ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๒๕

พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในปัณณาสก์ เล่ม ๒๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๕–๔๓๙ลำดับ 44 จาก 201 ในเอก-ทุก-ติกนิบาตพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 15 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปณฺณาสกาสงฺคหิตา สุตฺตนฺตา

๑๗๙ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว โกโธ จ อุปนาโห ... มกฺโข จ ปฬาโส จ ... อิสฺสา จ มจฺฉริยญฺจ ... มายา จ สาเถยฺยญฺจ ... อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ

๑๘๐ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว อกฺโกโธ จ อนุปนาโห จ ... อมกฺโข จ อปฬาโส จ ... อนิสฺสา จ อมจฺฉริยญฺจ ... อมายา จ อสาเถยฺยญฺจ ... หิรี จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ

๑๘๑ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ทุกฺขํ วิหรติ กตเมหิ ทฺวีหิ โกเธน จ อุปนาเหน จ ... มกฺเขน จ ปฬาเสน จ ... อิสฺสาย จ มจฺฉริเยน จ ... มายาย จ สาเถยฺเยน จ ... อหิริเกน จ อโนตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ทุกฺขํ วิหรตีติ ฯ

๑๘๒ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต สุขํ วิหรติ กตเมหิ ทฺวีหิ อกฺโกเธน จ อนุปนาเหน จ ... อมกฺเขน จ อปฬาเสน จ ... อนิสฺสาย จ อมจฺฉริเยน จ ... อมายาย จ อสาเถยฺเยน จ ... หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต สุขํ วิหรตีติ ฯ

๑๘๓ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ กตเม เทฺว โกโธ จ อุปนาโห จ ... มกฺโข จ ปฬาโส จ ... อิสฺสา จ มจฺฉริยญฺจ ... มายา จ สาเถยฺยญฺจ ... อหิริกญฺจ อโนตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ

๑๘๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺติ กตเม เทฺว อกฺโกโธ จ อนุปนาโห จ ... อมกฺโข จ อปฬาโส จ ... อนิสฺสา จ อมจฺฉริยญฺจ ... อมายา จ อสาเถยฺยญฺจ ... หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา เสขสฺส ภิกฺขุโน อปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ

๑๘๕ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ ทฺวีหิ โกเธน จ อุปนาเหน จ ... มกฺเขน จ ปฬาเสน จ ... อิสฺสาย จ มจฺฉริเยน จ ... มายาย จ สาเถยฺเยน จ ... อหิริเกน จ อโนตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ฯ

๑๘๖ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ ทฺวีหิ อกฺโกเธน จ อนุปนาเหน จ ... อมกฺเขน จ อปฬาเสน จ ... อนิสฺสาย จ อมจฺฉริเยน จ ... อมายาย จ อสาเถยฺเยน จ ... หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ

๑๘๗ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ กตเมหิ ทฺวีหิ โกเธน จ อุปนาเหน จ ... มกฺเขน จ ปฬาเสน จ ... ... อิสฺสาย จ มจฺฉริเยน จ ... มายาย จ สาเถยฺเยน จ ... อหิริเกน จ อโนตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชตีติ ฯ

๑๘๘ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ กตเมหิ ทฺวีหิ อกฺโกเธน จ อนุปนาเหน จ ... อมกฺเขน จ อปฬาเสน จ ... อนิสฺสาย จ อมจฺฉริเยน จ ... อมายาย จ อสาเถยฺเยน จ ... หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ ฯ

๑๘๙ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา อกุสลา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กุสลา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สาวชฺชา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา อนวชฺชา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา ทุกฺขุทฺรยา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สุขุทฺรยา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา ทุกฺขวิปากา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สุขวิปากา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา สพฺยาปชฺฌา ... เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา อพฺยาปชฺฌา กตเม เทฺว อกฺโกโธ จ อนุปนาโห จ ... อมกฺโข จ อปฬาโส จ ... อนิสฺสา จ อมจฺฉริยญฺจ ... อมายา จ อสาเถยฺยญฺจ ... หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมา อพฺยาปชฺฌาติ ฯ

๑๙๐ เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ กตเม เทฺว สงฺฆสุฏฺฐุตาย สงฺฆผาสุตาย ... ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ เวรานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ เวรานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ วชฺชานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ วชฺชานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ ภยานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ ภยานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปฏิฆาตาย ... คิหีนํ อนุกมฺปาย ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทาย ... อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ... สทฺธมฺมฏฺฐิติยา วินยานุคฺคหาย อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ

๑๙๑ เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ปาติโมกฺขํ ปญฺญตฺตํ ... ปาติโมกฺขุทฺเทสา ปญฺญตฺตา ... ปาติโมกฺขฏฺฐปนํ ปญฺญตฺตํ ... ปวารณา ปญฺญตฺตา ... ปวารณาฏฺฐปนํ ปญฺญตฺตํ ... ตชฺชนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... นิยสฺสกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ปพฺพาชนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ปฏิสารณียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... อุกฺเขปนียกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ปริวาสทานํ ปญฺญตฺตํ ... มูลายปฏิกสฺสนํ ปญฺญตฺตํ ... มานตฺตทานํ ปญฺญตฺตํ ... อพฺภานํ ปญฺญตฺตํ ... โอสารณํ ปญฺญตฺตํ ... นิสฺสารณํ ปญฺญตฺตํ ... อุปสมฺปทา ปญฺญตฺตา ... ญตฺติกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ญตฺติทุติยกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ ปญฺญตฺตํ ... อปฺปญฺญตฺเต ปญฺญตฺตํ ... ปญฺญตฺเต อนุปฺปญฺญตฺตํ ... สมฺมุขาวินโย ปญฺญตฺโต ... สติวินโย ปญฺญตฺโต ... อมูฬฺหวินโย ปญฺญตฺโต ... ปฏิญฺญาตกรณํ ปญฺญตฺตํ ... เยภุยฺยสิกา ปญฺญตฺตา ... ตสฺสปาปิยสิกา ปญฺญตฺตา ... ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโต กตเม เทฺว สงฺฆสุฏฺฐุตาย สงฺฆผาสุตาย ... ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ เวรานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ เวรานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ วชฺชานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ วชฺชานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ ภยานํ สํวราย ... สมฺปรายิกานํ ภยานํ ปฏิฆาตาย ... ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปฏิฆาตาย ... คิหีนํ อนุกมฺปาย ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทาย ... อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ... สทฺธมฺมฏฺฐิติยา วินยานุคฺคหาย อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ตถาคเตน สาวกานํ ติณวตฺถารโก ปญฺญตฺโตติ ฯ

๑๙๒ ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปสฺสนา จ ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย อิเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ ราคสฺส ภิกฺขเว ปริญฺญาย ... ปริกฺขยาย ... ปหานาย ... ขยาย ... วยาย ... วิราคาย ... นิโรธาย ... จาคาย ... ปฏินิสฺสคฺคาย อิเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ

๑๙๓ โทสสฺส ... โมหสฺส ... โกธสฺส ... อุปนาหสฺส ... มกฺขสฺส ... ปฬาสสฺส ... อิสฺสาย ... มจฺฉริยสฺส ... มายาย ... สาเถยฺยสฺส ... ถมฺภสฺส ... สารมฺภสฺส ... มานสฺส ... อติมานสฺส ... มทสฺส ... ปมาทสฺส ... อภิญฺญาย ... ปริญฺญาย ... ปริกฺขยาย ... ปหานาย ... ขยาย ... วยาย ... วิราคาย ... นิโรธาย ... จาคาย ... ปฏินิสฺสคฺคาย อิเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ ทุกนิปาโต สมตฺโต ฯ -------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๑. โกธเปยยาล ๑. โกธเปยยาล

ข้อ ๑๘๑

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ (ความโกรธ) ๒. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ... ๑. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ๒. ปฬาสะ (ความตีเสมอ) ... ๑. อิสสา (ความริษยา) ๒. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ... ๑. มายา (มารยา) ๒. สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ๑. อหิริกะ (ความไม่อายบาป) ๒. อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๑-๕)

ข้อ ๑๘๒

ธรรม ๒ อย่างนี้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ (ความไม่โกรธ) ๒. อนุปนาหะ (ความไม่ผูกโกรธ) ... ๑. อมักขะ (ความไม่ลบหลู่คุณท่าน) ๒. อปฬาสะ (ความไม่ตีเสมอ) ... ๑. อนิสสา (ความไม่ริษยา) ๒. อมัจฉริยะ (ความไม่ตระหนี่) ... ๑. อมายา (ไม่มีมารยา) ๒. อสาเถยยะ (ความไม่โอ้อวด) .. ๑. หิริ (ความอายบาป) ๒. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล (๖-๑๐)

ข้อ ๑๘๓

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมอยู่เป็นทุกข์ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมอยู่เป็นทุกข์ (๑๑-๑๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๑. โกธเปยยาล

ข้อ ๑๘๔

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมอยู่เป็นสุข ธรรม ๒ อย่างอะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมอยู่เป็นสุข (๑๖-๒๐)

ข้อ ๑๘๕

ธรรม ๒ อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ (๒๑-๒๕)

ข้อ ๑๘๖

ธรรม ๒ อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมของภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ (๒๖-๓๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๑. โกธเปยยาล

ข้อ ๑๘๗

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ (๓๑-๓๕)

ข้อ ๑๘๘

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ (๓๖-๔๐)

ข้อ ๑๘๙

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๒. อกุสลเปยยาล ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. โกธะ ๒. อุปนาหะ ... ๑. มักขะ ๒. ปฬาสะ ... ๑. อิสสา ๒. มัจฉริยะ ... ๑. มายา ๒. สาเถยยะ ... ๑. อหิริกะ ๒. อโนตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก (๔๑-๔๕)

ข้อ ๑๙๐

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่าง หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ ๒. อนุปนาหะ ... ๑. อมักขะ ๒. อปฬาสะ ... ๑. อนิสสา ๒. อมัจฉริยะ ... ๑. อมายา ๒. อสาเถยยะ ... ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ... ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒ อย่างนี้แล หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ (๔๖-๕๐) โกธเปยยาล จบ ๒. อกุสลเปยยาล [๑๙๑-๒๐๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรม ๒ อย่างนี้... กุศลธรรม ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีโทษ ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่ไม่มีโทษ ๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๓. วินยเปยยาล อย่างนี้ ... ธรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีสุขเป็นกำไร ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีวิบากเป็นทุกข์ ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีวิบากเป็นสุข ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่มีความเบียดเบียน ๒ อย่างนี้ ... ธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๒ อย่างนี้ ธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๒ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. อักโกธะ (ความไม่โกรธ) ๒. อนุปนาหะ (ความไม่ผูกโกรธ) ... ๑. อมักขะ (ความไม่ลบหลู่คุณท่าน) ๒. อปฬาสะ (ความไม่ตีเสมอ) ... ๑. อนิสสา (ความไม่ริษยา) ๒. อมัจฉริยะ (ความไม่ตระหนี่) ... ๑. อมายา (ไม่มีมารยา) ๒. อสาเถยยะ (ความไม่โอ้อวด) .. ๑. หิริ (ความอายบาป) ๒. โอตตัปปะ (ความกลัวบาป) ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๒ อย่างนี้แล (๑-๕๐) อกุสลเปยยาล จบ ๓. วินยเปยยาล

ข้อ ๒๐๑

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบัญญัติสิกขาบทแก่ เหล่าสาวกโดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้ อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๒. เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๒. เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ๑. เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๓. วินยเปยยาล ๑. เพื่อปิดกั้นเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๒. เพื่อตัดฝักฝ่ายของภิกษุผู้ปรารถนาชั่ว ๑. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ๒. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของคนที่เลื่อมใสแล้ว ๑. เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม ๒. เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย ตถาคตบัญญัติสิกขาบทแก่เหล่าสาวกโดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แล (๑-๑๐) [๒๐๒-๒๓๐] ตถาคตบัญญัติปาติโมกข์แก่เหล่าสาวก ... บัญญัติการสวด ปาติโมกข์ ... บัญญัติการงดสวดปาติโมกข์ ... บัญญัติปวารณา ... บัญญัติการงดปวารณา ... บัญญัติตัชชนียกรรม ... บัญญัตินิยสกรรม ... บัญญัติปัพพาชนียกรรม ... บัญญัติปฏิสารณียกรรม ... บัญญัติอุกเขปนียกรรม ... บัญญัติการให้ปริวาส ... @เชิงอรรถ : @ เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย หมายถึงเพื่อเชิดชู ค้ำจุน ประคับประคองพระวินัย ๔ อย่าง คือสังวรวินัย ปหานวินัย@สมถวินัย ปัญญัติวินัย (วิ.อ. ๑/๓๙/๒๓๖-๒๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๓. วินยเปยยาล บัญญัติการชักเข้าหาอาบัติเดิม ... บัญญัติการให้มานัต ... บัญญัติอัพภาน ... บัญญัติการเรียกเข้าหมู่ ... บัญญัติการขับออกจากหมู่ ... บัญญัติการอุปสมบท ... บัญญัติญัตติกรรม ... บัญญัติญัตติทุติยกรรม ... บัญญัติญัตติจตุตถกรรม ... บัญญัติสิกขาบทที่ยังไม่ได้บัญญัติ ... บัญญัติเพิ่มเติมสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว ... บัญญัติสัมมุขาวินัย ... บัญญัติสติวินัย ... บัญญัติอมูฬหวินัย ... บัญญัติ- ปฏิญญาตกรณะ ... บัญญัติเยภุยยสิกา ... บัญญัติตัสสปาปิยสิกา ... บัญญัติติณวัตถารกะโดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้ อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๒. เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๒. เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ๑. เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดเวรทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดโทษทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดภัยทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่อปิดกั้นอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๒. เพื่อกำจัดอกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต ๑. เพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ ๒. เพื่อตัดฝักฝ่ายของภิกษุผู้ปรารถนาชั่ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๔. ราคเปยยาล ๑. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ๒. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของคนที่เลื่อมใสแล้ว ๑. เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม ๒. เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบัญญัติติณวัตถารกะแก่เหล่าสาวกโดยอาศัยอำนาจ ประโยชน์ ๒ ประการนี้แล (๑๑-๓๐๐) วินยเปยยาล จบ ๔. ราคเปยยาล

ข้อ ๒๓๑

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้เพื่อรู้ยิ่งราคะ ... เพื่อกำหนดรู้ราคะ(ความกำหนัด) ... เพื่อความสิ้นราคะ ... เพื่อละราคะ ... เพื่อความสิ้นไปแห่งราคะ ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งราคะ ... เพื่อความคลายไปแห่งราคะ ... เพื่อความดับแห่งราคะ ฯลฯ เพื่อความสละราคะ ... เพื่อความสละคืนราคะ ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้ ฯลฯ (๑-๑๐) [๒๓๒-๒๔๖] เพื่อรู้ยิ่งโทสะ(ความคิดประทุษร้าย) ... เพื่อกำหนดรู้โทสะ ... เพื่อความสิ้นโทสะ ... เพื่อละโทสะ ... เพื่อความสิ้นไปแห่งโทสะ ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งโทสะ ... เพื่อความคลายไปแห่งโทสะ ... เพื่อความดับไปแห่งโทสะ ... เพื่อความสละโทสะ ... เพื่อความสละคืนโทสะ ... โมหะ(ความหลง) ... โกธะ(ความโกรธ) ... อุปนาหะ(ความผูกโกรธ) ... มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปฬาสะ(ความตีเสมอ) ... อิสสา (ความริษยา) ... มัจฉริยะ(ความตระหนี่) ... มายา(มารยา) ... สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ถัมภะ(ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ(ความแข่งดี) ... มานะ(ความถือตัว) ... อติมานะ(ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ(ความมัวเมา) ... ปมาทะ(ความประมาท) ...

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ๔. ราคเปยยาล ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ ๒. วิปัสสนา ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้เพื่อสลัดความประมาท (๑๑-๑๗๐) (เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ต่างชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค) ราคเปยยาล จบ ทุกนิบาต จบบริบูรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๓๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาแห่งพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์ลงในปัณณาสก์ (ข้อ ๔๒๕-๔๓๙)

ในบทอื่นๆ จากนี้ โกธะมีโกรธเป็นลักษณะ อุปนาหะมีคุมแค้นเป็นลักษณะ มักขะมีลบหลู่การกระทำที่ท่านทำดีแล้วเป็นลักษณะ ปฬาสะมีเทียบคู่เป็นลักษณะ อิสสามีริษยาเป็นลักษณะ ความเป็นผู้ตระหนี่ชื่อว่ามัจฉริยะ ทั้งหมดนั้นมีเห็นแก่ตัวเป็นลักษณะ. มายามีปกปิดสิ่งที่ทำไว้เป็นลักษณะ สาไถยมีตีสองหน้าเป็นลักษณะ.

อาการคือความไม่ละอาย ชื่อว่าอหิริกะ. อาการคือความไม่กลัวแต่ความติเตียน ชื่อว่าอโนตตัปปะ.

ธรรมมีอักโกธะเป็นต้น พึงทราบว่าตรงกันข้ามกับอุปกิเลสเหล่านั้น.

บทว่า เสกฺขสฺส ภิกฺขุโน ความว่า ธรรม ๒ อย่างย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมจากคุณสูงๆ ขึ้นไปของพระเสขะทั้ง ๗ จำพวก แต่ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งปุถุชนผู้หนักในพระสัทธรรมเหมือนกัน บัณฑิตพึงทราบดังนี้.

บทว่า อปริหานาย ความว่า เพื่อความไม่เสื่อมจากคุณสูงๆ ขึ้นไป.

ในบทว่า ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต นี้ พึงทราบความว่าอยู่ในนรกทีเดียว เหมือนถูกนำมาเก็บไว้.

บทว่า เอกจฺโจ ความว่า ความโกรธเป็นต้นเหล่านี้มีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าบางคน.

บทว่า สาวชฺชา ได้แก่ มีโทษ.

บทว่า อนวชฺชา ได้แก่ ไร้โทษ.

บทว่า ทุกฺขุทฺรยา ได้แก่ มีทุกข์เป็นกำไร.

บทว่า สุขุทฺรยา ได้แก่ มีสุขเป็นกำไร.

บทว่า สพฺยาปชฺฌา ได้แก่ มีทุกข์.

บทว่า อพฺยาปชฺฌา ได้แก่ ไร้ทุกข์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะนั่นเทียว ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้.

บทว่า เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส ปฏิจฺจ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอาศัยผลทั้งสองเหตุทั้งสอง.

บทว่า สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ ความว่า ทรงบัญญัติส่วนแห่งสิกขา.

บทว่า สงฺฆสุฏฺฐุตาย ความว่า เพื่อให้สงฆ์รับว่าดี. อธิบายว่า เพื่อสงฆ์กล่าวรับว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า.

บทว่า สงฺฆผาสุตาย ความว่า เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งสงฆ์.

บทว่า ทุมฺมงฺกูนํ ได้แก่ คนทุศีล.

บทว่า เปสลานํ ได้แก่ คนมีศีลเป็นที่รัก.

บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ ความว่า ซึ่งอาสวะทั้งหลาย กล่าวคือทุกขธรรมมีการฆ่า การจองจำและการติเตียนเป็นต้นที่จะพึงได้รับ เพราะการล่วงละเมิดเป็นเหตุ ในปัจจุบันคือในอัตภาพนี้แหละ.

บทว่า สํวราย ได้แก่ เพื่อปิดกั้น.

บทว่า สมฺปรายิกานํ ความว่า ซึ่งอาสวะที่เกิดในสัมปรายภพ กล่าวคือทุกข์ที่เป็นไปในอบาย เห็นปานนั้นทีเดียว.

บทว่า ปฏิฆาตาย ได้แก่ เพื่อกำจัด.

บทว่า เวรานํ ได้แก่ อกุศลที่เป็นเวรบ้าง บุคคลที่มีเวรกันบ้าง.

บทว่า วชฺชานํ ได้แก่ โทษทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ทุกขธรรมเหล่านั้นแหละประสงค์เอาว่า วชฺช คือโทษในที่นี้ เพราะเป็นสิ่งจำต้องเว้น.

บทว่า ภยานํ ได้แก่ ภัย คือจิตหวาดสะดุ้งบ้าง ทุกขธรรมเหล่านั้นแหละที่เป็นเหตุแห่งภัยบ้าง.

บทว่า อกุสลานํ ได้แก่ ทุกขธรรมทั้งหลายกล่าวคืออกุศล เพราะอรรถว่าไม่เกษม.

บทว่า คิหีนํ อนุกมฺปาย ความว่า สิกขาบทที่ทรงบัญญัติเมื่อพวกคฤหัสถ์กล่าวโทษ ชื่อว่าทรงบัญญัติเพื่ออนุเคราะห์คฤหัสถ์ทั้งหลาย.

บทว่า ปาปิจฺฉานํ ปกฺขุปจฺเฉทนตฺถาย ความว่า เพื่อตัดพรรคพวกของเหล่าภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกซึ่งคิดว่า พวกเราอาศัยพรรคพวกทำลายสงฆ์.

บทว่า อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ความว่า เพื่อให้เกิดความเลื่อมใส เพราะได้เห็นความถึงพร้อมแห่งการบัญญัติสิกขาบทของมนุษย์บัณฑิต แม้ยังไม่เลื่อมใสมาก่อน.

บทว่า ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ความว่า เพื่อให้ผู้เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้น.

บทว่า สทฺธมฺมฏฺฐิติยา ความว่า เพื่อให้พระสัทธรรมดำรงอยู่นาน.

บทว่า วินยานุคฺคหาย ความว่า เพื่ออนุเคราะห์พระวินัยทั้ง ๕ อย่าง.

บทว่า ปาฏิโมกฺขํ ปญฺญตฺตํ ความว่า ทรงบัญญัติปาติโมกข์ทั้งสองอย่าง คือ ภิกขุปาติโมกข์ ภิกขุนีปาติโมกข์.

บทว่า ปาฏิโมกฺขุทฺเทสา ความว่า ทรงบัญญัติปาติโมกขุทเทส ๙ คือ สำหรับภิกษุ ๕ สำหรับภิกษุณี ๔.

บทว่า ปาฏิโมกฺขฏฺฐปนํ ได้แก่ งดอุโบสถ (หยุดสวดปาติโมกข์เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน).

บทว่า ปวารณา ปญฺญตฺตา ความว่า ทรงบัญญัติปวารณา ๒ คือปวารณาวัน ๑๔ ค่ำ ปวารณาวัน ๑๕ ค่ำ.

บทว่า ปวารณาฏฺฐปนํ ปญฺญตฺตํ ความว่า ทรงบัญญัติการงดปวารณา เมื่อภิกษุมีอาบัติสวดญัตติปวารณา.

ในตัชชนียกรรมเป็นต้น เมื่อภิกษุทั้งหลายทิ่มแทงกันด้วยหอกคือวาจา ทรงบัญญัติตัชชนียกรรมแก่เหล่าภิกษุพวกปัณฑุกะและพวกโลหิตกะ. ทรงบัญญัตินิยัสสกรรมแก่ภิกษุเสยยสกะผู้เป็นพาลไม่ฉลาด. ทรงปรารภภิกษุพวกอัสสชิปุนัพพสุกะผู้ประทุษร้ายตระกูล บัญญัติปัพพาชนียกรรม. ทรงบัญญัติปฏิสารณียกรรมแก่พระสุธรรมเถระผู้ด่าพวกคฤหัสถ์ ทรงบัญญัติอุกเขปนียกรรม ในเพราะไม่เห็นอาบัติเป็นต้น.

ทรงบัญญัติการให้ปริวาส เพื่ออาบัติที่ปกปิดไว้สำหรับภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ ทรงบัญญัติมูลายปฏิกัสสนะแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติในระหว่างอยู่ปริวาส. ทรงบัญญัติการให้มานัตเพื่ออาบัติที่ปกปิดก็ดี ที่มิได้ปกปิดก็ดี. ทรงบัญญัติอัพภานแก่ภิกษุผู้ประพฤติมานัตแล้ว.

ทรงบัญญัติโอสารณียกรรมแก่อุปสัมปทาเปกขะผู้ปฏิบัติถูกระเบียบ. ทรงบัญญัตินิสสารณียกรรมในเพราะปฏิบัติไม่ถูกระเบียบเป็นต้น.

ทรงบัญญัติอุปสัมปทา ๘ อย่าง คือ

๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา ๒. สรณคมนอุปสัมปทา ๓. โอวาทอุปสัมปทา ๔. ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา ๕. ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา ๖. ครุธรรมอุปสัมปทา ๗. อุภโตสังเฆอุปสัมปทา ๘. ทูเตนอุปสัมปทา.

ทรงบัญญัติญัตติกรรมซึ่งประกอบด้วยฐานะ ๙ อย่างนี้ว่า ญัตติกรรมย่อมถึงฐานะ ๙ ดังนี้. ทรงบัญญัติญัตติทุติยกรรมซึ่งประกอบด้วยฐานะ ๗ อย่างนี้ว่า ญัตติทุติยกรรมย่อมถึงฐานะ ๗ ดังนี้. ทรงบัญญัติญัตติจตุตถกรรมซึ่งประกอบด้วยฐานะ ๗ เหมือนกันอย่างนี้ว่า ญัตติจตุตถกรรมย่อมถึงฐานะ ๗ ดังนี้.

เมื่อยังมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ก่อน พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทมีปฐมปาราชิกเป็นต้น ชื่อว่าปฐมบัญญัติ. เมื่อทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว ทรงบัญญัติเพิ่มสิกขาบทเหล่านั้นแหละ ชื่อว่าอนุบัญญัติ.

ทรงบัญญัติสัมมุขาวินัย ซึ่งประกอบด้วยความพร้อมหน้า ๔ อย่างนี้ คือ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าบุคคล.

ทรงบัญญัติสติวินัย เพื่อมิให้โจทพระขีณาสพผู้มีสติไพบูลย์.

ทรงบัญญัติอมุฬหวินัยสำหรับภิกษุบ้า.

ทรงบัญญัติปฏิญญาตกรณะ เพื่อไม่ปรับอาบัติแก่ภิกษุที่ถูกโจทโดยไม่ปฏิญญา.

ทรงบัญญัติเยภุยยสิกา เพื่อระงับอธิกรณ์โดยถือความเห็นของพวกธรรมวาทีที่มากกว่า.

ทรงบัญญัติตัสสปาปิยสิกา เพื่อข่มบุคคลมีบาปมาก.

ทรงบัญญัติติณวัตถารกะ เพื่อระงับอาบัติที่เหลือลง นอกจากอาบัติที่มีโทษหนักและที่เกี่ยวข้องคฤหัสถ์ แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ เพราะประพฤติเรื่องไม่สมควรแก่สมณเพศเป็นอันมาก เช่นทะเลาะกันเป็นต้น.

บทว่า ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย ความว่า เพื่อรู้ชัด คือทำให้ประจักษ์ ซึ่งราคะที่เป็นไปในกามคุณ ๕ นั่นแล.

บทว่า ปริญฺญาย ได้แก่ เพื่อกำหนดรู้.

บทว่า ปริกฺขยาย ได้แก่ เพื่อถึงความสิ้นสุด.

บทว่า ปหานาย ได้แก่ เพื่อละ.

บทว่า ขยวยาย ได้แก่ เพื่อถึงความสิ้นไปเสื่อมไป.

บทว่า วิราคาย ได้แก่ เพื่อคลายกำหนัด.

บทว่า นิโรธาย ได้แก่ เพื่อดับ.

บทว่า จาคาย ได้แก่ เพื่อสละ.

บทว่า ปฏินิสฺสคฺคาย ได้แก่ เพื่อสละคืน.

บทว่า ถมฺภสฺส ได้แก่ ความกระด้าง เพราะอำนาจความโกรธและมานะ.

บทว่า สารมฺภสฺส ได้แก่ ความแข่งดี มีลักษณะทำเกินกว่าเหตุ.

บทว่า มานสฺส ได้แก่ มานะ ๙ อย่าง.

บทว่า อติมานสฺส ได้แก่ ถือตัวสำคัญว่าเหนือเขา (ดูหมิ่นท่าน).

บทว่า มทสฺส ได้แก่ ความเมาคืออาการเมา.

บทว่า ปมาทสฺส ได้แก่ ปราศจากสติ หรือปล่อยใจไปในกามคุณ ๕.

บทที่เหลือในที่ทุกแห่ง ง่ายทั้งนั้นแล.

จบมโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา