This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
|๑๑๓๙.๑| เอส เสโล มหาพฺรเหฺม ปพฺพโต คนฺธมาทโน ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ ฯ |๑๑๓๙.๒| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ |๑๑๓๙.๓| เอเต นีลา ปทิสฺสนฺติ นานาผลธรา ทุมา อุคฺคตา อพฺภกูฏาว นีลา อญฺชนปพฺพตา ฯ |๑๑๓๙.๔| ธวสฺสกณฺณา ขทิรา สาลา ผนฺทนมาลุวา สมฺปเวเธนฺติ วาเตน สกึ ปีตาว มาณวา ฯ |๑๑๓๙.๕| อุปริ ทุมปริยาเยสุ สงฺคีติโยว สุยฺยเร นชฺชุหา โกกิลา สงฺฆา สมฺปตนฺติ ทุมา ทุมํ ฯ |๑๑๓๙.๖| อวฺหยนฺเตว คจฺฉนฺตํ สาขาปตฺตสมีริตา รมยนฺเตว อาคนฺตุํ โมทยนฺติ นิวาสนํ ฯ |๑๑๓๙.๗| ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ
ดูกรมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์อันล้วนแล้วด้วยหิน พระ- เวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีทรงเพศนัก บวชอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินทางไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรม นั้น นั่นหมู่ไม้เขียวชะอุ่ม ทรงผลต่างๆ ย่อมปรากฏ ดังภูเขาอัญชน- บรรพตเขียวชะอุ่ม มียอดสูงตระหง่าน คือ ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้ตะคร้อ ไม้ยางทราย ย่อมหวั่นไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราคราวเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่ฉะนั้น ท่านได้ฟังเสียงฝูง นกอันจับอยู่บนกิ่งไม้ปานดังเสียงเพลงขับทิพย์ คือ นกโพระดก นก ดุเหว่า นกกระจง พลางส่งเสียงร้องบินจากต้นไม้โน้นมาสู่ต้นไม้นี้ ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัดสะบัดกิ่งและใบเสียดสีกันคล้ายกับจะเรียกคนผู้- กำลังเดินไปให้หยุด และเหมือนดังชักชวนคนผู้จะผ่านไปให้ยินดีชื่นชม พักผ่อน พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศเป็นพราหมณ์ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินไปทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น.
|๑๑๔๐.๑| อมฺพา กปิตฺถา ปนสา สาลา ชมฺพู วิเภทกา หรีตกี อามลกา อสฺสตฺถา พทรานิ จ ฯ |๑๑๔๐.๒| จารุติมฺพรุกฺขา เจตฺถ นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา มธุมธุกา เถวนฺติ นีเจ ปกฺกา จุทุมฺพรา |๑๑๔๐.๓| ปาเรวตา ภเวยฺยา จ มุทฺทิกา จ มธุตฺถิกา มธุํ อเนลกํ ตตฺถ สกมาทาย ภุญฺชเร ฯ |๑๑๔๐.๔| อญฺเญตฺถ ปุปฺผิตา อมฺพา อญฺเญ ติฏฺฐนฺติ โทวิลา อญฺเญ อามา จ ปกฺกา จ ภิงฺควณฺณา ตทูภยํ ฯ |๑๑๔๐.๕| อเถตฺถ เหฏฺฐา ปุริโส อมฺพปกฺกานิ คณฺหติ อามานิ เจว ปกฺกานิ วณฺณคนฺธรสุตฺตมา ฯ |๑๑๔๐.๖| อเตว เม อจฺฉริยํ หิงฺกาโร ปฏิภาติ มํ เทวานมิว อาวาโส โสภติ นนฺทนูปโม ฯ |๑๑๔๐.๗| วิเภทกา นาฬิเกรา ขชฺชุรีนํ พฺรหาวเน มาลาว คนฺถิตา ฐนฺติ ธชคฺคาเนว ทิสฺสเร ฯ นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ นภํ ตารา จิตามิว |๑๑๔๐.๘| กุฏชี กุฏฺฐตคฺครา ปาฏลิโย จ ปุปฺผิตา ปุนฺนาคา คิริปุนฺนาคา โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๔๐.๙| อุทฺธาลกา โสมรุกฺขา อครุภลฺลิยา พหู ปตฺตชีวา จ กุกฺกุฏา อสนา เจตฺถ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๔๐.๑๐| กุฏชา สลฬา นีปา โกสมฺพลพุชา ธวา สาลา จ ปุปฺผิตา ตตฺถ ปลาลขลสนฺนิภา ฯ |๑๑๔๐.๑๑| ตสฺสาวิทูเร โปกฺขรณี ภูมิภาเค มโนรเม ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา เทวานมิว นนฺทเน ฯ |๑๑๔๐.๑๒| อเถตฺถ ปุปฺผรสมตฺตา โกกิลา มญฺชุภาณิกา อภินาเทนฺติ ตํ วนํ อุตุสมฺปุปฺผิเต ทุเม ฯ |๑๑๔๐.๑๓| ภสฺสนฺติ มกรนฺเทหิ โปกฺขเร โปกฺขเร มธู อเถตฺถ วาตา วายนฺติ ทกฺขิณา อถ ปจฺฉิมา ฯ |๑๑๔๐.๑๔| ปทุมกิญฺชกฺขเรณูหิ โอกิณฺโณ โหติ อสฺสโม ถูลา สิงฺฆาฏกา เจตฺถ สสาทิยา ปสาทิยา ฯ |๑๑๔๐.๑๕| มจฺฉกจฺฉปพฺยาวิธา พหู เจตฺถ มุปยานกา มธุํ ภึเสหิ สวติ ขีรํ สปฺปิ มุฬาลิภิ สุรภิ ตํ วนํ วาติ นานาคนฺธสเมริตํ ฯ |๑๑๔๐.๑๖| สมฺโมทิเตว คนฺเธน ปุปฺผสาขาหิ ตํ วนํ ภมรา ปุปฺผคนฺเธน สมนฺตามภินาทิตา ฯ |๑๑๔๐.๑๗| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นานาวณฺณา พหู ทิชา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๔๐.๑๘| นนฺทิกา ชีวปุตฺตา จ ชีวปุตฺตา ปิยา จ โน ปิยา ปุตฺตา ปิยา นนฺทา ทิชา โปกฺขรณีฆรา ฯ |๑๑๔๐.๑๙| มาลาว คนฺถิตา ฐนฺติ ธชคฺคาเนว ทิสฺสเร นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ กุสเลหิ สุคนฺถิตา ฯ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ |๑๑๔๐.๒๐| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ
ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน ไม้รัง ไม้หว้า สมอ พิเภก สมอไทย มะขามป้อม ไม้โพธิ์ ไม้พุทรา มะพลับทอง ต้นไทร และมะสัง มะซางหวาน และมะเดื่อ มีผลสุกแดงเรื่อๆ อยู่ในที่ต่ำๆ คล้ายงาช้าง กล้วยหอม ผลจันทน์ มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง รวงผึ้งไม่ มีตัว มีในที่นั้น คนเอื้อมมือปลิดมาบริโภคได้เอง ในบริเวณอาศรมนั้น มีต้นมะม่วง บางต้นออกช่อแย้มบาน บางต้นมีดอกและใบร่วงหล่น ผลิผลดาษดื่น บางอย่างยังดิบ บางอย่างสุกแล้ว ผลมะม่วงดิบและสุก ทั้งสองอย่างนั้น มีสีดังหลังกบ อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น บุรุษยืน อยู่ในภายใต้ก็เก็บมะม่วงสุกกินได้ ผลมะม่วงดิบและสุกทั้งหลายมีสี สวย กลิ่นหอมและรสอร่อยที่สุด เหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ แก่ข้าพเจ้าเหลือเกิน ถึงกับข้าพเจ้าออกอุทานว่า อือๆ ที่ประทับอยู่ ของพระเวสสันดรนั้น เป็นดังที่ประทับอยู่ของทวยเทพ ย่อมงดงาม ปานด้วยนันทวัน ต้นตาล ต้นมะพร้าว และอินทผลัม ที่มีอยู่ในป่า ใหญ่มีดอกเรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยเขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้น ย่อมปรากฏดังยอดธงชัย ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้ต่างๆ พันธุ์ คือ ไม้มูกมัน โกฐ สะค้าน แคฝอย ไม้บุนนาค บุนนาคเขา และไม้ ทรึก มีดอกบานสะพรั่งสีต่างๆ กัน เหมือนหมู่ดาวเรื่อเรืองอยู่บน นภากาศฉะนั้น อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะเกลือ กฤษณา รักดำ ต้นไทรใหญ่ ไม้รังไก่ ไม้ประดู่ มีดอกบานสะพรั่ง ในบริเวณอาศรมนั้นมีไม้มูกหลวง ไม้สน ไม้กะทุ่ม ไม้ช่อ ไม้ตะแบก นางรัง ล้วนมีดอกเป็นพุ่มพวงดังลอมฝาง บานในที่ไม่ไกลต่ออาศรมนั้น มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ ดาดาษไปด้วยดอกปทุมชาติ และอุบล ดังสระโบกขรณีในสวนนันทวันของทวยเทพฉะนั้น อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารสดอกไม้ ส่งเสียงไพเราะ จับใจ ทำป่านั้นให้ดังอึกทึกกึกก้อง ในเมื่อคราวหมู่ไม้ผลิดอกแย้มบาน ตามฤดูกาลรสหวานดังน้ำผึ้งร่วงหล่นจากเกสรดอกไม้มาค้างอยู่บนใบบัว ย่อมชื่อว่าน้ำผึ้งใบบัว (ขัณฑสกร) อนึ่ง ลมทางทิศทักษิณและทางทิศ ประจิมย่อมพัดมาที่อาศรมนั้น อาศรมเป็นสถานที่เกลื่อนกล่นไปด้วย ละอองเกสรปทุมชาติ ในสระโบกขรณีนั้น มีกระจับขนาดใหญ่ๆ ทั้ง ข้าวสาลีอ่อน บ้างแก่บ้างล้มดาษอยู่บนภาคพื้น และในสระโบกขรณีนั้น น้ำใสสะอาดมองเห็นฝูงปลา เต่าและปูเป็นอันมาก สัญจรไปมาเป็นหมู่ๆ รสหวานปานน้ำผึ้งย่อมไหลออกจากเหง้าบัว รสมันปานนมสดและเนยใส ย่อมไหลออกจากสายบัว ป่านั้นมีกลิ่นหอมต่างๆ ที่ลมรำเพยพัดมา ย่อมหอมฟุ้งตลบไป ป่านั้นเหมือนดังจะชวนเชิญคนที่มาถึงแล้วให้ เบิกบาน ด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม แมลงภู่ทั้งหลายต่างก็บิน ว่อนวู่บันลือเสียงอยู่โดยรอบ ด้วยกลิ่นดอกไม้ อนึ่ง ที่ใกล้อาศรมนั้น ฝูงวิหคเป็นอันมากมีสีต่างๆ กัน บันเทิงอยู่กับคู่ของตนๆ ร่ำร้องขาน ขันแก่กันและกัน มีฝูงนกอีกสี่หมู่ทำรังอยู่ใกล้สระโบกขรณี คือ หมู่ ที่ ๑ ชื่อว่านันทิกา ย่อมร้องทูลเชิญพระเวสสันดรเจ้า ให้ชื่นชมยินดี อยู่ในป่านี้ หมู่ที่ ๒ ชื่อว่า ชีวปุตตา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้ พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระราชธิดาและพระอัครมเหสี จงมีพระชนม์ ยืนนานด้วยความสุขสำราญ หมู่ที่ ๓ ชื่อว่าชีวปุตตาปิยาจโน ย่อมร่ำร้อง ถวายพระพรให้พระเวสสันดรพร้อมทั้งพระราชโอรสพระราชธิดาและ- พระอัครมเหสี ผู้เป็นที่รักของพระองค์จงทรงพระสำราญ มีพระชนมายุ ยืนนาน ไม่มีข้าศึกศัตรู หมู่ที่ ๔ ชื่อว่า ปิยาปุตตาปิยานันทา ย่อมร่ำร้อง ถวายพระพรให้พระราชโอรสพระราชธิดาและพระอัครมเหสี จงเป็นที่รัก ของพระองค์ ขอพระองค์จงเป็นที่รักของพระราชโอรสพระราชธิดาและ พระอัครมเหสี ทรงชื่นชมโสมนัสต่อกันและกัน ดอกไม้ทั้งหลายย่อมตั้ง เรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยที่เขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้นย่อม ปรากฏดังยอดธงชัยมีดอกสีต่างๆ กัน ดังนายช่างผู้ฉลาดเก็บมาร้อยกรอง ไว้ พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระราชโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศเป็นพราหมณ์ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรมนั้น.
อิทญฺจ เม สตฺตุภตฺตํ มธุนา ปฏิสํยุตํ มธุปิณฺฑิกา จ สุกตาโย สตฺตุภตฺตํ ททามิ เต ฯ
เออ ก็ข้าวสตูผงอันระคนด้วยน้ำผึ้ง และข้าวสตูก้อนมีรสหวานอร่อยของ ลุงนี้ อันนางอมิตตดาจัดแจงให้แล้ว ลุงจะแบ่งให้แก่เจ้า.
|๑๑๔๒.๑| ตุเยฺหว สมฺพลํ โหตุ นาหํ อิจฺฉามิ สมฺพลํ อิโตปิ พฺรเหฺม คณฺหาหิ คจฺฉ พฺรเหฺม ยถาสุขํ ฯ |๑๑๔๒.๒| อยํ เอกปที เอติ อุชุํ คจฺฉติ อสฺสมํ อิสีปิ อจฺจุโต ตตฺถ ปงฺกทนฺโต รชสฺสิโร ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ ฯ |๑๑๔๒.๓| จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ตํ ตฺวํ คนฺตฺวาน ปุจฺฉสฺสุ โส เต มคฺคํ ปวกฺขติ ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ จงเอาไว้เป็นเสบียงทางของท่านเถิด ข้าพเจ้าไม่ ปรารถนาเสบียงทาง ขอเชิญท่านจงรับน้ำผึ้งกับขาเนื้อย่างจากสำนักของ ข้าพเจ้านี้ เอาไปเป็นเสบียงทางอีกด้วย และขอท่านจงไปตามสบายเถิด หนทางนี้เป็นทางเดินได้คนเดียว ตรงลิ่วไปถึงอาศรมของอจุตฤาษี แม้ อจุตฤาษีอยู่ในอาศรมนั้นฟันเขลอะ มีผมเกลือกกลั้วด้วยธุลี ทรงเพศ เป็นพราหมณ์ มีขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา นุ่งห่ม หนังเสือ นอนเหนือแผ่นดิน บูชาไฟ ลุงไปถึงแล้ว เชิญถามท่านเถิด ท่านจักบอกหนทางให้แก่ลุง
อิทํ สุตฺวา พฺรหฺมพนฺธุ เจตํ กตฺวา ปทกฺขิณํ อุทคฺคจิตฺโต ปกฺกามิ เยนาสิ อจฺจุโต อิสิ ฯ จุลฺลวนวณฺณนา ฯ
ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ได้ฟังคำของเจตบุตรดังนี้แล้ว มีจิต ยินดีเป็นอย่างยิ่ง กระทำประทักษิณเจตบุตรแล้ว ได้เดินทางตรงไป ณ สถานที่อันอจุตฤาษีสถิตอยู่. จบ จุลวนวรรณนา
|๑๑๔๔.๑| คจฺฉนฺโต โส ภารทฺวาโช อทฺทส อจฺจุตํ อิสึ ทิสฺวาน ตํ ภารทฺวาโช สมฺโมทิ อิสินา สห ฯ |๑๑๔๔.๒| กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๔๔.๓| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
ชูชกพราหมณ์ภารทวาชโคตรนั้น เมื่อเดินไปตามทางที่เจตบุตรพรานป่า แนะให้ ก็ได้พบอจุตฤาษี ครั้นแล้วได้เจรจาปราศรัยกับอจุตฤาษี ไต่ถาม ถึงทุกข์สุขว่า พระคุณเจ้าไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนหรือ เป็นสุขสบาย ดีหรือ เยียวยาอัตภาพด้วยการแสวงหาผลไม้สะดวกหรือ มูลมันผลไม้ มีมากหรือ เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง ในป่า อันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย ไม่มีกล้ำกรายเข้ามารบกวนแหละหรือ.
|๑๑๔๕.๑| กุสลญฺเจว เม พฺรเหฺม อโถ พฺรเหฺม อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปมิ อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๔๕.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๑๑๔๕.๓| พหูนิ วสฺสปูคานิ อสฺสเม สมฺมโต มม นาภิชานามิ อุปฺปนฺนํ อาพาธํ อมโนรมํ ฯ |๑๑๔๕.๔| สฺวาคตนฺเต มหาพฺรเหฺม อโถ เต อทุราคตํ อนฺโต ปวิส ภทฺทนฺเต ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ |๑๑๔๕.๕| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช พฺรเหฺม วรํ วรํ ฯ |๑๑๔๕.๖| อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาพฺรเหฺม สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราไม่มีโรคาพาธเบียดเบียน เราเป็นสุขสบายดี เยียวยา อัตภาพด้วยการแสวงหาผลไม้สะดวกดี มูลมันผลไม้ก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็น้อย ในป่าอันเกลื่อนกลาดไปด้วย เนื้อร้าย ไม่มีกล้ำกรายมารบกวนเราเลย เมื่อเรามาอยู่ในอาศรมสิ้น จำนวนปีเป็นอันมาก เราไม่รู้สึกถึงความอาพาธอันไม่เป็นที่รื่นรมย์ใจ เกิดขึ้นเลย ดูกรมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ท่านมิได้มาร้าย ดูกรท่านผู้เจริญ เชิญท่านเข้าไปภายใน เชิญล้างเท้าทั้งสองของท่าน ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่า มีรสหวานคล้ายน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ผลที่ดีๆ แม้น้ำฉันก็เย็นสนิทเรานำมาจาก ซอกเขา ดูกรมหาพราหมณ์ ถ้าท่านจำนงหวัง ก็เชิญดื่มตามสบายเถิด.
ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ สญฺชยสฺส สกํ ปุตฺตํ สิวีหิ วิปฺปวาสิตํ ตมหํ ทสฺสนมาคโต ยทิ ชานาสิ สํส เม ฯ
สิ่งใดอันพระคุณเจ้าให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการ อันพระคุณเจ้ากระทำแล้วทุกอย่าง ข้าพเจ้ามาแล้ว เพื่อจะเยี่ยมเยียน พระเวสสันดรราชฤาษี ราชโอรสของพระเจ้ากรุงสัญชัย ซึ่งพลัดพราก จากชาวสีพีมาช้านาน ถ้าพระคุณเจ้าทราบสถานที่ประทับ โปรดแจ้งแก่ ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
|๑๑๔๗.๑| น ภวํ เอติ ปุญฺญตฺถํ สิวิราชสฺส ทสฺสนํ มญฺเญ ภวํ ปตฺถยติ รญฺโญ ภริยํ ปติพฺพตํ ฯ มญฺเญ กณฺหาชินํ ทาสึ ชาลึ ทาสญฺจ อิจฺฉสิ |๑๑๔๗.๒| อถวา ตโย มาตาปุตฺเต อรญฺญา เนตุมาคโต น ตสฺส โภคา วิชฺชนฺติ ธนํ ธญฺญญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
ท่านมานี่เพื่อเป็นศรีสวัสดิ์ เพื่อมาเยี่ยมเยียนพระเวสสันดรเจ้าก็หาไม่ เราเข้าใจว่าท่านปรารถนา (จะมาขอ) พระอัครมเหสีผู้เคารพนบนอบ พระราชสวามีไปเป็นภรรยา หรือมิฉะนั้นท่านก็ปรารถนา (จะมาขอ) พระกัณหาชินาราชกุมารีและพระชาลีราชกุมารไปเป็นทาสทาสี หรือไม่ก็ มาเพื่อจะนำเอาพระมารดาและพระราชกุมารกุมารีทั้งสามพระองค์ไปจาก ป่า ดูกรพราหมณ์ โภคสมบัติทรัพย์และข้าวเปลือกของพระองค์มิได้มี.
|๑๑๔๘.๑| อกุทฺธรูโปหํ โภโต นาหํ ยาจิตุมาคโต สาหุ ทสฺสนมริยานํ สนฺนิวาโส สทา สุโข |๑๑๔๘.๒| อทิฏฺฐปุพฺโพ สิวิราชา สิวีหิ วิปฺปวาสิโต ตมหํ ทสฺสนมาคโต ยทิ ชานาสิ สํส เม ฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ท่านยังไม่สมควรจะโกรธเคือง เพราะข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อ ขอทาน การพบเห็นอริยชนเป็นความดี การอยู่ร่วมกับอริยชนเป็นสุขทุก เมื่อ พระเวสสันดรสีพีราชเสด็จพลัดพรากจากชาวสีพีมา ข้าพเจ้ายังมิได้ เห็นเลย ข้าพเจ้ามาเพื่อจะเยี่ยมเยียนพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้าทราบสถาน ที่ประทับ โปรดแจ้งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
|๑๑๔๙.๑| เอส เสโล มหาพฺรเหฺม ปพฺพโต คนฺธมาทโน ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ ฯ |๑๑๔๙.๒| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ |๑๑๔๙.๓| เอเต นีลา ปทิสฺสนฺติ นานาผลธรา ทุมา อุคฺคตา อพฺภกูฏาว นีลา อญฺชนปพฺพตา |๑๑๔๙.๔| ธวสฺสกณฺณา ขทิรา สาลา ผนฺทนมาลุวา สมฺปเวเธนฺติ วาเตน สกึ ปีตาว มาณวา ฯ |๑๑๔๙.๕| อุปริ ทุมปริยาเยสุ สงฺคีติโยว สุยฺยเร นชฺชุหา โกกิลา สงฺฆา สมฺปตนฺติ ทุมา ทุมํ ฯ |๑๑๔๙.๖| อวฺหยนฺเตว คจฺฉนฺตํ สาขา ปตฺตสมีริตา รมยนฺเตว อาคนฺตุํ โมทยนฺติ นิวาสินํ ฯ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ |๑๑๔๙.๗| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ |๑๑๔๙.๘| กิเรรีมาลา วิตตา ภูมิภาเค มโนรเม สทฺทลา หริตา ภูมิ น ตตฺถุทฺธํสเต รโช ฯ |๑๑๔๙.๙| มยูรคีวสงฺกาสา ตูลผสฺสสมูปมา ติณานิ นาติวตฺตนฺติ สมนฺตา จตุรงฺคุลา ฯ |๑๑๔๙.๑๐| อมฺพา ชมฺพู กปิฏฺฐา จ นีเจ ปกฺกา จุทุมฺพรา ปริโภเคหิ รุกฺเขหิ วนนฺตํ รติวฑฺฒนํ ฯ |๑๑๔๙.๑๑| เวฬุริยวณฺณสนฺนิภํ มจฺฉคุมฺพนิเสวิตํ สุจิ สุคนฺธํ สลิลํ อาโป ตตฺถปิ สนฺทติ ฯ |๑๑๔๙.๑๒| ตสฺสาวิทูเร โปกฺขรณี ภูมิภาเค มโนรเม ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา เทวานมิว นนฺทเน ฯ |๑๑๔๙.๑๓| ตีณิ อุปฺปลชาตานิ ตสฺมึ สรสิ พฺราหฺมณ วิจิตฺรนีลาเนกานิ เสตา โลหิตกานิ จ ฯ
ดูกรมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์อันล้วนแล้วด้วยหิน พระเวสสัน- ดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศนักบวช อันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา ทรง นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรมนั้น นั่นหมู่ไม้เขียวชะอุ่ม ทรงผลต่างๆ ปรากฏดังภูเขาอัญชนบรรพตเขียว ชะอุ่ม มียอดสูงตระหง่าน คือ ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้ตระคร้อ ไม้ยางทรายย่อมหวั่นไหวไปตามลม ดังมาณพดื่ม สุราคราวเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่ ฉะนั้น ท่านจะได้ฟังเสียงฝูงนกอันจับ อยู่บนกิ่งไม้ ปานดังเสียงเพลงทิพย์ คือ นกโพระดก นกดุเหว่า นกกระจง ส่งเสียงร้องบินจากต้นไม้โน้นมาสู่ต้นไม้นี้ ทั้งหมู่ไม้ที่ต้อง ลมพัดสะบัดกิ่งและใบเสียดสีกัน คล้ายกับจะเรียกคนผู้กำลังเดินทางไป ให้หยุด และเหมือนดังชักชวนผู้จะผ่านให้ยินดีชื่นชมพักผ่อน พระเวส- สันดรเจ้า พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ทรงเพศเป็น นักบวชอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและใส่ชะฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าเดินทางไปทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น ที่ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ มีดอกกุ่มตกอยู่เรี่ยราด พื้นแผ่นดินเขียวชะอุ่ม ไปด้วยหญ้าแพรก ณ ที่นั้นไม่มีธุลีฟุ้งขึ้นเลย หญ้านั้นมีสีเขียวคล้ายขน คอนกยูงเปรียบด้วยสัมผัสแห่งสำลี หญ้าทั้งหลายโดยรอบ ยาวไม่เกิน ๔ องคุลี ต้นมะม่วง ต้นชมพู่ ต้นมะขวิดและมะเดื่อ มีผลสุก อยู่ ในที่ต่ำๆ ป่าไม้นั้นเป็นที่ให้เจริญความยินดี เพราะมีหมู่ไม้ผลบริโภค ได้เป็นอันมาก น้ำใสสะอาดกลิ่นหอมดี สีดังแก้วไพฑูรย์ เป็นที่อยู่ ของฝูงปลา ไหลหลั่งมาในป่านั้น ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ ในที่ไม่ไกล อาศรมนั้น มีสระโบกขรณีดารดาษไปด้วยปทุมชาติและอุบล เหมือน ดังที่มีอยู่ในนันทวันของทวยเทพ ดูกรพราหมณ์ในสระนั้นมีอุบลชาติ สามชนิด คือ เขียว ขาวและแดง งามวิจิตรมากมาย.
|๑๑๕๐.๑| โขมาว ตตฺถ ปทุมา เสตโสคนฺธิเยหิ จ กลมฺพเกหิ สญฺฉนฺโน มุจลินฺโท นาม โส สโร ฯ |๑๑๕๐.๒| อเถตฺถ ปทุมา ผุลฺลา อปริยนฺตาว ทิสฺสเร คิมฺหา เหมนฺติกา ผุลฺลา ชณฺณุตคฺฆา อุปตฺถรา ฯ |๑๑๕๐.๓| สุรภี สมฺปวายนฺติ วิจิตฺรา ปุปฺผสนฺถตา ภมรา ปุปฺผคนฺเธน สมนฺตามภินาทิตา ฯ
ในสระนั้นมีปทุมชาติดาษดื่น สีขาวดังผ้าโขมพัสตร์ สระนั้นชื่อว่า มุจลินท์ ดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลณี และผักทอดยอด อนึ่งเล่า ปทุมชาติในสระนั้นมีดอกบานสะพรั่งปรากฏหากำหนดประมาณมิได้ บ้าง ก็บานในคิมหันตฤดู บ้างก็บานในเหมันตฤดูปรากฏเหมือนตั้งอยู่ใน น้ำลึกประมาณเพียงเข่า ปทุมชาติอันงามวิจิตรชูดอกสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอม ฟุ้งตลบไป หมู่ภมรโผผินบินว่อนเสียงวู่ๆ อยู่โดยรอบเพราะกลิ่น หอมแห่งบุปผชาติ.
|๑๑๕๑.๑| อเถตฺถ อุทกนฺตสฺมึ รุกฺขา ติฏฺฐนฺติ พฺราหฺมณ กทมฺพา ปาฏลี ผุลฺลา โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๕๑.๒| องฺโกลา กจฺจิการา จ ปาริชญฺญา จ ปุปฺผิตา วารณา วุยฺหนา รุกฺขา มุจลินฺทมุภโต สรํ ฯ |๑๑๕๑.๓| สิรีสา เสตปาริสา สาธุ วายนฺติ ปทฺมกา นิคฺคณฺฑี สรนิคฺคณฺฑี อสนา เจตฺถ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๕๑.๔| ปงฺกุรา พหุลา เสลา โสภญฺชนา จ ปุปฺผิตา เกตกา กณิการา จ กณเวรา จ ปุปฺผิตา ฯ |๑๑๕๑.๕| อชฺชุนา อชฺชุกณฺณา จ มหานามา จ ปุปฺผิตา สมฺปุปฺผิตคฺคา ติฏฺฐนฺติ ปชฺชลนฺเตว กึสุกา ฯ |๑๑๕๑.๖| เสตปณฺณิ สตฺตปณฺณา กทลิโย กุสุมฺภรา ธนุตกฺการิปุปฺเผหิ สีสปาวรณานิ จ ฯ |๑๑๕๑.๗| อจฺฉิปา สิมฺพลีรุกฺขา สลฺลกิโย จ ปุปฺผิตา เสตเครูตคริกา มํสิโกฏฺฐกุลาวรา ฯ |๑๑๕๑.๘| ทหรา รุกฺขา วุฑฺฒา จ อกุฏิลา เจตฺถ ปุปฺผิตา อสฺสมํ อุภโต ฐนฺติ อคฺยาคารํ สมนฺตโต ฯ
ดูกรพราหมณ์ อนึ่งเล่า ที่ใกล้ขอบสระนั้นมีต้นไม้หลากหลายขึ้นออก สะพรั่ง คือ ต้นกระทุ่ม ต้นแคฝอย และต้นทองหลาง ผลิดอกออก สะพรั่ง ไม้ปรู ไม้ทราก ต้นปาริชาต ดอกบานสะพรั่ง ต้นกากะทิง ต้นไม้เหล่านี้มีอยู่ที่สองฟาก ปากสระมุจลินท์ ต้นซึก ต้นแคขาว บัวบก ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไป ต้นคณฑีสอ ต้นคณฑีเขมา และต้นประดู่ มีอยู่ ณ ที่ใกล้สระนั้น ดอกสะพรั่ง ต้นมะคำไก่ ไม้มะทราง ต้นแก้ว ต้นมะรุม การเกต กรรณิการ์ และชบา ไม้รกฟ้า ไม้อินทนิล ไม้สะท้อน และทองกวาวมีดอกแย้มบานผลิดอกออกยอดพร้อมๆ กัน รุ่งเรืองงาม ไม้มะลื่น ไม้ตีนเป็ด กล้วย ต้นคำฝอย นมแมว คนทา ประดู่ลาย ต้นสลอด มีดอกบานสะพรั่ง ต้นมะไฟ ต้นงิ้ว ไม้ช้างน้าว พุดขาว กฤษณา โกฐเขมา โกฐสอ มีดอกบานสะพรั่ง ต้นไม้ในบริเวณสระนั้นมีทั้งอ่อนและแก่ ต้นตรงไม่คดงอดอกบานตั้ง อยู่สองข้างอาศรมโดยรอบเรือนไฟ.
|๑๑๕๒.๑| อเถตฺถ อุทกนฺตสฺมึ พหู ชาตา ผณิชฺชกา มุคฺคติโย กรติโย เสวาลํ สีสกํ พหุ ฯ |๑๑๕๒.๒| อุทฺธาปวตฺตํ อุลฺลุฬิตํ มกฺขิกา หิงฺคุชาลิกา ทาสิมกญฺจโก เจตฺถ พหู นีเจ กลมฺพกา ฯ |๑๑๕๒.๓| เอฬมฺพเกหิ สญฺฉนฺนา รุกฺขา ติฏฺฐนฺติ พฺราหฺมณ สตฺตาหํ ธาริยมานานํ คนฺโธ เตสํ น ฉิชฺชติ ฯ |๑๑๕๒.๔| อุภโต สรญฺจ มุจลินฺทํ ปุปฺผา ติฏฺฐนฺติ ภาคโส อินฺทิวเรหิ สญฺฉนฺนํ วนนฺตมุปโสภติ |๑๑๕๒.๕| อฑฺฒมาสํ ธาริยมานานํ คนฺโธ เตสํ น ฉิชฺชติ ฯ นีลปุปฺผิเสตวารี ปุปฺผิตา คิริกณฺณิกา กเลรุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ วนนฺตํ ตุลสีหิ จ ฯ |๑๑๕๒.๖| สมฺโมทิเตว คนฺเธน ปุปฺผสาขาหิ ตํ วนํ ภมรา ปุปฺผคนฺเธน สมนฺตามภินาทิตา ฯ |๑๑๕๒.๗| ตีณิ กกฺการุชาตานิ ตสฺมึ สรสิ พฺราหฺมณ กุมฺภมตฺตานิ เจกานิ มุรมตฺตานิ วา อุโภ ฯ
อนึ่ง พรรณไม้เป็นอันมาก เกิดขึ้นใกล้ขอบสระนั้น คือ ตระไคร้ ถั่วเขียว ถั่วราชมาส สาหร่าย สันตะวา น้ำในสระนั้นถูกลมรำเพยพัด เกิดเป็นละลอกกระทบฝั่ง มีหมู่แมลงบินวู่ว่อนเคล้าเอาเกสรดอกไม้ที่ แย้มบาน สีเสียดเทศ เต่าร้าง ผักบุ้งร้วม มีมากในที่ต่างๆ ดูกร- พราหมณ์ ต้นไม้ทั้งหลายดารดาษไปด้วยกล้วยไม้ กลิ่นแห่งบุปผชาติ ดังกล่าวแล้วนั้น หอมตลบอยู่ ๗ วัน ไม่พลันหาย บุปผชาติ เกิดอยู่เรียงรายสองฝั่งสระมุจลินท์ ป่านั้นดารดาษไปด้วยต้นราชพฤกษ์ ย่อมงดงาม กลีบดอกราชพฤกษ์นั้นหอมตลบอยู่กึ่งเดือนไม่เลือน หาย คัญชันเขียว อัญชันขาว กุ่มแดง ดอกบานสะพรั่ง ป่านั้น ดารดาษไปด้วยอบเชยและแมงรักเหมือนดังจะให้คนเบิกบานใจ ด้วย ดอกไม้และกิ่งไม้อันมีกลิ่นหอม เหล่าภมรโผผินบินว่อนเสียงวู่ๆ อยู่ โดยรอบ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ ดูกรพราหมณ์ ณ ที่ใกล้สระนั้น มีฟักแฟง แตงน้ำเต้า ๓ ชนิด ชนิดหนึ่งผลโตเท่าหม้อ อีกสองชนิด ผลโตเท่าตะโพน.
|๑๑๕๓.๑| อเถตฺถ สาสโป พหุโก นาทิโย หริตายุโต อสีตาลาว ติฏฺฐนฺติ เฉชฺชา อินฺทิวรา พหู ฯ |๑๑๕๓.๒| อปฺโผฏา สุริยวลฺลี จ กาฬิยา มธุคนฺธิยา อโสกา มุทยนฺตี จ วลฺลิโภ ขุทฺทปุปฺผิโย ฯ |๑๑๕๓.๓| โกรณฺฑกา อโนชา จ ปุปฺผิตา นาคมลฺลิกา รุกฺขมารุยฺห ติฏฺฐนฺติ ผุลฺลา กึสุกวลฺลิโย ฯ |๑๑๕๓.๔| กเฏรุหา ปวาเสนฺติ โยธิกา มธุคนฺธิยา นิลิยา สุมนา ภณฺฑี โสภติ ปทุมุตฺตโร ฯ |๑๑๕๓.๕| ปาฏลิสมุทฺทกปฺปาสี กณิการา จ ปุปฺผิตา เหมชาลาว ทิสฺสนฺติ รุจิรา อคฺคิสิขูปมา ฯ |๑๑๕๓.๖| ยานิ ตานิ จ ปุปฺผานิ ถลชานูทกานิ จ สพฺพานิ ตตฺถ ทิสฺสนฺติ เอวํ รมฺโม มโหทธิ ฯ
อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีผักกาด กระเทียม หอม เป็นอันมาก ต้นเต่ารั้ง ตั้งอยู่สล้างดังต้นตาล อุบลเขียวมีเป็นอันมาก ขึ้นอยู่ริมน้ำพอเอื้อม เด็ดได้ มลิวัน มนตำเลีย หญ้านาง อบเชย อโศก เทียนป่า ดอกเข็ม หางช้าง อังกาบ กากะทิง กระลำพัก ทองเครือ ดอก แย้มบานสะพรั่งขึ้นขนาน ต้นชุมแสงขึ้นแซงแทรกคัดเค้าและชะเอม มะลิซ้อน หงอนไก่ เทพทาโร แคฝอย ฝ้ายทะเล กรรณิการ์ ดอก เบ่งบานงาม ปรากฏดังตาข่ายทองเปรียบด้วยเปลวไฟ บุปผชาติที่เกิด บนบกและที่เกิดในน้ำ ปรากฏมีในสระนั้นทุกอย่าง สระมุจลินท์มีน้ำมาก เป็นที่รื่นรมย์ ด้วยประการฉะนี้.
|๑๑๕๔.๑| อถสฺสา โปกฺขรณิยา พหุกา วาริโคจรา โรหิตา นลเปสิงฺคู กุมฺภิลา มกรา สุสู ฯ |๑๑๕๔.๒| มธุ จ มธุลฏฺฐิ จ ตาลิยา จ ปิยงฺคุกา กุทฺทชา ภทฺทมุฏฺฐา จ สตฺตปุปฺผา จ โลลุปา ฯ |๑๑๕๔.๓| สุรภิมรุตครา พหุกา ตุงฺควลฺลิโย ปทฺมกา นารทา โกฏฺฐา ฌามกา จ หเรณุกา ฯ |๑๑๕๔.๔| หลิทฺทกา คนฺธเสลา หริเวรา จ คุคฺคุลา วิเภทกา โจรโกฏฺฐา กปฺปุรา จ กลิงฺคุกา ฯ
อนึ่ง ในสระนั้นมีปลาซึ่งว่ายอยู่ในน้ำมากมาย คือ ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก จระเข้ ปลาฉลาม ณ ที่ใกล้สระนั้น มีชะเอมต้น ชะเอมเครือ กำยาน ประยงค์ เนรภูสี แห้วหมู่ สัตตบุษ สมุลแว้ง พิมเสน สามสิบ และกฤษณา เถากะไดลิง มีมากมาย บัวบก โกฐขาว กระทุ่มเลือด ต้นหนาด ขมิ้น แก้วหอม หรดาล คำคูน สมอพิเภก ไคร้เครือ พิมเสน และรางแดง.
|๑๑๕๕.๑| อเถตฺถ สีหา พฺยคฺฆา จ ปุริสาลู จ หตฺถิโย เอเณยฺยา ปสทา เจว โรหิตา สรภา มิคา ฯ |๑๑๕๕.๒| โกฏฺฐสุณา สุโณปิ จ ตุลิยา นฬสนฺนิภา จามรี จลนี ลงฺฆี ฌาปิตา มกฺกฏา ปิจุ ฯ |๑๑๕๕.๓| กกฺกฏา กตมายา จ อิกฺกา โคณสิรา พหู ขคฺคา วราหา นกุลา กาฬเกตฺถ พหุตโส ฯ |๑๑๕๕.๔| มหิสา โสณา สิคาลา จปฺปกา จ สมนฺตโต อากุจฺจา ปจลากา จ จิตฺรกา จาปิ ทีปิโย ฯ |๑๑๕๕.๕| เปลกา จ วิฆาสาทา สีหา โกกนิสาตกา อฏฺฐปาทา จ โมรา จ ภสฺสรา จ กุกุฏฺฐกา ฯ |๑๑๕๕.๖| จงฺโกรา กุกฺกุฏา นาคา อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน พกา พลากา นชฺชุหา ทินฺทิภา โกญฺจวาทิกา |๑๑๕๕.๗| พฺยคฺฆินสา โลหปิฏฺฐา จปฺปกา ชีวชีวกา กปิญฺชรา ติตฺติราโย กุลาวา ปฏิกุฏฺฐกา ฯ |๑๑๕๕.๘| มณฺฑาลกา เจลเกฬุ ภณฺฑุติตฺติรนามกา เจลาวกา ปิงฺคุลาโย โคธกา องฺคเหตุกา ฯ |๑๑๕๕.๙| กรวิกา จ สคฺคา จ อุหุงฺการา จ กุกฺกุหา นานาทิชคณากิณฺณํ นานาสรนิกูชิตํ ฯ
อนึ่ง ในป่านั้นมีสัตว์หลายจำพวก คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ยักษิณี หน้าฬา ช้างพัง ช้างพลาย เนื้อทราย เนื้อฟาน ละมั่ง นางเห็น หมาจิ้งจอก หมาไน บ่าง กระรอก จามรี ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงจุ่น กวาง กระทิง หมี วัวเถื่อน มีมากมาย แรด หมู พังพอน งูเห่า มีอยู่ที่ใกล้สระนั้น เป็นอันมาก กระบือ หมาไน หมาจิ้งจอก กิ้งก่า จะกวด เหี้ย เสือดาว เสือเหลือง มีอยู่โดยรอบ กระต่าย แร้ง ราชสีห์ และเสือปลา มีอยู่มากหลาย มีสกุณชาติมากมาย คือ นกกวัก นกยูง หงส์ขาว ไก่ฟ้า ไก่ป่า ไก่เถื่อน นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องหากันและกัน นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน เหยี่ยวดำ เหยี่ยวแดง นกช้อนหอย นกพริก นกคับแค นกแขวก นกกด นกกระเต็นใหญ่ นกนางแอ่น นกคุ่ม นกกะทา นกกระทุง นกกระจอก นกกระจาบ นกกระเต็นน้อย นกกางเขน นกการเวก นกแอ่นลม นกเงือก นกออก สระมุจลินท์ เกลื่อนกล่น ไปด้วยฝูงนกนานาชนิด กึกก้องไปด้วยเสียงสัตว์ต่างๆ.
|๑๑๕๖.๑| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นีลกา มญฺชุภาณิกา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๒| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ ทิชา มญฺชุสฺสราสิตา เสตกฺขิกูฏา ภทฺรกฺขา อณฺฑชา จิตฺรเปกฺขณา ฯ |๑๑๕๖.๓| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ ทิชา มญฺชุสฺสราสิตา สิขณฺฑี นีลคีวาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๔| กุกฺกุฏฺฐกา กุฬีรกา โกฏฺฐา โปกฺขรสาตกา กาฬเวยฺยา พลียกฺขา กทมฺพา สุวสาลิกา ฯ |๑๑๕๖.๕| หลิทฺทา โลหิตา เสตา อเถตฺถ นฬกา พหู วารณา ภิงฺคราชา จ กทมฺพา สุวโกกิลา ฯ |๑๑๕๖.๖| อุกฺกุสา กุรุรา หํสา อาฏา ปริวเทนฺติกา จากหํสา อติพลา นชฺชุหา ชีวชีวกา ฯ |๑๑๕๖.๗| ปาเรวตา รวิหํสา จากวากา นทีจรา วารณาภิรุทา รมฺมา อุโภ กาลุปกูชิโน |๑๑๕๖.๘| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นานาวณฺณา พหู ทิชา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๙| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ นานาวณฺณา พหู ทิชา สพฺเพ มญฺชู นิกูชนฺติ มุจลินฺทมุภโต สรํ ฯ |๑๑๕๖.๑๐| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ กรวีกา นาม เต ทิชา โมทนฺติ สห ภริยาหิ อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ |๑๑๕๖.๑๑| อเถตฺถ สกุณา สนฺติ กรวีกา นาม เต ทิชา สพฺเพ มญฺชู นิกูชนฺติ มุจลินฺทมุภโต สรํ ฯ |๑๑๕๖.๑๒| เอเณยฺยา ปสทากิณฺณํ นาคสํเสวิตํ วนํ นานาลตาหิ สญฺฉนฺนํ กทลิมิคเสวิตํ ฯ |๑๑๕๖.๑๓| อเถตฺถ สามา พหุกา นิวาโร วรโก พหุ สาลิ อกฏฺฐปาโก จ อุจฺฉุ ตตฺถ อนปฺปโก ฯ |๑๑๕๖.๑๔| อยํ เอกปที เอติ อุชุํ คจฺฉติ อสฺสมํ ขุทฺทํ ปิปาสํ อรตึ ตตฺถ ปตฺโต น วินฺทติ ฯ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ |๑๑๕๖.๑๕| ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ อาสทญฺจ มสญฺชฏํ จมฺมวาสี ฉมา เสติ ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ
อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีนกมากมาย มีขนปีกงามวิจิตร มีเสียงไพเราะ เสนาะโสต ย่อมปราโมทย์อยู่กับคู่เคียงส่งเสียงกู่ก้องร้องหากันและกัน อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีฝูงสกุณาทิชาชาติส่งเสียงร้องไพเราะไม่ขาดสาย มีตางามประกอบด้วยเบ้าตาขาว มีขนปีกขนหางงามวิจิตร อนึ่ง ที่ใกล้ สระนั้นมีฝูงนกยูง ส่งเสียงร้องไพเราะไม่ขาดสาย มีสร้อยคอเขียว ส่งเสียงร้องหากันและกัน ไก่เถื่อน ไก่ฟ้า นกเปล้า นกนางนวล เหยี่ยวดำ เหยี่ยวนกเขา นกกาน้ำ นกแขกเต้า นกสาลิกา อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีนกเป็นอันมาก เป็นพวกๆ คือ เหลือง แดง ขาว นกหัสดีลิงค์ พระยาหงส์ทอง นกกาน้ำ นกแขกเต้า นกดุเหว่า นกออก หงส์ขาว นกช้อนหอย นกเค้าแมว ห่าน นกยาง นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกพิราบ หงส์แดง นกจากพราก นกเป็ดน้ำ นกหัสดีลิงค์ ส่งเสียงร้องน่ารื่นรมย์ใจ เหล่าสกุณาทิชาชาติ ดังกล่าวแล้ว ต่างก็ส่งเสียงร้องกู่ก้องหากันทั้งเช้าและเย็นเป็นนิรันดร์ อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีสกุณาทิชาชาติมากมายสีต่างๆ กัน ย่อมบันเทิง อยู่กับคู่เคียง ส่งเสียงกู่ก้องร้องเข้าหากันและกัน อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้น มีสกุณาทิชาชาติ มากมายสีต่างๆ กัน ทุกๆ ตัวต่างส่งเสียงอันไพเราะ ระงมไพร ที่ใกล้สองฝั่งสระมุจลินท์ อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีสกุณาทิชาชาติ ชื่อว่าการเวกมากมาย ย่อมปราโมทย์อยู่กับคู่เคียง ส่งเสียงกู่ก้องร้องหา กันและกัน อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีสกุณาทิชาชาติชื่อว่าการเวก ทุกๆ ตัวต่างส่งเสียงอันไพเราะระงมไพร อยู่ที่สองฝั่งสระมุจลินท์ ป่านั้น เกลื่อนกลาดไปด้วยเนื้อทรายและเนื้อฟาน เป็นสถานที่เสพอาศัยของ ช้างพลายและช้างพัง ดาษดื่นไปด้วยเถาวัลย์นานาชนิด และเป็นที่ อาศัยของฝูงชะมด อนึ่ง ที่ป่านั้น มีธัญญาชาติมากมาย คือ หญ้ากับแก้ ลูกเดือย ข้าวสาลี อ้อย มิใช่น้อยเกิดเองในที่ไม่ได้ไถ ทางนี้เป็น ทางเดินได้คนเดียว เป็นทางตรงไปจนถึงอาศรม คนผู้ไปถึงอาศรมของ พระเวสสันดรนั้นแล้ว ย่อมไม่มีความหิวกระหายหรือความไม่ยินดี พระเวสสันดรเจ้าพร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา และมเหสี ทรงเพศนัก บวชอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟ ประทับอยู่ ณ อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าไปทางทิศอุดรจะได้เห็นอาศรมนั้น.
อิทํ สุตฺวา พฺรหฺมพนฺธุ อิสึ กตฺวา ปทกฺขิณํ อุทคฺคจิตฺโต ปกฺกามิ ยตฺถ เวสฺสนฺตโร อหุ ฯ มหาวนวณฺณนา ฯ
ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ครั้นได้สดับถ้อยคำของอจุตฤาษี กระทำประทักษิณ มีจิตชื่นชมโสมนัส อำลามุ่งหน้าไปยังสถานที่ประ- ทับของพระเวสสันดร. จบ มหาวนวรรณนา
อุฏฺเฐหิ ชาลิ ปติฏฺฐ โปราณํ วิย ทิสฺสติ พฺราหฺมณํ วิย ปสฺสามิ นนฺทิโย มาภิกีรเร ฯ
ดูกรพ่อชาลี เจ้าจงลุกขึ้นยืนเถิด การมาของพวกยาจกในวันนี้ปรากฏ เหมือนการมาของพวกยาจกครั้งก่อนๆ พ่อเห็นเหมือนดังพราหมณ์ ความชื่นชมยินดีทำให้พ่อเกษมศานติ์.
อหํปิ ตาต ปสฺสามิ โย โส พฺรหฺมาว ทิสฺสติ อทฺธิโก วิย อายาติ อติถี โน ภวิสฺสติ ฯ
ข้าแต่พระชนกนาถ แม้เกล้ากระหม่อมฉันก็เห็นผู้นั้นปรากฏเหมือน พราหมณ์ ดูเหมือนเป็นคนเดินทาง จักเป็นแขกของเราทั้งหลาย.
|๑๑๖๐.๑| กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๖๐.๒| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือหนอ พระองค์ทรงพระสำราญดีหรือ ทรง เยียวยาอัตภาพด้วยการแสวงหาผลาหารสะดวกหรือ ทั้งมูลมันผลไม้มี มากหรือ เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน มีน้อยแลหรือ ในป่า อันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤค ไม่มีมาเบียดเบียนแลหรือ.
|๑๑๖๑.๑| กุสลญฺเจว โน พฺรเหฺม อโถ พฺรเหฺม อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๑๖๑.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๑๑๖๑.๓| สตฺต โน มาเส วสตํ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ อิทํปิ ปฐมํ ปสฺสามิ พฺราหฺมณํ เทววณฺณินํ อาทาย เวฬุวํ ทณฺฑํ อคฺคิหุตฺตํ กมณฺฑลุํ ฯ |๑๑๖๑.๔| สฺวาคตนฺเต มหาพฺรเหฺม อโถ เต อทุราคตํ อนฺโต ปวิส ภทฺทนฺเต ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ |๑๑๖๑.๕| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช พฺรเหฺม วรํ วรํ ฯ |๑๑๖๑.๖| อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาพฺรเหฺม สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ |๑๑๖๑.๗| อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน เกน วา ปน เหตุนา อนุปฺปตโต พฺรหารญฺญํ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีโรคาพาธเบียดเบียน อนึ่ง เราทั้งหลาย เป็นสุขสำราญดี เราเยียวยาอัตภาพด้วยการหาผลาหารสะดวกดี ทั้งมูล มันผลไม้ก็มีมาก ทั้งเหลือบยุงและสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย อนึ่ง ใน ป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤค ก็ไม่มีมาเบียดเบียนแก่เรา เมื่อพวก เรามาอยู่ในป่ามีชีวิตอันตรมเกรียมมาตลอด ๗ เดือน เราเพิ่งเห็นท่าน ผู้เป็นพราหมณ์บูชาไฟ ทรงเพศอันประเสริฐ ถือไม้เท้าสีดังผลมะตูม และลักจั่นน้ำนี้เป็นคนแรก ดูกรพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ท่าน มิได้มาร้าย ดูกรท่านผู้เจริญ เชิญท่านเข้ามาภายในเถิด เชิญท่านล้าง เท้าของท่านเถิด ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะทราง ผลหมากเม่า มีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญเลือกฉันแต่ผลที่ดีๆ เถิดท่านพราหมณ์ แม้ น้ำฉันนี้ ก็เย็นสนิท เรานำมาแต่ซอกเขา ดูกรพราหมณ์ ก็ท่าน จำนงหวัง ก็เชิญดื่มตามสบายเถิด ดังเราขอถาม ท่านมาถึง ป่าใหญ่ เพราะเหตุการณ์อะไรหนอ เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เรา เถิด.
ยถา วาริวโห ปูโร สพฺพกาลํ น ขียติ เอวนฺตํ ยาจิตาคญฺฉึ ปุตฺเต เม เทหิ ยาจิโต ฯ
ห้วงน้ำ (ในปัญจมหานที) เต็มเปี่ยมตลอดเวลาไม่เหือดแห้ง ฉันใด พระองค์มีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ฉันนั้น เกล้ากระหม่อมฉัน กราบทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานสองปิโยรสแก่ ข้าพระองค์เถิด.
|๑๑๖๓.๑| ททามิ น วิกมฺปามิ อิสฺสโร นย พฺราหฺมณ ปาโต คตา ราชปุตฺตี สายํ อุญฺฉาโต เอหิติ |๑๑๖๓.๒| เอกรตฺตึ วสิตฺวาน ปาโต คจฺฉสิ พฺราหฺมณ ฯ ตสฺสา นฺหาโต อุปคฺฆาเต อถ เน มาลธาริเน |๑๑๖๓.๓| เอกรตฺตึ วสิตฺวาน ปาโต คจฺฉสิ พฺราหฺมณ ฯ นานาปุปฺเผหิ สญฺฉนฺเน นานาคนฺเธหิ ภูสิเต นานามูลผลากิณฺเณ คจฺฉ สฺวาทาย พฺราหฺมณ ฯ
ดูกรพราหมณ์ เรายอมให้ มิได้หวั่นไหว ท่านจงเป็นใหญ่พาเอาลูก ทั้งสองของเราไปเถิด พระราชบุตรีมารดาของลูกทั้งสองนี้ เสด็จไปป่า แต่เช้าเพื่อแสวงหาผลไม้ จักกลับจากการแสวงหาผลไม้ในเวลาเย็น ดูกรพราหมณ์ เชิญท่านพักอยู่ราตรีหนึ่ง แล้วจึงไปในเวลาเช้า ดูกร- พราหมณ์ ท่านจงพาเอาลูกรักทั้งสอง อันประดับด้วยดอกไม้ต่างๆ ตกแต่งด้วยของหอมนานา พร้อมด้วยมูลมันและผลไม้หลายชนิดไปเถิด.
|๑๑๖๔.๑| น วาสมภิโรจามิ คมนํ มยฺหํปิ รุจฺจติ อนฺตราโยปิ เม อสฺส คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๑๖๔.๒| น เหตา ยาจโยคี นํ อนฺตรายสฺส การิยา อิตฺถิกา มนฺตํ ชานนฺติ สพฺพํ คณฺหนฺติ วามโต ฯ |๑๑๖๔.๓| สทฺธาย ทานํ ททโต มา สมทกฺขิ มาตรํ อนฺตรายํปิ สา กยิรา คจฺฉญฺเญว รเถสภ ฯ |๑๑๖๔.๔| อามนฺตยสฺสุ เต ปุตฺเต มา เต มาตรมทฺทสุํ สทฺธาย ทานํ ททโต เอวํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ฯ |๑๑๖๔.๕| อามนฺตยสฺสุ เต ปุตฺเต มา เต มาตรมทฺทสุํ มาทิสสฺส ธนํ ทตฺวา ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์ไม่ชอบใจการพักอยู่ ข้าพระองค์ ยินดีจะไป แม้อันตรายจะพึงมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลลาไป ทีเดียว เพราะว่าธรรมดาสตรีเหล่านี้ เป็นผู้ไม่สมควรแก่การขอ ย่อม ทำอันตรายต่อบุญของทายก และลาภของยาจก ย่อมรู้มารยา ย่อมรับ สิ่งทั้งปวงโดยข้างซ้าย เมื่อฝ่าพระบาททรงบำเพ็ญทานด้วยพระราชศรัทธา ฝ่าพระบาท อย่าได้ทรงเห็นพระมารดาของ พระปิโยรสทั้งสองเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระมารดาของพระปิโยรสนั้นพึงกระทำ แม้อันตรายได้ ข้าพระองค์ขอทูลลาไปทีเดียว ขอพระองค์จงตรัสเรียก พระลูกแก้วทั้งสองนั้นมา อย่าให้พระลูกแก้วทั้งสองได้ทันเห็นพระชนนี เลย เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานด้วยพระราชศรัทธา บุญย่อมเจริญด้วย อาการอย่างนี้ ขอพระองค์ตรัสเรียกพระลูกแก้วทั้งสองนั้นมาอย่าให้ พระลูกแก้วทั้งสองได้ทันเห็นพระชนนีเลย ข้าแต่พระราชา พระองค์ ทรงประทานทรัพย์ คือพระโอรสพระธิดาแก่ยาจกเช่นข้าพระองค์แล้ว จักเสด็จไปสวรรค์.
|๑๑๖๕.๑| สเจ ตฺวํ นิจฺฉเส ทฏฺฐุํ มม ภริยํ ปติพฺพตํ อยฺยกสฺสปิเม เทหิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๖๕.๒| อิเม กุมาเร ทิสฺวาน มญฺชุเก ปิยภาณิเน ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะเห็นภริยาของเราผู้มีวัตรอันงาม ท่านก็จงทูลถวาย ชาลีกัณหาชินาทั้งสองนี้ แก่พระเจ้าสัญชัยมหาราชผู้พระอัยยกา ท้าวเธอ ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งสองนี้ ผู้มีเสียงไพเราะ กล่าววาจาน่ารัก จะทรงปลื้มพระหฤทัยปรีดาปราโมทย์ จักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็น อันมาก.
อจฺเฉทนสฺส ภายามิ ราชปุตฺต สุโณหิ เม ราชทณฺฑาย มํ ทชฺชา วิกฺกีเณยฺย หเนยฺย วา ฉินฺโน ธนญฺจ ทาเส จ คารยฺหสฺส พฺรหฺมพนฺธุยา ฯ
ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์กลัวต่อ การที่จะถูกหาว่าฉกชิงเอาไป สมเด็จพระเจ้าสญชัยมหาราชจะลงพระ- ราชอาชญาข้าพระองค์ คือ จะพึงทรงขายหรือให้ประหารชีวิต ข้าพระ องค์จะขาดทั้งทรัพย์ทั้งทาสและจะพึงถูกนางพราหมณี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พราหมณ์ติเตียนได้.
อิเม กุมาเร ทิสฺวาน มญฺชุเก ปิยภาณิเน ธมฺเม ฐิโต มหาราชา สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ลทฺธา ปีติโสมนสฺสํ พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
พระมหาราชทรงสถิตในธรรม ทรงผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ได้ทอดพระเนตร เห็นสองพระกุมารนี้ผู้มีเสียงไพเราะ กล่าววาจาน่ารัก ได้พระปีติโสมนัส แล้ว จักพระราชทานทรัพย์ แก่ท่านเป็นอันมาก.
นาหนฺตํปิ กริสฺสามิ ยํ มํ ตฺวํ อนุสาสสิ ทารเกว อหํ เนสฺสํ พฺราหฺมณิยา ปริจาริเก ฯ
พระองค์ทรงพร่ำสอนข้าพระองค์ สิ่งใดๆ ข้าพระองค์จักทำสิ่งนั้นๆ ไม่ได้ ข้าพระองค์จักนำสองพระกุมารไปเป็นทาสรับใช้ของนางพราหมณี.
ตโต กุมารา พฺยตฺถิตา สุตฺวา ลุทฺทสฺส ภาสิตํ เตน เตน ปธาวึสุ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ฯ
ลำดับนั้น พระกุมารทั้งสอง คือ พระชาลี และพระกัณหาชินา ได้ สดับคำของชูชก ผู้หยาบช้า ตกพระทัยกลัว จึงพากันเสด็จวิ่งหนีไป ในที่นั้นๆ.
|๑๑๗๐.๑| เอหิ ตาต ปิยปุตฺต ปูเรถ มม ปารมึ หทยํ เมภิสิญฺเจถ กโรถ วจนํ มม ฯ |๑๑๗๐.๒| ยานนาวาว เม โหถ อจลา ภวสาคเร ชาติปารํ ตริสฺสามิ สนฺตาเรสฺสํ สเทวกํ ฯ |๑๑๗๐.๓| เอหิ อมฺม ปิยา ธีตา ปิยา เม ทานปารมี หทยํ เมภิสิญฺเจถ กโรถ วจนํ มม ฯ |๑๑๗๐.๔| ยานนาวาว เม โหถ อจลา ภวสาคเร ชาติปารํ ตริสฺสามิ อุทฺธริสฺสํ สเทวกํ ฯ
ดูกรพ่อชาลีลูกรัก มานี่เถิด ลูกทั้งสองจงยังบารมีของพ่อให้เต็ม จง ช่วยโสรจสรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ จงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสอง จงเป็นดังยานนาวาของพ่อ อันไม่หวั่นไหวในสาครคือภพ พ่อจักข้าม ซึ่งฝั่งคือชาติ จักยังสัตว์โลกพร้อมทั้งทวยเทพให้ข้ามด้วย ดูกรลูกกัณหา มานี่เถิด เจ้าเป็นธิดาที่รัก ทานบารมีก็เป็นที่รักของพ่อ จงช่วยโสรจ ทรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ ขอจงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสองจงเป็น ยานนาวาของพ่อ อันไม่หวั่นไหวในสาครคือภพ พ่อจักข้ามซึ่งฝั่ง คือ ชาติจักช่วยสัตวโลกพร้อมทั้งทวยเทพใช้ข้ามด้วย.
|๑๑๗๑.๑| ตโต กุมาเร อาทาย ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ |๑๑๗๑.๒| ตโต กุมาเร อาทาย ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ พฺราหฺมณสฺส อทา จิตฺโต ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ |๑๑๗๑.๓| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ ยํ กุมาเร ปทินฺนมฺหิ เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๑๗๑.๔| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ ยํ ปญฺชลิกโต ราชา กุมาเร สุขวจฺฉิเต พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ทรงพาพระกุมารทั้งสอง คือ พระชาลีและพระกัณหาชินา มาพระราชทานให้เป็นปุตตกทานแก่ พราหมณ์ ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ทรงพาพระ- กุมารทั้งสอง คือ พระชาลี และพระกัณหาชินา มาพระราชทานให้ แก่พราหมณ์ มีพระหฤทัยชื่นบานในปุตตกทานอันอุดม ในครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรราชฤาษี พระราชทานพระกุมารทั้งสอง ก็บังเกิดมี ความบันลือลั่นน่าสะพรึงกลัว ขนพองสยองเกล้า เมทนีดลก็หวั่นไหว พระเวสสันดรเจ้าผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ทรงประคองอัญชลี พระราชทาน สองพระกุมารผู้เจริญด้วยความสุขให้เป็นทานแก่พราหมณ์ ก็บังเกิดมี ความบันลือลั่น น่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า.
|๑๑๗๒.๑| ตโต โส พฺราหฺมโณ ลุทฺโท ลตํ ทนฺเตหิ ฉินฺทิย ลตาย หตฺเถ พนฺธิตฺวา ลตาย อนุปชฺชถ ฯ |๑๑๗๒.๒| ตโต โส รชฺชุมาทาย ทณฺฑญฺจาทาย พฺราหฺมโณ อาโกฏยนฺโต เต เนติ สิวิราชสฺส เปกฺขโต ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์ผู้หยาบช้านั้น เอาฟันกัดเถาวัลย์ให้ขาดแล้ว เอา มาผูกพระหัตถ์ พระกุมารทั้งสองฉุดกระชากลากมา แต่นั้นพราหมณ์ นั้นจับเถาวัลย์ถือไม้เท้าทุบตีพระกุมารทั้งสองนำไป เมื่อพระเวสสันดร สีพีราช กำลังทอดพระเนตรอยู่.
|๑๑๗๓.๑| ตโต กุมารา ปกฺกามุํ พฺราหฺมณสฺส ปมุญฺจิย อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ปิตรํ โส อุทิกฺขติ ฯ |๑๑๗๓.๒| เวธมสฺสตฺถปตฺตํว ปิตุ ปาทานิ วนฺทติ ปิตุ ปาทานิ วนฺทิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ |๑๑๗๓.๓| อมฺมา จ ตาต นิกฺขนฺตา ตฺวญฺจ โน ตาต ทสฺสสิ ยาว อมฺมํปิ ปสฺเสมุ อถ โน ตาต ทสฺสสิ ฯ |๑๑๗๓.๔| อมฺมา จ ตาต นิกฺขนฺตา ตวญฺจ โน ตาต ทสฺสสิ มา โน ตฺวํ ตาต อททา ยาว อมฺมาปิ เอติ โน ฯ ตทายํ พฺราหฺมโณ กามํ วิกฺกีณาตุ หนาตุ วา |๑๑๗๓.๕| พลงฺกปาโท อทฺธนโข อโถ โอพทฺธปิณฺฑิโก ทีโฆตฺตโรฏฺโฐ จปโล กฬาโร ภคฺคนาสโก ฯ |๑๑๗๓.๖| กุมฺโภทโร ภคฺคปิฏฺฐี อโถ วิสมจกฺขุโก โลหมสฺสุ หริตเกโส วลีนํ ติลกาหโต ฯ |๑๑๗๓.๗| ปิงฺคโล จ วินโต จ วิกโฏ จ พฺรหา ขโร อชินานิปิ สนฺนทฺโธ อมนุสฺโส ภยานโก ฯ |๑๑๗๓.๘| มนุสฺโส อุทาหุ ยกฺโข มํสโลหิตโภชโน คามา อรญฺญมาคมฺม ธนํ ตํ ตาต ยาจติ ฯ |๑๑๗๓.๙| นียมาเน ปิสาเจน กินฺนุ ตาต อุทิกฺขสิ อสฺมา นูน เต หทยํ อยสา ทฬฺหพนฺธนํ ฯ |๑๑๗๓.๑๐| โย โน พนฺเธ น ชานาสิ พฺราหฺมเณน ธเนสินา อจฺจายิเกน ลุทฺเทน โย โน คาโวว สุมฺภติ ฯ |๑๑๗๓.๑๑| อิเธว อจฺฉตํ กณฺหา น สา ชานาติ กิสฺมิญฺจิ มิคีว ขีรสมฺมตฺตา ยูถา หีนา ว กนฺทติ ฯ
ลำดับนั้น สองพระกุมารพอหลุดพ้นจากพราหมณ์ก็รีบวิ่งหนีไป พระ- เนตรทั้งสองนองไปด้วยน้ำอัสสุชล พระชาลี ชะเง้อมองดูพระบิดา ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบิดา พระวรกายสั่นระริกดังใบโพธิ์ ทรงถวายบังคมพระยุคลบาท พระบิดาแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระ- ชนกนาถ ก็พระมารดาเสด็จออกไปป่า และพระบิดาทอดพระเนตร เห็นแต่กระหม่อมฉัน ข้าแต่พระชนกนาถ ขอพระองค์ทรงทอด พระเนตรเกล้ากระหม่อมฉันทั้งสองอยู่ก่อน จนกว่าเกล้ากระหม่อมฉัน ทั้งสองได้เห็นพระมารดา ข้าแต่พระชนกนาถ พระมารดาเสด็จออกไป ป่า ขอพระบิดาทอดพระเนตรเห็นกระหม่อมฉันทั้งสองอยู่ก่อน ข้าแต่ พระชนกนารถ ขอพระองค์อย่าเพิ่งพระราชทานเกล้ากระหม่อมฉันทั้ง สอง จนกว่าพระชนนีของเกล้ากระหม่อมฉันจะเสด็จกลับมา เมื่อนั้น พราหมณ์นี้ จักขายหรือจักฆ่าก็ตามปรารถนา พราหมณ์ผู้หยาบช้านี้ ประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือมีเท้าคดทู่ตะแคง ๑ เล็บเน่า ๑ ปลีน่องย้อยยาน ๑ ริมฝีปากบนยาว ๑ น้ำลายไหลยืด ๑ เขี้ยวงอก ออกเหมือนเขี้ยวหมู ๑ จมูกหักฟุบ ๑ ท้องพลุ้ยดังหม้อ ๑ หลังค่อม ๑ ตาข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่งใหญ่ ๑ หนวดแดง ๑ ผมบางเหลือง ๑ หนัง ย่นเป็นเกลียว ตัวตกกระ ๑ ตาเหลือง ๑ คดสามแห่ง คือ ที่สะเอว หลังและคอ ๑ ขากาง ๑ เดินดังกฏะกฏะ ๑ ขนตามตัวยาวและหยาบ ๑ นุ่งห่มหนังเสือเป็นอมนุษย์น่ากลัวเหลือเกิน เป็นมนุษย์หรือยักษ์มีเนื้อ และเลือดเป็นเครื่องบริโภค ออกจากบ้านมาสู่ป่า มาขอทรัพย์คือบุตร กะพระองค์ ลูกทั้งสองกำลังถูกพราหมณ์ปีศาจนำไป ข้าแต่พระชนกนาถ กระไรหนอฝ่าพระบาททรงนิ่งเฉยอยู่ได้ พระหฤทัยของพระชนกนาถ ปานดังหนึ่งหิน หรือดังว่ายึดมั่นด้วยพืดเหล็ก พระองค์ช่างไม่ทรงรู้สึก ถึงลูกทั้งสอง ซึ่งถูกพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์หยาบคาย ผูกมัด แก เฆี่ยนตีลูกทั้งสอง เหมือนนายโคบาลตีโคฉะนั้น ขอให้น้องกัณหาจง อยู่ ณ ที่นี้แหละ เธอไม่รู้จักความทุกข์อะไรๆ เมื่อเธอไม่เห็นพระ มารดาก็จะคร่ำครวญหาเหมือนลูกเนื้อที่ยังดื่มนมพลัดจากฝูง ไม่เห็นแม่ ก็จะร่ำไห้คร่ำครวญ ฉะนั้น.
|๑๑๗๔.๑| น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ลพฺภา หิ ปุมุนา อิทํ ยญฺจ อมฺมํ น ปสฺสิสฺสํ ตํ เม ทุกฺขตรํ อิโต ฯ |๑๑๗๔.๒| น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ลพฺภา หิ ปุมุนา อิทํ ยญฺจ ตาตํ น ปสฺสิสฺสํ ตํ เม ทุกฺขตรํ อิโต ฯ |๑๑๗๔.๓| สา นูน กปณา อมฺมา จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ กณฺหาชินํ อปสฺสนฺตี กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๔| โส นูน กปโณ ตาโต จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ กณฺหาชินํ อปสฺสนฺโต กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๕| สา นูน กปณา อมฺมา จิรํ รุจฺจติ อสฺสเม กณฺหาชินํ อปสฺสนฺตี กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๖| โส นูน กปโณ ตาโต จิรํ รุจฺจติ อสฺสเม กณฺหาชินํ อปสฺสนฺโต กุมารึ จารุทสฺสนึ ฯ |๑๑๗๔.๗| สา นูน กปณา อมฺมา จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ อฑฺฒรตฺเตว รตฺเต วา นทีว อวสุสฺสติ ฯ |๑๑๗๔.๘| โส นูน กปโณ ตาโต จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ อฑฺฒรตฺเตว รตฺเต วา นทีว อวสุสฺสติ ฯ |๑๑๗๔.๙| อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา เวทิสา สินฺธุวาริตา วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๐| อสฺสตฺถา ปนสา เจเม นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา วิวิธานิ ผลชาตานิ ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๑| อิเม ติฏฺฐนฺติ อารามา อยํ สีตูทกา นที ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๒| วิวิธานิ ปุปฺผชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ธาเรม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๓| วิวิธานิ ผลชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ภุญฺชาม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ |๑๑๗๔.๑๔| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ อชฺช ชหามเส ฯ
ทุกข์นี้ไม่ใช่ทุกข์ที่แท้จริงของลูก เพราะทุกข์เช่นนี้อันลูกผู้ชายพึงได้รับ ส่วนทุกข์อันใดที่ลูกจักไม่ได้เห็นพระมารดา ทุกข์นั้นของลูกเป็นทุกข์ยิ่ง กว่าทุกข์ ที่ถูกตาพราหมณ์เฆี่ยนตีทุกข์นี้ไม่ใช่ทุกข์ที่แท้จริงของลูก เพราะทุกข์เช่นนี้อันลูกผู้ชายพึงได้รับ ส่วนทุกข์อันใดที่ลูกจักไม่ได้เห็น พระบิดา ทุกข์นั้นของลูกเป็นทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์ที่ถูกตาพราหมณ์เฆี่ยนตี พระมารดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ เมื่อไม่ได้ทรงเห็นกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงตางาม ก็จักทรงกรรแสงไห้หาตลอดราตรีนาน พระบิดาจักเป็น กำพร้าเสียเป็นแน่แท้เมื่อไม่ได้ทรงเห็นกัณหาชินากุมารีผู้มีดวงตางาม ก็ จักกรรแสงไห้หาตลอดราตรีนาน พระมารดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ เมื่อไม่ได้ทรงเห็นกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงตางาม ก็จักทรงกรรแสงไห้ อยู่ในอาศรมช้านาน พระบิดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ เมื่อไม่ได้ทรง เห็นกัณหาชินากุมารีผู้มีดวงตางาม ก็จักทรงกรรแสงไห้อยู่ในอาศรม ช้านาน พระมารดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ จักทรงกรรแสงไห้อยู่ ตลอดราตรีนาน ทรงระลึกถึงเราทั้งสอง ตลอดครึ่งคืนหรือตลอดคืน จักทรงซูบซีดเหี่ยวแห้งไป เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูแล้งเหือดแห้งไป ฉะนั้น พระบิดาจักเป็นกำพร้าเสียแน่แท้ ทรงกรรแสงไห้อยู่ตลอด ราตรีนาน ทรงระลึกถึงเราทั้งสองตลอดครึ่งคืนหรือตลอดคืน ก็จักทรง ซูบซีดเหี่ยวแห้งไป เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูแล้งเหือดแห้งไป ฉะนั้น รุกขชาติเหล่านี้มีต่างๆ พันธุ์ คือ ต้นหว้า ต้นยางทราย กิ่งห้อยย้อย เราเคยเล่นมาแต่กาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละรุกขชาติเหล่านั้น ซึ่งเราเคยเก็บดอกและผลเล่นมาช้านาน รุกขชาติที่มีผลต่างๆ ชนิด คือ โพธิ์ใบ ขนุน ไทร และมะขวิด ที่เราเคยเล่นมาในกาลก่อน วันนี้ เราทั้งสองจะต้องละรุกขชาติที่เราเคยเก็บผลกินมาช้านาน นี่สวน นี่ สระน้ำเย็นใส เราเคยเที่ยวเล่นเคยลงทรงสนานมาแต่กาลก่อน วันนี้ เราทั้งสองจะต้องละสวนและสระนั้นไป บุปผชาติต่างๆ ชนิดบนภู เขาโน้น เราเคยเก็บมาทัดทรงในกาลก่อน วันนี้เราจะต้องละบุปผชาติ เหล่านั้นไป นี่ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว พระบิดาทรงปั้นเพื่อให้ เราทั้งสองเล่น เราเคยเล่นมาในกาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละ ตุ๊กตาเหล่านั้นไป.
|๑๑๗๕.๑| นียมานา กุมารา เต ปิตรํ เอตทพฺรวุํ อมฺมํ อาโรคฺยํ วชฺชาสิ ตฺวญฺจ ตาต สุขี ภว ฯ |๑๑๗๕.๒| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม ตานิ อมฺมาย ทชฺชาสิ โสกนฺเตหิ วิเนสฺสติ ฯ |๑๑๗๕.๓| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม ตานิ อมฺมา อุทิกฺขนฺตี โสกํ ปฏิวิเนสฺสติ ฯ
สองพระกุมารอันชูชกกำลังพาไป ได้กราบทูลสั่งพระบิดาดังนี้ว่า ข้าแต่ พระชนกนาถ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาตรัสบอกพระมารดาว่า ลูก ทั้งสองไม่มีโรค และขอพระองค์จงทรงพระสำราญ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว เหล่านี้ของกระหม่อมฉัน ขอพระองค์โปรดประทานแก่พระเจ้า แม่ ความโศกเศร้าจะพินาศเพราะตุ๊กตาเหล่านั้น และพระมารดาได้ ทอดพระเนตรเห็นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว ของลูกเหล่านั้น จักห้ำหั่นความโศกให้เสื่อมหาย.
|๑๑๗๖.๑| ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ทตฺวาน ขตฺติโย ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา กลูนํ ปริเทวยิ ฯ |๑๑๗๖.๒| กนฺวชฺชจฺฉาตา ตสิตา อุปรุจฺเฉนฺติ ทารกา สายํ สํเวสนากาเล โก เน ทสฺสติ โภชนํ ฯ |๑๑๗๖.๓| กนฺวชฺชจฺฉาตา ตสิตา อุปรุจฺเฉนฺติ ทารกา สายํ สํเวสนากาเล อมฺม ฉาตมฺห เทถ โน ฯ |๑๑๗๖.๔| กถนฺนุ ปถํ คจฺฉนฺติ ปตฺติกา อนุปาหนา สนฺตา สูเนหิ ปาเทหิ โก เน หตฺเถ คเหสฺสติ ฯ |๑๑๗๖.๕| กถนฺนุ โส น ลชฺเชยฺย สมฺมุขา ปหรํ มม อทูสกานํ ปุตฺตานํ อลชฺชี วต พฺราหฺมโณ ฯ |๑๑๗๖.๖| โยปิเม ทาสีทาสสฺส อญฺโญ วาปน เปสิโย ตสฺสาปิ สุวิหีนสฺส โก ลชฺชี ปหริสฺสติ ฯ |๑๑๗๖.๗| วาริชสฺเสว เม สโต พนฺธสฺส กุมินามุเข อกฺโกสติ ปหรติ ปิเย ปุตฺเต อปสฺสโต ฯ
ลำดับนั้น พระเวสสันดรขัตติยราช ครั้นทรงบำเพ็ญทานแล้ว เสด็จ เข้าบรรณศาลาทรงกรรแสงพิลาปว่า วันนี้ลูกน้อยทั้งสองจะหิวข้าวอยาก น้ำอย่างไรหนอ จะต้องเดินทางไกล ร้องไห้สะอึกสะอื้น เวลาเย็น บริโภคอาหาร ใครจะให้อาหารแก่ลูกทั้งสองนั้น วันนี้ลูกน้อยทั้งสอง จะหิวข้าวอยากน้ำอย่างไรหนอ จะต้องเดินทางไกลร้องไห้สะอึกสะอื้น เวลาเย็นเป็นเวลาบริโภคอาหาร ลูกทั้งสองเคยอ้อนกะมัทรีผู้มารดาว่า ข้าแต่พระเจ้าแม่ ลูกทั้งสองหิวแล้ว ขอพระเจ้าแม่จงประทานแก่ลูกทั้ง สอง ลูกทั้งสองไม่มีรองเท้า จะเดินทางเท้าเปล่าอย่างไรได้ ลูกทั้งสอง จะเมื่อยล้า มีบาทาฟกบวม ใครจะจูงมือลูกทั้งสองเดินทาง อย่างไรหนอ พราหมณ์นั้นช่างร้ายกาจไม่ละอาย เฆี่ยนตีลูกทั้งสองผู้ไม่ประทุษร้ายต่อ หน้าเรา แม้ตกเป็นทาสีเป็นทาสของเรา หรือคนรับใช้ใครที่มีความ ละอายจักเฆี่ยนตีคนที่ต่ำทรามแม้เช่นนั้นได้ พราหมณ์ช่างด่าช่างตีลูกรัก ทั้งสองของเราผู้มองเห็นอยู่ซึ่งเป็นเหมือนดังปลาติดอยู่ที่ปากลอบปากไซ ฉะนั้น.
|๑๑๗๗.๑| อาทู จาปํ คเหตฺวาน ขคฺคํ พนฺธิย วามโต อานิสฺสามิ สเก ปุตฺเต ปุตฺตานํ หิ วโธ ทุกฺโข ฯ |๑๑๗๗.๒| อฏฺฐานเมตํ ทุกฺขรูปํ ยํ กุมารา วิหญฺญเร สตญฺจ ธมฺมมญฺญาย โก ทตฺวา อนุตปฺปติ ฯ
เราจักถือธนูด้วยมือขวา หรือจักเหน็บพระขรรค์ไว้ข้างซ้ายไปนำเอาลูก ทั้งสองของเรามา เพราะลูกทั้งสองถูกเฆี่ยนตีเป็นทุกข์หนัก การที่ลูก น้อยทั้งสองต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์แสนสาหัสไม่ใช่ฐานะ ก็ใครเล่ารู้ ธรรมของสัตบุรุษแล้วให้ทาน ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
|๑๑๗๘.๑| สจฺจํ กิเรวมาหํสุ นรา เอกจฺจิยา อิธ ยสฺส นตฺถิ สกา มาตา ยถา นตฺถิ ตเถว โส ฯ |๑๑๗๘.๒| เอหิ กเณฺห มริสฺสาม นตฺถตฺโถ ชีวิเตน โน ทินฺนมฺหาปิ ชนินฺเทน พฺราหฺมณสฺส ธเนสิโน อจฺจายิกสฺส ลุทฺทสฺส โย โน คาโวว สุมฺภติ ฯ |๑๑๗๘.๓| อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา เวทิสา สินฺธุวาริตา วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๔| อสฺสตฺถา ปนสา เจเม นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา วิวิธานิ ผลชาตานิ ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๕| อิเม ติฏฺฐนฺติ อารามา อยํ สีตูทกา นที ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๖| วิวิธานิ ปุปฺผชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ธาเรม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๗| วิวิธานิ ผลชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ภุญฺชาม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ |๑๑๗๘.๘| อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬาม ตานิ กเณฺห ชหามเส ฯ
ได้ยินว่า นรชนบางพวกในโลกนี้ พูดความจริงไว้อย่างนี้ว่า ลูกคนใด ไม่มีมารดาของตน ลูกคนนั้นเป็นเหมือนไม่มีบิดา น้องกัณหามานี่เถิด เราทั้งสองจักตายด้วยกัน เราทั้งสองจะเป็นอยู่ทำไมไม่มีประโยชน์ พระ บิดาผู้เป็นจอมประชานิกร ประทานเราทั้งสองแก่พราหมณ์ ผู้แสวงหา ทรัพย์ เป็นคนร้ายกาจเหลือเกิน แกเฆี่ยนตีเราทั้งสอง เสมือนนาย โคบาลประหารโค ฉะนั้น รุกขชาติเหล่านี้มีต่างๆ พันธุ์ คือ ต้นหว้า ต้นยางทราย กิ่งห้อยย้อย เราเคยเล่นมาแต่กาลก่อน วันนี้เราทั้งสอง จะต้องละรุกขชาติเหล่านั้น ซึ่งเคยเก็บดอกและผลเล่นมาช้านาน รุกข- ชาติที่มีผลต่างๆ ชนิด คือ โพธิ์ใบ ขนุนไทร และขวิด ที่เราเคยเล่น ในกาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละรุกขชาติที่เราเคยเก็บผลกินมาช้า- นาน นี่สวน นี่สระน้ำเย็นใส เราเคยเที่ยวเล่นเคยลงสรงสนานมาแต่ กาลก่อน วันนี้เราทั้งสองจะต้องละสวนและสระเหล่านั้นไป บุปผชาติ ต่างๆ ชนิด บนภูเขาโน้น เราเคยเก็บมาทัดทรงในกาลก่อน วันนี้เรา จะต้องละบุปผชาติเหล่านั้นไป นี้ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว พระ- บิดาทรงปั้น เพื่อให้เราทั้งสองเล่น เราเคยเล่นในกาลก่อน วันนี้เรา ทั้งสองจะต้องละตุ๊กตาเหล่านั้นไป.
นียมานา กุมารา เต พฺราหฺมณสฺส ปมุญฺจิย เตน เตน ปธาวึสุ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ฯ
พระกุมารทั้งสอง คือ พระชาลีและกัณหาชินา อันชูชกพราหมณ์นำไป พอหลุดพ้นจากมือพราหมณ์ ต่างก็รีบวิ่งหนีไปในสถานที่นั้นๆ.
ตโต โส รชฺชุมาทาย ทณฺฑญฺจาทาย พฺราหฺมโณ อาโกฏยนฺโต เต เนติ สิวิราชสฺส เปกฺขโต ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นจับเถาวัลย์ถือไม้เท้า ทุบตีพระกุมารทั้งสองนำไป เมื่อพระเวสสันดร สีพีราชกำลังทอดพระเนตรเห็นอยู่.
|๑๑๘๑.๑| ตํ ตํ กณฺหาชินาโวจ อยํ มํ ตาต พฺราหฺมโณ ลฏฺฐิยา ปฏิโกเฏติ ฆเร ชาตํว ทาสิยํ ฯ |๑๑๘๑.๒| น จายํ พฺราหฺมโณ ตาต ธมฺมิกา โหนฺติ พฺราหฺมณา ยกฺโข พฺราหฺมณวณฺเณน ขาทิตุํ ตาต เนติ โน นียมาเน ปิสาเจน กินฺนุ ตาต อุทิกฺขสิ ฯ
พระกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์นี้ทุบตี ลูกด้วยไม้เท้า ดังว่าทุบตีทาสีผู้เกิดในเรือนเบี้ย ข้าแต่พระบิดา ก็ พราหมณ์นี้คงไม่ใช่พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คงเป็นยักษ์แปลง เพศเป็นพราหมณ์ นำเอาลูกทั้งสองไปเพื่อจะกินเป็นอาหาร ลูกทั้งสอง ถูกพราหมณ์ปีศาจกำลังนำไป ข้าแต่พระบิดา ช่างกระไรเลย พระองค์ ทรงนิ่งเฉยอยู่ได้.
|๑๑๘๒.๑| อิเม โน ปาทุกา ทุกฺขา ทีโฆ จทฺธา สุทุคฺคโม นีเจ โวลมฺพเก สุริเย พฺราหฺมโณว ตเรติ โน ฯ |๑๑๘๒.๒| โอกนฺทามฺหเส ภูตานิ ปพฺพตานิ วนานิ จ สรสฺส สิรสา วนฺทาม สุปติตฺเถ จ อาปเก ฯ |๑๑๘๒.๓| ติณลตานิ โอสโธฺย ปพฺพตานิ วนานิ จ อมฺมํ อาโรคฺยํ วชฺชาถ อยํ โน เนติ พฺราหฺมโณ ฯ |๑๑๘๒.๔| วชฺชนฺตุ โภนฺโต อมฺมญฺจ มทฺทึ อสฺมาก มาตรํ สเจ อนุปฺปติตุกามา ขิปฺปํ อนุปฺปเตยฺย โน ฯ |๑๑๘๒.๕| อยํ เอกปที เอติ อุชุํ คจฺฉติ อสฺสมํ ตเมวานุปฺปเตยฺยาสิ อปิ ปสฺเสสิ โน ลหุํ ฯ |๑๑๘๒.๖| อโห วต เร ชฏินี วนมูลผลหาริยา สุญฺญํ ทิสฺวาน อสฺสมํ ตนฺเต ทุกฺขํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑๘๒.๗| อติเวลํ นุ อมฺมาย อุญฺฉาลทฺธํ อนปฺปกํ ยา โน พนฺเธ น ชานาติ พฺราหฺมเณน ธเนสินา ฯ |๑๑๘๒.๘| อจฺจายิเกน ลุทฺเทน โย โน คาโวว สุมฺภติ อปชฺช อมฺมํ ปสฺเสมุ สายํ อุญฺฉาโต อาคตํ ฯ |๑๑๘๒.๙| ทชฺชา อมฺมา พฺราหฺมณสฺส ผลํ ขุทฺเทน มิสฺสิตํ ตทายํ อสิโต ฉาโต น พาฬฺหํ ตรเยยฺย โน ฯ |๑๑๘๒.๑๐| สูนา จ วต โน ปาทา พาฬฺหํ ตาเรติ พฺราหฺมโณ อิติ ตตฺถ วิลปึสุ กุมารา มาตุคิทฺธิโน ฯ ทารกปพฺพํ นาม ฯ
เท้าของเราทั้งสองนี้เล็กเป็นทุกข์ ทั้งหนทางก็ไกลยากที่จะเดินไปได้ เมื่อพระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ พราหมณ์เล่าก็เร่งเราทั้งสองให้รีบเดิน ข้าพเจ้าทั้งสอง ขอคร่ำครวญกราบไหว้เทพเจ้าทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขาลำเนาไพร ในสระน้ำ และบ่อน้ำอันมีท่าราบเรียบด้วยเศียรเกล้า ขอเทพเจ้าผู้สถิตอยู่ ณ ป่าหญ้าลดาวัลย์ และต้นไม้ที่เป็นโอสถ บน ภูเขา ที่ป่าไม้ จงช่วยกราบทูลพระชนนีว่า ข้าน้อยทั้งสองนี้ไม่มีโรค พราหมณ์นี้นำเอาข้าทั้งสองไป อนึ่ง ขอท่านทั้งหลายจงกราบทูลพระเจ้า- แม่มัทรีชนนีของข้าน้อยทั้งสองว่า ถ้าพระแม่เจ้าปรารถนาจะเสด็จ ติดตามมา ก็พึงรีบเสด็จติดตามข้าน้อยทั้งสองมาเร็วพลัน ทางนี้เป็นทาง เดินคนเดียวตัดตรงไปยังอาศรม พระมารดาพึงเสด็จไปตามทางนั้นก็จะ ทันได้เห็นลูกทั้งสองโดยเร็วพลัน โอ้หนอ พระเจ้าแม่ผู้ทรงเพศตาปสินี ทรงนำมูลผลาหารมาจากป่า ได้ทรงเห็นอาศรมอันว่างเปล่า ก็จักทรงมี ทุกข์ พระมารดาเที่ยวแสวงหามูลผลาหารจนล่วงเวลา คงได้มาไม่น้อย คงไม่ทรงทราบว่า ลูกทั้งสองถูกพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์หยาบช้าร้าย กาจผูกมัดเฆี่ยนตีดังหนึ่งนายโคบาลทุบตีโค ฉะนั้น เออก็วันนี้ลูกทั้งสอง พึงได้เห็นพระมารดาเสด็จกลับมาจากการแสวงหามูลผลาหารในเวลาเย็น พระมารดาพึงประทานผลไม้อันเจือด้วยน้ำผึ้งแก่พราหมณ์ ในกาลนั้น พราหมณ์นี้หิวกระหาย ไม่พึงเร่งให้เราทั้งสองเดินนัก เท้าทั้งสองของเรา ฟกบวมหนอ พราหมณ์ก็เร่งให้เรารีบเดิน พระกุมารทั้งสองทรงรักใคร่ ในพระมารดา ทรงกรรแสงพิลาปอยู่ ณ ที่นั้น ด้วยประการดังนี้. (นี้) ชื่อทารกบรรพ.
|๑๑๘๓.๑| เตสํ ลาลปิตํ สุตฺวา ตโย วาฬา วเน มิคา สีโห พฺยคฺโฆ จ ทีปิ จ อิทํ วจนมพฺรวุํ ฯ |๑๑๘๓.๒| มา เหว โน ราชปุตฺตี สายํ อุญฺฉาโต อาคมา มา เหวมฺหาก นิพฺโภเค เหฐยิตฺถ วเน มิคา ฯ |๑๑๘๓.๓| สีโห จ นํ วิเหเฐยฺย พฺยคฺโฆ ทีปิ จ ลกฺขณํ เนว ชาลิกุมารสฺส กุโต กณฺหาชินา สิยา อุภเยเนว ชิยฺเยถ ปติปุตฺเต จ ลกฺขณา ฯ
เทวดาเหล่านั้นได้ฟังสองพระกุมารทรงพิลาปร่ำรำพันแล้ว จึงได้กล่าวกะ เทพบุตรทั้ง ๓ ว่า ท่านทั้ง ๓ จงแปลงเพศเป็นสัตว์ดุร้ายในป่า คือ เป็นราชสีห์ ๑ เสือโคร่ง ๑ เสือเหลือง ๑ อย่าให้พระราชบุตรีเสด็จ กลับจากการแสวงหามูลผลาหารในเวลาเย็นได้ ท่านทั้งหลายอย่าให้สัตว์ ร้ายในป่าอันเป็นแว่นแคว้นของพวกเรา เบียดเบียนพระราชบุตรีได้ ถ้า ราชสีห์ เสือโคร่งและเสือเหลือง พึงเบียดเบียนพระนาง ผู้ทรง ศุภลักษณ์ พระชาลีกุมารก็ไม่พึงมี พระกัณหาชินากุมารีจะพึงมีแต่ที่ไหน พระนางผู้สมบูรณ์ด้วยลักขณาจะพึงเสื่อมเสียโดยส่วนทั้งสอง คือ พระ ภัศดาและพระลูกรัก เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงกระทำอารักขาให้ดี.
|๑๑๘๔.๑| ขณิตฺติกํ เม ปติตํ ทกฺขิณกฺขิ จ ผนฺทติ อผลา ผลิโน รุกฺขา สพฺพา มุยฺหนฺติ เม ทิสา ฯ |๑๑๘๔.๒| ตสฺสา สายณฺหกาลมฺหิ อสฺสมาคมนํ ปติ อตฺถงฺคตมฺหิ สุริเย วาฬา ปนฺเถ อุปฏฺฐหุํ ฯ |๑๑๘๔.๓| นีเจ โวลมฺพเก สุริเย ทูเร จ วต อสฺสโม ยญฺจ เนสํ อิโต หิสฺสํ ตนฺเต ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ฯ |๑๑๘๔.๔| โส นูน ขตฺติโย เอโก ปณฺณสาลาย อจฺฉติ โตเสนฺโต ทารเก ฉาเต มมํ ทิสฺวา อนายตึ ฯ |๑๑๘๔.๕| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา สายํ สํเวสนากาเล ขีรปีตาว อจฺฉเร ฯ |๑๑๘๔.๖| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา สายํ สํเวสนากาเล วาริปีตาว อจฺฉเร ฯ |๑๑๘๔.๗| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ วจฺฉา พาลาว มาตรํ ฯ |๑๑๘๔.๘| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ หํสาวุปริปลฺลเล ฯ |๑๑๘๔.๙| เต นูน ปุตฺตกา มยฺหํ กปณาย วรากิยา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ อสฺสมสฺสาวิทูรโต ฯ |๑๑๘๔.๑๐| เอกายโน เอกปโถ สรา โสพฺภา จ ปสฺสโต อญฺญํ มคฺคํ น ปสฺสามิ เยน คจฺเฉยฺย อสฺสมํ ฯ |๑๑๘๔.๑๑| มิคา นมตฺถุ ราชาโน กานนสฺมึ มหพฺพลา ธมฺเมน ภาตโร โหถ มคฺคํ เม เทถ ยาจิตา ฯ |๑๑๘๔.๑๒| อวรุทฺธสฺสาหํ ภริยา ราชปุตฺตสฺส สิรีมโต ตญฺจาหํ นาติมญฺญามิ รามํ สีตาวนุพฺพตา ฯ |๑๑๘๔.๑๓| ตุเมฺห จ ปุตฺเต ปสฺเสถ สายํ สํเวสนํ ปติ อหญฺจ ปุตฺเต ปสฺเสยฺยํ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๔.๑๔| พหุญฺจิทํ มูลผลํ ภกฺโข จายํ อนปฺปโก ตโต อุปฑฺฒํ ทสฺสามิ มคฺคํ เม เทถ ยาจิตา ฯ |๑๑๘๔.๑๕| ราชปุตฺตี จ โน มาตา ราชปุตฺโต จ โน ปิตา ธมฺเมน ภาตโร โหถ มคฺคํ เม เทถ ยาจิตา ฯ
เสียมของเราหล่นลงแล้ว และตาเบื้องขวาของเราก็เขม่นอยู่ริกๆ ต้นไม้ ทั้งหลายที่เคยมีผล ก็กลายเป็นไม่มีผล ทิศทั้งปวงก็ทำให้เราฟั่นเฟือน ลุ่มหลง เมื่อเรากลับบ่ายหน้ามาสู่อาศรมในเวลาเย็น เมื่อพระอาทิตย์จะ อัศดงคต ๓ สัตว์ร้ายก็ปรากฏยืนขวางทาง พระอาทิตย์ก็คล้อยลงต่ำ และอาศรมก็ยังอยู่ไกลหนอ ก็มูลผลาผลอันใดที่เราจักนำไปแต่ป่านี้ พระเวสสันดรและลูกน้อยทั้งสองพึงเสวยมูลผลาผลนั้น โภชนะอื่นไม่มี พระจอมกษัตริย์นั้นจักประทับอยู่ในบรรณศาลาพระองค์เดียว คงทรง ปลอบประโลมให้ลูกน้อยทั้งสองผู้กระหายหิวให้ยินดี คอยทอดพระเนตร ดูเราผู้ยังไม่มาถึงเป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้กำพร้ายากไร้ ใน เวลาเย็นอันเป็นเวลาดื่มนม จักคอยดื่มน้ำนม ดังลูกเนื้อที่กำลังดื่มนม ฉะนั้น เป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้กำพร้ายากไร้ ในเวลาเย็น อันเป็นเวลาดื่มน้ำ ก็จักคอยดื่มน้ำ ดังลูกเนื้อที่กำลังกระหายน้ำ ฉะนั้น เป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้กำพร้ายากไร้ คงจะยืนคอยต้อนรับ เรา เหมือนหนึ่งลูกโคอ่อนคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น เป็นแน่แท้ ลูก น้อยทั้งสองของเราผู้ยากไร้ คงจะยืนคอยต้อนรับเราเสมือนหนึ่งหงส์ซึ่ง ตกอยู่ในเปือกตม ฉะนั้น เป็นแน่ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้ยากไร้ คง จะคอยต้อนรับเราอยู่ในที่ใกล้ๆ อาศรม หนทางที่จะไปก็มีอยู่ทางเดียว ทั้งเป็นทางเดินไปได้คนเดียว โดยข้างหนึ่งมีสระ อีกข้างหนึ่งมีบึง เรา ไม่เห็นทางอื่นซึ่งเป็นทางไปยังอาศรมได้ ข้าแต่พระยามฤคราชผู้มีกำลัง มากในป่าใหญ่ ดิฉันขอนอบน้อมต่อท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็น พี่น้องของดิฉันโดยธรรม ดิฉันขออ้อนวอน ขอท่านทั้งหลายจงให้ หนทางแก่ดิฉันเถิด ดิฉันเป็นภรรยาของพระราชบุตรผู้มีสิริ ผู้ถูกขับไล่ จากสีพีรัฐ ดิฉันมิได้ดูหมิ่นพระราชสวามีพระองค์นั้นเลย เหมือนดัง นางสีดาคอยอนุวัตรตามพระรามราชสวามี ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายจง หลีกทางให้ดิฉัน แล้วกลับไปพบลูกน้อยของท่านในเวลาออกหาอาหาร ในเวลาเย็น ส่วนดิฉันก็จะพึงได้กลับไปพบเห็นลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา อนึ่ง มูลมันผลไม้นี้ก็มีอยู่มาก และที่เป็น ภักษาก็มีไม่น้อย ดิฉันขอแบ่งให้ท่านทั้งหลายกึ่งหนึ่ง ดิฉันอ้อนวอน แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ดิฉันเถิด พระมารดาของเราทั้งหลาย เป็นพระราชบุตรี และพระบิดาของเราทั้งหลายก็เป็นพระราชบุตร ท่าน ทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็นพี่น้องของดิฉันโดยธรรม ดิฉันอ้อนวอนแล้ว ขอ ท่านทั้งหลายจงหลีกทางให้ดิฉันเถิด.
ตสฺสา ลาลปฺปมานาย พหุํ การุญฺญสญฺหิตํ สุตฺวา เนลปตึ วาจํ วาฬา ปนฺถา อปกฺกมุํ ฯ
เทพเจ้าทั้งหลายผู้แปลงกายเป็นพาลมฤค ได้ฟังพระวาจาอันไพเราะ น่า กรุณาเป็นอันมาก ของพระนางผู้รำพันวิงวอนอยู่ ได้พากันหลีกจากทาง ไป.
|๑๑๘๖.๑| อิมมฺหิ นํ ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ วจฺฉา พาลาว มาตรํ ฯ |๑๑๘๖.๒| อิมมฺหิ นํ ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ หํสาวุปริปลฺลเล ฯ |๑๑๘๖.๓| อิมมฺหิ นํ ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา ปจฺจุคฺคตา มํ ติฏฺฐนฺติ อสฺสมสฺสาวิทูรโต ฯ |๑๑๘๖.๔| เต มิคา วิย อุกฺกณฺณา สมนฺตามภิธาวิโน อานนฺทิโน ปมุทิตา วคฺคมานาว กมฺปเร ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๕| ฉคิลีว มิคี ฉาปํ ปกฺขี มุตฺตาว ปญฺชรา โอหาย ปุตฺเต นิกฺขมฺม สีหีวามิสคิทฺธินี ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๖| อิทํ เนสํ ปรกฺกนฺตํ นาคานมิว ปพฺพเต จิตกา ปริกิณฺณาโย อสฺสมสฺสาวิทูรโต ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๗| วาลุกายปิ โอกิณฺณา ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา สมนฺตามภิธาวนฺติ น เต ปสฺสามิ ทารเก ฯ |๑๑๘๖.๘| เย มํ ปุเร ปจฺจุเทนฺติ อรญฺญา ทูรมายตึ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๙| ฉคิลีว มิคี ฉาปา ปจฺจุคฺคนฺตฺวาน มาตรํ ทูเร มํ ปฏิวิโลเกนฺติ เต น ปสฺสามิ ทารเก ฯ |๑๑๘๖.๑๐| อิทญฺจ เนสํ กีฬนํ ปติตํ ปณฺฑุเวลุวํ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๑๑| ถนา จ มยฺห เม ปูรา อุโร จ สมฺปทาลติ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๑๒| อุจฺจงฺเก เม โก วิจินติ ถนา เมกาว ลมฺพติ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๖.๑๓| ยสฺสา สายณฺหสมยํ ปุตฺตกา ปํสุกุณฺฐิตา อุจฺจงฺเก เม วิวตฺตนฺติ เต น ปสฺสามิ ทารเก ฯ |๑๑๘๖.๑๔| อยํ โส อสฺสโม ปุพฺเพ สมชฺโช ปฏิภาติ มํ ตฺยชฺช ปุตฺเต อปสฺสนฺตฺยา ภมเต วิย อสฺสโม ฯ |๑๑๘๖.๑๕| กิมิทํ อปฺปสทฺโทว อสฺสโม ปฏิภาติ มํ กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๘๖.๑๖| กิมิทํ อปฺปสทฺโทว อสฺสโม ปฏิภาติ มํ สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ
พระลูกน้อยทั้งสองพระขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอยต้อนรับแม่อยู่ ที่ตรงนี้ ดังหนึ่งลูกโคอ่อนยืนคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น พระลูกน้อยทั้ง สองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอยต้อนรับแม่อยู่ตรงนี้ เหมือนดัง หงส์ติดอยู่ในเปือกตม ฉะนั้น พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอยต้อนรับแม่อยู่ใกล้ๆ อาศรมที่ตรงนี้ พระลูกน้อยทั้งสองเคย ร่าเริงหรรษาวิ่งมาต้อนรับแม่ ราวกับจะทำให้หทัยของแม่หวั่นไหว เหมือนลูกเนื้อเห็นแม่แล้วยกหูชูคอวิ่งเข้าไปหาแม่ร่าเริงหรรษาวิ่งไปมา รอบๆ ฉะนั้น วันนี้แม่มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่ กัณหาชินานั้นเหมือนอย่างเคย แม่ละลูกน้อยทั้งสองไว้ออกไปหาผลไม้ ดังแม่แพะและแม่เนื้อละลูกน้อยๆ ไปหากิน ดังปักษีละทิ้งลูกน้อยไป จากรัง หรือดังนางราชสีห์ผู้ต้องการอาหาร ละลูกน้อยไว้ออกไปหากิน ฉะนั้น วันนี้แม่ไม่เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหา- ชินาเหมือนอย่างเคย นี้เป็นรอยเท้าวิ่งไปมาของพระลูกน้อยทั้งสอง ดุจ รอยเท้าของช้างทั้งหลายที่เชิงเขา นี่กองทรายที่ลูกน้อยทั้งสองขนมากอง เล่น เรี่ยรายอยู่ ณ ที่ใกล้ๆ อาศรม วันนี้แม่ไม่เห็นลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย พระลูกน้อยทั้งสองเคย ขะมุกขะมอมด้วยทรายและฝุ่นวิ่งเข้ามาล้อมแม่อยู่รอบข้าง วันนี้แม่มิได้ เห็นพระลูกน้อยทั้งสองนั้น เมื่อก่อนพระลูกน้อยทั้งสองเคยต้อนรับแม่ ผู้กลับมาจากป่าแต่ไกล วันนี้แม่ไม่เห็นลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่ กัณหาชินาเหมือนอย่างเคยวันก่อนๆ พระลูกน้อยทั้งสองคอยแลดูแม่ อยู่แต่ไกล เหมือนลูกแพะหรือลูกเนื้อทรายคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น วันนี้ แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสองนั้นเลย เออก็นี่ผลมะตูมสุกสีดังทอง เป็นเครื่องเล่นของลูกน้อยทั้งสอง (ไฉน) จึงมาตกกลิ้งอยู่ที่นี่ วันนี้แม่ มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย ก็ถันทั้งสองของแม่นี้เต็มไปด้วยน้ำนม และอุระประเทศของแม่ดังหนึ่ง ว่าจะแตกทำลาย วันนี้แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือพ่อชาลี แม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย ใครเล่าจะค้นชายพกแม่ ใครเล่าจะ เหนี่ยวถันทั้งสองของแม่ วันนี้แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย เวลาเย็นพระลูกน้อยทั้งสอง ขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยวิ่งเข้ามาเกาะที่ชายพกแม่ วันนี้แม่ไม่ได้เห็น พระลูกน้อยทั้งสอง เมื่อก่อนอาศรมนี้ปรากฏแก่เราดังว่ามีมหรสพ วันนี้ เมื่อแม่มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสองนั้น อาศรมเหมือนดังจะหมุนเวียน นี่อย่างไรอาศรมจึงปรากฏแก่เราดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ ส่งเสียงร้อง ลูกน้อยทั้งสองของแม่ จักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้ นี่ อย่างไรอาศรมจึงปรากฏแก่เราดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงนกก็มิได้ส่ง เสียงร้อง พระลูกน้อยทั้งสองของแม่ จักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้.
|๑๑๘๗.๑| กิมิทํ ตุณฺหีภูโตสิ อปิ รตฺเตว เม มโน กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๘๗.๒| กิมิทํ ตุณฺหีภูโตสิ อปิ รตฺเตว เม มโน สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๘๗.๓| กจฺจิ นุ เม อยฺยปุตฺต มิคา ขาทึสุ ทารเก อรญฺเญ อีริเณ วิวเน เกน นีตา เม ทารกา ฯ |๑๑๘๗.๔| อาทู เต ปหิตา ทูตา อาทู สุตฺตา ปิยํวทา อาทู พหิ โน นิกฺขนฺตา ขิฑฺฑาสุ ปสุตา นุ เต ฯ |๑๑๘๗.๕| เนวาสํ เกสา ทิสฺสนฺติ หตฺถปาทา จ ชาลิโน สกุณานญฺจ โอปาโต เกน นีตา เม ทารกา ฯ
นี่อย่างไรฝ่าพระบาทจึงทรงนิ่งอยู่ เออก็ใจของหม่อมฉันเหมือนดังฝัน เห็นสุบินในเวลาราตรี แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระลูกน้อยทั้ง สองของหม่อมฉันคงจักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้ นี่อย่างไรฝ่าบาทจึงทรง นิ่งอยู่ แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉัน คงจักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้ ข้าแต่พระลูกเจ้า เหล่าเนื้อร้ายในป่าหรือ ในทุ่งกว้าง มาเคี้ยวกินพระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันเสียแล้วหรือ ไฉน หรือว่าใครมานำเอาพระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันไป หรือ ฝ่าพระบาททรงส่งพระลูกน้อยทั้งสองซึ่งกำลังช่างพูดจาน่ารักใคร่ไปเป็น ทูต หรือว่าเข้าไปหลับอยู่ในบรรณศาลา หรือพระลูกน้อยทั้งสองของ เรานั้นเที่ยวเล่นคะนองออกไปในภายนอก เส้นพระเกศาพระหัตถ์และ พระบาทซึ่งมีลายตาข่ายของพระลูกน้อยทั้งสองนั้น มิได้ปรากฏเลย หรือ ว่านกทั้งหลายมาโฉบเฉี่ยวเอาไป หรือว่าใครนำเอาพระลูกน้อยทั้งสอง ของหม่อมฉันไป.
|๑๑๘๘.๑| อิทํ ตโต ทุกฺขตรํ สลฺลวิทฺโธ ยถา วโณ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๘๘.๒| อิทํปิ ทุติยํ สลฺลํ กมฺเปติ หทยํ มม ยญฺจ ปุตฺเต น ปสฺสามิ ตฺวญฺจ มํ นาภิภาสสิ ฯ |๑๑๘๘.๓| อชฺช เจ เม อิมํ รตฺตึ ราชปุตฺต น สํสสิ มญฺเญ โอกฺกนฺตสนฺตํ มํ ปาโต ทกฺขสิ โน มตํ ฯ
ความทุกข์ที่หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ ชาลีและกัณหา- ชินาในวันนี้นั้น เป็นทุกข์ยิ่งกว่าการถูกขับไล่จากแว่นแคว้น เปรียบ เหมือนแผลที่ถูกแทงด้วยลูกศร ฉะนั้น ก็การที่หม่อมฉันมิได้เห็นพระ- ลูกน้อยทั้งสอง ทั้งฝ่าพระบาทก็มิได้ตรัสกับหม่อมฉันนี้ เป็นลูกศร เสียบแทงหฤทัยของหม่อมฉันซ้ำสอง หฤทัยของหม่อมฉันหวั่นไหว ข้าแต่พระราชบุตร ถ้าคืนวันนี้ฝ่าพระบาทมิได้ตรัสกับหม่อมฉัน พรุ่งนี้ เช้าฝ่าพระบาทก็น่าจะได้ทอดพระเนตรหม่อมฉัน ผู้ปราศจากชีวิตตาย เสียเป็นแน่.
นนุ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี ปาโต คตาสิ อุญฺฉาย กิมิทํ สายมาคตา ฯ
เจ้ามัทรีมีรูปงามอุดม เป็นราชบุตรีผู้มียศ ไปแสวงหามูลผลาหารตั้งแต่ เช้า ไฉนหนอ จึงกลับมาจนเวลาเย็น.
|๑๑๙๐.๑| นนุ ตฺวํ สทฺทมสฺโสสิ เย สรํ ปาตุมาคตา สีหสฺส วินทนฺตสฺส พฺยคฺฆสฺส จ นิกูชิตํ ฯ |๑๑๙๐.๒| อหุ ปุพฺพนิมิตฺตํ เม วิจรนฺตฺยา พฺรหาวเน ขณิตฺโต เม หตฺถา ปติโต อุคฺคีวญฺจาปิ อํสโต ฯ |๑๑๙๐.๓| ตทาหํ พฺยตฺถิตา ภีตา ปุถุํ กตฺวาน อญฺชลึ สพฺพา ทิสา นมสฺสิสฺสํ อปิ โสตฺถิ อิโต สิยา ฯ |๑๑๙๐.๔| มา เหว โน ราชปุตฺโต หโต สีเหน ทีปินา ทารกา วา ปรามฏฺฐา อจฺฉโกกตรจฺฉิภิ ฯ |๑๑๙๐.๕| สีโห พฺยคฺโฆ จ ทีปิ จ ตโย วาฬา วเน มิคา เต มํ ปริยาวรุํ มคฺคํ เตน สายมฺหิ อาคตา ฯ
ฝ่าพระบาทได้ทรงสดับมิใช่หรือ ซึ่งเสียงบันลือแห่งราชสีห์ และเสือ โคร่ง ทั้งเสียงสัตว์จตุบาทและฝูงนก ส่งเสียงคำรามร้องสนั่นเป็นอัน เดียวกัน ต่างก็มุ่งมาเพื่อจะดื่มน้ำยังสระนี้ บุพพนิมิตได้เกิดมีแก่ หม่อมฉันผู้กำลังเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เสียมพลัดตกจากมือของหม่อมฉัน และกระเช้าที่หาบอยู่ก็พลัดตกจากบ่า ทีนั้นหม่อมฉันก็หวาดกลัวเป็น กำลัง จึงกระทำอัญชลีนอบน้อมทิศทั่วทุกแห่ง ขอความสวัสดีพึงมีแต่ ที่นี้ ขอพระลูกเจ้าของเราทั้งหลาย อย่าได้ถูกราชสีห์หรือเสือเหลือง เบียดเบียนเลย หมี สุนัขป่า หรือเสือดาว อย่ามากล้ำกรายพระลูกน้อย ทั้งสองของข้าเลย ๓ สัตว์ร้ายในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือ เหลืองยืนขวางทางหม่อมฉันเสีย เหตุนั้น หม่อมฉันจึงกลับมาจนพลบค่ำ.
|๑๑๙๑.๑| อหํ ปติญฺจ ปุตฺเต จ อาจริยมิว มาณโว อนุฏฺฐิตา ทิวารตฺตึ ชฏินี พฺรหฺมจารินี ฯ |๑๑๙๑.๒| อชินานิ ปริทหิตฺวา วนมูลผลหาริยา วิจรามิ ทิวารตฺตึ ตุมฺหํ กามา หิ ปุตฺตกา ฯ |๑๑๙๑.๓| อิทํ สุวณฺณหาลิทฺทํ อาภตํ ปณฺฑุเวลุวํ รุกฺขปกฺกานิ จาหาสึ อิเม โว ปุตฺตกีฬนา ฯ |๑๑๙๑.๔| อิทํ มูฬาลิวตฺตกํ สาลุกํ ชิญฺชโรทกํ ภุญฺช ขุทฺเทน สํยุตฺตํ สห ปุตฺเตหิ ขตฺติย ฯ |๑๑๙๑.๕| ปทุมํ ชาลิโน เทหิ กุมุทํ ปน กุมาริยา มาลิเน ปสฺส นจฺจนฺเต สิวิปุตฺตานิ อวฺหย ฯ |๑๑๙๑.๖| ตโต กณฺหาชินา ยาติ นิสาเมหิ รเถสภ มญฺชุสฺสราย วคฺคุยา อสฺสมํ อุปคจฺฉนฺติยา ฯ |๑๑๙๑.๗| สมานสุขทุกฺขมฺหา รฏฺฐา ปพฺพาชิตา อุโภ อปิ สิวิปุตฺเต ปสฺเสสิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ |๑๑๙๑.๘| สมเณ พฺราหฺมเณ นูน พฺรหฺมจริยปรายเน อหํ โลเก อภิสสึ สีลวนฺเต พหุสฺสุเต ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ
ตัวเราเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นปฏิบัติพระสวามีบำรุงพระลูกน้อยทั้งสอง ทุกวันคืน ดังอันเตวาสิกปฏิบัติอาจารย์ ฉะนั้น ตัวเรามุ่นชฎาเป็น พรหมจาริณี นุ่งห่มหนังอชินะ เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่าทุกวันคืน เพราะความรักพระลูกทั้งสองเทียวนะพระลูก นี่ขมิ้นสีดังทอง ที่แม่หา มาบดไว้สำหรับใช้เพื่อเจ้าทั้งสองอาบน้ำ นี่ผลมะตูมสุกสีเหลือง แม่หา มาให้เพื่อลูกทั้งสองเล่น อนึ่ง แม่ได้สรรหาผลไม้สุกอื่นๆ ที่น่าพอใจ มาเพื่อให้ลูกทั้งสองเล่น นี้เป็นของเล่นของลูกรักทั้งสอง ข้าแต่พระ- จอมกษัตริย์ นี่เหง้าบัวพร้อมทั้งฝักและหน่อแห่งอุบลและกระจับอัน คลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้ง เชิญพระองค์ทรงเสวยพร้อมพระโอรสพระธิดาเถิด ขอพระองค์ทรงโปรดประทานดอกปทุมแก่พ่อชาลี ส่วนดอกโกมุทขอ ได้โปรดประทานแก่กัณหากุมารี พระองค์จะได้ทอดพระเนตรพระกุมาร ประดับประดาด้วยดอกไม้ฟ้อนรำอยู่ ขอได้โปรดตรัสเรียกสองพระราช- บุตรมาเถิด แม่กัณหาชินาจะได้มานี่ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอ พระองค์ทรงสดับพระสุรเสียงอันไพเราะอ่อนหวานของแม่กัณหาชินา ขณะเข้าสู่อาศรม เราทั้งสองถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น เป็นผู้มีสุขและ ทุกข์เสมอกัน เออก็พระองค์ได้ทรงเห็นพระราชบุตรทั้งสอง คือ พ่อ ชาลีแม่กัณหาชินาบ้างหรือ ชะรอยว่าหม่อมฉันได้สาปแช่ง สมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล เป็นพหูสูต ในโลก วันนี้หม่อมฉันจึงไม่ ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
|๑๑๙๒.๑| อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา เวทิสา สินฺธุวาริตา วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๒| อสฺสตฺถา ปนสา เจเม นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา วิวิธานิ ผลชาตานิ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๓| อิเม ติฏฺฐนฺติ อาราเม อยํ สีตูทกา นที ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๔| วิวิธานิ ปุปฺผชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ธารึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๕| วิวิธานิ ผลชาตานิ อสฺมึ อุปริ ปพฺพเต ยานสฺสุ ปุพฺเพ ภุญฺชึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๒.๖| อิเม เต หตฺถิกา อสฺสา พลิพทฺธา จ โน อิเม เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ
หมู่นี้นี่ก็ต้นหว้า นี่ต้นยางทรายที่ทอดกิ่งค้อมลงมา เป็นรุกขชาติต่างๆ พันธุ์ ที่สองพระกุมารเคยวิ่งเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น หมู่นี้ นี่ก็โพธิ์ใบ ต้นขนุน ต้นไทร ต้นมะขวิด เป็นไม้มีผลนานาชนิดที่ พระกุมารทั้งสองเคยมาวิ่งเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น หมู่ไม้ เหล่านี้ตั้งอยู่ดุจอุทยาน นี่ก็เป็นแม่น้ำเย็นซึ่งสองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น รุกขชาติที่ทรงดอกต่างๆ มีอยู่บนภูเขานี้ ที่สองพระกุมารเคยทัดทรงเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น รุกขชาติ ที่ทรงผลต่างๆ มีอยู่บนภูเขานี้ ที่สองพระกุมารเคยมาเสวย แม่มิได้ เห็นสองพระกุมารนั้น เหล่านี้เป็นตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ที่ พระกุมารทั้งสองเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น.
|๑๑๙๓.๑| อิเม สามา สโสลูกา พหุกา กทลีมิคา เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๓.๒| อิเม หํสา จ โกญฺจา จ มยุรา จิตฺรเปขุณา เยหิสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ
เหล่านี้เป็นตุ๊กตาเนื้อทรายทองตัวเล็กๆ ตุ๊กตากระต่าย ตุ๊กตานกเค้า ตุ๊กตาชะมด เป็นอันมากที่พระกุมารทั้งสองเคยเล่น แม่มิได้เห็นพระ- กุมารทั้งสองนั้น เหล่านี้ตุ๊กตาหงส์ เหล่านี้ตุ๊กตานกกระเรียน ตุ๊กตา นกยูงมีแววหางงามวิจิตร ที่สองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นพระ- กุมารทั้งสองเลย.
|๑๑๙๔.๑| อิมา ตา วนคุมฺพาโย ปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ |๑๑๙๔.๒| อิมา ตา โปกฺขรณี รมฺมา จกฺกวากูปกูชิตา มณฺฑาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ยตฺถสฺสุ ปุพฺเพ กีฬึสุ เต กุมารา น ทิสฺสเร ฯ
พุ่มไม้เหล่านี้มีดอกบานทุกฤดูกาล ที่สองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้ เห็นพระกุมารทั้งสองนั้น สระโบกขรณีนี้น่ารื่นรมย์ เพรียกไปด้วย เสียงนกจากพรากมาคูขัน ดาดาษไปด้วยมณฑา ปทุมและอุบล ที่สอง พระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นพระกุมารทั้งสองนั้น.
|๑๑๙๕.๑| น เต กฏฺฐานิ ภินฺนานิ น เต อุทกมาภตํ อคฺคิปิ เต น หาปิโต กินฺนุ มนฺโทว ฌายสิ ฯ |๑๑๙๕.๒| ปิโย ปิเยน สงฺคมฺม สโมหํ พฺยปหญฺญติ ตฺยชฺช ปุตฺเต น ปสฺสามิ ชาลึ กณฺหาชินํ จุโภ ฯ
ฟืนฝ่าพระบาทก็มิได้หัก น้ำก็มิได้ตัก แม้ไฟก็มิได้ติด เพราะเหตุไร หนอ พระองค์จึงทรงหงอยเหงาซบเซาอยู่ ที่รักกับที่รักประชุมพร้อมกัน อยู่ย่อมหายความทุกข์ร้อน แต่วันนี้หม่อมฉันมิได้เห็นพระกุมารทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
|๑๑๙๖.๑| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๙๖.๒| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรักทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่าพระลูกรักทั้งสองนั้นตาย เสียแล้ว แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉัน ตายเสียแล้วเป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็น พระลูกรักทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่า พระลูกรักทั้งสองนั้นตายเสียแล้ว แม้ฝูงนกก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อย ทั้งสองของหม่อมฉันตายเสียแล้วเป็นแน่.
|๑๑๙๗.๑| สา ตตฺถ ปริเทวิตฺวา ปพฺพตานิ วนานิ จ ปุนเทวสฺสมํ คนฺตฺวา สามิกสฺสนฺติ โรทติ ฯ |๑๑๙๗.๒| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา กาโกลาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๙๗.๓| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา สกุณาปิ น วสฺสนฺติ มตา เม นูน ทารกา ฯ |๑๑๙๗.๔| น โข โน เทว ปสฺสามิ เยน เต นีหฏา มตา วิจรนฺตี รุกฺขมูเลสุ ปพฺพเตสุ คุหาสุ จ ฯ |๑๑๙๗.๕| อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี พาหา ปคฺคยฺห กนฺทิตฺวา ตตฺเถว ปติตา ฉมา ฯ
พระนางมัทรีทรงปริเทวนา พลางเที่ยววิ่งค้นหาตลอดซอกบรรพตและ ป่าชัฏ ในบริเวณเขาวงกตนั้น แล้วเสด็จกลับมายังพระอาศรม ทรง กรรแสงอยู่ในสำนักของพระราชสวามี ทูลคร่ำครวญว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรักทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอา พระลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่าพระลูกรักทั้งสองนั้นตายเสียแล้ว แม้ ฝูงกาป่าก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันตายเสียแล้ว เป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรักทั้ง สองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกทั้งสองนั้นไป หรือว่าพระลูกรักทั้งสอง นั้นตายเสียแล้ว แม้ฝูงนกก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้งสองของ หม่อมฉันตายเสียแล้วเป็นแน่ พระนางมัทรีผู้ทรงพระรูปพระโฉมอัน อุดม เป็นพระราชบุตรีผู้มียศเที่ยวไปที่โคนต้นไม้ ที่บริเวณภูเขา และ ในถ้ำมิได้ทรงพบเห็นสองพระกุมาร จึงทรงประคองพระพาหากรรแสง ร่ำไห้คร่ำครวญ ล้มสลบลงที่พื้นพสุธา ณ ที่ใกล้บาทมูลของพระเวสสันดร นั้นแล.
|๑๑๙๘.๑| ตมชฺฌปตฺตํ ราชปุตฺตึ อุทเกนาภิสิญฺจถ อสฺสตฺถํ นํ วิทิตฺวาน อถ นํ เอตทพฺรวิ ฯ |๑๑๙๘.๒| อาทิเยเนว เต มทฺทิ ทุกฺขํ นกฺขาตุมิจฺฉิสํ ทลิทฺโท ยาจโก วุฑฺโฒ พฺราหฺมโณ ฆรมาคโต ฯ |๑๑๙๘.๓| ตสฺส ทินฺนา มยา ปุตฺตา มทฺทิ มา ภายิ อสฺสส มํ ปสฺส มทฺทิ มา ปุตฺเต มา พาฬฺหํ ปริเทวยิ ลจฺฉาม ปุตฺเต ชีวนฺตา อโรคา จ ภวามเส ฯ |๑๑๙๘.๔| ปุตฺเต ปสุญฺจ ธญฺญญฺจ ยญฺจ อญฺญํ ฆเร ธนํ ทชฺชา สปฺปุริโส ทานํ ทิสฺวา ยาจกมาคเต อนุโมทาหิ เม มทฺทิ ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ
พระเวสสันดรราชฤาษี ทรงวักน้ำประพรมพระนางมัทรีราชบุตรี ผู้ล้มสลบ ลง ณ ที่ใกล้บาทมูลของพระองค์นั้น ครั้นทรงทราบว่า พระนางฟื้น พระองค์ดีแล้ว จึงได้ตรัสบอกเนื้อความนี้ กะพระนางในภายหลังว่า ดูกรมัทรีฉันไม่ปรารถนาจะแจ้งความทุกข์แก่เธอแต่แรกก่อน พราหมณ์ แก่เป็นยาจกผู้ยากจนมาสู่ที่อยู่ของฉัน ฉันได้ให้ลูกทั้งสองแก่พราหมณ์ นั้นไป ดูกรมัทรี เธออย่ากลัวเลย จงดีใจเถิด ดูกรมัทรี เธอจงดู ฉันเถิด จงอย่าดูลูกทั้งสองเลย อย่ากรรแสงไห้ไปนักเลย เราเป็นผู้ ไม่มีโรค ยังมีชีวิตอยู่ คงจักได้พบเห็นลูกทั้งสองที่พราหมณ์นำไปเป็น แน่แท้ สัปบุรุษเห็นยาจกมาถึงแล้วพึงให้บุตร ปศุสัตว์ ธัญชาติ และทรัพย์อย่างอื่นในเรือนเป็นทานได้ ดูกรมัทรี ขอเธอจงอนุโมทนา ปุตตทานอันสูงสุดของเรา.
|๑๑๙๙.๑| อนุโมทามิ เต เทว ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ทตฺวา จิตฺตํ ปสาเทหิ ภิยฺโย ทานํ ทโท ภว ฯ |๑๑๙๙.๒| โย ตฺวํ มจฺเฉรภูเตสุ มนุสฺเสสุ ชนาธิป พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันขออนุโมทนาปุตตทานอันอุดมของ ฝ่าพระบาท ฝ่าพระบาททรงพระราชทานปุตตทาน อันอุดมแล้ว จงยัง พระหฤทัยให้เลื่อมใส ขอจงทรงบำเพ็ญทานยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นใหญ่ของประชุมชนในหมู่มนุษย์ ซึ่งมักเป็นคนตระหนี่ เหนียว ฝ่าพระบาทพระองค์เดียวผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ ได้ทรงบำเพ็ญ ปิยปุตตทานแก่พราหมณ์แล้ว.
นินฺนาทิตา เต ปฐวี สทฺโท เต ติทิวงฺคโต สมนฺตา วิชฺชุตา อาคู คิรีนํว ปฏิสฺสุตา ฯ
ปฐพีก็บันลือลั่นเสียงสนั่นบันลือไปถึงไตรทิพย์สายฟ้าแลบอยู่แปลบ ปลาบโดยรอบ เสียงสะท้านปรากฏ ดังหนึ่งว่าเสียงภูเขาถล่มทลาย.
|๑๒๐๑.๑| ตสฺส เต อนุโมทนฺติ อุโภ นารทปพฺพตา อินฺโท จ พฺรหฺมา จ ปชาปตี จ โสโม ยโม เวสฺสวโณ จ ราชา สพฺเพ เทวานุโมทนฺติ ตาวตึสา สอินฺทกา ฯ |๑๒๐๑.๒| อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี เวสฺสนฺตรสฺส อนุโมทิ ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ มทฺทีปพฺพํ นาม ฯ
เทพเจ้าสองหมู่ ผู้สิงสถิตอยู่ที่นารทบรรพต ถวายอนุโมทนาแก่ พระหน่อทศพลเวสสันดรนั้นว่า พระอินทร์ พระพรหมทั้งท้าวเวสสวัณ- มหาราช และเทพเจ้าชาวดาวดึงส์สวรรค์ พร้อมด้วยพระอินทร์ทุก ถ้วนหน้า ย่อมถวายอนุโมทนาพระนางเจ้ามัทรีผู้ทรงพระรูปพระโฉมอัน อุดม เป็นพระราชบุตรีผู้มียศทรงถวายอนุโมทนาปุตตทาน อันอุดมของ พระเวสสันดร ของพระเวสสันดรราชฤาษี ด้วยประการฉะนี้แล. (นี้) ชื่อมัทรีบรรพ
ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ สกฺโก พฺราหฺมณวณฺเณน ปาโต เนสํ อทิสฺสถ ฯ
ลำดับนั้น เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา เวลาเช้าท้าว สักกเทวราชทรงแปลงเพศเป็นอย่างพราหมณ์ ได้ปรากฏแก่สองกษัตริย์ นั้น.
|๑๒๐๓.๑| กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ |๑๒๐๓.๒| กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
พระคุณเจ้าไม่มีโรคาพาธหรือหนอ พระคุณเจ้าทรงพระสำราญดีหรือ ทั้งมูลมันผลไม้มีมากหรือ เหลือบยุงและสัตว์เสือกคลานมีน้อยแล หรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤคไม่มีมาเบียดเบียนแลหรือ.
|๑๒๐๔.๑| กุสลญฺเจว โน พฺรหฺเม อโถ พฺรหฺเม อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ |๑๒๐๔.๒| อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน วาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ |๑๒๐๔.๓| สตฺต โน มาเส วสตํ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ อิทํปิ ทุติยํ ปสฺสาม พฺราหฺมณํ เทววณฺณินํ อาทาย เวลุวํ ทณฺฑํ ธาเรนฺตํ อชินกฺขิปํ ฯ |๑๒๐๔.๔| สฺวาคตนฺเต มหาพฺรเหฺม อโถ เต อทุราคตํ อนฺโต ปวิส ภทฺทนฺเต ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ |๑๒๐๔.๕| ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺเช พฺรเหฺม วรํ วรํ ฯ |๑๒๐๔.๖| อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาพฺรเหฺม สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ |๑๒๐๔.๗| อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน เกน วา ปน เหตุนา อนุปฺปตฺโตสิ พฺรหารญฺญํ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีโรคาพาธเบียดเบียน อนึ่งเราทั้งหลาย เป็นสุขสำราญดี เราเยียวยาอัตภาพด้วยการหาผลาหารสะดวกดีทั้งมูลมัน ผลไม้ก็มีมาก เหลือบ ยุง สัตว์เสือกคลานก็มีน้อย อนึ่ง ในป่าอัน เกลื่อนกล่นไปด้วยพาลมฤค ก็ไม่มีมาเบียดเบียนแก่เราเมื่อพวกเรามา อยู่ในป่า มีชีวิตอันตรมเตรียมมาตลอด ๗ เดือน เราพึงเห็นท่านผู้เป็น พราหมณ์บูชาไฟ ทรงเพศอันประเสริฐ ถือไม้เท้าสีดังผลมะตูม และ ลักจั่นน้ำนี้เป็นคนที่สอง ดูกรพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว อนึ่งท่านมิใช่ มาร้าย ดูกรท่านผู้เจริญ เชิญท่านเข้าไปภายในเถิด เชิญล้างเท้าของ ท่านเถิด ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะทราง ผลหมากเม่า มีรส หวานปานน้ำผึ้ง เชิญเลือกฉันแต่ผลที่ดีๆ เถิดท่านพราหมณ์ แม้น้ำ ฉันนี้ก็เย็นสนิท เรานำมาแต่ซอกเขา ดูกรพราหมณ์ ถ้าท่านจำนงหวัง ก็เชิญดื่มตามสบายเถิด ดังเราขอถามท่านมาถึงป่าใหญ่เพราะเหตุการณ์ อะไรหนอ เราถามแล้วขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.
ยถา วาริวโห ปูโร สพฺพกาลํ น ขียติ เอวนฺตํ ยาจิตาคจฺฉึ ภริยํ เม เทหิ ยาจิโต ฯ
ห้วงน้ำ (ในปัญจมหานที) เต็มเปี่ยม ไม่มีเวลาเหือดแห้งฉันใด พระองค์มีพระหฤทัยเต็มไปด้วยศรัทธา ฉันนั้น เกล้ากระหม่อมฉัน กราบทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานพระมเหสี แก่ เกล้ากระหม่อมฉันเถิด.
ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ มํ ยาจสิ พฺราหฺมณ สนฺตํ นปฺปฏิคูหามิ ทาเน เม รมเต มโน ฯ
ดูกรพราหมณ์ เราย่อมให้มิได้หวั่นไหว ท่านขอสิ่งใดเราก็จะให้สิ่งนั้น เราไม่ซ่อนเร้นสิ่งที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน.
|๑๒๐๗.๑| มทฺทึ หตฺเถ คเหตฺวาน อุทกสฺส กมณฺฑลุํ พฺราหฺมณสฺส อทา ทานํ สิวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ |๑๒๐๗.๒| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ มทฺทึ ปริจฺจชนฺตสฺส เมทนี สมกมฺปถ ฯ |๑๒๐๗.๓| เนวสฺส มทฺที ภกุฏี น สนฺธียติ น โรทติ เปกฺขเตวสฺส ตุณฺหิยา เอส ชานาติ ยํ วรํ ฯ
พระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐ ทรงกุมหัตถ์พระนางมัทรี จับเต้าน้ำหลั่ง อุทกวารีพระราชทานพระนาง ให้เป็นทานแก่พราหมณ์ ขณะนั้น เมื่อพระมหาสัตว์ทรงบริจาคพระนางมัทรีให้เป็นทานเกิดความอัศจรรย์น่า สยดสยองโลมชาติก็ชูชัน เมทนีดลก็กัมปนาทหวั่นไหว พระนางเจ้า- มัทรีมิได้มีพระพักตร์เง้างอด มิได้ทรงขวยเขิน และมิได้ทรงกรรแสง ทรงเพ่งดูพระราชสวามีโดยดุษณีภาพ โดยทรงเคารพเชื่อถือว่า ท้าวเธอ ทรงทราบซึ่งสิ่งอันประเสริฐ.
|๑๒๐๘.๑| ชาลึ กณฺหาชินํ ธีตํ มทฺทึ เทวึ ปติพฺพตํ จชมาโน น จินฺเตสึ โพธิยาเยว การณา ฯ |๑๒๐๘.๒| น เม เทสฺสา อุโภ ปุตฺตา มทฺที เทวี น อปฺปิยา สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา ปิเย อทาสหํ ฯ
เมื่อตถาคตเป็นพระเวสสันดร บริจาคชาลีกัณหาชินาซึ่งเป็นธิดาและ พระมัทรีเทวี ผู้เคารพยำเกรงในพระราชสวามี มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น บุตรทั้งสองเป็นที่เกลียดชังของเราก็ หามิได้ พระมัทรีเทวีไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่สัพพัญญุตญาณ เป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราจึงได้ให้ของอันเป็นที่รัก.
โกมารี ยสฺสาหํ ภริยา สามิโก มม อิสฺสโร ยสฺสิจฺเฉ ตสฺส มํ ทชฺชา วิกฺกีเณยฺย หเนยฺย วา ฯ
ข้าพระบาทเป็นพระมเหสีของพระองค์ ตั้งแต่ยังแรกรุ่นสาว พระองค์ ก็เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในข้าพระบาท พระองค์ปรารถนาจะพระราชทานข้า พระบาทแก่ผู้ใด ก็พึงพระราชทานได้ทรงปรารถนาจะขายหรือจะฆ่า ก็ พึงทรงขายทรงฆ่าได้.
|๑๒๑๐.๑| เตสํ สงฺกปฺปมญฺญาย เทวินฺโท เอตทพฺรวิ สพฺเพ ชิตา เต ปจฺจุหา เย ทิพฺพา เย จ มานุสา |๑๒๑๐.๒| นินฺนาทิตา เต ปฐวี สทฺโท เต ติทิวงฺคโต สมนฺตา วิชฺชุตา อาคู คิรีนํว ปฏิสฺสุตา ฯ |๑๒๑๐.๓| ตสฺส เต อนุโมทนฺติ อุโภ นารทปพฺพตา อินฺโท จ พฺรหฺมา จ ปชาปตี จ โสโม ยโม เวสฺสวโณ จ ราชา สพฺเพ เทวานุโมทนฺติ ทุกฺกรํ หิ กโรติ โส ฯ |๑๒๑๐.๔| ทุทฺททํ ททมานานํ ทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ สตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย ฯ |๑๒๑๐.๕| ตสฺมา สตญฺจ อสตญฺจ นานา โหติ อิโต คติ อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ สนฺโต สคฺคปรายนา ฯ |๑๒๑๐.๖| ยเมตํ กุมาเร อททา ภริยํ อททา วเน วสํ พฺรหฺมยานมโนกฺกมฺม สคฺเค เต ตํ วิปจฺจตุ ฯ
ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงทราบชัดซึ่งความทรงดำริของสองกษัตริย์แล้ว จึงตรัสชมดังนี้ว่าอันว่าข้าศึกทั้งมวลล้วนเป็นของทิพย์ (อันห้ามเสียซึ่ง ทิพสมบัติ) และเป็นของมนุษย์ (อันห้ามเสียซึ่งมนุษยสมบัติ) พระ- องค์ทรงชนะได้แล้วปฐพีก็บันลือลั่น เสียงสนั่นบันลือไปถึงไตรทิพย์ สายฟ้าแลบอยู่แปลบปลาบโดยรอบ เสียงสะท้านปรากฏดังหนึ่งว่าเสียง ภูเขาถล่มทลาย เทพเจ้าสองหมู่ผู้สิงสถิตอยู่ที่นารทบรรพตถวาย อนุโมทนาแก่พระหน่อทศพลเวสสันดรนั้นว่า พระอินทร์ พระพรหม ท้าวประชาบดี จันทเทพบุตร พระยม ทั้งท้าวเวสสวัณมหาราช และ เทพเจ้าทั้งปวงย่อมถวายอนุโมทนาว่า พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ ทรง กระทำกรรมที่ทำได้ยาก เมื่อคนดีทั้งหลายให้สิ่งที่ให้ได้ยาก กระทำ กรรมที่ทำได้ยาก คนไม่ดีย่อมทำตามไม่ได้ เพราะว่าธรรมของสัตบุรุษ ทั้งหลายอันอสัตบุรุษตามได้โดยยาก เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ คติของ สัตบุรุษและของอสัตบุรุษ ย่อมต่างกัน อสัตบุรุษ ย่อมไปนรก สัตบุรุษมีสวรรค์เป็นที่ไป การที่พระองค์เสด็จมาอยู่ในป่า ได้พระราช- ทานสองพระราชกุมารและพระมเหสีให้เป็นทานนี้ ชื่อว่าเป็นยานอัน ประเสริฐ ไม่เป็นยานก้าวลงสู่อบายภูมิ ขอปุตตทารมหาทานของพระ องค์นั้น จงเผล็ดผลในสรวงสวรรค์.
|๑๒๑๑.๑| ททามิ โภโต ภริยํ มทฺทึ สพฺพงฺคโสภินึ ตฺวญฺเจว มทฺทิยา ฉนฺโน มทฺที จ ปตินา สห ฯ |๑๒๑๑.๒| ยถา ปโย จ สงฺโข จ อุโภ สมานวณฺณิโน เอวํ ตุวญฺจ มทฺที จ สมานมนเจตสา ฯ |๑๒๑๑.๓| อวรุทฺเธตฺถ อรญฺญสฺมึ อุโภ สมฺมถ อสฺสเม ขตฺติยา โคตฺตสมฺปนฺนา สุชาตา มาตุเปติโต ยถา ปุญฺญานิ กยิราถ ททนฺตา อปราปรํ ฯ
ข้าพเจ้าขอถวายพระนางเจ้ามัทรีพระมเหสี ผู้งามทั่วสรรพางค์ คืนให้ พระคุณเจ้า พระองค์เท่านั้นเป็นผู้สมควรแก่พระมัทรี และพระมัทรีก็ คู่ควรกับพระราชสวามี น้ำนมและสังข์ทั้งสองนี้มีสีเสมอกัน ฉันใด พระองค์และพระมัทรีก็มีพระหฤทัยเสมอกัน ฉันนั้น ทั้งสองพระองค์ เป็นกษัตริย์สมบูรณ์ด้วยพระโคตร เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายพระชนนี และชนกทรงถูกขับไล่จากแว่นแคว้น มาอยู่ในอาศรมราวป่า บุญทั้งหลาย ที่พระองค์กระทำมาแล้วฉันใด ขอพระองค์ทรงให้ทานกระทำบุญอยู่ร่ำไป ฉันนั้น.
สกฺโกหมสฺมิ เทวินฺโท อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก วรํ วรสฺสุ ราชิสิ วเร อฏฺฐ ททามิ เต ฯ
ข้าแต่พระราชฤาษี หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ มาในสำนักของ พระองค์ ขอพระองค์จงทรงเลือกเอาพร หม่อมฉันขอถวายพร ๘ ประ- การแก่พระองค์.
|๑๒๑๓.๑| วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร ปิตา มํ อนุโมเทยฺย อิโต ปตฺตํ สกํ ฆรํ อาสเนน นิมนฺเตยฺย ปฐเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๒| ปุริสสฺส วธํ น โรเจยฺยํ อปิ กิพฺพิสการกํ วชฺฌํ วธมฺหา โมเจยฺยํ ทุติเยตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๓| เย วุฑฺฒา เย จ ทหรา เย จ มชฺฌิมโปริสา มเมว อุปชีเวยฺยุํ ตติเยตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๔| ปรทารํ น คจฺเฉยฺยํ สทารปสุโต สิยํ ถีนํ วสํ น คจฺเฉยฺยํ จตุตฺเถตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๕| ปุตฺโต เม สกฺก ชาเยถ โส จ ทีฆายุโก สิยา ธมฺเมน ชิเน ปฐวึ ปญฺจเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๖| ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ ทิพฺยา ภกฺขา ปาตุภเวยฺยุํ ฉฏฺฐเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๗| ททโต เม น ขีเยถ ทตฺวา นานุตเปยฺยหํ ททํ จิตฺตํ ปสาเทยฺยํ สตฺตเมตํ วรํ วเร ฯ |๑๒๑๓.๘| อิโต วิมุจฺจมานาหํ สคฺคคามี วิเสสคู อนิพฺพตฺตี ตโต อสฺสํ อฏฺฐเมตํ วรํ วเร ฯ
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งสรรพสัตว์ ถ้าพระองค์จะประสาทพระ- พรแก่หม่อมฉันไซร้ ขอให้พระบิดาจงมารับหม่อมฉัน ขอพระบิดาพึง ทรงต้อนรับหม่อมฉันผู้ออกจากป่านี้ ไปถึงเรือนของตนด้วยราชอาสน์ พรนี้เป็นที่ ๑ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ขอให้หม่อมฉันไม่ พึงพอใจซึ่งการฆ่าคน แม้ผู้นั้นจะเป็นนักโทษถึงประหารชีวิตกระทำผิด อย่างร้ายกาจ ขอให้หม่อมฉันพึงปล่อยให้พ้นจากการถูกประหารชีวิต พรนี้เป็นที่ ๒ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ขอให้ประชาชนทั้งปวง ทั้งแก่เฒ่า เด็ก และปานกลาง พึงเข้ามาอาศัยหม่อมฉันเลี้ยงชีวิต พรนี้เป็นที่ ๓ เป็นพรที่หม่อมฉันไม่พึงคบหาภรรยาผู้อื่น พึงพอใจแต่ ในภรรยาของตน ไม่พึงลุอำนาจแห่งหญิงทั้งหลาย พรนี้เป็นที่ ๔ เป็น พรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้บุตรของหม่อม ฉัน ผู้พลัดพรากไปนั้น พึงมีอายุยืนนาน พึงครองซึ่งแผ่นดินโดย ธรรมเถิด พรนี้เป็นที่ ๕ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา อนึ่ง ตั้งแต่ วันที่หม่อมฉันกลับคืนถึงพระนครเมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา แล้ว ขอให้อาหารอันเป็นทิพย์พึงปรากฏ พรนี้เป็นที่ ๖ เป็นพรที่หม่อม ฉันปรารถนา อนึ่งเมื่อหม่อมฉันให้ทานอยู่ ขอไทยธรรมอย่าได้หมดสิ้น ไป เมื่อกำลังให้ ขอให้หม่อมฉันทำจิตให้ผ่องใส ครั้นให้แล้วขอให้ หม่อมฉันไม่พึงเดือดร้อนใจในภายหลัง พรนี้เป็นที่ ๗ เป็นพรที่หม่อมฉัน ปรารถนา อนึ่ง เมื่อล่วงพ้นจากอัตภาพนี้ไป ขอให้หม่อมฉันครรไลยัง โลกสวรรค์ ให้ได้ไปถึงชั้นดุสิต อันเป็นชั้นวิเศษ ครั้นจุติจากชั้นดุสิต นั้นแล้ว พึงมาสู่ความ เป็นมนุษย์ แล้วไม่พึงเกิดต่อไป พรนี้เป็นที่ ๘ เป็นพรที่หม่อมฉันปรารถนา.
|๑๒๑๔.๑| ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา เทวินฺโท เอตทพฺรวิ อจิรํ วต เต ตาโต ปิตา ตํ ทฏฺฐุเมสฺสติ ฯ |๑๒๑๔.๒| อิทํ วตฺวาน มฆวา เทวราชา สุชมฺปติ เวสฺสนฺตเร วรํ ทตฺวา สคฺคกายํ อปกฺกมิ ฯ สกฺกปพฺพํ นาม ฯ
ครั้นท้าวสักกะจอมเทพทรงสดับพระดำรัสของ พระมหาสัตว์ เวสสันดร นั้นแล้ว ได้ตรัสดังนี้ว่าไม่นานนักดอก สมเด็จพระบิดาบังเกิดเกล้าของ พระองค์ จักเสด็จมาทรงเยี่ยมพระองค์ ครั้นตรัสพระดำรัสเท่านี้แล้ว ท้าวสุชัมบดีมัฆวานเทวราช ทรงพระราชทานพรแก่พระเวสสันดรแล้ว ได้เสด็จกลับไปยังหมู่สวรรค์. (นี้) ชื่อสักกบรรพ
|๑๒๑๕.๑| กสฺเสตํ มุขมาภาติ เหมํวุตฺตตฺตมคฺคินา นิกฺขํว ชาตรูปสฺส อุกฺกามุขปหํสิตํ ฯ |๑๒๑๕.๒| อุโภ สทิสปจฺจงฺคา อุโภ สทิสลกฺขณา ชาลิสฺส สทิโส เอโก เอกา กณฺหาชินา ยถา ฯ |๑๒๑๕.๓| สีหา วิลาว นิกฺขนฺตา อุโภ สมฺปตฺติรูปกา ชาตรูปมยาเยว อิเม ทิสฺสนฺติ ทารกา ฯ
นั่นหน้าของใครหนองามยิ่งนัก ดังทองคำอันนายช่างหลอมด้วยไฟสุกใส หรือดังแท่งทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้า ฉะนั้นเด็กทั้งสองคนนี้มี อวัยวะคล้ายคลึงกัน มีลักษณะคล้ายคลึงกันคนหนึ่งคล้ายคลึงพ่อชาลี คนหนึ่งเหมือนแม่กัณหาชินา ทั้งสองคนมีรูปเสมอกัน ดังราชสีห์ออก จากถ้ำทอง ฉะนั้นเด็กสองคนนี้ปรากฏเหมือนดังหล่อด้วยทองคำเทียว.
กุโต นุ ตฺวํ ภารทฺวาช อิเม อาเนสิ ทารเก อชฺช รฏฺฐมนุปฺปตฺโต กุโต อาคจฺฉสิ พฺราหฺมณ ฯ
ดูกรภารทวาชพราหมณ์ ท่านนำเด็กสองคนนี้มาจากไหนหนอ ท่านมา จากไหน ลุถึงแว่นแคว้นของเราในวันนี้.
มยฺหนฺเต ทารกา เทว ทินฺนา วิตฺเตน สญฺชย อชฺช ปณฺณรสา รตฺติ ยโต ลทฺธา เม ทารกา ฯ
ข้าแต่พระเจ้าสญชัยสมมติเทพ กุมารทั้งสองนี้มีผู้ให้แก่ข้าพระองค์ด้วย ความพอใจ ตั้งแต่วันที่ข้าพระองค์ได้สองกุมารนี้มา คืนวันนี้เป็นคืนที่ ๑๕
เกน วาจาย เปยฺเยน สมฺมา ญาเยน สทฺทเห โก เต ตํ ทานมททา ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ฯ
ท่านมีถ้อยคำดูดดื่มเพียงไร จึงได้เด็กสองคนนี้มา ท่านควรทำให้เรา เชื่อโดยเหตุที่ชอบใครให้ลูกน้อยทั้งหลาย อันเป็นอุดมทาน ให้ทานนั้น แก่ท่าน.
|๑๒๑๙.๑| โย ยาจตํ ปติฏฺฐาสิ ภูตานํ ธรณีริว โส เม เวสฺสนฺตโร ราชา ปุตฺเตทาสิ วเน วสํ ฯ |๑๒๑๙.๒| โย ยาจตํ คติ อาสิ สวนฺตีนํว สาคโร โส เม เวสฺสนฺตโร ราชา ปุตฺเตทาสิ วเน วสํ ฯ
พระองค์ใดเป็นที่พึ่งของเหล่ายาจกผู้มาขอ ดังธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลาย พระองค์นั้น คือ พระเวสสันดรราช ซึ่งเสด็จไปอยู่ป่า ได้ พระราชทานพระราชโอรส และพระราชธิดาแก่ข้าพระองค์ พระองค์ได้ เป็นที่รับรองของเหล่ายาจกผู้มาขอ เหมือนสาครเป็นที่รับรองแห่งแม่น้ำ ทั้งหลาย ซึ่งไหลลงไป ฉะนั้น พระองค์นั้น คือ พระเวสสันดรราช ซึ่งเสด็จไปอยู่ป่าได้พระราชทานพระราชโอรส และพระราชธิดาแก่ข้า พระองค์.
|๑๒๒๐.๑| ทุกฺกฏํ วต โภ รญฺญา สทฺเธน ฆรเมสินา กถํ นุ ปุตฺตเก ทชฺชา อรญฺเญ อวรุทฺธโก ฯ |๑๒๒๐.๒| อิมํ โภนฺโต นิสาเมถ ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา กถํ เวสฺสนฺตโร ราชา ปุตฺเตทาสิ วเน วสํ ฯ |๑๒๒๐.๓| ทาสํ ทาสิญฺจ โส ทชฺชา อสฺสํ จสฺสตรีรถํ หตฺถิญฺจ กุญฺชรํ ทชฺชา กถํ โส ทชฺช ทารเก ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระราชาผู้ยังทรงครองเรือนอยู่ เป็นผู้มีศรัทธา ทรงกระทำกรรมไม่สมควรหนอ พระเวสสันดรถูกขับไล่ออกไปอยู่ป่า พึงพระราชทานพระราชโอรสและพระราชธิดาอย่างไรหนอ ท่านผู้เจริญ ทั้งหลายมีประมาณเท่าใด ซึ่งมาประชุมกันอยู่ในสมาคมนี้ จงพิจารณา เรื่องนี้ พระเวสสันดรราชประทับอยู่ในป่า อย่างไรจะพระราชทาน พระราชโอรส และพระราชธิดาเล่า พระองค์ควรจะพระราชทานทาส ทาสี ม้า แม่ม้าอัสดร รถ ช้างกุญชร ทำไมจึงพระราชทานพระราชกุมาร ทั้งสองเล่า.
ยสฺส นาสฺส ฆเร ทาโส อสฺโส จสฺสตรีรโถ หตฺถี จ กุญฺชโร นาโค กึ โส ทชฺชา ปิตามห ฯ
ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา ทาส ม้า แม่ม้าอัสดร รถ และช้างกุญชรตัว ประเสริฐ ในเรือนของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นจะพึงให้อะไร พระเจ้าข้า.
ทานมสฺส ปสํสาม นาวนินฺทาม โปตก กถํ นุ หทยํ อาสิ ตุเมฺห ทตฺวา วนิพฺพเก ฯ
ดูกรพระหลานน้อย ปู่สรรเสริญทานแห่งบิดาของเจ้านั้น ปู่ไม่ได้ติเตียน เลย หฤทัยแห่งบิดาของเจ้าเป็นอย่างไรหนอ เพราะให้เจ้าทั้งสองแก่ พราหมณ์แล้ว.
(ปิตา มยฺหํ มหาราช อเมฺห ทตฺวา วนิพฺพเก สุตฺวาน กลูนํ วาจํ อจฺฉกณฺหาย ภาสิตํ ) ฯ
ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดาของเกล้ากระหม่อม พระราชทานเกล้า กระหม่อมทั้งสองแก่พราหมณ์แล้ว ได้ทรงสดับถ้อยคำร่ำพิลาป ที่พระ- น้องกัณหาได้กล่าวแล้ว.
This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
Commentary
Later explanatory literature — not the Buddha’s word
Text layerอรรถกถาexplains the พระไตรปิฎก1 work(s) · 1,060 paragraphs — loaded when you open it, not part of this page
Open this edition’s own page · มหาเวสสันตรชาดก ว่าด้วย พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมีThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
How Mahachula paragraphs are matched
Three editions per item, in the order Pali → Royal Thai → Mahachula Thai · show all three or one at a time from the toolbar
at least one paragraph pairing fell below the threshold, so none is placed item by item rather than risk a wrong item