สคารวสูตร เล่ม ๒๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๑๗อถโข สคารโว พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สคารโว พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ กึ นุ โข โภ โคตม โอริมํ ตีรํ กึ ปาริมํ ตีรนฺติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิ โข พฺราหฺมณ โอริมํ ตีรํ สมฺมาทิฏฺฐิ ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาสงฺกปฺโป โอริมํ ตีรํ สมฺมาสงฺกปฺโป ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาวาจา โอริมํ ตีรํ สมฺมาวาจา ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉากมฺมนฺโต โอริมํ ตีรํ สมฺมากมฺมนฺโต ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาอาชีโว โอริมํ ตีรํ สมฺมาอาชีโว ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาวายาโม โอริมํ ตีรํ สมฺมาวายาโม ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาสติ โอริมํ ตีรํ สมฺมาสติ ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาสมาธิ โอริมํ ตีรํ สมฺมาสมาธิ ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาญาณํ โอริมํ ตีรํ สมฺมาญาณํ ปาริมํ ตีรํ มิจฺฉาวิมุตฺติ โอริมํ ตีรํ สมฺมาวิมุตฺติ ปาริมํ ตีรํ อิทํ โข พฺราหฺมณ โอริมํ ตีรํ อิทํ ปาริมํ ตีรนฺติ ฯ อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ ฯ เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ฯ กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต โอกา อโนกฺกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ ฯ ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต ฯ เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. ปัจโจโรหณิวรรค ๕. สคารวสูตร ๕. สคารวสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อว่าสคารวะ
ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อว่าสคารวะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านพระโคดม อะไรหนอเป็นฝั่งนี้ อะไรเป็นฝั่งโน้น” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์ ๑. มิจฉาทิฏฐิเป็นฝั่งนี้ สัมมาทิฏฐิเป็นฝั่งโน้น ๒. มิจฉาสังกัปปะเป็นฝั่งนี้ สัมมาสังกัปปะเป็นฝั่งโน้น ๓. มิจฉาวาจาเป็นฝั่งนี้ สัมมาวาจาเป็นฝั่งโน้น ๔. มิจฉากัมมันตะเป็นฝั่งนี้ สัมมากัมมันตะเป็นฝั่งโน้น ๕. มิจฉาอาชีวะเป็นฝั่งนี้ สัมมาอาชีวะเป็นฝั่งโน้น ๖. มิจฉาวายามะเป็นฝั่งนี้ สัมมาวายามะเป็นฝั่งโน้น ๗. มิจฉาสติเป็นฝั่งนี้ สัมมาสติเป็นฝั่งโน้น ๘. มิจฉาสมาธิเป็นฝั่งนี้ สัมมาสมาธิเป็นฝั่งโน้น ๙. มิจฉาญาณะเป็นฝั่งนี้ สัมมาญาณะเป็นฝั่งโน้น ๑๐. มิจฉาวิมุตติเป็นฝั่งนี้ สัมมาวิมุตติเป็นฝั่งโน้น พราหมณ์ นี้แลเป็นฝั่งนี้ นี้แลเป็นฝั่งโน้น ในหมู่มนุษย์ เหล่าชนผู้ไปถึงฝั่งโน้น มีจำนวนน้อย ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เลาะไปตามฝั่งนี้ ทั้งนั้น @เชิงอรรถ : @ ฝั่งนี้ ในที่นี้หมายถึงโลกิยธรรม (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) @ ฝั่งโน้น ในที่นี้หมายถึงโลกุตตรธรรม (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) @ ฝั่งโน้น ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) @ ฝั่งนี้ ในที่นี้หมายถึงสักกายทิฏฐิ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๖๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. ปัจโจโรหณิวรรค ๕. สคารวสูตร ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามธรรม ในธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยชอบ ชนเหล่านั้นจักข้ามพ้นวัฏฏะ อันเป็นบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก จักถึงฝั่งโน้น บัณฑิตละธรรมดำ แล้วพึงเจริญธรรมขาว ออกจากวัฏฏะมาสู่วิวัฏฏะ ละกามทั้งหลายแล้วเป็นผู้หมดความกังวล พึงปรารถนาความยินดียิ่งในวิเวก ที่ยินดีได้ยากยิ่ง บัณฑิตพึงชำระตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตทั้งหลาย บัณฑิตเหล่าใดอบรมจิตโดยชอบ ในองค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย ไม่ถือมั่น ยินดีในนิพพานเป็นที่สละความถือมั่น บัณฑิตเหล่านั้นสิ้นอาสวะแล้ว มีความรุ่งเรือง ดับสนิทแล้วในโลก สคารวสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยชอบ หมายถึงโลกุตตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑@(องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) @ วัฏฏะ ในที่นี้หมายถึงวัฏฏะ ๓ คือ (๑) กิเลสวัฏฏ์ วงจรกิเลสประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน@(๒) กัมมวัฏฏ์ วงจรกรรมประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ (๓) วิปากวัฏฏ์ วงจรวิบาก ประกอบด้วย@วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปอุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น@(องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) @ ธรรมดำ หมายถึงอกุศลธรรม ได้แก่ กายทุจริต เป็นต้น ธรรมขาว หมายถึงกุศลธรรม ได้แก่ กายสุจริต@เป็นต้น (สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๓๔/๑๙๖, ขุ.ธ.อ. ๔/๕๑-๕๒) @ วิวัฏฏะ หมายถึงนิพพาน (สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๓๔/๑๙๖, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕)@ วิเวก หมายถึงกายวิเวก(ความสงัดกาย) จิตตวิเวก(ความสงัดจิต) และอุปธิวิเวก(ความสงัดจากกิเลส)@(องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕) @ ดู สํ.ม. ๑๙/๓๔/๑๙, ขุ.ธ. ๒๕/๘๕-๘๙/๓๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๗๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสคารวสูตรที่ ๕
สคารวสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โอริมํ ตีรํ ได้แก่ โลกิยะ ชื่อว่าฝั่งนี้.
บทว่า ปาริมํ ตีรํ ได้แก่ โลกุตระ ชื่อว่าฝั่งโน้น.
บทว่า ปารคามิโน ได้แก่ ผู้ถึงพระนิพพาน.
บทว่า ตีรเมวานุธาวติ ได้แก่ วิ่งแล่นไปสู่ฝั่ง คือสักกายทิฏฐิ.
บทว่า ธมฺม ธมฺมานุวตฺติโน ความว่า ประพฤติธรรมตามสมควรในโลกุตรธรรม ๙ ที่ตรัสไว้แล้วโดยชอบ ได้แก่ประพฤติตามข้อปฏิบัติเบื้องต้นพร้อมกับศีลที่เหมาะสมแก่ธรรมนั้น.
บทว่า มจฺจุตฺเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ได้แก่ ข้ามวัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุมาร ที่ข้ามได้แสนยาก.
บทว่า ปารเมสฺสนฺติ ได้แก่ จักบรรลุพระนิพพาน.
บทว่า โอกา อโนกมาคมฺม ได้แก่ อาศัยวิวัฏฏะจากวัฏฏะ.
บทว่า วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ แปลว่า พึงปรารถนาความยินดียิ่งในกายวิเวก จิตตวิเวกและอุปธิวิเวก ซึ่งยินดียิ่งได้ยาก.
บทว่า หิตฺวา กาเม ได้แก่ ละกามแม้ทั้งสอง.
บทว่า อกิญฺจโน แปลว่า กิเลสเครื่องกังวล.
บทว่า อาทานปฏินิสฺสคฺเค ได้แก่ ในพระนิพพาน กล่าวคือการสละคืนความยึดมั่น.
บทว่า อนุปาทาย เย รตา ความว่า ชนเหล่าใดไม่ยึดถือแม้สิ่งไรๆ ด้วยอุปาทาน ๔ ยินดียิ่งแล้ว.
บทว่า ปรินิพฺพุตา ได้แก่ ชนเหล่านั้น พึงทราบว่า ชื่อว่าปรินิพพานแล้วด้วยปรินิพพานที่หาปัจจัยมิได้.
จบอรรถกถาสคารวสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------