ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๕๑

๑๑. ยวกลาปิสูตร ๑๒. เทวาสุรสังคามสูตร เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕๑–๓๕๘ลำดับ 194 จาก 292 ในสฬายตนวรรคพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยวกลาปิ จาตุมฺมหาปเถ นิกฺขิตฺตา อสฺส อถ ฉ ปุริสา อาคจฺเฉยฺยุํ พฺยาภงฺคิหตฺถา เต เยน ยวกลาปึ ฉหิ พฺยาภงฺคีหิ หเนยฺยุํ เอวํ หิ สา ภิกฺขเว ยวกลาปิ สุหตา อสฺส ฉหิ พฺยาภงฺคีหิ หญฺญมานา อถ สตฺตโม ปุริโส อาคจฺเฉยฺย พฺยาภงฺคิหตฺโถ โส ตํ ยวกลาปึ สตฺตมาย พฺยาภงฺคิยา หเนยฺย เอวํ หิ สา ภิกฺขเว ยวกลาปิ สุหตตรา อสฺส สตฺตมาย พฺยาภงฺคิยา หญฺญมานา ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อสฺสุตฺวา ปุถุชฺชโน จกฺขุสฺมึ หญฺญติ มนาปามนาเปหิ รูเปหิ ฯเปฯ ชิวฺหาย หญฺญติ มนาปามนาเปหิ รเสหิ ฯเปฯ มนสฺมึ หญฺญติ มนาปามนาเปหิ ธมฺเมหิ ฯ สเจ โส ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อายตึ ปุนพฺภวาย เจเตติ ฯ เอวํ หิ โส ภิกฺขเว โมฆปุริโส สุหตตโร โหติ เสยฺยถาปิ สา ยวกลาปิ สตฺตมาย พฺยาภงฺคิยา หญฺญมานาติ ฯ เอกาทสมํ ฯ

ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว เทวาสุรสงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อโหสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท อสุเร อามนฺเตสิ สเจ มาริสา เทวาสุรสงฺคาเม สมุปพฺยูเฬฺห อสุรา ชิเนยฺยุํ เทวา ปราชิเนยฺยุํ เยน นํ สกฺกํ เทวานมินฺทํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา มม สนฺติเก อาเนยฺยาถ อสุรปุรนฺติ ฯ สกฺโกปิ โข ภิกฺขเว เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ สเจ มาริสา เทวาสุรสงฺคาเม สมุปพฺยูเฬฺห เทวา ชิเนยฺยุํ อสุรา ปราชิเนยฺยุํ เยน นํ เวปจิตฺติอสุรินฺทํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา มม สนฺติเก อาเนยฺยาถ สุธมฺมํ เทวสภนฺติ ฯ ตสฺมึ โข ปน ภิกฺขเว สงฺคาเม เทวา ชินึสุ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา เวปจิตฺติอสุรินฺทํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส สนฺติเก อาเนสุํ สุธมฺมํ เทวสภํ ฯ

ตตฺร สุทํ ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺโธ โหติ ฯ ยทา จ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติสฺส อสุรินฺทสฺส เอวํ โหติ ธมฺมิกา โข เทวา อธมฺมิกา อสุรา อิทานาหํ เทวปุรํ คจฺฉามีติ ฯ อถ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ มุตฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ทิพฺเพหิ จ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิโต สมงฺคีภูโต ปริจาเรติ ฯ ยทา จ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติสฺส อสุรินฺทสฺส เอวํ โหติ ธมฺมิกา โข อสุรา อธมฺมิกา เทวา ตตฺเถวทานาหํ อสุรปุรํ คมิสฺสามีติ ฯ อถ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ทิพฺเพหิ จ ปญฺจหิ กามคุเณหิ ปริหายติ ฯ เอวํ สุขุมํ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติพนฺธนํ ตโต สุขุมตรํ มารพนฺธนํ ฯ มญฺญมาโน โข ภิกฺขเว พนฺโธ มารสฺส อมญฺญมาโน มุตฺโต ปาปิมโต ฯ

อสฺมีติ ภิกฺขเว มญฺญิตเมตํ อยมหมสฺมีติ มญฺญิตเมตํ ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ น ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ มญฺญิตเมตํ ฯ มญฺญิตํ ภิกฺขเว โรโค มญฺญิตํ คณฺโฑ มญฺญิตํ สลฺลํ ตสฺมาติห ภิกฺขเว อมญฺญมาเนน เจตสา วิหริสฺสามีติ ฯ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

อสฺมีติ ภิกฺขเว อิญฺชิตเมตํ อยมหมสฺมีติ อิญฺชิตเมตํ ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ น ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ อิญฺชิตเมตํ ฯ อิญฺชิตํ ภิกฺขเว โรโค อิญฺชิตํ คณฺโฑ อิญฺชิตํ สลฺลํ ตสฺมาติห ภิกฺขเว อนิญฺชิยมาเนน เจตสา วิหริสฺสามาติ ฯ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

อสฺมีติ ภิกฺขเว ผนฺทิตเมตํ อยมหมสฺมีติ ผนฺทิตเมตํ ภวิสฺสนฺติ ฯเปฯ น ภวิสฺสนฺติ ฯ รูปี ภวิสฺสนฺติ ฯ อรูปี ภวิสฺสนฺติ ฯ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ ฯ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ ฯ เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ ผนฺทิตเมตํ ฯ ผนฺทิตํ ภิกฺขเว โรโค ผนฺทิตํ คณฺโฑ ผนฺทิตํ สลฺลํ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว อผนฺทิยมาเนน เจตสา วิหริสฺสามาติ ฯ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

อสฺมีติ ภิกฺขเว ปปญฺจิตเมตํ อยมหมสฺมีติ ปปญฺจิตเมตํ ภวิสฺสนฺติ ฯเปฯ น ภวิสฺสนฺติ ฯ รูปี ภวิสฺสนฺติ ฯ อรูปี ภวิสฺสนฺติ ฯ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ ฯ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ ฯ เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ ปปญฺจิตเมตํ ฯ ปปญฺจิตํ ภิกฺขเว โรโค ปปญฺจิตํ คณฺโฑ ปปญฺจิตํ สลฺลํ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว นิปฺปปญฺเจน เจตสา วิหริสฺสามาติ ฯ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ

อสฺมีติ ภิกฺขเว มานคตเมตํ อยมหมสฺมีติ มานคตเมตํ ภวิสฺสนฺติ มานคตเมตํ น ภวิสฺสนฺติ มานคตเมตํ รูปี ภวิสฺสนฺติ มานคตเมตํ อรูปี ภวิสฺสนฺติ มานคตเมตํ สญฺญี ภวิสฺสนฺติ มานคตเมตํ อสญฺญี ภวิสฺสนฺติ มานคตเมตํ เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสนฺติ มานคตเมตํ ฯ มานคตเมตํ ภิกฺขเว โรโค มานคตเมตํ คณฺโฑ มานคตเมตํ สลฺลํ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว นิหตมาเนน เจตสา วิหริสฺสามาติ ฯ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ ทฺวาทสมํ ฯ อาสีวิสวคฺโค จตุตฺโถ ฯ ตสฺสุทฺทานํ อาสีวิโส รโถ กุมฺโม เทฺวทารุกฺขนฺเธน อวสฺสุโต ทุกฺขธมฺมา กึสุกา วีณา ฉปฺปาณา ยวกลาปิเกน จาติ ฯ จตุปณฺณาสเก วคฺคสฺสุทฺทานํ นนฺทิกฺขยา สฏฺฐินยา สมุทฺโท อุทเกน จ จตุปณฺณาสกา เอเต นิปาเตสุ ปกาสิตาติ ฯ -------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๑. ยวกลาปิสูตร ว่าด้วยฟ่อนข้าวเหนียว

ข้อ ๒๔๘

“ภิกษุทั้งหลาย ฟ่อนข้าวเหนียว บุคคลกองไว้ที่ถนนใหญ่สี่แยก ลำดับนั้น บุรุษ ๖ คนถือไม้คานเดินมา พวกเขาช่วยกันนวดฟ่อนข้าวเหนียวด้วยไม้คานทั้ง ๖อัน ฟ่อนข้าวเหนียวนั้นถูกนวดอย่างดีด้วยไม้คาน ๖ อันอย่างนี้ ต่อมา บุรุษคนที่ ๗ ถือไม้คานเดินมา เขาพึงนวดฟ่อนข้าวเหนียวนั้นด้วยไม้คานอันที่ ๗ ฟ่อนข้าวเหนียวนั้นถูกนวดด้วยไม้คานอันที่ ๗ พึงถูกนวดดีกว่าอย่างนี้ แม้ฉันใด ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับก็ฉันนั้นเหมือนกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๕}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๑๑. ยวกลาปิสูตร ถูกรูปที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจกระทบตา ฯลฯ ถูกรสที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจกระทบลิ้น ฯลฯ ถูกธรรมารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจกระทบใจ ถ้าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนั้นย่อมคิดเพื่อจะเกิดอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ปุถุชนนั้นย่อมเป็นโมฆบุรุษผู้ถูกอายตนะภายนอกกระทบอย่างหนักเหมือนฟ่อนข้าวเหนียวที่ถูกนวดด้วยไม้คานอันที่ ๗ ฉะนั้น สงครามระหว่างเทวดากับอสูร ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกัน ครั้งนั้น ท้าวเวปจิตติจอมอสูรรับสั่งเรียกพวกอสูรมาตรัสว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลายถ้าเมื่อสงครามระหว่างเทวดากับอสูรรบประชิดกัน พวกอสูรพึงชนะ พวกเทวดาพึงพ่ายแพ้ เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงจองจำท้าวสักกะจอมเทพนั้นด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอ แล้วนำมายังเมืองอสูรในสำนักของเรา ฝ่ายท้าวสักกะจอมเทพก็รับสั่งเรียกพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อสงครามระหว่างเทวดากับอสูรประชิดกัน พวกเทวดาพึงชนะ พวกอสูรพึงพ่ายแพ้ เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงจองจำท้าวเวปจิตติจอมอสูรนั้นด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอแล้วนำมายังเทวสภาชื่อสุธรรมาในสำนักของเรา สงครามครั้งนั้น พวกเทวดาชนะ พวกอสูรพ่ายแพ้ ต่อมา พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ได้จองจำท้าวเวปจิตติจอมอสูรด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอแล้วนำมายังเทวสภาชื่อสุธรรมาในสำนักของท้าวสักกะจอมเทพ ได้ยินว่า ท้าวเวปจิตติจอมอสูรถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอ ในกาลที่ท้าวเวปจิตติจอมอสูรทรงดำริว่า “พวกเทวดาตั้งอยู่ในธรรม พวกอสูรไม่ตั้งอยู่ในธรรม บัดนี้เราจักไปยังเทพนคร” ท้าวเวปจิตติจอมอสูรย่อมพิจารณาเห็นตนพ้นจากเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอ และเป็นผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อม บำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๖}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิาวรรค ๑๑. ยวกลาปิสูตร ในกาลที่ท้าวเวปจิตติจอมอสูรทรงดำริว่า “พวกอสูรตั้งอยู่ในธรรม พวก เทวดาไม่ตั้งอยู่ในธรรม บัดนี้เราจักไปยังเมืองอสูร” ท้าวเวปจิตติจอมอสูรพิจารณาเห็นตนถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอ และเสื่อมจากกามคุณ๕ อันเป็นทิพย์ ภิกษุทั้งหลาย เครื่องจองจำท้าวเวปจิตติละเอียดอย่างนี้ เครื่องจองจำของมารละเอียดยิ่งกว่านั้น บุคคลเมื่อกำหนดหมายก็ถูกมารผูกมัดไว้ เมื่อไม่กำหนดหมายก็พ้นจากมารผู้มีบาป ความกำหนดหมายเป็นต้นเป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร ภิกษุทั้งหลาย ความกำหนดหมายว่า “เรามี” ความกำหนดหมายว่า “เราเป็นนี้” ความกำหนดหมายว่า “เราจักมี” ความกำหนดหมายว่า “เราจักไม่มี”ความกำหนดหมายว่า “เราจักเป็นผู้มีรูป” ความกำหนดหมายว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีรูป” ความกำหนดหมายว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญา” ความกำหนดหมายว่า“เราจักเป็นผู้ไม่มีสัญญา” ความกำหนดหมายว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ความกำหนดหมายเป็นโรค ความกำหนดหมายเป็นหัวฝี ความกำหนด หมายเป็นลูกศร เพราะฉะนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักมีจิตไม่กำหนดหมายอยู่” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ความหวั่นไหวว่า “เรามี” ความหวั่นไหวว่า “เราเป็นนี้”ความหวั่นไหวว่า “เราจักมี” ความหวั่นไหวว่า “เราจักไม่มี” ความหวั่นไหวว่า“เราจักเป็นผู้มีรูป” ความหวั่นไหวว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีรูป” ความหวั่นไหวว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญา” ความหวั่นไหวว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีสัญญา” ความหวั่นไหวว่า“เราจักเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ความหวั่นไหวเป็นโรค ความหวั่นไหวเป็นหัวฝี ความหวั่นไหวเป็นลูกศร เพราะฉะนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักมีจิตไม่หวั่นไหวอยู่” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๗}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิาวรรค ๑๑. ยวกลาปิสูตร ภิกษุทั้งหลาย ความดิ้นรนว่า “เรามี” ความดิ้นรนว่า “เราเป็นนี้” ความดิ้นรนว่า “เราจักมี” ความดิ้นรนว่า “เราจักไม่มี” ความดิ้นรนว่า “เราจักเป็นผู้มีรูป” ความดิ้นรนว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีรูป” ความดิ้นรนว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญา” ความดิ้นรนว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีสัญญา” ความดิ้นรนว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ความดิ้นรนเป็นโรค ความดิ้นรนเป็นหัวฝี ความดิ้นรนเป็นลูกศร เพราะฉะนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักมีจิตไม่ดิ้นรนอยู่” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ความปรุงแต่งว่า “เรามี” ความปรุงแต่งว่า “เราเป็นนี้”ความปรุงแต่งว่า “เราจักมี” ความปรุงแต่งว่า “เราจักไม่มี” ความปรุงแต่งว่า“เราจักเป็นผู้มีรูป” ความปรุงแต่งว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีรูป” ความปรุงแต่งว่า“เราจักเป็นผู้มีสัญญา” ความปรุงแต่งว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีสัญญา” ความปรุงแต่งว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ความปรุงแต่งเป็นโรค ความปรุงแต่งเป็นหัวฝี ความปรุงแต่งเป็นลูกศร เพราะฉะนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักมีจิตไม่ปรุงแต่งอยู่” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ความถือตัวว่า “เรามี” ความถือตัวว่า “เราเป็นนี้” ความถือตัวว่า “เราจักมี” ความถือตัวว่า “เราจักไม่มี” ความถือตัวว่า “เราจักเป็นผู้มีรูป” ความถือตัวว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีรูป” ความถือตัวว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญา”ความถือตัวว่า “เราจักเป็นผู้ไม่มีสัญญา” ความถือตัวว่า “เราจักเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ความถือตัวเป็นโรค ความถือตัวเป็นหัวฝี ความถือตัวเป็นลูกศร เพราะฉะนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราทั้งหลายจักมีจิตไม่ถือตัวอยู่” ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล" ยวกลาปิสูตรที่ ๑๑ จบ อาสีวิสวรรคที่ ๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๘}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ รวมพระสูตรที่มีในวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อาสีวิโสปมสูตร ๒. รโถปมสูตร ๓. กุมโมปมสูตร ๔. ปฐมทารุกขันโธปมสูตร ๕. ทุติยทารุกขันโธปมสูตร ๖. อวัสสุตปริยายสูตร ๗. ทุกขธัมมสูตร ๘. กิงสุโกปมสูตร ๙. วีโณปมสูตร ๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร ๑๑. ยวกลาปิสูตร จตุตถปัณณาสก์ในสฬายตนวรรค จบบริบูรณ์ รวมวรรคที่มีในจตุตถปัณณาสก์นี้ คือ ๑. นันทิกขยวรรค ๒. สัฏฐิเปยยาลวรรค ๓. สมุททวรรค ๔. อาสีวิสวรรค สฬายตนสังยุต จบบริบูรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๖๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถายวกลาปิสูตรที่ ๑๑

ในยวกลาปิสูตรที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ยวกลาปิ ได้แก่ ฟ่อนข้าวเหนียวที่เขาเกี่ยววางไว้.

บทว่า พฺยภงฺคิหตฺถา ความว่า มีไม้คานหาบในมือ.

บทว่า พฺยาภงฺคีหิ หเนยฺยุํ ความว่า ฟาดด้วยไม้คานหาบที่หนาๆ ๖ คาน.

บทว่า สตฺตโม ความว่า เมื่อคนทั้ง ๖ คนเหล่านั้นนวดข้าวเหนียว บรรจุเต็มกระสอบแล้วไป คนที่ ๗ อีกคนก็มา.

____________________________

ปาฐะว่า ลายิตฺวา ฉบับพม่าเป็น โปเถตฺวา แปลตามฉบับพม่า.

บทว่า สุหตตรา อสฺส ความว่า เขาฟาดให้แหลกเพื่อถือเอาสิ่งที่เหลืออยู่ในฟ่อนข้าวนั้น แม้เพียงแกลบและฟาง.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีอธิบายว่า อายตนะ ๖ พึงเห็นเหมือนทางใหญ่ ๔ แพร่ง สัตว์ (ผู้ที่เป็นเจ้าของอายตนะ) พึงเห็นเหมือนฟ่อนข้าวเหนียวที่เขาเก็บไว้ที่ทางใหญ่ ๔ แพร่ง.

อารมณ์ ๑๘ คือ อิฏฐารมณ์ ๖ อนิฏฐารมณ์ ๖ มัชฌัตตารมณ์ ๖ พึงเห็นเหมือนไม้คานหาบทั้ง ๖ คาน กิเลสที่ปรารถนาภพ พึงเห็นเหมือนไม้คานหาบที่ ๗. ฟ่อนข้าวเหนียวที่เขาวางไว้ที่ทางใหญ่ ๔ แพร่ง ย่อมถูกไม้คานหาบ ๖ คานฟาดฉันใด

สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกท่อนไม้คืออารมณ์ทั้ง ๑๘ กระทบกระทั่งที่อายตนะทั้ง ๖. สัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสที่ปรารถนาภพ กระทบกระทั่งจนอานแล้วเสวยทุกข์มีภพเป็นมูลเหมือนสัตว์ที่ถูกไม้คานหาบคานที่ ๗ ฟาดกระหน่ำให้แหลกฉะนั้น.

____________________________

ปาฐะว่า อารมฺมณกณฺฏเกหิ ฉบับพม่าเป็น อารมฺมณทณฺฑเกหิ แปลตามฉบับพม่า. จบอรรถกถายวกลาปิสูตรที่ ๑๑

อรรถกถาเทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒

สูตรที่ ๑๒ อรรถกถาแก้รวมไว้ในสูตรที่ ๑๑ ในที่นี้แยกไว้ต่างหาก

บัดนี้เพื่อจะแสดงกิเลสที่ปรารถนาภพนั้น ของสัตว์เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภุตปุพฺพํ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า ตตฺร โยค เทวสภายํ เป็นสัตตมีวิภัตติ (แปลว่า ในเทวสภานั้น). อธิบายว่า ใกล้ประตูเทวสภา ชื่อว่าสุธรรมา.

ด้วยบทว่า ธมฺมิกา โข เทวา นี้ ท้าวเวปจิตติผู้เป็นอสุราธิบดี กล่าวหมายเอาทวยเทพเหล่านี้ผู้ทรงธรรม ซึ่งจับอสุราธิบดีผู้เช่นเราด้วยเครื่องจองจำมีคอเป็นที่ ๕ แล้ว แต่ไม่ทำแม้เพียงการทำลายเรา.

ด้วยบทว่า อธมฺมิกา เทวา ท้าวเวปจิตติ กล่าวหมายเอาทวยเทพเหล่านี้ผู้ไม่ทรงธรรม ซึ่งจับอสุราธิบดีผู้เช่นเราแล้ว จองจำด้วยเครื่องจองจำมีคอเป็นที่ ๕ แล้วให้นอนอยู่ เหมือนผูกหมูไว้กับคูถใหม่ฉะนั้น.

บทว่า เอวํ สุขุมํ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติพนฺธนํ ความว่า ดูเหมือนว่า เครื่องผูกนั้นเป็นเครื่องผูกที่ละเอียด เหมือนกับใยก้านปทุมและเหมือนใยตาข่ายแมงมุม แต่ใครๆ ไม่อาจตัดได้ด้วยมีดและขวานได้ แต่เพราะเหตุนี้มีการก่อกำเนิดขึ้นด้วยจิตนั่นเองและจะหลุดพ้นก็ด้วยจิต ฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า เครื่องผูกของอสูรชื่อเวปจิตติ.

บทว่า ตโต สุขุมตรํ มารพนฺธนํ ความว่า แต่เครื่องผูกคือกิเลสนี้ละเอียดกว่าเครื่องผูกของท้าวเวปจิตตินั้น คือไม่ไปสู่คลองแห่งจักษุ (ไม่ผ่านตา) ได้แก่ไม่ปิดกั้นอิริยาบถไว้ เนื่องด้วยสัตว์ทั้งหลายถูกเครื่องผูกคือกิเลสผูกมัดไว้ จะไปก็ได้ มาก็ได้ ในพื้นปฐพีบ้าง บนอากาศบ้าง ไกล ๑๐๐ โยชน์ก็มี ๑,๐๐๐ โยชน์ก็มี เพราะเครื่องผูกนี้เมื่อจะขาดก็ขาดด้วยญาณ ไม่ใช่ด้วยอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นเครื่องผูกที่จะหลุดพ้นไปได้ด้วยญาณบ้าง.

บทว่า มญฺญมาโน ความว่า สำคัญ (ยึดถือ) อยู่ซึ่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจ ตัณหา ทิฏฐิและมานะ.

บทว่า พนฺโธ มารสฺส ความว่า ถูกผูกด้วยเครื่องผูกของมาร.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มารสฺส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถของตติยาวิภัตติ หมายความว่า ถูกผูกมัดไว้ด้วยกิเลสมาร.

บทว่า มุตฺโต ปาปิมโต ความว่า พ้นแล้วจากเครื่องผูกของมาร.

อีกอย่างหนึ่งคำว่า ปาปิมโต นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถ ของตติยาวิภัตติเหมือนกัน. หมายความว่า หลุดพ้นแล้วจากมารผู้ลามก คือจากเครื่องผูก คือกิเลสนั่นเอง.

____________________________

ปาฐะว่า กรเณเยว ฉบับพม่าเป็น กรณตฺเตเยว แปลตามฉบับพม่า.

ด้วยบทว่า อสฺมิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความสำคัญด้วยอำนาจตัณหา.

ด้วยบทว่า อยหมสฺมิ ตรัสความสำคัญทิฏฐิด้วยอำนาจ สัสสตทิฏฐิเหมือนกัน.

ด้วยบทว่า น ภวิสฺสนฺติ ตรัสไว้ด้วยอำนาจอุจเฉททิฏฐิ.

บทว่า รูปี เป็นต้น บ่งถึงประเภทของสัสสตทิฏฐินั่นเอง.

____________________________

ปาฐะว่า สสฺสตวเสน ฉบับพม่าเป็น สสฺสตสฺเสว แปลตามฉบับพม่า.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ความสำคัญที่เป็นความเจ็บป่วย ชื่อว่าเป็นทั้งโรค เป็นทั้งฝี เป็นทั้งลูกศร เพราะอำนาจความใคร่ที่มีโทษะอยู่ภายใน

คำว่า อิญฺชิตํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงอาการของตัณหาและสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิเหล่านั้น เพราะสัตว์ทั้งหลายหวั่นไหว ดิ้นรน ชักช้าและถึงอาการประมาทแล้ว ด้วยกิเลสเหล่านี้.

____________________________

ปาฐะว่า สมคฺคา การํปตฺตา ฉบับพม่าเป็น ปมตฺตาการปตฺตา แปลตามฉบับพม่า.

แต่ในมานคตวาระ มีอรรถาธิบายว่า การไปของมานะ ชื่อว่ามานคตะ ได้แก่เป็นไปด้วยมานะ. มานคตะ ก็คือมานะนั่นเอง เหมือน (คำว่า) คูถคตะ มุตฺตคตะ (ก็เท่ากับคูถะมุตะ)

____________________________

ปาฐะว่า มานํ ปวตฺตติ ฉบับพม่าเป็น มานํ ปวตฺตติ แปลตามฉบับพม่า.

ปาฐะว่า คตํ ฉบับพม่าเป็น มานคตํ แปลตามฉบับพม่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺมิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจมานะที่สัมปยุตด้วยตัณหา (หมายถึงมานะประกอบกับตัณหา)

บทว่า อหมสฺมิ ตรัสไว้ด้วยอำนาจทิฏฐิ (ทรงหมายถึงทิฏฐิอย่างเดียว).

ถ้าจะมีคำถามว่า มานะ ชื่อว่าสัมปยุตด้วยทิฏฐิไม่มี ไม่ใช่หรือ.

ตอบว่า เออ ไม่มี แต่เพราะยังละมานะไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าทิฏฐิ จึงยังมีอยู่. คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสหมายเอาทิฏฐิที่มีมานะเป็นมูล.

คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นดังนี้แล.

จบอรรถกถาเทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒ จบอาสีวิสวรรคที่ ๔ จบอรรถกถาสฬายตนสังยุตต์ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อาสีวิสสูตร

๒. รถสูตร

๓. กุมมสูตร

๔. ทารุขันธสูตรที่ ๑

๕. ทารุขันธสูตรที่ ๒

๖. อวัสสุตสูตร

๗. ทุกขธรรมสูตร

๘. กึสุกสูตร

๙. วีณาสูตร

๑๐. ฉัปปาณสูตร

๑๑. ยวกลาปิสูตร

๑๒. เทวาสุรสังคามสูตร ฯ -----------------------------------------------------

รวมวรรคที่มีในจตุปัณณาสก์ คือ

๑. นันทิขยวรรค

๒. สัฏฐินยวรรค

๓. สมุททวรรค

๔. อาสีวีสวรรค ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา