๙. ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร เล่ม ๑๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙
๑๓๑ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวันเขตพระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะชื่อโกกนทา มีวรรณงาม ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
๑๓๒ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า หม่อมฉันชื่อว่าโกกนทา เป็นธิดาของท้าวปัชชุนนะ ย่อมไหว้ เฉพาะพระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์ ผู้เสด็จอยู่ในป่า เขต พระนครเวสาลี สุนทรพจน์ว่า ธรรมอันพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาจักษุ ตามตรัสรู้แล้วดังนี้ หม่อมฉันได้ยินแล้ว ในกาลก่อน แท้จริง หม่อมฉันนั้น เมื่อพระสุคตผู้เป็นมุนี ทรงแสดงอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ในกาลนี้ ชนเหล่าใดเหล่า หนึ่งมีปัญญาทราม ติเตียนธรรมอันประเสริฐเที่ยวไปอยู่ ชนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงโรรุวนรกอันร้ายกาจ ประสบทุกข์ ตลอดกาลนาน ส่วนชนทั้งหลายเหล่าใดแล ประกอบด้วย ความอดทนและความสงบในธรรมอันประเสริฐ ชนทั้งหลาย เหล่านั้น ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์ แล้วจักยังหมู่ เทวดาให้บริบูรณ์ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร ว่าด้วยธิดาของท้าวปัชชุนนะ สูตรที่ ๑
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วป่ามหาวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า หม่อมฉัน ชื่อโกกนทา เป็นธิดาของท้าวปัชชุนนะ ขอถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์ ผู้เสด็จอยู่ในป่า ใกล้กรุงเวสาลี หม่อมฉันได้ฟังสุนทรพจน์ในกาลก่อนว่า ธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุตรัสรู้แล้วโดยลำดับ บัดนี้เมื่อพระสุคตผู้เป็นมุนี ทรงแสดง(ธรรม)อยู่ หม่อมฉันจึงรู้ชัด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๕๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๔. สตุลลปกายิกวรรค ๑๐. ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร ชนเหล่าใดมีปัญญาทราม เที่ยวติเตียนธรรมอันประเสริฐ ชนเหล่านั้นย่อมบังเกิดในนรกชื่อโรรุวะอันทารุณ เสวยทุกข์ตลอดกาลนาน ชนเหล่าใดมีความอดทน และมีความสงบ เข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ชนเหล่านั้นละร่างกายอันเป็นของมนุษย์แล้ว จักบังเกิดเป็นเทวดาโดยสมบูรณ์ ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙ ต่อไป :-
บทว่า ปชฺชุนฺนสฺส ธีตา แปลว่า ธิดาของท้าวปัชชุนนะ.
อธิบายว่า ธิดาของท้าวจาตุมหาราชิกาผู้เป็นเทวราชของวัสสวลาหก ชื่อว่าท้าวปัชชุนนะ.
บทว่า อภิวนฺเท แปลว่า ย่อมไหว้.
อธิบายว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันย่อมไหว้พระยุคลบาทของพระองค์.
บทว่า จกฺขุมตา แปลว่า ผู้มีจักษุ.
อธิบายว่า เทพธิดากล่าวว่า สุนทรพจน์ว่า ธรรมอันพระตถาคตผู้มีจักษุด้วยจักษุ (จักษุ ๕ คือ มังสจักษุ, ทิพยจักษุ, ปัญญาจักษุ, พุทธจักษุและสมันตจักษุ) ๕ ตามตรัสรู้แล้ว หม่อมฉันได้ยินแล้วในสำนักแห่งชนเหล่าอื่นอย่างเดียวเท่านั้น.
บทว่า สาหํทานิ ตัดบทเป็น สา อหํ อิทานิ แปลว่า หม่อมฉันนั้น... ในกาลบัดนี้.
บทว่า สกฺขิ ชานามิ แปลว่า ย่อมรู้ประจักษ์ คือว่า ย่อมรู้ประจักษ์ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด.
บทว่า วิครหนฺตา แปลว่า ติเตียน คือได้แก่ ติเตียนอย่างนี้ว่า ธรรมนี้มีบทแห่งอักขระและพยัญชนะอันเลว หรือว่าธรรมนี้ไม่เป็นนิยยานิกะ.
บทว่า โรรุวํ แปลว่า โรรุวนรก. อธิบายว่า โรรุวนรกมี ๒ คือ ธูมโรรุวนรกและชาลโรรุวนรก.
ในนรก ๒ นั้น ธูมโรรุวนรกมีอยู่ส่วนหนึ่ง. ก็คำว่า ชาลโรรุวนรกนั้นเป็นชื่อของอเวจีมหานรก. เพราะว่า ในโรรุวนรกนั้น เมื่อไฟโพลงอยู่ๆ สัตว์ทั้งหลายย่อมร้องบ่อยๆ เพราะฉะนั้น นรกนั้น ท่านจึงเรียกว่า โรรุวะ ดังนี้.
บทว่า โฆรํ แปลว่า ร้ายกาจ ได้แก่ทารุณ.
บทว่า ขนฺติยา อุปสเมน อุเปตา แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความอดทนและความสงบ.
อธิบายว่า ครั้นชอบใจแล้ว ครั้นอดทนแล้ว จึงชื่อว่าประกอบแล้วด้วยขันติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและความสงบจากกิเลสมีราคะเป็นต้น ดังนี้แล.
จบอรรถกถาปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------