัสสนะอันได้แก่มรรคญาณ.
บทว่า อนุตฺตราย สมฺโพธาย ได้แก่ พระอรหัต. ท่านอธิบายว่า ไม่ควรเพื่อสัมผัสด้วยญาณผัสสะ คืออรหัต.
บทว่า สาลลฏฺฐึ ได้แก่ ต้นสาละ. บทว่า นวํ คือ หนุ่ม.
บทว่า อกุกฺกุจฺจกชาตํ คือ ไม่เกิดความรังเกียจว่า ควรหรือไม่ควร.
บทว่า เลขณิยา ลิเขยฺย ได้แก่ ขีดพอเป็นรอย.
บทว่า โธเปยฺย ได้แก่ ขัด.
บทว่า อนฺโตอวิสุทฺธา ได้แก่ ไม่เรียบในภายใน คือไม่เอาแก่นออก.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ เทียบด้วยอุปมาดังนี้.
จริงอยู่ อัตภาพพึงเห็นเหมือนต้นสาละ กระแสสงสารเหมือนกระแสน้ำ คนยึดถือทิฏฐิ ๖๒ เหมือนคนที่ต้องการจะไปฝั่งโน้นเวลาที่ยึดมั่นในอารมณ์ภายนอก เหมือนเวลาที่ทำต้นสาละให้เรียบดีในภายนอก เวลาที่ศีลในภายในไม่บริสุทธิ์ เหมือนเวลาที่ไม่ทำข้างในของต้นสาละให้เรียบการที่คนถือทิฏฐิจมลงไปในกระแสสงสารวัฏ พึงทราบเหมือนการที่ต้นสาละจมลงไปข้างล่าง.
บทว่า ชิยาริตฺตํ พนฺเธยฺย ได้แก่ ติดกรรเชียงและหางเสือ.
บทว่า เอวเมว โข เทียบด้วยอุปมาดังนี้
อัตภาพเหมือนต้นสาละหนุ่ม. กระแสสงสารวัฏเหมือนกระแสน้ำ พระโยคาวจรเหมือนคนผู้ประสงค์จะไปฝั่งโน้น เวลาที่ความสำรวมตั้งมั่นในทวาร ๖ เหมือนเวลาที่ทำภายนอกให้เรียบ ศีลอาจารบริสุทธิ์ในภายใน เหมือนความที่ทำภายในให้เรียบการทำความเพียรทางกายและใจ เหมือนการติดกรรเชียงและหางเสือ การบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาโดยลำดับแล้วถึงนิพพาน พึงเห็นเหมือนการไปถึงฝั่งโน้นได้โดยสวัสดี.
บทว่า กณฺฑจิตฺตกานิ ได้แก่ กระบวนการที่ควรทำด้วยลูกศรมีไม่น้อย เป็นต้นว่าคันศร เชือกศร รางศร ฉากศร สายศร ดอกศร.
บทว่า อถโข โส ตีหิ ฐาเนหิ ความว่า เขาแม้รู้กระบวนการลูกศรมากอย่างนี้ ก็ไม่คู่ควรแก่พระราชา แต่จะคู่ควรโดยฐานะ ๓ เท่านั้น.
บทว่า สมฺมาสมาธิ โหติ ในบทนี้มีความว่า เป็นผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยมรรคสมาธิและผลสมาธิ.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยมรรคสัมมาทิฏฐิ.
ท่านกล่าวมรรค ๔ ผล ๓ ด้วยสัจจะ ๔ มีอาทิว่า อิทํ ทุกฺขํ ดังนี้. พึงทราบความว่า ก็ผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐินี้ พึงทราบว่า ชื่อว่ายิงไม่พลาดด้วยมรรคเท่านั้น.
บทว่า สมฺมาวิมุตฺติ ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยวิมุตติ คืออรหัตผล.
บทว่า อวิชฺชากฺขนฺธํ ปทาเลติความว่า ผู้ประกอบด้วยสัมมาวิมุตติ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าทำลายกองอวิชชาด้วยอรหัตมรรค.
จริงอยู่ กองอวิชชาถูกทำลายด้วยอรหัตมรรคนี้ในภายหลัง แต่ในที่นี้ควรกล่าวว่า ย่อมทำลายอาศัยกองอวิชชาที่ถูกทำลายแล้ว. จบอรรถกถาสาตถสูตรที่ ๖
อรรถกถามัลลิกสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในมัลลิกสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มลฺลิกา เทวี ได้แก่ พระเทวีของพระเจ้าปเสนทิโกศล.
บทว่า เยน มิเธกจฺโจ มาตุคามโม ได้แก่ หญิงบางคนในโลกนี้.
บทว่า ทุพฺพณฺโณ ได้แก่ มีผิวน่าเกลียด. บทว่า ทุรูโป ได้แก่ มีทรวดทรงไม่ดี.
บทว่า สุปาปิโก ได้แก่ แสนชั่ว แสนทราม. บทว่า ทสฺสนาย แปลว่า เพื่อเห็น.
บทว่า ทลิทฺโท ได้แก่ จนทรัพย์. บทว่า อปฺปโภโค ได้แก่ เว้นจากเครื่องใช้สอย.
บทว่า อปฺเปสกฺโข ได้แก่ มีบริวารน้อย.
บทว่า อุทฺโธ ได้แก่ เป็นอิสระ. บทว่า มหทฺธโน ได้แก่ มีทรัพย์มาก โดยทรัพย์สำหรับใช้สอย.
บทว่า มหาโภโค คือ มีโภคะมาก ด้วยโภคะเครื่องอุปโภคบริโภค (ของใช้ ของกิน).
บทว่า มเหสกฺโข คือ มีบริวารมาก.
บทว่า อภิรูโป คือ มีรูปงาม. บทว่า ทสฺสนีโย คือ ควรดู.
บทว่า ปาสาทิโก คือ มีใจเลื่อมใสด้วยการชม.
บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย คือ ด้วยผิวพรรณและทรวดทรงแห่งเรือนร่าง.
บทว่า อภิสชฺชติ แปลว่า ขัดข้อง. บทว่า พฺยาปชฺชติ ได้แก่ ละปกติ.
บทว่า ปฏิติถียติ ได้แก่ ถึงความเป็นผู้หดหู่และกระด้างด้วยความโกรธ.
บทว่า น ทาตา โหติ คือ เป็นหญิงไม่ให้.
ในบทว่า เสยฺยาวสถปทีเปยฺยํ นี้ ที่นอน คือเตียงและแผ่นกระดานเป็นต้น ชื่อว่าที่นอน. เรือน ที่อยู่อาศัย ชื่อว่าที่อยู่. เครื่องประกอบประทีปมีไส้และน้ำมันเป็นต้น ท่านเรียกว่า ปทีเปยฺยํ.
บทว่า อิสฺสามนิโก ได้แก่ มีจิตประกอบด้วยความริษยา.
พึงทราบความในบททั้งหมดโดยนัยนี้.
บทว่า โกธนา อโหสึ คือ เป็นหญิงมักโกรธ.
บทว่า อนิสฺสามนิกา อโหสึ คือ ได้เป็นหญิงมีจิตเว้นจากความริษยา.
คำที่เหลือในสูตรนี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถามัลลิกสูตรที่ ๗
อรรถกถาอัตตันตปสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในอัตตันตปสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทว่า อตฺตนฺตโป เป็นต้น ชื่อว่าทำตนให้เดือดร้อน เพราะเผาตน คือทำตนให้ถึงทุกข์. การประกอบความเพียรทำตนเองให้เดือดร้อน ชื่อว่าความขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน ชื่อว่าทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เพราะเผาผู้อื่น. การประกอบความเพียรทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ชื่อว่าความขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน.
บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ได้แก่ ในอัตภาพนี้แหละ.
ในบทว่า นิจฺฉาโต ตัณหา ท่านเรียกว่าฉาตะ ชื่อว่านิจฉาตะ เพราะไม่มีตัณหา. ชื่อว่านิพพุตะ เพราะกิเลสทั้งหมดดับ. ชื่อว่าสีติภูตะ เพราะเป็นผู้เย็น เหตุที่ไม่มีกิเลสเผาในภายใน. ชื่อว่า สุขปฏิสํเวที เพราะเสวยสุขในฌาน มรรคผลและนิพพาน.
บทว่า พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา ได้แก่ มีตนประเสริฐ. บทมีอาทิว่า อเจลโก มีเนื้อความดังกล่าวไว้แล้ว.
ในบทมี การฆ่าแพะเป็นต้น แพะ ท่านเรียก อุรพฺภา ชื่อว่าโอรัพภิกะ เพราะฆ่าแพะ. แม้ในคำว่า สูกริกะ คนฆ่าสุกรเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ลุทฺโท คือ ทารุณ หยาบช้า. บทว่า มจฺฉฆาตโก ได้แก่ คนล่าปลาคือจับปลา ชาวประมง.
บทว่า พนฺธนาคาริโก ได้แก่ ผู้คุมเรือนจำ.
บทว่า กูรูรกมฺมนฺตา ได้แก่ ผู้มีการงานหยาบช้า.
บทว่า มุทฺธาภิสิตฺโต ได้แก่ พระราชาผู้อันเขารดน้ำบนพระเศียรโดยอภิเษกเป็นกษัตริย์.
บทว่า ปุรตฺถิเมน นครสฺส ได้แก่ ทางทิศตะวันออกจากนคร.
บทว่า สณฺฐาคารํ ได้แก่ โรงบูชายัญ.
บทว่า ขราชินํ นิวาเสตฺวา ได้แก่ นุ่งหนังเสือมีเล็บติด.
บทว่า สปฺปิเตเลน ได้แก่ ด้วยเนยในและน้ำมัน. เว้นเนยใสนอกนั้นของมียางที่เหลือ ท่านก็เรียกว่าน้ำมัน.
บทว่า กณฺฑุวมาโน ได้แก่ เพราะตัดเล็บหมด คราวจะต้องเกาก็เกาด้วยเขาสัตว์นั้น.
บทว่า อนตฺถรหิตาย ได้แก่ ไม่มีเครื่องปูลาด.
บทว่า สรูปวจฺฉาย ได้แก่ ลูกโคมีสีเหมือนกัน. อธิบายว่า หากแม่โคมีสีขาว แม้ลูกโคก็มีสีขาว หากแม่โคมีสีดำแดงหรือสีแดง แม้ลูกโคก็มีสีเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าแม่โคมีลูกที่มีสีเหมือนกัน.
บทว่า โส เอวมาห คือ พระราชานั้นตรัสอย่างนี้.
บทว่า วจฺฉตรา ได้แก่ โคมีกำลัง (โคงาน) เคยเป็นโคหนุ่มแล้ว. แม้ในโคสาวก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า พริหิสตฺถาย ได้แก่ เพื่อล้อมและเพื่อลาด ณ พื้นที่บูชายัญ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงบุคคที่ ๔ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า อิธ ภิกฺขเว ตถาคโต ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตถาคโต เป็นต้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมอันสมบูรณ์โดยประการ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น.
บทว่า สุณาติ คหปติวา ถามว่า เพราะเหตุไรจึงทรงชี้คฤหบดีก่อน.
ตอบว่า เพราะคฤหบดีกำจัดมานะแล้ว และเพราะมีจำนวนมาก
จริงอยู่ โดยมากผู้ที่บวชจากตระกูลกษัตริย์ ทำมานะถือตัวเพราะอาศัยชาติ. ผู้ที่บวชจากตระกูลพราหมณ์ ทำมานะเพราะอาศัยมนต์. ผู้ที่บวชจากตระกูลที่มีชาติต่ำ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะค่าที่ตนมีชาติต่ำ. ก็พวกทารกของคหบดีมีเหงื่อไหลจากรักแร้ ขี้เกลือเต็มหลัง ไถพื้นที่เป็นผู้หมดมานะและหยิ่ง เพราะไม่มีมานะเช่นนั้น. ทารกพวกนั้นครั้นบวชแล้วก็ไม่ทำมานะหรือหยิ่ง เรียนพุทธวจนะตามกำลัง บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน สามารถดำรงอยู่ในพระอรหัตได้. ส่วนผู้ที่ออกบวชจากตระกูลนอกนี้มีไม่มาก ผู้เป็นคหบดีออกบวชมีมาก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงชี้คหบดีก่อนเพราะจะกำจัดมานะ และเพราะมีจำนวนมากแล.
บทว่า อญฺญตรสฺมึ วา ได้แก่ ตระกูลนอกนี้ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง.
บทว่า ปจฺฉาชาโต ได้แก่ เกิดในภายหลัง.
บทว่า ตถาคเต สทฺธํ ปฏิลภติ ความว่า เขาได้ฟังธรรมอันบริสุทธิ์แล้ว ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตผู้เป็นธรรมสามีเจ้าของธรรมว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธะหนอ.
บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ แปลว่า พิจารณาอย่างนี้.
บทว่า สมฺพาโธ ฆราวาโส ความว่า ถึงแม้ว่าคู่สามีภรรยาจะอยู่ในเรือนขนาด ๖๐ ศอก หรือระหว่างร้อยโยชน์ก็ตาม การอยู่ครองเรือนก็ชื่อว่าคับแคบทั้งนั้น เพราะคู่สามีภรรยายังมีความกังวลและความห่วงใย.
บทว่า รชาปโถ ท่านกล่าวไว้ในมหาอรรถกถาว่าเป็นที่เกิดของธุลีมีราคะเป็นต้น. จะกล่าวว่า อาคมนปโถ เป็นทางมาดังนี้บ้างก็ควร.
ชื่อว่า อัพโภกาส เพราะเป็นดุจที่แจ้งด้วยอรรถว่าไม่มีเกี่ยวข้อง.
จริงอยู่ บรรพชิตผู้บวชแล้ว แม้อยู่ในกูฏาคาร รัตนปราสาท เทพวิมานเป็นต้นที่มีประตูและหน้าต่างปิดสนิทเป็นที่กำบัง ก็ไม่เกี่ยวไม่ข้องไม่ติด ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า บรรพชาเป็นที่แจ้งดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เพราะไม่มีโอกาสจะทำกุศลความดีได้ตามสบาย. ชื่อว่าเป็นทางมาแห่งธุลี เพราะเป็นที่รวมของธุลีคือกิเลส ดุจกองหยากเยื่อที่ไม่ได้ปิดไว้. บรรพชาชื่อว่าเป็นที่แจ้ง เพราะมีโอกาสทำกุศลความดีได้ตามสบาย.
ในคำว่า นยิทํ สฺกรํ ฯเปฯ ปพฺพเชยฺยํ นี้ กล่าวโดยย่อดังนี้.
พรหมจรรย์คือสิกขา ๓ นี้ได้ชื่อว่าบริบูรณ์โดยส่วนเดียว เพราะผู้บวชทำไม่ให้ขาดแม้วันเดียว แล้วก็พึงให้บรรลุจริมกจิตได้. และชื่อว่าบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เพราะผู้บวชทำไม่ให้มีมลทิน ด้วยมลทินคือกิเลสแม้วันเดียว ก็พึงให้บรรลุจริมกจิตได้.
บทว่า สงฺขลิขิตํ ได้แก่ พึงประพฤติให้เป็นเสมือนสังข์ขัด คือเทียบด้วยสังข์ที่ขัดแล้ว อันผู้อยู่ครองเรือนอยู่ท่ามกลางเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์คือสิกขา ๓ นี้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ไม่ทำได้ง่ายเลย ถ้ากระไรเลยพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าอันสมควรแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ชื่อว่าผ้ากาสายะ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาด ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือนเกิด.
ก็เพราะเหตุที่กสิกรรม พาณิชกรรมเป็นต้น เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรือน ท่านจึงเรียกว่า อคาริยํ ก็อคาริยกิจนั้นไม่มีในการบรรพชา ฉะนั้น บรรพชาพึงทราบว่าเป็นอนคาริยะ ไม่มีเรือน ในข้อนี้ ไม่มีเรือนนั้น.
บทว่า ปพฺพเชยฺยํ ได้แก่ พึงปฏิบัติ.
บทว่า อปปํ วา ได้แก่ กองโภคะต่ำกว่าพัน ชื่อว่าน้อย ตั้งแต่พันขึ้นไป ชื่อว่ามาก. ญาตินั่นแล ชื่อว่าญาติปริวัฏ เครือญาติ เพราะอรรถว่าเกี่ยวพันกัน เครือญาติต่ำกว่า ๒๐ ชื่อว่าน้อย ตั้งแต่ ๒๐ ขึ้นไปชื่อว่ามาก.
บทว่า ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน ความว่า สิกขาอันใด อันได้แก่อธิสีลของภิกษุทั้งหลาย และภิกษุเหล่านั้นอยู่ร่วมกันเป็นอยู่เป็นอันเดียวกัน มีความประพฤติเสมอกันในสิกขาใด บรรพชิตเข้าถึงสิกขานั้น และสาชีพแก่สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วนั้น เพราะเหตุนั้น บรรพชิตนั้นชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยสิกขาและความอยู่ร่วมกันของภิกษุทั้งหลาย.
บทว่า สมาปนฺโน ความว่า บรรพชิตบำเพ็ญสิกขาให้บริบูรณ์ และไม่ละเมิดสาชีพความอยู่ร่วมกัน. อธิบายว่า เข้าถึงสิกขาและสาชีพทั้งสองนั้น.
บทว่า ปาณาติปาตํ ปหาย เป็นต้น มีเนื้อความดังที่กล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อิเมสํ เภทาย ได้แก่ เพื่อให้ผู้ที่ตนฟังมาข้างนี้ แตกกัน.
บทว่า ภินฺนานํ วา สนฺธาตา ความว่า เมื่อมิตรสองคนหรือผู้ร่วมอุปัชฌาย์กันแตกกัน ด้วยเหตุไรๆ บรรพชิตเข้าไปหาแต่ละคน แล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า นี้ไม่สมควรแก่ท่านผู้เกิดในตระกูลเช่นนี้ ผู้คงแก่เรียนอย่างนี้ ดังนี้ชื่อว่าทำความสมานกัน.
บทว่า อนุปฺปาทาตา ความว่า ส่งเสริมคนที่สมานกัน. อธิบายว่า บรรพชิตเห็นคนสองคนสมัครสมานกัน แล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า นี้สมควรแก่พวกท่าน ผู้เกิดในตระกูลเห็นปานนี้ ผู้ประกอบด้วยคุณเห็นปานนี้ดังนี้ และทำให้มั่นคงขึ้น.
ชื่อว่าสมัคคาราม เพราะว่ามีความสามัคคีเป็นที่มายินดี. อธิบายว่า ไม่ปรารถนาแม้แต่จะอยู่ในที่ที่ไม่มีความสามัคคีกัน ดังนี้. บาลีว่า สมคฺคราโม ดังนี้ก็มี ความก็อย่างเดียวกันนี้.
บทว่า สมคฺครโต แปลว่า ยินดีแล้วในผู้ที่สามัคคีกัน. อธิบายว่า ไม่ปรารถนาแม้ละผู้ที่สามัคคีเหล่านั้นแล้วไปที่อื่น.
ชื่อว่า สมคฺคนนฺที เพราะเห็นก็ดี ได้ยินก็ดี ซึ่งคนสามัคคีกันก็ชื่นชม.
บทว่า สมตฺถกรณิ วาจํ ภาสิตา ความว่า วาจาใดทำให้คนสามัคคีกัน ย่อมกล่าววาจานั้นอันแสดงถึงคุณของสามัคคีเท่านั้น ไม่กล่าวนอกเหนือไปจากนี้.
ในบทว่า เนลา โทษ ท่านเรียกว่าเอละ. ชื่อว่าเนลา เพราะไม่มีโทษ. อธิบายว่า หาโทษมิได้. ดุจเนลศัพท์ที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท รถมีเครื่องประกอบไม่มีโทษ หลังคาขาว ดังนี้.
บทว่า กณฺณสุขา ได้แก่ เป็นที่สบายหู เพราะไพเราะด้วยพยัญชนะ ไม่เกิดเป็นดังหอกทิ่มหู ดุจแทงด้วยเข็ม. ชื่อว่าชวนให้รัก เพราะไม่เกิดความเคืองในสกลกาย เกิดแต่ความรัก เพราะไพเราะด้วยอรรถ. ชื่อว่าจับใจ เพราะจับถึงใจไม่กระทบกระทั่งเข้าไปถึงใจโดยสะดวก.
ชื่อว่า โปรี (สุภาพ) เพราะเป็นคำชาวเมือง เพราะบริบูรณ์ด้วยคุณ. ชื่อว่า โปรี เพราะละเอียดอ่อน ดุจนารีผู้เจริญในเมืองดังนี้ก็มี. ชื่อว่า โปรี เพราะเป็นคำชองชาวเมืองดังนี้ก็มี.
อธิบายว่า คำว่า ปุรสฺส เอสา ได้แก่ คำพูดของชาวเมือง.
จริงอยู่ ชาวเมืองย่อมกล่าวคำที่สมควร เรียกคนปูนพ่อว่าพ่อ คนปูนพี่ว่าพี่ ดังนี้.
ชื่อว่า พหุชนกนฺตา เพราะคำพูดเห็นปานนี้ เป็นที่รักใคร่ของชนเป็นอันมาก.
ชื่อว่า พหุชนมนาปา เพราะเป็นที่พอใจ คือทำความเจริญจิตของชนเป็นอันมาก โดยเป็นคำน่ารักใคร่.
ชื่อว่า กาลวาที เพราะพูดถูกกาละ. อธิบายว่า กำหนดกาลอันควรพูดแล้วจึงพูด.
ชื่อว่า ภูตวาที เพราะพูดแต่เรื่องที่จริงแท้ที่มีอยู่เท่านั้น.
ชื่อว่า อตฺถวาที เพราะพูดอิงประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ในภพหน้า.
ชื่อว่า ธมฺมวาที เพราะพูดอิงนวโลกุตรธรรม.
ชื่อว่า วินยวาที เพราะพูดอิงสังวรวินัยและปหานวินัย.
โอกาสเป็นที่ตั้งไว้ ชื่อว่านิธาน ก็นิธานคือหลักที่ตั้งของวาจานั้นมีอยู่ เหตุนั้น วาจานั้นชื่อว่านิธานวตี มีหลักที่ตั้ง. อธิบายว่า เป็นผู้กล่าวถ้อยคำควรฝังไว้ในใจ.
บทว่า กาเลน ได้แก่ แม้เมื่อกล่าววาจาเห็นปานนี้ ก็คิดว่า เราจักกล่าววาจาที่น่าจดจำดังนี้ ไม่กล่าวพร่ำเพรื่อ. อธิบายว่า พิจารณาถึงกาลที่ควรก่อนแล้วจึงกล่าว ดังนี้.
บทว่า สาปเทสํ ได้แก่ มีข้ออุปมา. อธิบายว่า มีเหตุผล.
บทว่า ปริยนฺตวตึ ได้แก่ แสดงหัวข้อ. อธิบายว่า กล่าวโดยอาการที่วาจานั้นปรากฏหัวข้อ.
บทว่า อตฺถสญฺหิตํ ได้แก่ มีผู้จำแนกไว้แม้มากนัยก็ไม่อาจกำหนดเอาได้ ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอรรถ.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายไว้ว่า ย่อมกล่าววาจาที่ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะวาจานั้นประกอบด้วยประโยชน์ที่ผู้กล่าวอาศัยประโยชน์ มุ่งกล่าว หาใช่ยกเรื่องหนึ่งขึ้นแล้วกล่าวเรื่องอื่นเสียใหม่.
บทว่า พีชคามภูตคามสมารมฺภา ความว่า เป็นผู้เว้นจากกำจัด คือการทำลายโดยการตัดและการเผาซึ่งพีชคาม ๕ อย่าง คือ พืชเกิดแต่ราก ๑ พืชเกิดแต่ลำต้น ๑ พืชเกิดแต่ข้อ ๑ พืชเกิดแต่ยอด ๑ พืชเกิดแต่เมล็ด ๑ และซึ่งพืชคามมีหญ้าสีเขียว และต้นไม้เป็นต้น.
บทว่า เอกภตฺติโก ได้แก่ ภัตร (อาหาร) ๒ อย่าง คือ ภัตรในเวลาเช้า ๑ ภัตรในเวลาเย็น ๑.
ในภัตร ๒ อย่างนั้น ภัตรในเวลาเช้ากำหนดไว้ภายในเที่ยง ภัตรในเวลาเย็นกำหนดไว้หลังเที่ยงวันไป เพราะฉะนั้น แม้จะบริโภคสัก ๑๐ ครั้งภายในเที่ยงก็ชื่อว่าเป็นเอกภัตติกะ (บริโภคมื้อเดียว) ท่านหมายถึงเอกภัตติกะนั้น จึงกล่าวว่า เอกภตฺติโก ดังนี้.
การบริโภคในกลางคืน ชื่อว่า รตฺติ ชื่อว่า รตฺตูปรตฺโต เพราะเว้นจากการบริโภคในกลางคืน. เมื่อเลยเที่ยงไปแล้วบริโภคจนถึงพระอาทิตย์ตก ชื่อว่าบริโภคผิดเวลา เพราะเว้นจากบริโภคผิดเวลานั้นชื่อว่า วิรโต วิกาลโภชนา งดเว้นการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล.
บทว่า ชาติรูปํ ได้แก่ ทอง.
บทว่า รชตํ ได้แก่ เงินที่ชาวโลกเขาเรียกกันว่ากหาปณะ โลหมาสก ชตุมาสก (มาสกยางไม้) ทารมาสก (มาสกไม้) เว้นจากการรับทองและเงินแม้ทั้งสองนั้น. อธิบายว่า ไม่รับเอง ไม่ให้ผู้อื่นรับ ไม่ยินดีของที่เขาเก็บไว้.
บทว่า อามกธญฺญปฏิคฺคหณา ได้แก่ เว้นจากการรับข้าวดิบ ๗ อย่าง กล่าวคือ ข้าวสาลี ๑ ข้าวเปลือกจ้าว ๑ ข้าวเหนียว ๑ ข้าวละมาน ๑ ข้าวฟ่าง ๑ ข้าวลูกเดือย ๑ หญ้ากับแก้ ๑. ไม่ใช่แต่รับข้าวเหล่านั้นอย่างเดียวเท่านั้นไม่ควร แม้ลูบคลำก็ไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหลายโดยแท้.
ในบทว่า อามกมํส ปฏิคฺคหณา นี้ การรับเนื้อและปลาสดก็ไม่ควร ลูบคลำก็ไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหลาย เว้นแต่ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้โดยเฉพาะ.
ในบทว่า อิตฺถีกุมาริกา ปฏคฺคหณา นี้ หญิงที่อยู่กับชาย ชื่อว่าอิตถี (นาง) หญิงนอกนั้นชื่อว่ากุมาริกา (นางสาว) การรับก็ดี การลูบคลำก็ดีซึ่งหญิงเหล่านั้นเป็นอกัปปิยะ (ไม่ควร).
ในบทว่า ทาสีทาสปฏิคฺคหณา นี้ การรับคนเป็นทาสหญิง ทาสชาย ไม่ควร ก็แต่ว่าเมื่อพูดอย่างนี้ว่า เราถวายเป็นกัปปิยการก เราถวายเป็นคนวัดดังนี้ ก็ควร.
แม้ในแพะแกะเป็นต้นมีนาและสวนเป็นที่สุด ควรตรวจสอบที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะโดยทางวินัย. ในข้อนั้น ปุพพัณณชาติ (ข้าว) งอกขึ้นในที่ใด ที่นั้นชื่อว่านา อปรพัณณชาติ (ถั่วงา) งอกขึ้นในที่ใด ที่นั้นชื่อว่าสวน. อีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองอย่างงอกขึ้นในที่ใดที่นั้นชื่อว่านา. พื้นที่ที่ยังมิได้ทำเพื่อประโยชน์แก่นานั้นชื่อว่าที่สวน. แม้บึงและหนองเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์เข้าในบทนี้ ด้วยหัวข้อว่านาและสวน.
บทว่า กยวิกฺกยา ได้แก่ การซื้อและการขาย. ทูตกรรมการทำเป็นทูต ได้แก่การรับหนังสือ หรือข่าวของพวกคฤหัสถ์แล้วไปในที่นั้นๆท่านเรียกว่า ทูเตยยะ (ความเป็นทูต) การที่ภิกษุถูกคฤหัสถ์ส่งจากเรือนหลังหนึ่งสู่เรือนหลังหนึ่งเล็กๆ น้อยๆ ท่านเรียกว่า ปหิณคมนะ (รับใช้). ทำทั้งสองอย่างนั้นชื่อว่า อนุโยคะ (ประกอบเนืองๆ) เพราะฉะนั้น พึงทราบความในบทนี้อย่างนี้ว่า เว้นจากประกอบเนืองๆ ซึ่งการเป็นทูตและรับใช้คฤหัสถ์.
พึงทราบวินิจฉัยในการโกงตาชั่งเป็นต้น
การหลอกลวง ชื่อว่าโกง.
ในการโกงนั้น การโกงตาชั่งมี ๔ อย่าง คือ โกงด้วยรูป ๑ โกงด้วยอวัยวะ ๑ โกงด้วยการจับ ๑ โกงด้วยการกำบัง ๑.
ในการโกง ๔ อย่างนั้น เขาทำตาชั่งสองอันมีรูปเท่าๆ กัน เมื่อรับก็รับด้วยตาชั่งอันใหญ่ เมื่อให้ก็ให้ด้วยตาชั่งอันเล็ก ชื่อว่าโกงด้วยรูป. เมื่อรับก็ใช้มือกดตาชั่งข้างหลังไว้ เมื่อให้ก็ใช้มือกดตาชั่งข้างหน้าไว้ ชื่อว่าโกงด้วยอวัยวะ. เมื่อรับก็จับเชือกไว้ที่โคนตาชั่ง เมื่อให้ก็จับเชือกไว้ที่ปลายตาชั่ง ชื่อว่าโกงด้วยการจับ. ทำตาชั่งให้กลวง ใส่ผงเหล็กไว้ภายใน เมื่อรับก็เลื่อนผลเหล็กนั้นไปปลายตาชั่ง เมื่อให้ก็เลื่อนผลเหล็กนั้นไว้หัวตาชั่ง ชื่อว่าโกงด้วยการกำบัง. ถาดทองท่านเรียกว่ากังสะ การหลอกลวงด้วยถาดทองนั้น ชื่อว่ากังสกูฏะ โกงด้วยสำริด.
ถามว่า โกงอย่างไร.
ตอบว่า ทำถาดทองไว้ใบหนึ่ง แล้วทำถาดโลหะอื่น ๒-๓ ใบให้มีสีเหลืองทอง จากนั้น เขาก็ไปสู่ชนบท เข้าไปสู่ตระกูลที่มั่งคั่งตระกูลหนึ่งแล้วพูดว่า ขอท่านได้โปรดซื้อภาชนะทองเถิด เมื่อถามถึงราคา ประสงค์จะให้ราคาเท่าๆ กันเมื่อผู้ซื้อถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าถาดเหล่านี้เป็นทอง ผู้หลอกลวงกล่าวว่าทดลองแล้วค่อยรับไป แล้วขูดถาดทองลงที่หิน ขายถาดทั้งหมดแล้วก็ไป.
การโกงด้วยเครื่องวัดมี ๓ อย่างคือ หทยเภท ทำลายด้วยรู ๑ สิกขาเภท ทำลายยอด ๑ รัชชุเภท ทำลายด้วยเชือก ๑.
ใน ๓ อย่างนั้น หทยเภทได้ในเวลาตวงเนยใสและน้ำมันเป็นต้น ด้วยว่าเมื่อรับของเหล่านั้น ใช้เครื่องวัดอันมีรูข้างล่างบอกว่าให้ค่อยๆ เท แล้วให้ไหลลงในภาชนะของตนมากๆ แล้วรับเอาไป เมื่อให้ก็ปิดรูรีบทำให้เต็มแล้วให้. สิขาเภทได้ในเวลาตวงงาและข้าวสารเป็นต้น ด้วยว่าเมื่อรับของเหล่านั้นค่อยๆ ทำยอดให้สูง รับเอาไป เมื่อให้รีบทำให้เต็มแล้วปาดยอดเสียจึงให้. รัชชุเภทได้ในเวลาวัดนาและที่ดินเป็นต้น ด้วยว่าเมื่อไม่ได้สินบน แม้นาไม่ใหญ่ ก็วัดให้ใหญ่ได้.
พึงทราบวินิจฉัยในการฉ้อโกงเป็นต้น
บทว่า ฉ้อโกง ได้แก่ รับสินบนเพื่อทำเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ.
บทว่า วญฺจนํ ได้แก่ การหลอกลวงผู้อื่นด้วยอุบายนั้นๆ.
ในบททั้งสองนั้นมีเรื่องเป็นตัวอย่างดังนี้.
ได้ยินว่า พรานคนหนึ่งจับเนื้อและลูกเนื้อเดินมา. นักเลงคนหนึ่งพูดกะพรานนั้นว่า พ่อพราน เนื้อราคาเท่าไร ลูกเนื้อราคาเท่าไร. เมื่อพรานบอกว่า พ่อเนื้อสองกหาปณะ ลูกเนื้อหนึ่งกหาปณะ. นักเลงจึงให้กหาปณะหนึ่งแล้วเอาลูกเนื้อไป ครั้นไปได้หน่อยหนึ่งก็กลับมาอีก พูดว่า พ่อพราน เราไม่ต้องการลูกเนื้อ จงให้พ่อเนื้อแก่เรา. พรานพูดว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้เราสองกหาปณะ. นักเลงนั้นพูดว่า พ่อพราน เราให้ไปหนึ่งกหาปณะก่อนแล้วมิใช่หรือ. พรานบอกว่า จริงท่านให้หนึ่งกหาปณะแล้ว. นักเลงพูดว่า นั่นกหาปณะหนึ่ง และลูกเนื้อนี้ก็มีราคาหนึ่งกหาปณะ เพราะฉะนั้นจึงรวมเป็นสองกหาปณะ. พรานเข้าใจว่านักเลงพูดด้วยเหตุผล จึงรับลูกเนื้อคืนมาแล้วให้เนื้อไป.
บทว่า นิกติ ได้แก่ หลอกลวงด้วยของเทียม คือทำสิ่งที่มิใช่สังวาลให้เป็นสังวาล ทำสิ่งที่มิใช่แก้วมณีให้เป็นแก้วมณี ทำสิ่งที่มิใช่ทองให้เป็นทอง โดยประกอบขึ้นหรือด้วยกลลวง.
บทว่า สาวิโยโค ได้แก่ วิธีโกง.
คำนี้เป็นชื่อของการฉ้อโกงเป็นต้นเหล่านั้นแล. เพราะฉะนั้น พึงทราบความในบทนี้อย่างนี้ว่า วิธีโกงด้วยการฉ้อโกง การหลอกลวง วิธีโกงด้วยการทำของเทียมดังนี้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า การแสดงของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นของอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิธีโกง. ก็บทนั้นสงเคราะห์ด้วยการหลอกลวงนั้นเอง.
พึงทราบวินิจฉัยในการตัดเป็นต้น.
บทว่า เฉทนํ ได้แก่ การตัดมือเป็นต้น. บทว่า วโธ ได้แก่ ทำให้ตาย. บทว่า พนฺโธ ได้แก่ มัดด้วยเครื่องมัดคือเชือกเป็นต้น.
บทว่า วิปราโมโส ได้แก่ การตีชิง.
สองอย่าง คือ หิมวิปราโมสะ บังหิมะตีชิง ๑ คุมพวิปราโมสะ บังพุ่มไม้ตีชิง ๑.
ในคราวหิมะตก โจรทั้งหลายเอาหิมะกำบังตีชิงชนเดินทาง ชื่อว่าหิมวิปราโมสะ. โจรทั้งหลายเอาพุ่มไม้เป็นต้นกำบังแล้วตีชิง ชื่อคุมพวิปราโมสะ.
วิธีโกงด้วยการปล้นชาวบ้านและชาวนิคมเป็นต้น ท่านเรียกว่าอาโลปะ (ปล้น).
บทว่า สหสากาโร ได้แก่ การทำอย่างรุนแรง. คือ การเข้าไปเรือนเอาศัสตราจ่ออกของพวกมนุษย์แล้วเก็บของที่ตนต้องการ. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้เว้นขาดจากการทำรุนแรง คือฟันแทง ฆ่า มัด ตีชิง ปล้นด้วยประการฉะนี้แล.
บทว่า โส สนฺตุฏฺโฐ โหติ ได้แก่ ภิกษุนี้นั้นเป็นผู้ประกอบด้วยความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ๑๒ อย่างในปัจจัย ๔ ที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
บริขาร ๘ คือ ไตรจีวร บาตร มีดเหลาไม้สีฟัน เข็ม ๑ เล่ม รัดประคต เครื่องกรองน้ำ ย่อมสมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยสันโดษความยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ๑๒ อย่างนี้.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ติจีวรญฺจ ปตฺโต จ วาสิ สูจิ จ พนฺธนํ ปริสฺสาวเนน อฏฺเฐเต ยุตฺตโยคสฺส ภิกฺขุโน. บริขาร ๘ เหล่านี้ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม รัดประคต เครื่องกรองน้ำ สำหรับภิกษุผู้ประกอบความเพียร. บริขารเหล่านั้นทั้งหมด เป็นเครื่องบริหารกายบ้าง บริหารท้องบ้าง.
ถามว่า บริหารอย่างไร.
ตอบว่า ก่อนอื่น ไตรจีวรย่อมบริหารรักษากายใน เวลาภิกษุนุ่งและห่มแล้วจาริกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องบริหารกาย. ไตรจีวรย่อมบริหารหล่อเลี้ยงท้องในเวลาเอาชายจีวรกรองน้ำดื่ม และในเวลาห่อของเคี้ยวและผลไม้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องบริหารท้อง.
แม้บาตรก็เป็นเครื่องบริหารกาย ในเวลาเอาบาตรนั้นตักน้ำอาบ และในเวลาทำความสะอาดกุฏิ เป็นเครื่องบริหารท้องในเวลารับอาหารบริโภค.
แม้มีดก็เป็นเครื่องบริหารกายในเวลาเอามีดนั้นเหลาไม้สีฟัน และในเวลาตกแต่งส่วนแห่งเท้าของเตียงและตั่งและคันกลด เป็นเครื่องบริหารท้องในเวลาควั่นอ้อยและปอกมะพร้าวเป็นต้น. เข็มเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาเย็บจีวร เป็นเครื่องบริหารท้องในเวลาจิ้มขนมหรือผลไม้เคี้ยวกิน. รัดประคดเป็นเครื่องบริหารกายในเวลารัดกายเที่ยวไป เป็นเครื่องบริหารท้องในเวลามัดอ้อยเป็นต้นแล้วหิ้วไป. เครื่องกรองน้ำเป็นเครื่องบริหารกายในเวลาเอาเครื่องกรองน้ำนั้นกรองน้ำอาบ และในเวลาทำความสะอาดเสนาสนะ เป็นเครื่องบริหารท้องในเวลากรองน้ำดื่ม และในเวลาถือเอางา ข้าวสารและข้าวเม่าเป็นต้นด้วยเครื่องกรองน้ำนั้นเคี้ยวกิน.
นี้เป็นเพียงบริขารของภิกษุผู้มีบริขาร ๘ เท่านั้น. แต่สำหรับภิกษุผู้มีบริขาร ๙ ผู้เข้าไปยังที่นอน เครื่องลาดอันตั้งอยู่บนที่นอนนั้นหรือกุญแจ ย่อมควร. สำหรับภิกษุมีบริขาร ๑๐ ที่นั่งหรือแผ่นหนังย่อมควร. สำหรับภิกษุผู้มีบริขาร ๑๑ ไม้เท้าหรือขวดน้ำมัน ย่อมควร. สำหรับภิกษุผู้มีบริขาร ๑๒ ร่มหรือรองเท้า ย่อมควร.
บรรดาภิกษุผู้มีบริขารเหล่านี้ ภิกษุผู้มีบริขาร ๘ เท่านั้นเป็นผู้สันโดษ. ไม่ควรว่า ภิกษุนอกนั้นว่าเป็นผู้ไม่สันโดษ เป็นผู้มักมากอยากใหญ่. แม้ภิกษุเหล่านี้ก็เป็นผู้มักน้อย สันโดษ เลี้ยงง่าย มีความประพฤติเบา. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสพระสูตรนี้ โดยหมายเอาภิกษุเหล่านั้น. ตรัสโดยหมายเอาภิกษุผู้มีบริขาร ๘.
จริงอยู่ ภิกษุผู้มีบริขาร ๘ นั้น ใส่มีดเล็กและเข็มลงในหม้อกรองน้ำแล้ววางไว้ในบาตร คล้องบาตรที่บ่า กระทำจีวรให้กระชับกาย หลีกไปหาความสุขตามปรารถนา. ชื่อว่าภิกษุนั้นจะกลับมาถือเอาอะไรอีกเป็นไม่มี ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีความประพฤติเบา จึงตรัสว่า สนตุฏฺโฐ โหติ กายปริหารเกน จีวเรน ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกายเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กายปริหาริเกน ได้แก่ เป็นเพียงเครื่องบริหารกาย.
บทว่า กุจฺฉิปริหาริเกน ได้แก่ เป็นเพียงเครื่องบริหารท้อง.
บทว่า สมาทาเยว ปกฺกมติ ความว่า ภิกษุถือเอาบริขารนั้นทั้งหมดเพียง ๘ อย่างติดไปกับกาย.
ภิกษุนั้นมิได้มีความเกี่ยวข้องผูกพันว่า วิหารของเรา บริเวณของเรา อุปฐากของเรา ดังนี้. ภิกษุนั้นใช้สอยเสนาสนะ ไพรสณฑ์ โคนไม้ ป่า เงื้อมภูเขาที่ตนปรารถนาแล้วๆ ดุจลูกศรพ้นจากสายธนู ดุจช้างซับมันหลีกออกจากโขลงฉะนั้นยืนรูปเดียว นั่งรูปเดียว รูปเดียวทุกอิริยาบถไม่มีเพื่อน ถึงความเป็นดุจนอแรด ที่ท่านพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้
เที่ยวไปทั้ง ๔ ทิศ ไม่กระทบกระทั่ง
อดทนต่ออันตราย ไม่หวาดสะดุ้ง
เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสาธกเนื้อความนั้น ด้วยข้ออุปมา จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺขี สกุโณ ได้แก่ นกมีปีก. บทว่า เฑติ แปลว่า บินไป.
ความย่อในเรื่องนี้มีดังนี้
ธรรมดานกทั้งหลายรู้ว่าถิ่นโน้นมีต้นไม้ มีผลสุก จึงพากันมาจากทิศต่างๆ เอาเล็บ ปีกและจะงอยปากเป็นต้นแทง จิก กินผลไม้ของต้นไม้นั้นนกเหล่านั้นมิได้คิดว่า ผลไม้นี้สำหรับวันนี้ ผลนี้สำหรับพรุ่งนี้ ก็เมื่อผลไม้หมด นกทั้งหลายมิได้วางการป้องกันรักษาต้นไม้มิได้วางปีก ขน เล็บหรือจะงอยปากไว้ที่ต้นไม้นั้น ไม่ห่วงใยต้นไม้นั้น ปรารถนาจะไปทิศใดก็มีภาระคือปีกเท่านั้น บินไปทางทิศนั้น. ภิกษุนี้ก็เหมือนกันหมดความข้อง หมดความห่วงใย หลีกไปคือถือเอาเพียงบริวาร ๘ แล้วก็หลีกไป.
บทว่า อริเยน ได้แก่ ไม่มีโทษ. บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในอัตภาพของตน. บทว่า อนวชฺชสุขํ ได้แก่ ความสุขอันไม่มีโทษ.
บทว่า โส จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ความว่า ภิกษุนั้นผู้ประกอบแล้วด้วยสีลขันธ์อันเป็นอริยะนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ.
แม้ในบทที่เหลือคำที่ควรกล่าว ก็ได้กล่าวไว้หมดแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า อพฺยาเสกสุขํ ได้แก่ ความสุขที่ไม่ซุ่มด้วยกิเลส.
ท่านกล่าวว่า อวิกิณฺณสุขํ ดังนี้บ้าง. ด้วยว่าสุขเกิดจากอินทรียสังวร ชื่อว่าเป็นความสุขที่ไม่วุ่นวาย เพราะเป็นไปเพียงสักว่าเห็นเป็นต้นในอารมณ์มีรูปที่ตนเห็นเป็นอาทิเท่านั้น.
บทว่า โส อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต ความว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยความสำรวมอินทรีย์อันมีใจเป็นที่หก ย่อมเป็นผู้ทำความรู้ตัวด้วยสติสัมปชัญญะในฐานะ ๗ มีก้าวไปและถอยกลับเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกนฺตํ ได้แก่ เดินไปข้างหน้า.
บทว่า ปฏิกฺกนฺตํ ได้แก่ ถอยกลับ.
บทว่า สมฺปชานการี โหติ ความว่า ภิกษุเข้าไปตั้งสติไว้ด้วยสามารถสัมปชัญญะ อันสัมปยุตด้วยสติ ๔ เหล่านี้ คือสาตถกสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวในกิจที่เป็นประโยชน์แก่ตน) สัมปายสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวในปัจจัยที่สบาย) โคจรสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวในธรรมเป็นโคจร) อสัมโมหสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวในความไม่หลงงมงาย) แล้วกำหนดด้วยญาณ กระทำการก้าวไปและถอยกลับเหล่านั้น.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
นี้เป็นความย่อในที่นี้ ส่วนความพิสดารผู้ปรารถนาพึงดูได้จากอรรถกถาสามัญญผลสูตร ในทีฆนิกาย หรือจากอรรถกถาสติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกาย.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไรด้วยบทเป็นอาทิว่า โส อิมินา จ ดังนี้.
ตอบว่า ทรงแสดงถึงปัจจัยสมบัติของภิกษุผู้อยู่ป่า. ด้วยว่าปัจจัย ๔ เหล่านี้ไม่มีแก่ภิกษุผู้ใด การอยู่ป่าของภิกษุนั้นย่อมไม่สำเร็จ ภิกษุนั้นน่าจะต้องถูกกล่าวด้วยสัตว์เดียรัจฉาน หรือพวกพราน. เทวดาที่สิงอยู่ในป่าจะพากันส่งเสียงอันน่ากลัวว่า ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ในป่าของภิกษุลามกเห็นปานนี้ ดังนี้ แล้วเขกศีรษะไล่ให้หนีไป. ความไม่มีเกียรติยศก็จะแพร่ออกไปว่า ภิกษุรูปโน้นเข้าไปป่า ได้กระทำกรรมอันลามกอย่างนี้ๆ.
ก็ปัจจัย ๔ เหล่านี้มีอยู่แก่ภิกษุใด การอยู่ป่าของภิกษุนั้นย่อมสำเร็จ. ด้วยว่าภิกษุนั้นพิจารณาศีลของตนเมื่อไม่เห็นจุดดำหรือตกกระไรๆ เกิดปีติ เมื่อเห็นปีตินั้นโดยความสิ้น โดยความเสื่อม ย่อมหลั่งลงสู่อริยภูมิ. เหล่าเทวดาที่สิงอยู่ในป่ามีใจเป็นของตนก็พากันสรรเสริญ เกียรติยศของภิกษุนั้นย่อมแพร่ออกกไปดุจหยาดน้ำมันที่เขาใส่ลงในน้ำด้วยประการฉะนี้.
บทว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ ป่ามีเสียงน้อย. อธิบายว่า มีเสียงอึกทึกน้อย.
ในวิภังค์หมายถึง เสียงอึกทึกน้อยนั้น จึงกล่าวไว้ว่า บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า แม้หากว่าเสนาสนะอยู่ใกล้กัน แต่เสนาสนะนั้นไม่วุ่นวายด้วยคฤหัสถ์บรรพชิต ด้วยเหตุนั้น เสนาสนะนั้นจึงชื่อว่าสงัด.
ชื่อเสนาสนะ เพราะเป็นที่นอนและที่นั่ง. คำนี้เป็นชื่อของเตียงและตั่งเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า เสนาสนํ ได้แก่ เตียงบ้าง ที่นอนที่นั่งบ้าง ตั่งบ้าง ฟูกบ้าง หมอนบ้าง วิหารบ้าง เรือนมุงด้านเดียวบ้าง ปราสาทบ้าง ปราสาทโล้นบ้าง ถ้ำบ้าง ป้อมบ้าง เรือนยอดบ้าง ที่เร้นบ้าง กอไผ่บ้าง โคนไม้บ้าง มณฑปบ้าง ก็หรือว่าภิกษุทั้งหลายหลีกออกไปในที่ใด ที่ทั้งหมดนั้นชื่อว่าเสนาสนะ.
อีกอย่างหนึ่ง เสนาสนะนี้คือ วิหาร เรือนมุงด้านเดียว ปราสาท ปราสาทโล้น ถ้ำ ชื่อเสนาสนะคือวิหาร. เสนาสนะนี้คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน ชื่อว่าเสนาสนะคือเตียงตั่ง. เสนาสนะนี้ คือแผ่นหนังทำปลอกหมอน เครื่องลาดด้วยหญ้า เครื่อลาดด้วยใบไม้ ชื่อว่าเสนาสนะคือสันถัต.
บทว่า ยตฺถ วา ปน ภิกฺขุ ปฏิกฺกมนฺติ ก็หรือว่า ภิกษุทั้งหลายหลีกออกไปในที่ใด นี้ชื่อว่าเสนาสนะคือโอกาส เสนาสนะมี ๔ อย่างด้วยประการฉะนี้. แม้เสนาสนะนั้น ท่านใช้ศัพท์ว่าเสนาสนะเหมือนกันหมด.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงเสนาสนะอันสมควรแก่ภิกษุผู้จาริกไปในทิศทั้ง ๔ เช่นกับนกนี้ จึงตรัสว่า อรญฺญํ รุกฺขมูลํ เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญํ ได้แก่ ที่ๆ ออกไปภายนอกเสาเขื่อนทั้งหมด.
บทว่า อรญฺญํ นี้จัดว่าป่าที่มาเพราะอำนาจภิกษุณี. (บทบัญญัติของภิกษุณีห้ามไม่ให้อยู่ป่า) ชื่อว่าเสนาสนะป่า ได้แก่ เสนาสนะที่กำหนดไว้ชั่ว ๕๐๐ ลูกธนู. เพราะฉะนั้น เสนาสนะนี้จึงสมควรแก่ภิกษุนี้. ลักษณะของเสนาสนะนั้นกล่าวไว้แล้วในธุตังคนิเทศคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า รุกฺขมูลํ ได้แก่ โคนไม้ที่สงัดมีเงาทึบแห่งใดแห่งหนึ่ง.
บทว่า ปพฺพตํ ได้แก่ ภูเขาศิลา.
จริงอยู่ ในที่นั้นภิกษุอาบน้ำที่แอ่งน้ำแล้วนั่งใต้เงาไม้อันเย็นเมื่อทิศต่างๆ ปรากฏอยู่ ถูกลมเย็นโชยมา จิตก็มีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
บทว่า กนฺทรํ ความว่า น้ำ ท่านเรียกว่า กํ.
เอกเทศแห่งภูเขาที่ถูกน้ำเซาะพังเพราะน้ำที่เขาเรียกว่านิตัมพะไหล่เขาบ้าง นทีกุญชะ ท้องเขาบ้าง. ก็ในที่นั้นมีทรายสีคล้ายแผ่นเงิน. น้ำคล้ายก้อนแก้วมณีไหลไปเบื้องบนป่าชัฏ เหมือนเพดานแก้วมณี ภิกษุลงไปสู่แอ่งน้ำเห็นปานนี้ดื่มน้ำเอาน้ำลูบตัวให้เย็น พูนทรายขึ้นแล้วปูผ้าบังสุกุลจีวร นั่งบำเพ็ญสมณธรรม จิตก็มีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
บทว่า คิริคุหํ ได้แก่ ระหว่างภูเขาสองลูก หรือช่องใหญ่คล้ายอุโมงค์ในภูเขาลูกหนึ่ง ลักษณะป่าช้า กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ ที่อันเลยอุปจาระของพวกมนุษย์ ซึ่งเขาไม่ไถ ไม่หว่าน. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า คำว่า วนปตฺถํ นี้เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ไกล.
บทว่า อพฺโภกาสํ ได้แก่ ที่ไม่ได้มุงบังไว้. ก็ภิกษุเมื่อหวังก็ทำกลดในที่นี้แล้วอยู่ได้.
บทว่า ปลาลปุญฺชํ ได้แก่ ลอมฟาง.
จริงอยู่ ภิกษุทั้งหลายซักฟางมาจากลอมฟางใหญ่แล้วทำให้เป็นที่อยู่คล้ายที่เร้นในเงื้อมเขา ใส่ฟางไว้ข้างบนกอไม้ พุ่มไม้เป็นต้นแล้วนั่งภายใต้บำเพ็ญสมณธรรม. ท่านกล่าวคำนี้หมายถึงลอมฟางนั้น.
บทว่า ปจฺฉาภตฺตํ ได้แก่ ภายหลังภัตร (อาหาร).
บทว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ได้แก่ กลับจากการแสวงหาบิณฑบาต.
บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่ นั่งขดขาโดยรอบ (นั่งขัดสมาธิ).
บทว่า อาภุชิตฺวา ได้แก่ ขด.
บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ได้แก่ ตั้งสรีระเบื้องบนให้ตรงให้ปลายกับปลายกระดูกสันหลัง ๑๘ ข้อจดเรียงกันเมื่อนั่งอย่างนี้หนังเนื้อและเอ็นก็ไม่ค้อม เมื่อเป็นเช่นนั้น เวทนาเหล่าใดอันมีความค้อมเป็นปัจจัยจะพึงเกิดขึ้นทุกขณะแก่ภิกษุเหล่านั้นเวทนานั้นก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อเวทนาเหล่านั้นไม่เกิด จิตก็ย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่ง กรรมฐานก็ไม่ตก มีแต่เจริญงอกงาม.
บทว่า ปริมุขํ สติ อุปฏฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติอันมีหน้าเฉพาะต่อกรรมฐาน หรือกระทำไว้ใกล้หน้า. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวไว้ในวิภังค์ว่า สตินี้เป็นอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว เข้าไปตั้งไว้แล้วด้วยดี ที่ปลายจมูกหรือที่มุขนิมิตใกล้หน้าด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา (เข้าไปตั้งสติไว้เฉพาะหน้า) ดังนี้.
อีกนัยหนึ่ง ศัพท์ ปริ มีอรรถว่า กำหนด. ศัพท์ว่า มุขํ มีอรรถว่า นำออกไป.
บทว่า สติ มีอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ ดังนี้ พึงทราบความในบทนี้โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในปฏิสัมภิทา ด้วยประการฉะนี้. ความย่อในปฏิสัมภิทานั้นว่ากระทำสติอันกำหนดไว้และนำออกไป.
ในบทว่า อภิชฺฌํ โลเก นี้ อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าโลก เพราะอรรถว่าชำรุดทรุดโทรมไป. เพราะฉะนั้น พึงเห็นความในบทนี้อย่างนี้ว่า ละราคะ ข่มกามฉันทะในอุปาทานขันธ์ ๕ ดังนี้.
บทว่า วิคตาภิชฺเฌน ความว่า มีใจ ชื่อว่าปราศจากอภิชฌา เพราะละได้ด้วยการข่มไว้ มิใช่มีใจเช่นกันจักขุวิญญาณ.
บทว่า อภิชฺฌาย จิตฺตํ ปริโสเธติ ได้แก่ ชำระจิตให้หมดจดจากอภิชฌา. อธิบายว่า ภิกษุกระทำโดยประการที่อภิชฌาปล่อยจิตนั้นแล้วจะไม่กลับมาเกาะจิตอีก.
แม้ในบทว่า พฺยาปาทปฺปโทสํ ปหาย เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
ชื่อว่าพยาบาท เพราะเบียดเบียน คือจิตต้องละปกติที่เคยมีมาในก่อนด้วยพยาบาทนี้ดุจขนมบูดเป็นต้น. ชื่อโทสะ เพราะย่อมประทุษร้ายเอง หรือให้ผู้อื่นประทุษร้าย คือให้พินาศโดยให้ถึงความพิการ. ทั้งสองนี้เป็นชื่อของความโกรธนั้นแล.
ความป่วยทางจิตชื่อว่าถีนะ ความป่วยทางเจตสิกชื่อว่ามิทธะ ถีนะความง่วงเหงาและมิทธะความหาวนอน ชื่อว่าถีนมิทธะ.
บทว่า อาโลกสญฺญี ความว่า ภิกษุประกอบด้วยสัญญาอันบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ สามารถจำหมายแสงสว่างที่เห็นทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน.
บทว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ ประกอบด้วยสติและญาณ. ท่านกล่าวไว้ทั้งสองนี้ก็เพราะเป็นธรรมอุปการะแก่อาโลกสัญญา.
ความฟุ้งซ่านและความรำคาญ ชื่อว่าอุทธัจจกุกกุจจะ.
บทว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ ได้แก่ ข้าม คือล่วงวิจิกิจฉาได้. ชื่อว่า อกถํกถี (ไม่มีความสงสัย) เพราะไม่มีความสำคัญหมายว่านี้อย่างไร.
บทว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมอันไม่มีโทษ. อธิบายว่า ไม่สงสัยคือไม่แคลงใจอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลอย่างไร.
นี้เป็นความสังเขปในบทนี้.
ก็ในนิวรณ์เหล่านี้ คำที่ควรกล่าวโดยต่างแห่งถ้อยคำ ความและลักษณะเป็นต้น ก็กล่าวไว้หมดแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ ความว่า เพราะเหตุที่นิวรณ์ ๕ เหล่านี้เมื่อเกิด ย่อมไม่ให้เกิดปัญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระซึ่งยังไม่เกิดขึ้น แม้เกิดขึ้นแล้วก็กำจัดสมาบัติ ๘ หรืออภิญญา ๕ ให้ตกไป ฉะนั้นจึงตรัสว่า ปญฺญาย ทุพฺพลีกรณา (ทำปัญญาให้หมดกำลัง) ดังนี้.
บททั้งหลายมีอาทิว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ กล่าวไว้พิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทเป็นต้นว่า อิเม อาสวา ตรัสเพื่อประกาศสัจจะสี่โดยปริยายอื่นอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่ลัทธิภายนอกไม่มีผลด้วยองค์ ๓ ในภายหลังแล้วทรงประกาศความที่คำสอนของพระองค์ลึกซึ้งด้วยองค์ที่ ๔ทรงจบเทศนาด้วยอตธรรมคือพระอรหัต ด้วยบทเพียงเท่านี้ว่า นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ดังนี้ บัดนี้ เมื่อจะทรงกระชับพระเทศนาให้หนักแน่น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ดังนี้. จบอรรถกถาอัตตันตปสูตรที่ ๘
อรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในตัณหาสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชาลินึ คือ เสมือนตาข่าย. อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าตาข่ายที่เขาถักไว้ยุ่งเหยิงโดยรอบ ฉันใด แม้ตัณหาก็ฉันนั้น ท่านเรียกว่าชาลินี เพราะเป็นเสมือนตาข่าย. ตัณหาชื่อว่าชาลินี เพราะตัณหานี้ครอบงำภพ ๓ อยู่มีตาข่ายอันเป็นส่วนของตนในภพนั้นๆ ดังนี้ก็มี.
บทว่า สํสรตํ คือ ท่องไปในภพนั้นๆ อยู่.
บทว่า วิสฏํ ได้แก่ แผ่ไป คือซ่านไป.
บทว่า วิสตฺติกํ ได้แก่ ข้องติดอยู่ในภพนั้นๆ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความโดยนัยเป็นต้นว่า ตัณหาชื่อวิสัตติกา มีรากเป็นพิษ ตัณหาชื่อวิสัตติกา มีผลเป็นพิษดังนี้.
บทว่า อุทฺธสฺโต ได้แก่ ปกคลุมเบื้องบน.
บทว่า ปิรโยนทฺโธ ได้แก่ หุ้มรัดไว้โดยรอบ.
บทว่า ตนฺตากุลกชาโต คือ ยุ่งเหยิงเหมือนด้ายยุ่ง. อธิบายว่า ด้ายของช่างหูกเก็บไว้ไม่ดี ถูกหนูกัด ย่อมยุ่งเหยิงในที่นั้นๆ ยากที่จะกำหนดปลายกับปลาย หรือโคนกับโคน ว่านี้ปลาย นี้โคนดังนี้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกตัณหานี้รึงรัด วุ่นวายยุ่งเหยิง ไม่สามารถจะทำทางแล่นออกแห่งตัณหาของตนให้ตรงได้.
บทว่า คุลาคุณฺฑิกชาโต ได้แก่ ด้ายที่ชุบน้ำข้าวของช่างหูก ท่านเรียกว่าคุลาคุณฑิกะ (ด้ายชุบน้ำข้าว) อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า รังของนางนกชื่อว่าคุลา ดังนี้ก็มี พึงประกอบความโดยนัยก่อนว่า แม้ทั้งสองนั้นก็ยุ่งยากที่จะกำหนดปลายกับปลาย หรือโคนกับโคนฉันใด.
บทว่า มุญฺชปพฺพชภูโต ได้แก่ เกิดเป็นดุจหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง คือโลกเกิดเป็นเช่นนั้น. การที่จะถือเอาเชือกที่เขาทุบหญ้าเหล่านั้นๆ ทำแล้วตกไปในที่ไหนๆ ในเวลาที่มันเก่าแล้ว ก็ยากที่จะเก็บกำหนดปลายหรือโคนของหญ้าเหล่านั้นได้ว่า นี้ปลาย นี้โคน ดังนี้ผู้ที่ตั้งอยู่ในความพยายามเฉพาะตัวจึงสามารถทำเชือกแม้นั้นให้ตรงได้ เว้นพระโพธิสัตว์เสีย สัตว์อื่นก็ไม่สามารถจะทำลายตาข่ายคือตัณหา โดยธรรมดาของตนแล้วทำทางแล่นออกจากทุกข์ของตนให้ตรงได้ฉันใด โลกนี้ก็ฉันนั้น ถูกตาข่ายคือตัณหาหุ้มรัดไว้ย่อมไม่ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต วัฏสงสารไปได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อปาโย ได้แก่ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปตติวิสัยและอสุรกาย. แม้ทั้งหมดเหล่านั้น ท่านเรียกว่าอบาย เพราะไม่มีความเจริญ กล่าวคือความงอกงาม. อนึ่ง ชื่อว่าทุคติ เพราะความเป็นทางไปแห่งทุกข์. ชื่อวินิบาต เพราะตกไปจากกายที่เป็นสุข.
ส่วนนอกนี้ มีอธิบายว่า
ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นไปอยู่
ไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่า สงสาร.
โลกไม่ล่วงไม่พ้นทั้งหมดนั้น โดยที่แท้โลกถือเอาจุติและปฏิสนธิบ่อยๆ อย่างนี้คือ ต่อจากจุติถือเอาปฏิสนธิ ต่อจากปฏิสนธิถือเอาจุติ ย่อมหมุนเวียนไปในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ ดุจเรือถูกลมซัดไปในมหาสมุทร ดุจโคที่เทียมยนต์.
บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย แปลว่า อาศัยขันธบัญจกภายใน.
บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส นี้เป็นฉัฏฐิวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
บทว่า พาหริสฺส อุปาทาย แปลว่า อาศัยขันธบัญจกภายนอก.
บทว่า อสฺมีติภิกฺขเว สติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การรวมถือเอาด้วยอำนาจตัณหามานะทิฏฐิ อาศัยขันธบัญจกภายในนี้ได้ ย่อมมีความนึกว่าเราเป็น ย่อมมีคือความนึกในขันธบัญจกนั้น.
ก็ในบททั้งหลายมีอาทิว่า อิตฺถสฺมีติ โหติ ดังนี้ เมื่อมีการยึดถือโดยรวบรัดอย่างนี้ว่าเป็นเรา ย่อมเป็นอันยึดถือโดยส่วนสอง คือ ไม่เทียบและเทียบ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อนุปนิธาย ความว่า ไม่เทียบเหตุอื่นคือความนึกว่าเราเป็นอย่างนี้ ย่อมมี เพราะทำให้เป็นอารมณ์ในธรรม คือความลามกตามภาวะของตน. อธิบายว่า ความนึกว่าในบรรดากษัตริย์เป็นต้น เราเป็นอย่างนี้ ย่อมมีด้วยอำนาจตัณหามานะและทิฏฐิอย่างนี้. นี้คือการไม่เทียบยึดถือ.
ส่วนการเทียบยึดถือมีสองอย่าง คือ โดยเสมอกันและโดยไม่เสมอกัน เพื่อทรงแสดงข้อนั้นจึงตรัสว่า เราเป็นอย่างนี้และเราเป็นอย่างอื่น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า เอวสฺมิ นี้ได้แก่ เทียบยึดถือโดยเสมอกันว่า เราเป็นเหมือนกษัตริย์องค์นี้ เป็นเหมือนพราหมณ์ผู้นี้.
บทว่า อญฺญถาสฺมิ ความว่า ก็ยึดถือโดยไม่เสมอกันดังนี้ว่า เราเป็นคนเลวหรือเป็นคนดีกว่า นอกจากกษัตริย์องค์นี้ พราหมณ์ผู้นี้.
พึงทราบตัณหาวิจริต (ความคิดนึกด้วยอำนาจตัณหา) ๔ อย่างเหล่านี้โดยอำนาจปัจจุบันกาลก่อน.
ก็ตัณหาวิจริตสองเหล่านี้คือ อสสฺมีติ สตสฺมีติ พึงทราบว่า เพราะเหตุที่บทว่า อสสฺมิ นี้เป็นชื่อของความเที่ยงของสิ่งที่ไม่เที่ยง บทว่า สตสฺมิ เป็นชื่อของความไม่เที่ยงของสิ่งที่เที่ยง ฉะนั้นจึงตรัสด้วยอำนาจสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.
ตัณหาวิจริต ๔ มีคำว่าสันติเป็นต้น ต่อจากนี้ตรัสด้วยอำนาจความสงสัยและความปริวิตก.
ในตัณหาวิจริตทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า สนฺติ โหติ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ความนึกว่า เราพึงเป็นย่อมมี. ส่วนอธิบายในบทนี้พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ ก่อนๆ.
อีกอย่างหนึ่ง ตัณหาวิจริต ๔ มีคำว่าสันติเป็นอาทิ ตรัสด้วยอำนาจความปรารถนาและความตั้งใจอย่างนี้ว่า ไฉนเราจะพึงเป็นดังนี้. ตัณหาวิจริตแม้เหล่านั้นพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ ก่อนๆ ก็ตัณหาวิจริต ๔ มีคำว่า ภวิสฺสนฺติ เป็นอาทิตรัสด้วยอำนาจอนาคตกาล.
พึงทราบเนื้อความแห่งตัณหาวิจริตเหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ ก่อนๆ นั้นแล.
บัณฑิตพึงทำให้แจ้งตัณหาวิจริต ๑๘ เหล่านี้
คือ ทิฏฐิสีสะ ๒ สุทธสีสะ ๔ สีสมูลกะ ๑๒.
ก็ในตัณหาวิจริตเหล่านั้น ๒ หัวข้อเหล่านี้คือ อสฺมีติ ความนึกว่าเราเป็น ๑ อิตฺถสฺมีติ ความนึกว่าเราเป็นอย่างนี้ ๑ ชื่อว่าทิฏฐิสีสะ.
๔ หัวข้อเหล่านี้คือ เอวสฺมีติ ความนึกว่าเราเป็นอย่างนั้น ๑ อญฺญถาสฺมีติ ความนึกว่าเราเป็นอย่างอื่น ๑ อสสฺมีติ ความนึกว่าเราเป็นคนไม่ดี ๑ สตสฺมีติ ความนึกว่าเราเป็นคนดี ๑ ชื่อสุทธสีสะ.
๑๒ หัวข้อ คือ ตัณหาวิจริต ๓ มีอาทิว่า อิตฺถสฺมีติ ชื่อว่าสีสมูลกะ.
พึงทราบธรรมคือตัณหาวิจริต ๑๘ เหล่านี้คือ ทิฏฐิสีสะ ๒ สุทธสีสะ ๔ สีสมูลกะ ๑๒ ดังกล่าวมาฉะนี้. พึงทราบตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยขันธปัญจกภายในเหล่านี้ก่อน.
ส่วนในตัณหาวิจริตอาศัยขันธปัญจกภายนอกก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อิมินา พึงทราบความต่างกันนี้ คือด้วยรูปนี้หรือ ฯลฯ ด้วยวิญญาณนี้.
บทที่เหลือเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน.
บทว่า อิติ เอวรูปานิ อตีตานิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริต ๓๖ ในกาลเป็นอดีตของบุคคลแต่ละคน.
บทว่า อนาคตานิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริต ๓๖ ในอนาคตกาล ของบุคคลแต่ละคน.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนานิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริต ๓๖ ในปัจจุบันกาลของบุคคลคนหนึ่ง หรือมากคนตามเหตุที่เป็นจริง. ตัณหาวิจริตในอดีตกาล ๓๖ ในอนาคตกาล ๓๖ ในปัจจุบันกาล ๓๖ โดยทำนองนี้แหละของสัตว์ทั้งหมด.
จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายอันต่างกันด้วยตัณหามานะทิฏฐิ หาประมาณมิได้ ไม่มีที่สุด.
ก็ในบทว่า อฏฺฐตณฺหา วิจริตสตํ โหติ นี้ พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ตัณหาวิจริตรวมเป็น ๑๐๘ ดังนี้. จบอรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๙
อรรถกถาเปมสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในเปมสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น อุสฺเสเนติ ได้แก่ ไม่ยกขึ้นด้วยอำนาจทิฏฐิ.
บทว่า ปฏิสฺเสเนติ ได้แก่ มีผู้โกรธก็ไม่ถือเป็นเหตุทะเลาะบาดหมาง.
บทว่า น ธูปายติ ได้แก่ ไม่บังหวนควัน (ไม่ครุ่นคิด) ด้วยอำนาจตัณหาวิจริตอาศัยขันธปัญจกภายใน.
บทว่า น ปิชฺชลติ ได้แก่ ไม่ลุกเป็นเปลวด้วยอำนาจตัณหาวิจริตอาศัยขันธปัญจกภายนอก.
บทว่า น ปชฺฌายติ ได้แก่ ไม่ไหม้ด้วยอำนาจอัสมิมานะ (การถือเราถือเขา).
บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยแห่งบาลีนั่นแล.
วัฏฏะวิวัฏฏะตรัสไว้แล้วในสูตรนี้. จบอรรถกถาเปมสูตรที่ ๑๐ จบมหาวรรควรรณนาที่ ๕ จตุตปัณณาสก์ จบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------