ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ

๕. กุญชรวิมาน เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕ลำดับ 5 จาก 85 ในวิมานวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


|๕.๓๑| กุญฺชโร เต วราโรโห นานารตนกปฺปโน รุจิโร ถามวา ชวสมฺปนฺโน อากาสมฺหิ สมีหติ |๕.๓๒| ปทุมี ปทุมปตฺตกฺขี ปทุมุปฺปลชุตินฺธโร ปทุมจุณฺณาภิกิณฺณงฺโค โสวณฺณโปกฺขรมาลวา |๕.๓๓| ปทุมานุสตํ มคฺคํ ปทุมปตฺตวิภูสิตํ ฐิตํ วคฺคุมนุคฺฆาติ มิตํ คจฺฉติ วารโณ |๕.๓๔| ตสฺส ปกฺกมมานสฺส โสวณฺณกํสา รติสฺสรา เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา |๕.๓๕| ตสฺส นาคสฺส ขนฺธมฺหิ สุจิวตฺถา อลงฺกตา มหนฺตํ อจฺฉราสงฺฆํ วณฺเณน อติโรจสิ |๕.๓๖| ทานสฺส เต อิทํ ผลํ อโถ สีลสฺส วา ปน อโถ อญฺชลิกมฺมสฺส ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิตา (ติ ฯ) |๕.๓๗| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๕.๓๘| ทิสฺวาน คุณสมฺปนฺนํ ฌายึ ฌานรตํ สตํ อทาสึ ปุปฺผาภิกิณฺณํ อาสนํ ทุสฺสสนฺถตํ |๕.๓๙| อุปฑฺฒปทุมมาลาหํ อาสนสฺส สมนฺตโต อพฺโภกิริสฺสํ ปตฺเตหิ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ |๕.๔๐| ตสฺส กมฺมกุสลสฺส อิทํ เม ตาทิสํ ผลํ สกฺกาโร ครุกาโร จ เทวานํ อปจิตา อหํ |๕.๔๑| โย เว สมฺมาวิมุตฺตานํ สนฺตานํ พฺรหฺมจารินํ ปสนฺโน อาสนํ ทชฺชา เอวํ นนฺเท ยถา อหํ |๕.๔๒| ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน มหตฺตมภิกงฺขตา อาสนํ ทาตพฺพํ โหติ สรีรนฺติมธารินนฺติ ฯ กุญฺชรวิมานํ ปญฺจมํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. กุญชรวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีช้างเป็นพาหนะ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)

ข้อ ๓๑

เทพธิดาผู้มีดวงตางดงามคล้ายกลีบปทุม ช้างพาหนะอันประเสริฐของเธอ ประดับประดาด้วยแก้วนานาประการ น่าพอใจ มีพลัง แคล่วคล่องว่องไว ท่องเที่ยวไปในอากาศได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๕. กุญชรวิมาน

ข้อ ๓๒

กระพองมีสีคล้ายสีดอกปทุม ประดับด้วยพวงดอกปทุมและพวงดอกอุบลทิพย์ งามรุ่งเรือง ตามตัวโปรยปรายด้วยเกสรปทุม ประดับด้วยพวงปทุมทองอย่างสง่างาม

ข้อ ๓๓

พญาช้างเยื้องย่างไปได้อย่างราบเรียบ ไม่สั่นสะเทือนตลอดทาง ที่เรียงรายด้วยดอกปทุมทองขนาดใหญ่ มีกลีบปทุมประดับประดาอยู่

ข้อ ๓๔

เมื่อพญาช้างเยื้องย่างไป กระดิ่งทองคำก็ดังประสานเสียงน่ารื่นรมย์ กังวานไพเราะจับใจ ฟังคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่องห้า

ข้อ ๓๕

เธอทรงภูษาสะอาดสะอ้าน ประดับองค์อยู่บนคอช้าง มีผิวพรรณงามล้ำหมู่นางอัปสรจำนวนมาก

ข้อ ๓๖

นี้เป็นผลของทาน ศีล หรือการกราบไหว้ของเธอ อาตมาถามเธอแล้ว โปรดบอกผลกรรมนั้นเถิด

ข้อ ๓๗

เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมตามที่พระเถระถามว่า

ข้อ ๓๘

ดิฉันได้เห็นพระเถระผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ผู้ได้ฌาน ยินดีในฌาน สงบ ได้ถวายอาสนะที่ปูด้วยผ้า โปรยปรายดอกไม้ไว้ @เชิงอรรถ : @ ดนตรีเครื่องห้า คือ อาตตะ(โทน) วิตตะ(ตะโพน) อาตตวิตตะ(บัณเฑาะว์) ฆนะ(กังสดาล) สุสิระ(ปี่ สังข์)@(ขุ.วิ.อ. ๓๔/๓๗) @ คุณ หมายถึง สาวกบารมีญาณ (ขุ.วิ.อ. ๓๘/๓๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๖. ปฐมนาวาวิมาน

ข้อ ๓๙

ยังมีดอกปทุมเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ดิฉันเลื่อมใสแล้วจึงโปรยกลีบปทุม รอบๆ อาสนะด้วยมือของตน

ข้อ ๔๐

ผลแห่งกุศลกรรมของดิฉันนั้นเป็นเช่นนี้ ดิฉันจึงเป็นที่สักการะ เคารพ นอบน้อม ของมวลเทพ

ข้อ ๔๑

บุคคลผู้เลื่อมใส ถวายอาสนะ แด่ผู้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์ หลุดพ้นโดยชอบ สงบแล้ว พึงบันเทิงใจเช่นเดียวกับดิฉัน

ข้อ ๔๒

เพราะเหตุนั้นแล ท่านผู้มุ่งประโยชน์ตน หวังผลมาก ควรถวายอาสนะ แด่ท่านผู้ครองร่างชาติสุดท้ายกุญชรวิมานที่ ๕ จบ ๖. ปฐมนาวาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีเรือเป็นพาหนะ เรื่องที่ ๑ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)

ข้อ ๔๓

เทพนารี เธอขึ้นอยู่บนเรือประทุนทอง ล่องลอยเข้าสู่สระโบกขรณี เด็ดดอกปทุมอยู่

ข้อ ๔๔

เพราะบุญอะไรผิวพรรณเธอจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ @เชิงอรรถ : @ พระอรหันต์ (ขุ.วิ.อ. ๔๒/๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากุญชรวิมาน

กุญชรวิมาน มีคาถาว่า กุญฺชโร เต วราโรโห ดังนี้เป็นต้น.

กุญชรวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ มหาเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. ครั้งนั้น วันหนึ่ง งานนักขัตฤกษ์กึกก้องไปในกรุงราชคฤห์ ชาวกรุงช่วยกันทำความสะอาดถนน เกลี่ยทราย โรยดอกไม้ครบ ๕ อย่างทั้งข้าวตอกตั้งต้นกล้วยและหม้อน้ำไว้ทุกๆ ประตูเรือน ยกธงแผ่นผ้าเป็นต้นซึ่งงดงามด้วยสีต่างๆ ตามควรแก่สมบัติ ทุกคนตกแต่งประดับกายพอสมควรแก่สมบัติของตนๆเล่นการเล่นงานนักขัตฤกษ์ทั่ว ทั้งกรุงได้ประดับประดาตกแต่งดังเทพนคร.

ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารมหาราชเสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ทรงเลียบพระนครด้วยราชบริพารอย่างใหญ่ด้วยสิริโสภาคย์มโหฬารตามพระราชประเพณีและเพื่อรักษาน้ำใจของมหาชน

สมัยนั้น กุลสตรีผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงราชคฤห์ เห็นวิภวสมบัติสิริโสภาคย์และราชานุภาพนั้นของพระราชา เกิดอัศจรรย์จิตไม่เคยมี จึงถามเหล่าท่านที่สมมติกันว่าบัณฑิตว่า วิภวสมบัติเสมือนเทวฤทธิ์นี้ พระราชาทรงได้มาด้วยกรรมอะไรหนอ.

บัณฑิตสมมติเหล่านั้นจึงกล่าวแก่นางว่า

ดูราแม่มหาจำเริญ ธรรมดาบุญกรรมก็เป็นเสมือนจินดามณี เป็นเสมือนต้นกัลปพฤกษ์เมื่อเขตสมบัติ [พระทักขิไณยบุคคล] และเจตนาสมบัติ [ฝ่ายทายกทายิกา] มีอยู่คนทั้งหลายปรารถนาแล้ว ทำบุญกรรมใดๆ บุญกรรมนั้นๆ ก็ให้สำเร็จผลได้ทั้งนั้น.

อนึ่งเล่า ความเป็นผู้มีตระกูลสูงมีได้ก็ด้วยอาสนทาน ถวายอาสนะ. การได้สมบัติคือกำลังมีได้ก็ด้วยอันนทาน ถวายข้าว. การได้สมบัติคือวรรณะก็มีได้ด้วยวัตถุทาน ถวายผ้า. การได้สุขวิเศษก็มีได้ด้วยยานทาน ถวายยานพาหนะ. การได้สมบัติคือจักษุก็มีได้ด้วยทีปทาน ถวายประทีปโคมไฟ. การได้สมบัติทุกอย่าง ก็มีได้ด้วยอาวาสทาน ถวายที่อยู่.

นางฟังคำนั้นแล้ว ก็ตั้งจิตในเทวสมบัตินั้นว่า เทวสมบัติที่ท่าจะโอฬารกว่านี้ แล้วเกิดอุตสาหะยิ่งยวดในอันจะทำบุญ.

บิดามารดาส่งผ้าคู่ใหม่ ตั่งใหม่ ดอกปทุมกำ ๑ และเนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ข้าวสารและนมสด เพื่อให้นางบริโภคใช้สอย. นางเห็นสิ่งเหล่านั้นก็ดีใจว่าเราประสงค์จะถวายทาน และเราก็ได้ไทยธรรมนี้แล้ว ในวันที่สองก็จัดทานปรุงมธุปายาสน้ำน้อย ตกแต่งของเคี้ยวของกินแม้อย่างอื่นเป็นอันมาก ให้เป็นบริวารของมธุปายาสน้ำน้อยนั้น แล้วประพรมของหอมที่โรงทาน จัดอาสนะไว้เหนือดอกปทุมทั้งหลายซึ่งงดงามด้วยกลีบ ช่อและเกสรของดอกปทุมที่แย้มบานแล้วปูลาดด้วยผ้าขาวใหม่ๆ วางดอกปทุม ๔ ดอกและพุ่มดอกไม้เหนือเท้าทั้ง ๔ ของอาสนะ. ดาดเพดานไว้ข้างบนอาสนะ ห้อยพวงดอกไม้และพวงระย้า รอบๆ อาสนะก็ลาดพื้นหมดสิ้น ด้วยกลีบปทุมที่มีเกสร คิดว่า เราจักบูชาพระทักขิไณยบุคคลที่มาถึงแล้ว จึงตั้งพานเต็มด้วยดอกไม้สด ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

คราวนั้น นางจัดเครื่องอุปกรณ์ทานเสร็จแล้ว ก็อาบน้ำดำเกล้า นุ่งผ้าสะอาด กำหนดคอยเวลา จึงสั่งหญิงรับใช้คนหนึ่งว่า แม่เอ๊ย เจ้าจงไปหาพระทักขิไณยเช่นนั้นมาให้ข้านะ.

สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์เดินไประหว่างถนน ดังจะเก็บถุงทรัพย์พันหนึ่ง. ขณะนั้น หญิงรับใช้นั้นก็ไหว้พระเถระแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดให้บาตรของท่านแก่ดิฉันเถิดเจ้าข้า. แต่พระเถระกล่าวว่า เรามาที่นี้ ก็เพื่ออนุเคราะห์อุบาสิกาผู้หนึ่งนะ. พระเถระก็ส่งบาตรให้แก่หญิงรับใช้นั้น. นางก็นิมนต์พระเถระให้เข้าไปยังเรือน.

ครั้งนั้น สตรีผู้นั้นก็ออกไปต้อนรับพระเถระ ชี้อาสนะแล้วกล่าวว่า โปรดนั่งเถิดเจ้าข้า นี้อาสนะจัดไว้แล้ว. เมื่อพระเถระนั่งเหนืออาสนะนั้นแล้ว ก็บูชาพระเถระด้วยกลีบปทุมที่มีเกสร โรยรอบๆ อาสนะ ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์เลี้ยงดูด้วยมธุปายาสน้ำน้อย ผสมด้วยเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด และกำลังเลี้ยงดู ก็ทำความปรารถนาว่า ด้วยอานุภาพบุญของดิฉันนี้ ขอจงมีสมบัติทิพย์ที่งดงามด้วยบัลลังก์เรือนยอดเหนือกุญชรอันเป็นทิพย์ ในความเป็นไปทุกอย่าง ขอจงอย่าขาดดอกปทุมเลย.

ครั้นพระเถระฉันเสร็จแล้ว นางจึงล้างบาตร บรรจุเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดไว้เต็มอีก จัดผ้าที่ปูลาดบนตั่งทำเป็นผ้ารอง [บาตร] แล้ววางไว้ในมือพระเถระ.

ครั้นพระเถระทำอนุโมทนา กลับไปแล้ว จึงสั่งบุรุษ ๒ คนว่า เจ้าจงนำบาตรในมือพระเถระและบัลลังก์นี้ไปวิหารมอบถวายพระเถระแล้ว จงกลับมา.

บุรุษทั้ง ๒ นั้นก็กระทำอย่างนั้น.

ต่อมา สตรีผู้นั้น [ตาย] ก็ไปบังเกิดในวิมานทองสูงร้อยโยชน์ ณ ภพดาวดึงส์ มีอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร. และช้างตัวประเสริฐสูงห้าโยชน์ ประดับด้วยมาลัยดอกปทุม งดงามด้วยกลีบ ช่อและเกสรแห่งดอกปทุมโดยรอบ พิศดูปลื้มใจ มีสัมผัสอันสบายประดับด้วยอาภรณ์ทองรุ่งเรืองด้วยรัศมีข่ายประกอบรัตนะหลากๆ กัน ก็บังเกิดด้วยอำนาจความปรารถนาของนาง. บัลลังก์ทองโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วยความงามดียิ่งตามที่กล่าวแล้ว ก็บังเกิดเหนือช้างนั้น. นางกำลังเสวยทิพยสมบัติก็ขึ้นบัลลังก์ที่วิจิตรด้วยรัตนะเบื้องบนกุญชรวิมานนั้นในระหว่างๆ ไปยังสวนนันทนวัน ด้วยอานุภาพเทวดาอันยิ่งใหญ่.

ครั้งนั้นเป็นวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันไปสวนนันทนวัน เพื่อเล่นการเล่นในสวนตามอานุภาพทิพย์ของตน.

คำดังกล่าวมาเป็นต้นทั้งหมด ก็เหมือนคำที่มาในอรรถกถาปฐมปีฐวิมาน. เพราะฉะนั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในอรรถกถานั้นนั่นแล.

ส่วนในกุญชรวิมานนี้ พระเถระถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้มีดวงตากลมดังกลีบปทุม มีผิวพรรณะดังปทุม กุญชร พาหะเครื่องขับขี่อย่างดีของท่าน สำเร็จด้วยรัตนะต่างๆ น่ารักมีกำลังพรั่งพร้อมด้วยความเร็ว [ว่องไว] ท่องไปในอากาศ ช้างทรงความรุ่งเรืองด้วยดอกปทุม และอุบล มีเนื้อตัวเกลื่อนกล่นด้วยเกสรปทุม สวมพวงมาลัยดอกปทุมทอง ก็เดินทางที่เรียงรายด้วยดอกปทุม ประดับด้วยกลีบปทุมอยู่ไม่กระเทือนวิมาน ย่างก้าวไปพอดีๆ [ไม่เร็วนัก ไม่ช้านัก] เมื่อช้างกำลังย่างก้าว กระดิ่งทองก็มีเสียงไพเราะน่ารื่นรมย์ เสียงกังวานของกระดิ่งเหล่านั้น ได้ยินดังดนตรีเครื่องห้า. ท่านมีพัสตราภรณ์สะอาด ประดับองค์แล้วอยู่เหนือคชาธาร รุ่งโรจน์ล้ำอัปสรหมู่ใหญ่ด้วยวรรณะ.

นี้เป็นผลของทาน หรือของศีล หรือของอัญชลีกรรมประนมมือ ท่านถูกถามแล้ว โปรดบอกกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุญฺชโร เต วราโรโห ความว่า พาหะชื่อว่ากุญชร เพราะอภิรมย์ยินดีในที่เขาชันปกคลุมด้วยเถาวัลย์ หรือเพราะร้องส่งเสียงโกญจนาท [แปร้นแปร้น] เที่ยวอยู่ในที่นั้นหรือเพราะ กุ คือดินทำให้คร่ำคร่า เพราะครูดสีกับดินนั้น.

ช้างในมนุษยโลก ต่างโดยเป็นช้างภูเขาเป็นต้น. ส่วนช้างนี้ ท่านกล่าวอย่างนั้นก็เพราะเสมือนช้างในการเล่นกีฬา.

พาหะใดอันเขาขับขี่ เหตุนั้นพาหะนั้น ชื่อว่าอาโรหะ. อธิบายว่า พาหะที่เขาพึงขับขี่. พาหะขับขี่อย่างดี อย่างเลิศ อย่างประเสริฐ เหตุนั้น จึงว่าวราโรหะ ท่านอธิบายว่า ยานอย่างยอดเยี่ยม.

บทว่า นานารตนกปฺปโน ความว่า รัตนะชนิดต่างๆ ของช้างเหล่านั้นมีอยู่ เหตุนั้น ช้างเหล่านั้นชื่อว่ามีรัตนะต่างๆได้แก่เครื่องประดับช้างมีเครื่องประดับตระพองเป็นต้น. เครื่องสำเร็จ เครื่องผูกสอดของช้างเชือกใด เขาติดตั้งด้วยรัตนะเหล่านั้นช้างเชือกนั้น ชื่อว่ามีเครื่องสำเร็จด้วยรัตนะต่างๆ. ชื่อว่ารุจิระ งดงาม เพราะให้ความชอบใจ ความอภิรมย์. อธิบายว่า น่าปลื้มใจ.

บทว่า ถามวา ได้แก่ มั่นคง. อธิบายว่า มีกำลัง.

บทว่า ชวสมฺปนฺโน ได้แก่ มีความเร็วพร้อมแล้ว. ท่านอธิบายว่า รวดเร็ว [ว่องไว].

บทว่า อากาสมฺหิ สมีหติ ได้แก่ ท่องไปโดยชอบในอากาศ ที่ชื่อว่าอนัตลิกขา. อธิบายว่า เดินไปไม่กระเทือนพวกที่ขับขี่.

บทว่า ปทุมี ได้แก่ ชื่อว่าปทุมี เพราะประกอบด้วยสีผิวเหมือนหม้อ ซึ่งได้ชื่อว่า ปทุม เพราะมีสีผิวเสมอกับปทุม.

บทว่า ปทุมปตฺตกฺขิ แปลว่า ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีดวงตากลมเสมือนกลีบปทุม.

บทว่า ปทุมุปฺปลชุตินฺธโร ได้แก่ ชื่อว่า ปทุมุปปลชุตินธร เพราะทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองแห่งดอกปทุมและอุบล ซึ่งโชติช่วงแผ่ซ่านไปในที่นั้นๆ เพราะเป็นช้างที่มีเรือนร่างประดับมาลัย ดอกปทุมและดอกอุบลอันเป็นทิพย์.

บทว่า ปทุมจุณฺณาภิกิณฺณงฺโค ได้แก่ มีเนื้อตัวที่ดารดาษไปโดยรอบด้วยกลีบช่อและเกสรปทุม.

บทว่า โสวณฺณโปกฺขรมาลวา ได้แก่ มีภาระคือมาลัยดอกปทุมทอง.

บทว่า ปทุมานุสฏํ มคฺคํ ปทุมปตฺตวิภูสตํ ประกอบความว่า ช้างเดินไปยังทางที่เรียงรายเกลื่อนกล่นด้วยเหล่าดอกปทุมขนาดใหญ่ ซึ่งรองรับเท้าช้างนั้นทุกๆ ย่างก้าว และประดับด้วยเหล่ากลีบปทุมเหล่านั้นซึ่งมีสีสันต่างๆ อันหมุนไปได้ทั้งข้างโน้นข้างนี้ เพราะตกแต่งไว้เป็นพิเศษ.

บทว่า ฐีตํ นี้ เป็นวิเสสนะของบทว่า มคฺคํ. อธิบายว่า ทางซึ่งประดับด้วยกลีบปทุมตั้งอยู่แล้ว.

บทว่า วคฺคุ แปลว่า ทอง. คำนี้เป็นกิริยาวิเสสนะ.

มอักษรทำหน้าที่บทสนธิต่อบท.

บทว่า อนุคฺฆาติ แปลว่า ไม่กระเทือน. อธิบายว่า ไม่ทำความกระเทือนแม้นิดหนึ่งแก่ผู้นั่งอยู่บน [หลัง] ของตน.

บทว่า มิตํ แปลว่า เนรมิตแล้ว. อธิบายว่า เลยก้าวย่างไป.

ในคำนี้มีความดังนี้ว่า ทองนี้ชื่อว่าวัคคุ ไปกับเท้าที่ย่าง.

อีกนัยหนึ่ง บทว่า มิตํ แปลว่า นับรอบแล้ว คือประกอบด้วยความพอเหมาะ. ท่านอธิบายว่า ไม่เร็วนัก ไม่ช้านัก.

บทว่า วารโณ แปลว่า ช้าง. จริงอยู่ ช้างนั้น ท่านเรียกว่าวารณะ เพราะห้ามกันข้าศึก และห้ามกันสิ่งกีดขวางทางเดิน.

บทว่า ตสฺส ปกฺกมานสฺส โสวณฺณกํสา รติสฺสรา อธิบายว่า โสวรรณกังสะคือกระดิ่งทำด้วยทองของช้างตัวตามที่กล่าวแล้วนั้น ซึ่งกำลังเดิน มีเสียงน่ายินดี ส่งเสียงน่าอภิรมย์ มีเสียงกังวานน่าปลื้มใจ ห้อยย้อยอยู่. จริงอยู่ กระดิ่งใหญ่ๆ หลายร้อยทำด้วยทอง ขจิตด้วยแก้วมณีและมุกดาขนาดเท่ากระถางใหญ่ สองข้างของช้างตัวนั้นก็ห้อยแกว่งไกวไป ณ ที่นั้นๆ ส่งเสียงน่าจับใจแล่นไปยิ่งกว่าที่นักดนตรีผู้ฉลาดจัดประโคมเสียอีก ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เสียงกังวานของกระดิ่งเหล่านั้นได้ยินเหมือนดนตรีเครื่องห้า.

ความของคำนั้นมีดังนี้ว่า

เมื่อนักดนตรีผู้ฉลาดบรรเลงดนตรีมีองค์ ๕ อย่างนี้คือ อาตตะ [โทน] วิตตะ [ตะโพน] อาตตะวิตตะ [บัณเฑาะว์] ฆนะ [กังสดาล] สุสิระ [ปี่, สังข์]เสียงบรรเลงคลอเสียงนักร้อง ซึ่งขับแสดงจำแนกเสียงต่ำและสูง ตามฐานที่เกิดกังวานไพเราะน่ารัก ได้ยินกันฉันใดเสียงกังวานของโสวรรณกังสะ คือกระดิ่งทองเหล่านั้น ก็ได้ยินกันฉันนั้น.

บทว่า นาคสฺส ได้แก่ ช้างสำคัญ.

บทว่า มหนฺตํ ได้แก่ ชื่อว่าใหญ่ เพราะใหญ่โดยสมบัติก็มี เพราะใหญ่โดยนับขนาดก็มี.

บทว่า อจฺฉราสงฺฆํ ได้แก่ หมู่เทพกัญญา.

บทว่า วณฺเณน ได้แก่ มีรูป.

บทว่า ทานสฺส ได้แก่ บุญสำเร็จด้วยทาน.

บทว่า สีลสฺส ได้แก่ ศีล คือความสำรวมมีความสำรวมทางกายเป็นต้น.

วาศัพท์เป็นวิกัปปัตถะ กำหนดข้อที่ไม่ได้กล่าวไว้. ท่านสงเคราะห์จารีตศีล ศีลคือจารีต [ธรรมเนียม] ที่มิได้กล่าวไว้มีการกราบไหว้เป็นต้นด้วยวาศัพท์นั้น.

เทวดาองค์นั้นถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว จึงตอบปัญหา. เพื่อแสดงความข้อนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ [ผู้ร่วมทำสังคายนา] ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

เทวดาองค์นั้นถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้วดีใจ จึงพยากรณ์ปัญหาด้วยอาการที่ท่านถามถึงกรรมที่มีผลอย่างนี้.

ความของคาถานั้น กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล.

คาถาเทวดากล่าวไว้ดังนี้ว่า

ดิฉันเห็นพระเถระผู้พร้อมด้วยคุณ เข้าฌาน ยินดี

ในฌานสงบ ได้ถวายอาสนะที่ปูลาดด้วยผ้าโรยด้วยดอกไม้.

ดิฉันเลื่อมใสแล้วโปรยดอกปทุมรอบๆ อาสนะครึ่งหนึ่ง. อีก

ครึ่งหนึ่งเอาโปรยลง [ดังฝน] ด้วยมือตนเอง. ผลเช่นนี้เป็น

ผลแห่งกุศลกรรมนั้นของดิฉัน

ดิฉันอันทวยเทพสักการะเคารพนบนอบแล้ว. ผู้ใด

แลเลื่อมใสแล้ว ถวายอาสนะแก่ท่านผู้เป็นพรหมจารี ผู้หลุด

พ้นโดยชอบ ผู้สงบ ผู้นั้นก็บันเทิงเหมือนอย่างดิฉัน.

เพราะฉะนั้นแล ผู้รักตน หวังความเป็นใหญ่ ก็ควร

ถวายอาสนะแด่ท่านผู้ทรงเรือนร่างครั้งสุดท้าย [พระอรหันต์].

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คุณสมฺปนฺนํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยคุณของพระสาวกทุกอย่าง หรือบริบูรณ์ด้วยคุณเหล่านั้น.

เทวดาแสดงสมบัติชั้นยอดของสาวกบารมีญาณด้วยบทนี้.

บทว่า ฌายึ ได้แก่ ผู้มีปกติเพ่งด้วยฌานแม้ทั้งสองคือ อารัมมณูปนิชฌาน [เพ่งอารมณ์] ลักขณูปนิชฌาน [เพ่งลักษณะ].

อีกนัยหนึ่ง ผู้เผากิเลสที่ควรเผา และธรรมอันเป็นฝ่ายของสังกิเลสทุกอย่างมั่นอยู่. จากฌานนั้นนั่นเอง ชื่อว่าฌานรตะ เพราะยินดีแล้วในฌาน.

บทว่า สตํ แปลว่า มีอยู่หรือสงบแล้ว. อธิบายว่า สัตบุรุษคนดี.

บทว่า ปุปฺผาภิกิณฺณํ แปลว่า เกลื่อนกล่นด้วยดอกไม้ทั้งหลาย. อธิบายว่า ดารดาษด้วยใบปทุมทั้งหลาย.

บทว่า ทุสฺสสนฺถตํ ได้แก่ เอาผ้าปูลาดไว้บนอาสนะ.

บทว่า อุปฑฺฒํ ปทุมมาลาหํ ได้แก่ เรา [โปรย] ดอกปทุมครึ่งหนึ่ง.

บทว่า อาสนสฺส สมนฺตโต ได้แก่ ที่พื้นรอบอาสนะที่พระเถระนั่ง.

บทว่า อพฺโภกิริสฺสํ ได้แก่ โปรย โรย.

อย่างไร. เอากลีบโปรย. อธิบายว่า เอากลีบปทุมที่แยกเป็นสองส่วนๆ ละครึ่งโปรยลงทำนองฝนดอกไม้ตกลงมา.

ด้วยบทว่า อิทํ เม อีทิสํ ผลํ นี้ เทวดารวมแสดงทิพยสมบัติของตนอันต่างโดยอายุ ยศ สุขและรูปเป็นต้นที่พระเถระระบุและไม่ระบุด้วยคำว่า กุญฺชโร เต วราโรโห เป็นต้น แล้วจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สกฺกาโร ครุกาโร เพื่อแสดงอานุภาพของตนที่พระเถระมิได้ระบุไว้อีก.

ด้วยคำนั้น เทวดาแสดงว่า มิใช่ผลบุญของดิฉันในที่นี้ ตามที่ท่านกล่าวมาแล้วอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ก็ยังมีแม้อธิปไตยทิพย์นี้ด้วย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกาโร ได้แก่ กิริยาโดยเอื้อเฟื้อ. อธิบายว่า ความที่ตนอันทวยเทพพึงสักการะ.

บทว่า ครุกาโร ก็เหมือนกัน ได้แก่ ความที่ตนอันทวยเทพพึงเคารพ.

บทว่า เทวานํ แปลว่า อันทวยเทพ.

บทว่า อปจิตา ได้แก่ บูชาแล้ว.

บทว่า สมฺมาวิมุตฺตานํ ได้แก่ ผู้หลุดพ้นด้วยดี ละสังกิเลสได้หมด.

บทว่า สนฺตานํ ได้แก่ ผู้มีกรรมทางกายวาจาใจอันสงบ เป็นคนดี.

ชื่อว่าพรหมจารี เพราะประพฤติมรรคพรหมจรรย์และศาสนพรหมจรรย์แล้ว.

บทว่า ปสนฺนา อาสนํ ทชฺชา ได้แก่ เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว เพราะเชื่อในผลกรรม และเชื่อในพระรัตนตรัย. ผิว่าพึงถวายแม้เพียงอาสนะ.

บทว่า เอวํ นนฺเท ยถา อหํ ความว่า แม้คนอื่นก็พึงบันเทิงยินดีเหมือนอย่างดิฉันบันเทิงยินดีด้วยอาสนทานนั้น ในบัดนี้ฉะนั้น.

บทว่า ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น.

หิศัพท์ เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า อตฺตกาเมน ได้แก่ ผู้รักประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน.

จริงอยู่ ผู้ใดทำกรรมอันนำประโยชน์เกื้อกูลมาให้ตน ไม่ทำกรรมอันนำสิ่งที่มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นชื่อว่ารักตน.

บทว่า มหตฺตํ ได้แก่ ความเป็นใหญ่โดยวิบาก.

บทว่า สรีรนฺติมธารินํ ได้แก่ ผู้ทรงเรือนร่างอันสุดท้าย. อธิบายว่า พระขีณาสพ.

ในข้อนี้ ความมีดังนี้ว่า

เทวดาแสดงว่า เพราะเหตุที่ดิฉันยินดีด้วยทิพยสมบัติอย่างนี้ เพราะถวายอาสนะแก่พระอรหันต์ ฉะนั้น แม้คนอื่นผู้ปรารถนาความเจริญยิ่งแก่ตนก็พึงถวายอาสนะแก่พระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในเรือนร่างอันสุดท้าย บุญเช่นนี้ [ของคนอื่น] จึงไม่มี.

คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับคำที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถากุญชรวิมาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา