๑๐. เอณิชังคสูตร เล่ม ๑๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทสมํ เอณิชงฺฆสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เอณิชังคสูตรที่ ๑๐
เอณิชงฺฆํ กิสํ วีรํ อปฺปาหารํ อโลลุปํ สีหํเวกจรํ นาคํ กาเมสุ อนเปกฺขินํ อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉาม กถํ ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ
ท. พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอทูลถามพระองค์ ผู้มีความเพียรซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มี ความโลภ เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มี ห่วงใยในกามทั้งหลาย บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ
ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺฐา ปเวทิตา เอตฺถ ฉนฺทํ วิราชิตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ สตฺติวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ สตฺติยา ผุสติ เจว ชฏา มโนนิวารณา อรหนฺเตน ปชฺโชโต สรา มหทฺธเนน จ จตุจกฺเกน นวมํ เอณิชงฺเฆน เต ทสาติ ฯ -------------
ภ. กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศแล้วในโลก บุคคลเลิกความพอใจในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้ อย่างนี้ ฯ จบสัตติวรรคที่ ๓ ----------------------------------------------------- สูตรที่กล่าวในสัตติวรรคนั้น สัตติสูตร ผุสติสูตร ชฏาสูตร มโน-*นิวารณสูตร อรหันตสูตร ปัชโชตสูตร สรสูตร มหัทธนสูตร จตุจักกสูตรเป็นที่ ๙ กับเอณิชังคสูตร ครบ ๑๐ ฉะนี้แล ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. เอณิชังฆสูตร ว่าด้วยพระผู้มีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย
เทวดากล่าวว่า พวกข้าพระองค์พากันมาเฝ้า ขอทูลถามพระองค์ ผู้มีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย มีพระวรกายสมส่วน มีความเพียร ฉันพระกระยาหารน้อย ไม่มีความโลเล เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปตามลำพัง ไม่มีความห่วงในกามทั้งหลาย ว่า บุคคลหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร @เชิงอรรถ : @ ชะเนาะ หมายถึงความผูกโกรธ (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๓) @ เชือกหนัง หมายถึงกิเลสมีทิฏฐิและวิจิกิจฉาเป็นต้น (สํ.ส.อ. ๑/๒๙/๕๓)@ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๐๙ หน้า ๑๒๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๓. สัตติวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศไว้ชัดแล้วในโลก บุคคลละความพอใจในนามรูป นี้ ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้ เอณิชังฆสูตรที่ ๑๐ จบ สัตติวรรคที่ ๓ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สัตติสูตร ๒. ผุสติสูตร ๓. ชฏาสูตร ๔. มโนนิวารณสูตร ๕. อรหันตสูตร ๖. ปัชโชตสูตร ๗. สรสูตร ๘. มหัทธนสูตร ๙. จตุจักกสูตร ๑๐. เอณิชังฆสูตร @เชิงอรรถ : @ กามคุณ หมายถึงกาม (สิ่งที่ทำให้เกิดความใคร่) (ที.สี.อ. ๑/๕๔๖/๓๓๕) ฉะนั้น กามคุณจึงหมายถึงสิ่งที่@ผูกพันสัตว์ไว้คือกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ @ นามรูป ในที่นี้หมายถึงนาม คือใจ และรูป คือกามคุณ ๕ (สํ.ส.อ. ๑/๓๐/๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเอณิชังฆสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในเอณิชังฆสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า เอณิชงฺฆํ แปลว่า มีพระชงฆ์ (แข้ง) กลมเรียวเรียบ ดังแข้งเนื้อทราย.
บทว่า กีสํ ได้แก่ มีพระสรีระสม่ำเสมอ ไม่อ้วน.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า มีพระตจะ (หนัง) มิได้เหี่ยวแห้ง คือมีพระสรีระงามโดยมิต้องพอกพูนด้วยกลิ่นดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ทั้งหลาย.
บทว่า วีรํ แปลว่า มีความเพียร.
บทว่า อปฺปาหารํ ได้แก่ มีอาหารน้อย เพราะความเป็นผู้รู้จักประมาณในการเสวยพระกระยาหาร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีอาหารน้อย เพราะมิได้เสวยในเวลาวิกาล.
บทว่า อโลลุปฺปํ แปลว่า ไม่มีความโลภ ได้แก่ทรงปราศจากความอยากในปัจจัย ๔. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีความโลภนี้ คือมิได้มีรสตัณหา.
บทว่า สีหํเวกจรํ นาคํ ได้แก่ เป็นเหมือนราชสีห์และช้างตัวประเสริฐเที่ยวไปโดดเดียว. เพราะว่าบุคคลผู้อยู่เป็นหมู่ ย่อมเป็นผู้ประมาท ผู้เที่ยวไปแต่ผู้เดียว ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท. เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้ไม่ประมาท ท่านจึงถือเอาว่า ผู้เที่ยวไปผู้เดียวนั่นแหละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺฐา ปเวทิตา เอตฺถ ฉนฺทํ วิราชิตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุจฺจติ. กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศแล้ว
ในโลก บุคคลเลิกความพอใจในนามรูปนี้ได้
แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้.
บทว่า ปเวทิตา แปลว่า ประกาศแล้ว คือบอกแล้ว.
บทว่า เอตฺถ แปลว่า ในนามรูปนี้.
จริงอยู่ รูปท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งกามคุณ ๕ ส่วนนาม ท่านถือเอาใจ.
ก็แล บัณฑิตควรถือเอานามและรูปทั้งสองโดยไม่แยกจากกัน แล้วพึงประกอบพื้นฐานในนามและรูปนี้ ด้วยสามารถแห่งธรรมมีขันธ์ ๕ เป็นต้นเถิด.
จบอรรถกถาเอณิชังฆสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถาสัตติวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------
สูตรที่กล่าวในสัตติวรรคนั้น
สัตติสูตร
ผุสติสูตร
ชฏาสูตร
มโนนิวารณสูตร
อรหันตสูตร
ปัชโชตสูตร
สรสูตร
มหัทธนสูตร
จตุจักกสูตร
เอณิชังคสูตร
ครบ ๑๐ ฉะนี้แล ฯ -----------------------------------------------------