๗. คัททูลสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๕๖สาวตฺถี ฯ อาราเม ฯ อนมตคฺคายํ ภิกฺขเว สํสาโร ปุพฺพา โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ สนฺธาวตํ สํสรตํ ฯ โหติ โส ภิกฺขเว สมโย ยํ มหาสมุทฺโท อุสฺสุสฺสติ วิสุสฺสติ น ภวติ ฯ น เตฺววาหํ ภิกฺขเว อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ สนฺธาวตํ สํสรตํ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยํ วทามิ ฯ โหติ โส ภิกฺขเว สมโย ยํ สิเนรุ ปพฺพตราชา ฑยฺหติ วินสฺสติ น ภวติ ฯ น เตฺววาหํ ภิกฺขเว อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ สนฺธาวตํ สํสรตํ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยํ วทามิ ฯ โหติ โส ภิกฺขเว สมโย ยํ มหาปฐวี ฑยฺหติ วินสฺสติ น ภวติ ฯ น เตฺววาหํ ภิกฺขเว อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ สนฺธาวตํ สํสรตํ ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยํ วทามิ ฯ
๒๕๗เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สา คทฺทูลพนฺโธ ทฬฺเห ขีเล วา ถมฺเภ วา อุปนิพนฺโธ ตเมว ขีลํ วา ถมฺภํ วา อนุปริธาวติ อนุปริวตฺตติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ โส รูปญฺเญว อนุปริธาวติ อนุปริวตฺตติ เวทนญฺเญว ฯ สญฺญญฺเญว ฯ สงฺขาเร เยว ฯ วิญฺญาณญฺเญว อนุปริธาวติ อนุปริวตฺตติ ฯ โส รูปํ อนุปริธาวํ อนุปริวตฺตํ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ อนุปริธาวํ อนุปริวตฺตํ น ปริมุจฺจติ รูปมฺหา น ปริมุจฺจติ เวทนาย น ปริมุจฺจติ สญฺญาย น ปริมุจฺจติ สงฺขาเรหิ น ปริมุจฺจติ วิญฺญาณมฺหา น ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ น ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ {๒๕๗.๑} สุตวา จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม สุวินีโต น รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ น วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ โส รูปํ นานุปริธาวติ นานุปริวตฺตติ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ นานุปริธาวติ นานุปริวตฺตติ ฯ โส รูปํ อนนุปริธาวํ อนนุปริวตฺตํ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ อนนุปริธาวํ อนนุปริวตฺตํ ปริมุจฺจติ รูปมฺหา ปริมุจฺจติ เวทนาย ปริมุจฺจติ สญฺญาย ปริมุจฺจติ สงฺขาเรหิ ปริมุจฺจติ วิญฺญาณมฺหา ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. คัททูลพัทธสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยสุนัขถูกล่าม
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด) นี้มีเบื้องต้นเบื้องปลายที่ใครๆ รู้ไม่ได้ เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไป มหาสมุทรยังมีเวลาเหือดแห้งไป มีอยู่ไม่ได้ แต่เราก็มิได้กล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปอยู่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ขุนเขาสิเนรุยังมีเวลาถูกไฟเผาพินาศไป มีอยู่ไม่ได้ แต่เราก็มิได้กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปอยู่ จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๘๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค ๗. คัททูลพัทธสูตร แผ่นดินใหญ่ยังมีเวลาถูกไฟเผาพินาศไป มีอยู่ไม่ได้ แต่เราก็มิได้กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปอยู่ จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ สุนัขที่เขาผูกไว้ด้วยเชือก ล่ามไว้ที่หลักหรือเสาที่แข็งแรง วิ่งวนเวียนหลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ได้เห็นพระอริยะ ... ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ... พิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา ... สัญญา ... พิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ ปุถุชนนั้นแล่นวนเวียนอยู่กับรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร แล่นวนเวียนอยู่กับวิญญาณ เมื่อเขาแล่นวนเวียนอยู่กับรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขารเมื่อแล่นวนเวียนอยู่กับวิญญาณ เรากล่าวว่า ไม่พ้นจากรูป ไม่พ้นจากเวทนาไม่พ้นจากสัญญา ไม่พ้นจากสังขาร ไม่พ้นจากวิญญาณ ไม่พ้นจากชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส และชื่อว่าไม่พ้นจากทุกข์’ ภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ได้เห็นพระอริยะ ... ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ... ไม่พิจารณาเห็นเวทนา ... ไม่พิจารณาเห็นสัญญา ... ไม่พิจารณาเห็นสังขาร ... ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ไม่พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณไม่พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา หรือไม่พิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ อริยสาวกนั้นไม่แล่นวนเวียนอยู่กับรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ไม่แล่นวนเวียนอยู่กับวิญญาณ เมื่อเธอไม่แล่นวนเวียนอยู่กับรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขารไม่แล่นวนเวียนอยู่กับวิญญาณ ย่อมพ้นจากรูป ย่อมพ้นจากเวทนา ย่อมพ้นจากสัญญา ย่อมพ้นจากสังขาร ย่อมพ้นจากวิญญาณ เรากล่าวว่า ‘ย่อมพ้นจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส และย่อมพ้นจากทุกข์”คัททูลพัทธสูตรที่ ๗ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๙๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาคัททูลสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในคัททูลสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยํ มหาสมุทฺโท ความว่า ในสมัยใด เมื่อพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ อุทัยขึ้น มหาสมุทร (ทะเลหลวง) ก็จักเหือดแห้ง.
บทว่า ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยํ ความว่า เราตถาคตไม่กล่าว ถึงการกระทำที่สุด คือการสิ้นสุดแห่งวัฏฏทุกข์ของสัตบุรุษผู้ยังมิได้แทงตลอดอริยสัจจ์ ๔ แล้ว ถูกอวิชชาร้อยรัดไว้แล้ว. (ปาฐะว่า วทามิ ฉบับพม่าเป็น น วทามิ แปลตามฉบับพม่า)
บทว่า คทฺทูลพนฺโธ ได้แก่ สุนัขที่ถูกล่ามโซ่.
บทว่า ขีเล คือ ที่เสาใหญ่ที่ยังไม่ได้ตอกลงในแผ่นดิน.
บทว่า ถมฺเภ คือ ที่เสา (เล็ก) ที่ฝังไว้.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-
คนพาลที่อาศัยวัฏฏะ พึงทราบว่า เปรียบเหมือนสุนัข.
ทิฏฐิ พึงทราบว่า เปรียบเหมือนโซ่ตรวน.
สักกายะ พึงทราบว่า เปรียบเหมือนเสา.
การหมุนไปตามสักกายะของปุถุชนผู้ถูกผูกติดไว้ที่กายของตนด้วยทิฏฐิและตัณหา พึงทราบว่า เหมือนการวิ่งวนรอบเสาของสุนัข ตัวที่ถูกล่ามโซ่และเชือกไว้ติดกับเสา.
จบอรรถกถาคัททูลสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------