ARNON
ReadingStatutes, notices and amendments, from the codes down to regulator notices

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๒/๒๕๖๐ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ ๔

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

As promulgated — later amendments not consolidatednull29 sections52 of 125 in ไม่ระบุปีSource PDF · 22 pages

Source: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 e1251aab… · retrieved 2026-08-24 — full record at the end of the page


What edition is this?

This is the text as promulgated in the Royal Gazette in the year shown, not a consolidated edition. Sections later amended, added or repealed are not reflected — current enforcement status has not been checked.

All sections

Show as list
  1. ๑

    ในคำสั่งนี้ “เจ้าของเรือ” หมายความว่า ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเรือ “นายทะเบียน” หมายความว่า นายทะเบียนเรือตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยหรือผู้ซึ่งได้รับ มอบหมาย “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาหรือผู้ซึ่งได้รับ มอบหมายตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมเจ้าท่ากำหนด เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง “คณะทำงานตรวจเรือ” หมายความว่า ผู้แทนกรมเจ้าท่า ผู้แทนกรมประมง และผู้แทน กองทัพเรือ ซึ่ง ผบ. ศปมผ. แต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง กฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย กฎหมายว่าด้วยเรือไทย และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

  2. ๒

    ให้ยกเลิกข้อ ๗ ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘

  3. ๓

    ให้นายทะเบียนมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเรือและจำหน่ายทะเบียนเรือขนาดตั้งแต่ สิบตันกรอสที่ใช้ทำการประมง เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุน การประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ออกจากสมุดทะเบียนเรือ ในกรณีดังต่อไปนี้

    (๑) เรือที่ใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุแล้วก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับและไม่ได้ยื่นคำร้องขอ ต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ โดยให้เพิกถอนเมื่อครบสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

    (๒) เรือที่ใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุในวันหรือหลังจากวันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับ และไม่ได้ยื่น คำร้องขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ โดยให้เพิกถอนเมื่อครบ สามสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุ

    (๓) เรือที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมงหรือถูกเพิกถอนหรือยกเลิกใบอนุญาตทำการประมง หรือถูกเพิกถอนหรือยกเลิกทะเบียนเรือขนถ่ายสัตว์น้ำตามกฎหมายว่าด้วยการประมง และเจ้าของเรือ ไม่ดำเนินการแจ้งของดใช้เรือหรือขอเปลี่ยนประเภทเรือต่อกรมเจ้าท่าตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือ ในน่านน้ำไทยภายในสามสิบวันตามที่กรมประมงกำหนด โดยให้นายทะเบียนเพิกถอนเมื่อครบสามสิบวัน ตามที่กรมประมงกำหนด เว้นแต่เป็นกรณีที่กรมประมงได้เพิกถอนหรือยกเลิกใบอนุญาตก่อนวันที่คำสั่งนี้ มีผลใช้บังคับ ให้เพิกถอนเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ เมื่อมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเรือ ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้เจ้าของเรือนำเรือพร้อมทั้ง ใบทะเบียนเรือมาคืน ณ สถานที่และเวลาที่กำหนด และให้คณะทำงานตรวจเรือหรือผู้อำนวยการสั่งให้ นำเรือไปจอดและล็อกเรือ และดำเนินการตรวจสอบพร้อมทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือต่อไป เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง เจ้าของเรือผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนายทะเบียน คณะทำงานตรวจเรือ หรือผู้อำนวยการตามวรรคสอง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทสำหรับเรือที่มีขนาดไม่เกินสิบตันกรอส และปรับเพิ่มตามขนาด ของเรือตันกรอสละสองพันบาท ในกรณีที่เจ้าของเรือแจ้งว่าไม่มีเรือ ให้ผู้อำนวยการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หากปรากฏว่า เจ้าของเรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ให้กรมเจ้าท่าแจ้งให้กรมประมงทราบ และห้ามมิให้กรมประมงออก ใบอนุญาตทำการประมงให้แก่บุคคลดังกล่าวเป็นระยะเวลาสิบปี

  4. ๔

    เจ้าของเรือที่ใช้ทำการประมง เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมง ห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือ เรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ที่ได้รับใบทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ หรือ ใบอนุญาตทำการประมงก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับเห็นว่ารายการในใบทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมงไม่ตรงกับสภาพเรือตามความเป็นจริง ต้องร้องขอต่อกรมเจ้าท่าเพื่อทำการตรวจสอบ และทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือ สำหรับเรือที่มีขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสต้องนำมาให้คณะทำงาน ตรวจเรือตรวจสอบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ส่วนเรือที่มีขนาดไม่ถึงสิบตันกรอส ให้นำเรือมาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบตามระยะเวลาที่กรมเจ้าท่ากำหนด

  5. ๕

    ให้เจ้าของเรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสที่ใช้ทำการประมง เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและเรือที่ถูกเพิกถอนทะเบียน หลังจากวันที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำ การประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ มีผลใช้บังคับ นำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือ ภายในกำหนดเวลาและสถานที่ที่กรมเจ้าท่าประกาศกำหนด ในกรณีที่เรือลำใดมีใบอนุญาตที่ต้องมีตามกฎหมายถูกต้องและมีข้อมูลรายละเอียดตรงกับ ที่ระบุไว้ในทะเบียนเรือและใบอนุญาตตามกฎหมาย ให้คณะทำงานตรวจเรือสั่งทำเครื่องหมายที่แสดง อัตลักษณ์เรือและให้นำเรือออกไปใช้ได้ ในกรณีที่เรือลำใดมีใบอนุญาตที่ต้องมีตามกฎหมายถูกต้องแต่มีข้อมูลรายละเอียดอื่นไม่ตรงกับ ทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตตามกฎหมาย ให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๖ ต่อไป ในกรณีที่พบว่าเรือลำใดเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓ ให้นายทะเบียนดำเนินการ เพิกถอนและจำหน่ายทะเบียนเรือออกจากสมุดทะเบียนเรือพร้อมทั้งดำเนินการเรียกคืนใบทะเบียนเรือ และให้ผู้อำนวยการสั่งล็อกเรือ และทำเครื่องหมายบนเรือ ในกรณีที่ปรากฏว่าเรือลำใดที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าเป็นเรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอส เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง และไม่ได้จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำกับกรมประมง ให้ผู้อำนวยการสั่งล็อกเรือไว้จนกว่าเจ้าของเรือ ที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมงหรือเรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็นได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นเรือขนถ่าย สัตว์น้ำกับกรมประมง หรือเจ้าของเรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดได้ดำเนินการตามข้อ ๑๐ หรือเจ้าของเรือได้เปลี่ยนประเภทเรือเป็นประเภทอื่น ในกรณีเจ้าของเรือตามวรรคห้ายื่นคำขอเปลี่ยนประเภทเรือ ให้กรมเจ้าท่าและกรมประมง ร่วมกันตรวจสอบสภาพเรือก่อนที่กรมเจ้าท่าจะจดทะเบียนเปลี่ยนประเภทเรือเป็นเรือประเภทอื่น ในการตรวจสอบเรือตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้อำนวยการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมเรือ หรือสั่งให้ผู้ควบคุมเรือนำเรือเข้าเทียบท่า การล็อกเรือ การทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือ และการทำเครื่องหมายบนเรือ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กรมเจ้าท่ากำหนด เจ้าของเรือผู้ใดไม่นำเรือมาให้ตรวจสอบหรือไม่มาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือภายในระยะเวลา ตามที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับหนึ่งหมื่นบาทสำหรับเรือที่มีขนาดไม่เกินสิบตันกรอส และปรับเพิ่มตามขนาดของเรือตันกรอสละสองพันบาท และในกรณีที่เรือมีใบอนุญาตทำการประมงหรือ จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำกับกรมประมงให้อธิบดีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือเพิกถอน การจดทะเบียน และให้นายทะเบียนดำเนินการตามข้อ ๓

    (๓) ในกรณีที่เจ้าของเรือแจ้งว่าไม่มีเรือ ให้ผู้อำนวยการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หากปรากฏว่า เจ้าของเรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ให้กรมเจ้าท่าแจ้งกรมประมงทราบ และห้ามมิให้กรมประมงออก ใบอนุญาตทำการประมงให้แก่บุคคลดังกล่าวเป็นระยะเวลาสิบปี

  6. ๖

    ในการตรวจสอบเรือตามข้อ ๔ และข้อ ๕ กรณีที่พบว่าเรือลำใดมีลักษณะแตกต่าง จากทะเบียนเรือ ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (๑) เรือมีลักษณะแตกต่างจากทะเบียนเรือ ให้กรมเจ้าท่าแก้ไขรายการในใบทะเบียนเรือและ ใบอนุญาตใช้เรือให้ถูกต้อง

    (๒) เรือมีขนาดเรือแตกต่างจากใบอนุญาตให้ทำการประมง ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ในการดำเนินการตาม

    (๒) ให้อธิบดีกรมประมงมีอำนาจเปลี่ยนแปลงปริมาณสัตว์น้ำที่อนุญาต ให้ทำการประมงหรือห้วงเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงให้สอดคล้องกับรายการที่เปลี่ยนแปลงหรือ ออกใบอนุญาตให้ใหม่แทนใบอนุญาตเดิม และเมื่อได้ออกใบอนุญาตให้ใหม่แล้วให้ใบอนุญาตเดิมเป็นอัน ใช้ไม่ได้

  7. ๗

    เจ้าของเรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสที่ใช้ทำการประมง เรือที่ใช้ขนถ่ายเพื่อการประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ผู้ใดใช้เรือทำการประมงหรือ เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง ขนถ่ายสัตว์น้ำตามกฎหมายว่าด้วยการประมง โดยเรือนั้นมีลักษณะไม่ตรงตามทะเบียนเรือหรือ ใบอนุญาตที่ต้องมีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษปรับวันละห้าหมื่นบาทตลอดเวลาทำการประมงหรือ ขนถ่ายสัตว์น้ำ และในกรณีเรือลำใดมีใบอนุญาตทำการประมงหรือจดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำกับ กรมประมง ให้อธิบดีกรมประมงเพิกถอนใบอนุญาตทำการประมงหรือเพิกถอนทะเบียนเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ และห้ามมิให้กรมเจ้าท่าจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรือลำดังกล่าว

  8. ๘

    ใบอนุญาตทำการประมงให้โอนกันได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

    (๑) ผู้ขอรับโอนต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับใบอนุญาตทำการประมง

    (๒) กรณีเรือประมงที่จะขอรับโอนใบอนุญาตเคยถูกใช้ในการกระทำความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการประมง ผู้รับโอนต้องมีหลักฐานแสดงว่าเจ้าของเรือ ผู้ควบคุมเรือ หรือผู้ได้รับใบอนุญาต ทำการประมงในเรือที่ใช้ในการกระทำความผิดไม่มีผลประโยชน์ได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือไม่มี อำนาจควบคุมเรือประมงดังกล่าวอีกต่อไป

    (๓) เรือประมงที่จะขอรับโอนใบอนุญาตต้องไม่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี

    (๔) ผู้ขอรับโอนมีหลักฐานแสดงว่ามีกรรมสิทธิ์ในเรือที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำการประมง มาแสดง ในการโอนใบอนุญาต ให้อธิบดีกรมประมงออกใบอนุญาตใหม่แทนใบอนุญาตเดิมภายในสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ ใบอนุญาตที่ออกให้ใหม่ดังกล่าวให้กำหนดเงื่อนไขเช่นเดียวกับใบอนุญาตเดิม และเมื่อได้ออกใบอนุญาตให้ใหม่แล้ว ให้ใบอนุญาตเดิมเป็นอันใช้ไม่ได้ ทั้งนี้ อธิบดีกรมประมงจะออก ใบอนุญาตให้แก่บุคคลใดเกินจำนวนที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ได้ การยื่นคำขอให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตาม มาตรา ๗ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘

  9. ๙

    เมื่อกรมประมงมีคำสั่งเพิกถอนหรือยกเลิกใบอนุญาตทำการประมงหรือเพิกถอนหรือ ยกเลิกทะเบียนเรือขนถ่ายสัตว์น้ำตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ให้แจ้งเจ้าของเรือและกรมเจ้าท่า ทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่วันที่มีคำสั่ง และให้กรมเจ้าท่าหรือกรมประมงดำเนินการล็อกเรือทันที ที่พบเรือและให้ดำเนินการตามข้อ ๓ (๓)

  10. ๑๐

    เจ้าของเรือที่จดทะเบียนเป็นเรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อ การประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือสนับสนุนการประมงที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดที่มีขนาดตั้งแต่ สามสิบตันกรอส ต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (๑) ติดระบบติดตามเรือตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการติดตั้ง ระบบติดตามเรือประมง และดูแลรักษาระบบติดตามเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ให้สามารถใช้งาน ได้ตลอดเวลา พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง

    (๒) แจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือประมงทุกครั้ง ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกตาม ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือประมงของ เรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือเก็บรักษาสัตว์น้ำ พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๘ และที่แก้ไข เพิ่มเติม เจ้าของเรือผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับหนึ่งแสนบาทสำหรับเรือ ขนาดสามสิบตันกรอส และปรับเพิ่มขึ้นตามขนาดของเรือในส่วนที่เกินสามสิบตันกรอสขึ้นไป ตันกรอสละ หนึ่งหมื่นบาท และให้กรมเจ้าท่าดำเนินการล็อกเรือไว้จนกว่าเจ้าของเรือจะดำเนินการเปลี่ยนประเภทเรือ เป็นเรือประเภทอื่น

  11. ๑๑

    ห้ามมิให้ผู้ใดทำลายหรือทำให้เสียหายซึ่งเครื่องมือล็อกเรือหรือเคลื่อนย้ายเรือออก จากจุดที่จอดเรือ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายเรือที่ถูกล็อกออกจากจุดที่จอดเรือเพื่อนำเรือ ไปเปลี่ยนประเภทหรือนำเรือไปทดสอบ ให้เจ้าของเรือยื่นคำขอและวางหลักประกันต่อผู้อำนวยการตาม ระเบียบที่กรมเจ้าท่ากำหนด และเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการแล้วให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการปลด เครื่องมือล็อกเรือได้ ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับในกรณีมีเหตุฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายต่อเรืออันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเจ้าของเรือต้องแจ้งให้ผู้อำนวยการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรภายในสิบสองชั่วโมงนับแต่เวลาที่มี การเคลื่อนย้ายเรือ พร้อมทั้งแจ้งจุดจอดเรือใหม่ และให้ผู้อำนวยการดำเนินการตรวจสอบเรือ พร้อมทั้งล็อกเรือใหม่ภายในสิบสองชั่วโมงนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าของเรือ ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคสองต้องระวางโทษปรับหนึ่งแสนบาทสำหรับเรือ ขนาดสามสิบตันกรอส และปรับเพิ่มขึ้นตามขนาดของเรือในส่วนที่เกินสามสิบตันกรอสขึ้นไป ตันกรอสละ หนึ่งหมื่นบาท

  12. ๑๒

    ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือประมงแจ้งรายชื่อ เจ้าของเรือที่ตนเป็นผู้ให้บริการต่อกรมประมงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ในกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและคาดการณ์สถานการณ์ด้านการประมงของกรมประมง ไม่ได้รับสัญญาณจากระบบติดตามเรือประมงลำใดติดต่อกันเกินสองชั่วโมง ให้อธิบดีกรมประมงมีอำนาจ สั่งให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือลำดังกล่าวชี้แจงสาเหตุและจัดส่ง หลักฐานการรับส่งข้อมูลระบบติดตามเรือประมงระหว่างคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลการจราจร (Computer Log File) หรือแก้ไขปรับปรุงภายในระยะเวลาที่กำหนด และในกรณีที่กรมประมงเห็นว่า เป็นความบกพร่องของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไป ห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือประมงแก้ไขข้อมูลจาก ระบบอุปกรณ์ติดตามเรือประมง เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือ วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทและปรับวันละไม่เกินหนึ่งแสนบาทตลอดระยะเวลา ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม

  13. ๑๓

    ห้ามมิให้ผู้ใดต่อ ดัดแปลง เปลี่ยนประเภท หรือทำลายเรือประมงตามกฎหมาย ว่าด้วยการประมง เว้นแต่จะมีหนังสือรับรองจากกรมเจ้าท่า โดยกรมเจ้าท่าจะต้องแจ้งให้ผู้ประสงค์ จะดำเนินการดังกล่าวทราบภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอหนังสือรับรอง ก่อนออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้กรมเจ้าท่าสอบถามกรมประมงว่าสามารถให้ผู้ยื่นคำขอ ดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้หรือไม่ และให้กรมประมงแจ้งให้กรมเจ้าท่าทราบภายในสามวันทำการ นับแต่วันที่ได้รับหนังสือสอบถามจากกรมเจ้าท่า ในกรณีที่กรมเจ้าท่าออกหนังสือรับรองให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้กรมเจ้าท่าและ กรมประมงร่วมกันดำเนินการตรวจสอบก่อนการอนุญาต ขณะดำเนินการ และหลังดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เสร็จสิ้น และให้หมายเหตุชื่อเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบไว้ในทะเบียนเรือหรือใบอนุญาตใช้เรือ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการดำเนินการของกรมเจ้าท่าและกรมประมง

  14. ๑๔

    ห้ามมิให้กรมเจ้าท่ารับจดทะเบียนเรือประมง ออกหรือต่อใบอนุญาตใช้เรือ หรือ โอนกรรมสิทธิ์เรือประมงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง หากไม่มีหนังสือรับรองจากกรมประมงว่าผู้ยื่น คำขอหรือเรือไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๘ (๑) (๒) และ

    (๓) โดยให้กรมประมงแจ้งให้กรมเจ้าท่า ทราบภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือสอบถามจากกรมเจ้าท่า

  15. ๑๕

    ในกรณีที่เจ้าของเรือประสงค์จะขอเพิกถอนทะเบียนเรือเพื่อนำเรือไปจดทะเบียน เป็นเรือสัญชาติอื่น หรือโอนกรรมสิทธิ์ให้คนสัญชาติอื่นและเรือดังกล่าวอยู่ในประเทศไทย ให้นายทะเบียน มีคำสั่งล็อกเรือไว้จนกว่าเจ้าของเรือจะนำเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนเรือสัญชาติอื่นมาแสดงต่อ กรมเจ้าท่าเพื่อทำการตรวจสอบก่อนการปลดล็อกเรือ และออกใบอนุญาตให้นำเรือออกนอกน่านน้ำไทย ต่อไป โดยห้ามมิให้นายทะเบียนเพิกถอนทะเบียนเรือกรณีที่เรืออยู่ในระหว่างการดำเนินคดี ในกรณีเรือไม่อยู่ในประเทศไทย นายทะเบียนจะดำเนินการเพิกถอนทะเบียนเรือหรืออนุญาต ให้โอนกรรมสิทธิ์เรือได้เมื่อเจ้าของเรือยื่นเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนเรือสัญชาติอื่นหรือมีหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขายเรือ พร้อมทั้งหลักฐานการแจ้งเรือออกจากท่าประเทศไทยและหลักฐานการแจ้ง เรือเข้าเมืองท่าปัจจุบัน ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้ใช้บังคับกับการขอเพิกถอนทะเบียนเรือหรือโอนกรรมสิทธิ์เรือ ที่ถูกล็อกไว้ก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับด้วย เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง เจ้าของเรือผู้ใดไม่นำเอกสารหรือหลักฐานมาแสดงต่อกรมเจ้าท่าตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้กรมเจ้าท่าแจ้งรายชื่อให้กรมประมงทราบ และห้ามมิให้กรมประมงออกใบอนุญาตทำการประมงให้แก่ บุคคลดังกล่าวเป็นระยะเวลาสิบปี

  16. ๑๖

    ภายใต้บังคับวรรคสอง ใบอนุญาตใช้เรือประมงตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือ ในน่านน้ำไทยให้มีอายุไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ออก โดยเจ้าของเรือต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาต ก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน และกรมเจ้าท่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จและมีคำสั่ง ก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ในกรณีที่ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุก่อนใบอนุญาตทำการประมง การต่ออายุใบอนุญาตต้อง กำหนดให้สิ้นอายุพร้อมกับใบอนุญาตทำการประมง ในกรณีที่เจ้าของเรือมายื่นขอใบอนุญาตใช้เรือพร้อม กับใบอนุญาตทำการประมง ให้กรมเจ้าท่าและกรมประมงร่วมกันดำเนินการให้สามารถยื่นที่ใดที่หนึ่ง และให้กรมเจ้าท่าและกรมประมงร่วมกันตรวจสอบและออกใบอนุญาต ในกรณีที่เจ้าของเรือยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุน้อยกว่าสิบห้าวัน ให้กรมเจ้าท่าสั่งให้จอดเรือไว้ที่ท่าจนกว่าจะได้รับการต่ออายุใบอนุญาต หากเจ้าของเรือฝ่าฝืน ให้กรมเจ้าท่า สั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ผู้ใดซึ่งมีหน้าที่ในการต่อใบอนุญาตใช้เรือตามวรรคหนึ่ง พิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน เวลาที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับตามขนาดของเรือตันกรอสละหนึ่งพันบาท

  17. ๑๗

    ห้ามมิให้กรมประมงออกใบอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำไทยและห้ามมิให้ อนุญาตให้เรือที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำไทยออกไปทำการประมงเว้นแต่กรมประมงจะ ได้ตรวจสอบและมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่า ผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตหรือผู้ได้รับใบอนุญาตอยู่ในสถานะ ที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และมาตรการของรัฐชายฝั่งหรือองค์การจัดการประมงระดับ ภูมิภาคระหว่างประเทศที่ประสงค์จะไปทำการประมง

  18. ๑๘

    ให้มีคณะกรรมการมาตรการทางปกครอง ประกอบด้วย อธิบดีกรมประมง เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกรมการจัดหางาน ผู้แทนกรมเจ้าท่า ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป็นกรรมการ และผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจพิจารณาและออกคำสั่งแทนอธิบดีกรมประมงหรือ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๑๓ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยให้ถือว่าคำสั่งของคณะกรรมการเป็นที่สุด เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง ในการออกคำสั่งปิดโรงงานตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ คณะกรรมการไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียง เป็นเสียงชี้ขาด ค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการที่จำเป็นต่อ การปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ให้เป็นตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการหรือ ตามระเบียบราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของกรมประมง ให้คณะกรรมการพิจารณาและออกคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในสามวันทำการนับแต่วันที่เลขานุการ เสนอเรื่องให้พิจารณา

  19. ๑๙

    เมื่อมีการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมงหรือกฎหมาย ว่าด้วยสิทธิการทำการประมงในเขตต์การประมงไทย และการกระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๐/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และแจ้งดำเนินคดี ผู้กระทำความผิดต่อพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งจัดทำเป็นรายงานส่งให้กองกฎหมาย กรมประมง ภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เมื่อมีการตรวจพบการกระทำความผิด ในกรณีที่พบการกระทำความผิดในทะเล ระยะเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงให้นับแต่เวลาที่พนักงาน เจ้าหน้าที่กลับถึงท่าเทียบเรือ ให้กองกฎหมาย กรมประมง เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการมาตรการทางปกครองเพื่อพิจารณา ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่กองกฎหมาย กรมประมง ได้รับรายงาน

  20. ๒๐

    การกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมงที่เกิดขึ้นก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผล ใช้บังคับ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเป็นผู้ตรวจพบการกระทำความผิดให้คณะกรรมการ มาตรการทางปกครองมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ การกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประมงที่เกิดขึ้นก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นเป็นผู้ตรวจพบการกระทำความผิด ให้หน่วยงานต้นสังกัดของ พนักงานเจ้าหน้าที่นั้นดำเนินการรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับคดี แล้วจัดทำเป็นหนังสือแจ้งไปยัง กรมประมงภายในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๐ และให้กองกฎหมาย กรมประมง เสนอต่อ คณะกรรมการมาตรการทางปกครองเพื่อให้พิจารณาและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง

  21. ๒๑

    เมื่อได้รับการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การประมง หรือกฎหมายว่าด้วยสิทธิการทำการประมงในเขตต์การประมงไทย ให้พนักงานสอบสวน ผู้มีอำนาจสอบสวนคดีส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการเปรียบเทียบ และให้คณะกรรมการเปรียบเทียบ พิจารณาและกำหนดการเปรียบเทียบ พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งจำนวนเงินค่าปรับตามที่กำหนดไปยัง ผู้ต้องหา ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากพนักงานสอบสวน หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้ เปรียบเทียบ ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีผู้กระทำ ความผิดต่อไป ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบ

  22. ๒๒

    ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเรือประมงลำใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง หรือกฎหมายว่าด้วยสิทธิการทำการประมงในเขตต์การประมงไทย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว หรือกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองไม่ว่าเรือประมงดังกล่าวจะ เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวซึ่งพบ การกระทำความผิดสั่งกักเรือไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และแจ้งให้กรมเจ้าท่าทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับจากออกคำสั่งกักเรือ เพื่อกำหนดจุดจอดเรือและให้ผู้อำนวยการดำเนินการล็อกเรือให้เสร็จสิ้นภายใน สามวันทำการนับแต่วันที่กรมเจ้าท่าได้รับแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และหากปรากฏว่าเรือลำดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ให้ศาลสั่งริบเสียทั้งสิ้น

  23. ๒๓

    การออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามคำสั่งนี้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วย วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

  24. ๒๔

    การส่งเอกสารหรือหนังสือตามคำสั่งนี้ให้สามารถส่งทางเครื่องมือสื่อสาร ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบและนำกลับมาใช้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลงได้

  25. ๒๕

    ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง และตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งนี้ ได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยและการช่วยเหลือด้านการเงินและ ด้านอื่นที่เกี่ยวข้องจากรัฐในกรณีที่ถูกดำเนินคดีตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

  26. ๒๖

    ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำการโดยทุจริตหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ตามคำสั่งนี้ ให้สันนิษฐานว่ากระทำความผิดทางวินัย อย่างร้ายแรง และให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรีบพิจารณาดำเนินการ ทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ ปล่อยปละละเลย ไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นความผิดวินัยหรือความผิดทางอาญา แล้วแต่กรณี เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๙๗ ง

  27. ๒๗

    บรรดาความผิดตามคำสั่งนี้ ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบได้ และ ในกรณีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการกระทำการประมงหรือขนถ่ายสัตว์น้ำ ให้คณะกรรมการมาตรการ ทางปกครองมีอำนาจออกคำสั่งตามกฎหมายว่าด้วยการประมง เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  28. ๒๘

    ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ แห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

  29. ๒๙

    คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เล่ม ๑๓๕ ตอนพิเศษ ๙๓ ง คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๘/๒๕๖๑ เรื่อง ยกเลิกบทบัญญัติบางประการในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่าด้วย การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ตามที่ได้มีการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา การทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ไปแล้วจำนวนหลายฉบับ จนทำให้ สภาพปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้รับการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที จนสามารถปฏิรูประบบ การบริหารจัดการเรือที่ใช้ทำการประมง การขนถ่ายสัตว์น้ำ การเก็บรักษาสัตว์น้ำ ตลอดจนการปรังปรุง มาตรการในการควบคุมและเฝ้าระวังการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จนกระทั่งในปัจจุบันได้มีการนำหลักเกณฑ์วิธีการในการแก้ไขปัญหา การทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ตามที่กำหนดไว้ในบรรดา คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายประการไปบัญญัติไว้ในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีเอกภาพ และไม่เกิดความสับสนแก่ผู้ที่จะอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใด จึงสมควรยกเลิกบทบัญญัติในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับ เพื่อมิให้มีความซ้ำซ้อน กับบทบัญญัติที่ได้นำไปกำหนดไว้แล้วในกฎหมายว่าด้วยการประมง เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหา ในการบังคับใช้และการตีความกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการปฏิรูปกฎหมายของประเทศให้มีเอกภาพ และมีเพียงเท่าที่จำเป็นตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

Where this text comes from
File published by
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาCouncil of State law index
Council of State index entry
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/14653ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — The licence is declared on this dataset record — it is the licence evidence for the whole text
Source file
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiMWMzMmUzMDctMTEwNy00YzkwLTllZDAtNjBlYmIwOGE3YWNmIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguITguKoxODkt4LiE4Liz4Liq4Lix4LmI4LiH4LiE4LiT4Liw4Lij4Lix4LiB4Lip4Liy4LiE4Lin4Liy4Lih4Liq4LiH4Lia4LmB4Lir4LmI4LiH4LiK4Liy4LiV4Li0LTI1NTgt4LieOTnguIctMSjguKPguKfguKHguYTguJ_guKXguYzguJbguLbguIfguITguY3guLLguKrguLHguYjguIfguKvguLHguKfguKvguJnguYnguLLguITguJPguLDguKPguLHguIHguKnguLLguITguKfguLLguKHguKrguIfguJrguYHguKvguYjguIfguIrguLLguJXguLQg4LiX4Li14LmIIDgtMjU2MeC5gOC4o-C4t-C5iOC4reC4hyDguKLguIHguYDguKXguLTguIHguJrguJfguJrguLHguI3guI3guLHguJXguLTguJrguLLguIfguJvguKPguLDguIHguLLguKPguYPguJnguITguY3guLLguKrguLHguYjguIfguKvguLHguKfguKvguJnguYnguLLguITguJPguLDguKPguLHguIHguKnguLLguITguKfguLLguKHguKrguIfguJrguYHguKvguYjguIfguIrguLLguJXguLTguKfguYjguLLguJTguYnguKfguKLguIHguLLguKPguYHguIHguYnguYTguILguJvguLHguI3guKvguLLguIHguLLguKPguJfguY3guLLguIHguLLguKPguJvguKPguLDguKHguIfguJzguLTguJTguIHguI4pLnBkZiJ9.uGabyONPYLwZ09FKNPACJmjVWf_Zm5o1iCbgQyvmXGE22 pages
File checksum
sha256:e1251aab76190c52f4866610ca9794b1a969aad5c819c43ff234eb6c2e4ab065Pulled at 2026-08-24T03:00:40.626Z
Text condition against the source
Checked by three methods; no defect found"No defect found" is not "correct" — all three methods have blind spots, listed on the methodology page
Text extraction
pdftotext -layoutPassed ai-law’s gates: ToUnicode repair · SARA AM restored · contiguous sections · OCR witness