This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
Front matter of the printed edition
ตติยํ ตีณิสรณาคมนิยตฺเถราปทานํ (๒๓)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ตีณิสรณาคมนียเถราปทานที่ ๓ (๒๓) ว่าด้วยผลแห่งการรับสรณะ ๓
๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระติสรณคมนิยเถระ (พระติสรณคมนิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
|๒๕.๑๐๘| นคเร จนฺทวติยา มาตุปฏฺฐานโก อหํ อนฺธา มาตาปิตา มยฺหํ เต โปเสมิ อหํ ตทา ฯ |๒๕.๑๐๙| รโหคโต นิสีทิตฺวา เอวํ จินฺเตสหํ ตทา โปเสนฺโต มาตาปิตโร ปพฺพชฺชํ น ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๐| ตมนฺธการปิหิตา ติวิธคฺคีหิ ทยฺหเร เอตาทิเส ภเว ชาเต นตฺถิ โกจิ วินายโก ฯ |๒๕.๑๑๑| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ทิปฺเปติ ทานิ สาสนํ สกฺกา อุทฺธริตุํ อตฺตา ปุญฺญกาเมน ชนฺตุนา ฯ |๒๕.๑๑๒| อุคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปริปุณฺณานิ โคปยึ เตน กมฺเมน สุกเตน ปฏิมุกฺขามิ ทุคฺคตึ ฯ |๒๕.๑๑๓| นิสโภ นาม สมโณ พุทฺธสฺส อคฺคสาวโก ตํ อหํ อุปคนฺตฺวาน สรณาคมนํ คหึ ฯ |๒๕.๑๑๔| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุํ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา สรณาคมนํ ปริปุณฺณํ อโคปยึ ฯ |๒๕.๑๑๕| จริเม วตฺตมานมฺหิ สรณนฺตมนุสฺสรึ เตน กมฺเมน สุกเตน ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๒๕.๑๑๖| เทวโลกคโต สนฺโต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ยํ ยํ เทสํ อุปปชฺชาม อฏฺฐเหตู ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๗| ทิสาสุ ปูชิโต โหมิ ติกฺขปญฺโญ ภวามหํ สพฺเพ เทวานุวตฺตนฺติ อมิตโภคํ ลภามหํ ฯ |๒๕.๑๑๘| สุวณฺณวณฺโณ สพฺพตฺถ ปฏิภาโณ ภวามหํ มิตฺตานํ อจโล โหมิ ยโส อจฺจุคฺคโต มม ฯ |๒๕.๑๑๙| อสีติกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ ทิพฺพสุขํ อนุภวึ อจฺฉราหิ ปุรกฺขโต ฯ |๒๕.๑๒๐| ปญฺจสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ อโหสหํ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๒๕.๑๒๑| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ปุญฺญกมฺมสมาหิโต ปุเร สาวตฺถิยํ ชาโต มหาสาเล สุอทฺธเก ฯ |๒๕.๑๒๒| นครา นิกฺขมิตฺวาน ทารเกหิ ปุรกฺขโต สายํ ขิฑฺฑาสมงฺคีหํ สงฺฆารามํ อุปาคมึ ฯ |๒๕.๑๒๓| ตตฺถทฺทสาสึ สมณํ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ โส เม ธมฺมมเทเสสิ สรณญฺจ อทาสิ เม ฯ |๒๕.๑๒๔| โสหํ สุตฺวาน สรณํ สรณํ เม อนุสฺสรึ เอกาสเน นิสีทิตฺวา อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๒๕.๑๒๕| ชาติยา สตฺตวสฺเสน อรหตฺตํ อปาปุณึ อุปสมฺปาทยิ พุทฺโธ คุณมญฺญาย จกฺขุมา |๒๕.๑๒๖| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณานิ อคญฺฉหํ ตาว เม สุกตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ ฯ |๒๕.๑๒๗| สุโคปิตํ เม สรณํ มานสํ สุปฺปณิหิตํ อนุโภตฺวา ยสํ สพฺพํ ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ |๒๕.๑๒๘| เยสํ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต อตฺถํ โว กถยิสฺสามิ สามํ ทิฏฺฐํ ปทํ มม ฯ |๒๕.๑๒๙| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน วตฺตเต ชินสาสนํ อมตา วาทิตา เภริ โสกสลฺลวิโนทนา ฯ |๒๕.๑๓๐| ยถาสเกน ถาเมน ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร อธิการํ กเรยฺยาถ ปสฺสยิสฺสถ นิพฺพุตึ ฯ |๒๕.๑๓๑| ปคฺคยฺห ตีณิ สรเณ ปญฺจสีลานิ โคปิย พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ ฯ |๒๕.๑๓๒| มโมปมํ กริตฺวาน สิลานิ ปริโคปิย อจิรํ อรหตฺตํ โว สพฺเพปิ ปาปุณิสฺสถ ฯ |๒๕.๑๓๓| เตวิชฺโช อิทฺธิปตฺโตมฺห เจโตปริยโกวิโท สาวโก เต มหาวีร จรเณ วนฺทามิ สตฺถุโน ฯ |๒๕.๑๓๔| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป สรณํ พุทฺธมคญฺฉหํ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ สรณาคมเน ผลํ ฯ |๒๕.๑๓๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ตีณิสรณาคมนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ตีณิสรณาคมนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เราเป็นคนบำรุงมารดาบิดา อยู่ในนครจันทวดีเวลานั้น เราเลี้ยงดูมารดา บิดาของเราผู้ตาบอด เรานั่งอยู่ในที่ลับ คิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรา เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช โลกทั้งหลายอันความมืดมนอนธการ ปิดแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กองเผา เมื่อเราเกิดแล้วในภพเช่นนี้ ไม่มีใครจะ เป็นผู้แนะนำ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก บัดนี้ พระพุทธศาสนา กำลังรุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจรื้อถอนตนขึ้นได้ เราจะรับสรณะ ๓ แล้ว จะรักษาให้บริบูรณ์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราจะพ้นทุคติได้ เราได้เข้าไปหาท่านพระสมณะชื่อนิสภะ อัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว รับสรณคมน์ ในครั้งนั้นเรามีอายุได้แสนปี ได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์ ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อกาลที่สุดล่วงไป เราได้ระลึกถึงสรณคมน์ ด้วย กุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เมื่อเรายังอยู่ในเทวโลก ประกอบแต่บุญกรรม เราอุบัติ ณ ประเทศใดๆ เราย่อมได้เหตุ ๘ ประการ คือ ในประเทศนั้นๆ เราเป็นผู้อันเขาบูชาทุกทิศ ๑ เป็นผู้มี ปัญญาคมกล้า ๑ เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตามเรา ๑ เราย่อมได้โภค- สมบัติไม่ขาดสาย ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง ๑ เป็นผู้มีปฏิภาณในที่ ทั้งปวง ๑ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร ๑ ยศของเราสูงสุด ๑ เราได้เป็น จอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง อันนางอัปสรแวดล้อมเสวยสุข อันเป็นทิพย์ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อถึงภพที่สุด เราประกอบ ด้วยบุญกรรม เกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลมั่งคั่งที่สุดในนครสาวัตถี เวลาเย็น (วันหนึ่ง) เราต้องการจะเล่น แวดล้อมด้วยพวกเด็ก ออก จากนครแล้ว เข้าไปสู่สังฆาราม ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสมณะผู้พ้นวิเศษ แล้ว ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่เรา และได้ให้สรณะแก่เรา เรา นั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของเราได้ นั่งอยู่บนอาสนะอันหนึ่ง ได้บรรลุอรหัต เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้เจ็ดปี พระพุทธเจ้ามีพระ- จักษุ ทรงรู้คุณของเราแล้ว ทรงประทานอุปสมบทในกัลปอันประมาณ มิได้แต่กัลปนี้ เราได้ถึงสรณะ กรรมที่เราทำดีแล้วเพียงนั้น ได้ให้ผลแก่ เรา ณ ที่นี้ สรณะเรารักษาดีแล้ว ความปรารถนาแห่งใจเรานั้นตั้งไว้ดี แล้ว เราได้เสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ท่านเหล่า ใดมีความต้องการฟัง ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกความแห่ง บทที่เราเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้ว ในโลก ศาสนาของพระชินเจ้าเป็นไปอยู่ พระองค์ทรงตีกลองอมฤต อันเป็น เครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศกได้ ท่านทั้งหลายพึงทำสักการะอันยิ่งใน บุญเขตอันยอดเยี่ยม ตามกำลังของตน ท่านทั้งหลายจักพบนิพพาน ท่านทั้งหลายจงรับไตรสรณคมน์ จงรักษาศีล ๕ ยังจิตให้เลื่อมใสใน พระพุทธเจ้าแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้ ท่านทั้งหลายจงยกเราเป็นตัวอย่าง รักษาศีลแล้ว แม้ทุกท่านก็จัก ได้บรรลุอรหัตโดยไม่นานเลยเราเป็นผู้ มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธี ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอถวายบังคม จรณะของพระศาสดา ในกัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เราได้นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลในการถึงสรณคมน์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระตีสรณาคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน. -----------------------------------------------------
ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ในกรุงจันทวดี มารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด ข้าพเจ้าเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ อยู่ในครั้งนั้น
ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในที่สงัดจึงคิดอย่างนี้ว่า เราเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช
มวลมนุษย์ถูกความมืดมนอนธการปิดบังไว้แล้ว ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ เมื่อเกิดความเป็นเช่นนี้ขึ้นแล้ว ไม่มีใครจะเป็นผู้แนะนำ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
บัดนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ประกาศคำสั่งสอนให้รุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจเพื่อจะถอนตนขึ้นได้
ข้าพเจ้ารับสรณะ ๓ แล้ว รักษาให้บริบูรณ์ ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงพ้นทุคติได้
ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาสมณะนามว่านิสภะ ผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วรับสรณคมน์
ครั้งนั้น เหล่าสัตว์มีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ข้าพเจ้าได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์ตลอดระยะเวลาเท่านั้น
เมื่อจิตดวงสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพเจ้าระลึกถึงสรณคมน์นั้นได้แล้ว ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเทวโลกได้ประกอบแต่บุญกรรม ไปถึงภูมิประเทศใดๆ ย่อมได้เหตุ ๘ ประการ ในภูมิประเทศนั้นๆ
คือ (๑) ข้าพเจ้าได้รับการบูชาทุกทิศ (๒) เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม (๓) เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตาม (๔) ได้โภคสมบัตินับไม่ถ้วน
(๕) เป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ (๖) เป็นผู้มีไหวพริบในทุกเรื่อง (๗) เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร (๘) มียศฟุ้งขจรไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
ข้าพเจ้าเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ มีเหล่านางเทพอัปสรห้อมล้อม ได้เสวยทิพยสุข
ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าประกอบแต่บุญกรรม ได้เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาลมั่งคั่งที่สุดในกรุงสาวัตถี
เวลาเย็น (วันหนึ่ง) ข้าพเจ้าต้องการจะเล่น จึงออกจากนคร มีพวกเด็กๆ ห้อมล้อม เข้าไปยังสังฆาราม
ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้พบสมณะรูปหนึ่งผู้หลุดพ้น ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า และได้ให้สรณะแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้านั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของข้าพเจ้าได้ นั่งอยู่บนอาสนะเดียวได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว
ข้าพเจ้าเกิดได้ ๗ ขวบ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงรู้คุณสมบัติของข้าพเจ้าแล้ว จึงประทานอุปสมบทให้
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถึงสรณะทั้งหลาย กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วเพียงนั้น แสดงผลแก่ข้าพเจ้าในอัตภาพสุดท้ายนี้
สรณะข้าพเจ้า ก็รักษาไว้ดีแล้ว ใจข้าพเจ้า ก็ได้ตั้งไว้มั่นแล้ว ข้าพเจ้าจึงเสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว(คือนิพพาน)
บรรดาท่านที่ต้องการจะฟังจงฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจักบอกบทอันเป็นประโยชน์ที่ข้าพเจ้าเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๓. สุภูติวรรค] ๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระชินเจ้าแผ่ไปอยู่ พระองค์ทรงลั่นอมตเภรีบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกได้
ท่านทั้งหลายควรทำอธิการ ในนาบุญที่ยอดเยี่ยมตามกำลังของตน ท่านทั้งหลายจักพบพระนิพพาน
ท่านทั้งหลายจงรับสรณะ ๓ จงรักษาศีล ๕ ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้
พวกท่านทุกคนจงถือข้าพเจ้าเป็นตัวอย่าง รักษาศีลแล้วก็จักบรรลุอรหัตตผลได้โดยไม่นานเลย
(พระติสรณคมนิยเถระกราบทูลว่า) ข้าพระองค์เป็นผู้ได้วิชชา ๓ มีฤทธิ์ ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพระองค์ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถึงสรณะ
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระติสรณคมนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ติสรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ อธิการ หมายถึงการสะสมบุญอันเป็นการทำที่ยิ่ง (ขุ.อป.อ. ๒/๕/๒๓๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๓๘}
This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
Commentary
Later explanatory literature — not the Buddha’s word
Text layerอรรถกถาexplains the พระไตรปิฎก1 work(s) · 16 paragraphs — loaded when you open it, not part of this page
Open this edition’s own page · ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๓. สุภูติวรรค ๓. ตีณิสรณาคมนียเถราปทาน (๒๓)This collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
How Mahachula paragraphs are matched
Three editions per item, in the order Pali → Royal Thai → Mahachula Thai · show all three or one at a time from the toolbar
In this unit: 0 by SuttaCentral references · 28 by inference — no pair has been checked by a person yet