๕. มาตุปุตติกสูตร เล่ม ๒๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๕เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ อุโภ มาตาปุตฺตา วสฺสาวาสํ อุปคมึสุ ภิกฺขุ จ ภิกฺขุนี จ ฯ เต อญฺญมญฺญสฺส อภิณฺหํ ทสฺสนกามา อเหสุํ มาตาปิ ปุตฺตสฺส อภิณฺหํ ทสฺสนกามา อโหสิ ปุตฺโตปิ มาตรํ อภิณฺหํ ทสฺสนกาโม อโหสิ ฯ เตสํ อภิณฺหํ ทสฺสนา สํสคฺโค อโหสิ สํสคฺเค สติ วิสฺสาโส อโหสิ วิสฺสาเส สติ โอตาโร อโหสิ เต โอติณฺณจิตฺตา สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวึสุ ฯ {๕๕.๑} อถโข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต สาวตฺถิยํ อุโภ มาตาปุตฺตา วสฺสาวาสํ อุปคมึสุ ภิกฺขุ จ ภิกฺขุนี จ เต อญฺญมญฺญสฺส อภิณฺหํ ทสฺสนกามา อเหสุํ มาตาปิ ปุตฺตสฺส อภิณฺหํ ทสฺสนกามา อโหสิ ปุตฺโตปิ มาตรํ อภิณฺหํ ทสฺสนกาโม อโหสิ เตสํ อภิณฺหํ ทสฺสนา สํสคฺโค อโหสิ สํสคฺเค สติ วิสฺสาโส อโหสิ วิสฺสาเส สติ โอตาโร อโหสิ เต โอติณฺณจิตฺตา สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวึสูติ {๕๕.๒} กินฺนุ โส ภิกฺขเว โมฆปุริโส มญฺญติ น มาตา ปุตฺเต สารชฺชติ ปุตฺโต วา ปน มาตรีติ นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกรูปํปิ สมนุปสฺสามิ เอวํ รชนียํ เอวํ กมนียํ เอวํ มทนียํ เอวํ พนฺธนียํ เอวํ มุจฺฉนียํ เอวํ อนฺตรายกรํ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมาย ยถยิทํ ภิกฺขเว อิตฺถีรูปํ อิตฺถีรูเป ภิกฺขเว สตฺตา รตฺตา คิทฺธา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา เต ทีฆรตฺตํ โสจนฺติ อิตฺถีรูปวสานุคา ฯ {๕๕.๓} นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกสทฺทํปิ ... เอกคนฺธํปิ ... เอกรสํปิ ... เอกโผฏฺฐพฺพํปิ สมนุปสฺสามิ เอวํ รชนียํ เอวํ กมนียํ เอวํ มทนียํ เอวํ พนฺธนียํ เอวํ มุจฺฉนียํ เอวํ อนฺตรายกรํ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมาย ยถยิทํ ภิกฺขเว อิตฺถีโผฏฺฐพฺโพ ฯ อิตฺถีโผฏฺฐพฺเพ ภิกฺขเว สตฺตา รตฺตา คิทฺธา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา เต ทีฆรตฺตํ โสจนฺติ อิตฺถีโผฏฺฐพฺพวสานุคา ฯ {๕๕.๔} อิตฺถี ภิกฺขเว คจฺฉนฺตีปิ ปุริสสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ ฐิตาปิ ฯเปฯ นิสินฺนาปิ สยนาปิ นิปนฺนาปิ หสนฺตีปิ ภณนฺตีปิ คายนฺตีปิ โรทนฺตีปิ อุคฺฆาฏิตาปิ มตาปิ ปุริสสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ ฯ ยญฺหิ ตํ ภิกฺขเว สมฺมา วทมาโน วเทยฺย สมนฺตปาโส มารสฺสาติ มาตุคามญฺเญว สมฺมา วทมาโน วเทยฺย สมนฺตปาโส มารสฺสาติ ฯ สลฺลเป อสิหตฺเถน ปิสาเจนปิ สลฺลเป อาสีวิสมฺปิ อาสทฺเท เยน ทฏฺโฐ น ชีวติ นเตฺวว เอโก เอกาย มาตุคาเมน สลฺลเป ฯ มุฏฺฐสฺสตึ ตา พนฺธนฺติ เปกฺขิเตน มฺหิเตน จ อโถปิ ทุนฺนิวตฺเถน มญฺชุนา ภณิเตน จ เนโส ชโน สฺวาสทฺโท อปิ อุคฺฆาฏิโต มโต ฯ ปญฺจ กามคุณา เอเต อิตฺถีรูปสฺมิ ทสฺสเร รูปา สทฺทา รสา คนฺธา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา ฯ เตสํ กาโมฆวูฬฺหานํ กาเม อปริชานตํ กาลํ คตึ ภวาภวํ สํสารสฺมึ ปุรกฺขตา เย จ กาเม ปริญฺญาย จรนฺติ อกุโตภยา เต เว ปารคตา โลเก เย ปตฺตา อาสวกฺขยนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นแล คนทั้งสอง คือภิกษุและภิกษุณี ผู้เป็นมารดาเป็นบุตรกัน เข้าจำพรรษาในกรุงสาวัตถี คนทั้งสองนั้นใคร่จะเห็นกันเนืองๆ แม้มารดาก็ใคร่จะเห็นบุตรเนืองๆ แม้บุตรก็ใคร่จะเห็นมารดาเนืองๆ เพราะการเห็นกันเนืองๆ ของคนทั้งสองนั้น จึงมีความคลุกคลีกัน เมื่อมีความคลุกคลีกัน@เชิงอรรถ : @ มีอุทเทสที่สวดร่วมกัน ในที่นี้หมายถึงมีการยกปาติโมกขุทเทส ๕ ประการ (๑) นิทานุทเทส (๒) ปาราชิ-@กุทเทส (๓) สังฆาทิเสสุทเทส (๔) อนิยตุทเทส (๕) วิตถารุทเทส เฉพาะอุทเทสที่ ๕ นั้น รวมเอานิสสัคคิ-@ยุทเทส ปาจิตยุทเทส ปาฏิเทสนิยุทเทส เสขิยุทเทส และสมถุทเทสเข้าไว้ด้วย) ขึ้นสวดร่วมกัน@(วิ.อ. ๑/๕๕/๒๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๙๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. นีวรณวรรค ๕. มาตาปุตตสูตร จึงมีความคุ้นเคยกัน เมื่อมีความคุ้นเคยกันจึงมีช่อง คนทั้งสองนั้นมีจิตได้ช่อง ไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผยความท้อแท้ เสพเมถุนธรรม แล้ว ครั้งนั้น ภิกษุจำนวนมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนทั้งสองคือภิกษุและภิกษุณีผู้เป็นมารดาเป็นบุตรกัน เข้าจำพรรษาในกรุง สาวัตถีนี้ คนทั้งสองนั้นใคร่จะเห็นกันเนืองๆ แม้มารดาก็ใคร่จะเห็นบุตรเนืองๆแม้บุตรก็ใคร่จะเห็นมารดาเนืองๆ เพราะการเห็นกันเนืองๆ ของคนทั้งสองนั้นจึงมีความคลุกคลีกัน เมื่อมีความคลุกคลีกัน จึงมีความคุ้นเคยกัน เมื่อมีความ คุ้นเคยกันจึงมีช่อง คนทั้งสองนั้นมีจิตได้ช่อง ไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผยความท้อแท้ เสพเมถุนธรรมแล้ว” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษนั้นย่อมสำคัญหรือหนอว่า ‘มารดาย่อมไม่กำหนัดในบุตร หรือบุตรย่อมไม่กำหนัดในมารดา’ ๑. เราไม่เห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เกิดความกำหนัด เกิดความใคร่ เกิดความมัวเมา เกิดความผูกพัน เกิดความหมกมุ่น ทำอันตราย แก่การบรรลุธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือน รูปสตรีนี้เลย สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ติดใจ หมกมุ่น พัวพันอยู่ ในรูปสตรี ตกอยู่ใต้อำนาจรูปสตรี จึงเศร้าโศกตลอดกาลนาน ๒. เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ... ๓. เราไม่เห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง ... ๔. เราไม่เห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ... ๕. เราไม่เห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เกิดความกำหนัด เกิดความใคร่ เกิดความมัวเมา เกิดความผูกพัน เกิดความหมกมุ่น @เชิงอรรถ : @ ไม่เปิดเผยความท้อแท้ (ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา) หมายถึงไม่ประกาศความท้อแท้เบื่อหน่ายในการประพฤติ@พรหมจรรย์ ดู วิ.มหา. (แปล) ๑/๔๕-๕๔/๓๓-๔๒ @ เมถุนธรรม หมายถึงการร่วมประเวณี การร่วมสังวาส กล่าวคือการเสพอสัทธรรมอันเป็นประเวณีของชาว@บ้าน มีน้ำเป็นที่สุด เป็นกิจที่ทำในที่ลับ ต้องทำกันสองต่อสอง ดู วิ.มหา. (แปล) ๑/๕๕/๔๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๙๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. นีวรณวรรค ๕. มาตาปุตตสูตร ทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เหมือนโผฏฐัพพะสตรีนี้เลย สัตว์ทั้งหลายกำหนัด ยินดี ติดใจ หมกมุ่น พัวพันอยู่ในโผฏฐัพพะสตรี ตกอยู่ในโผฏฐัพพะสตรี จึงเศร้าโศกตลอดกาลนาน สตรีแม้เดินอยู่ก็ครอบงำจิตของบุรุษได้ แม้ยืนอยู่ ... แม้นั่งอยู่ แม้นอนอยู่ ... แม้หลับอยู่ ... แม้หัวเราะอยู่ ... แม้พูดอยู่ ... แม้ขับร้องอยู่ ... แม้ร้องไห้อยู่ ... แม้พองขึ้น ... แม้ตายแล้วก็ครอบงำจิตของบุรุษได้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะกล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่า ‘เป็นบ่วงรวบรัดแห่งมาร’เมื่อจะกล่าวให้ถูกก็พึงกล่าวถึงมาตุคาม นั่นแลว่า ‘เป็นบ่วงรวบรัดแห่งมาร’ บุคคลสนทนากับเพชฌฆาตก็ดี สนทนากับปีศาจก็ดี ถูกต้องอสรพิษที่กัดแล้วตายก็ดี ก็ยังไม่ร้ายแรงเท่าการสนทนาสองต่อสองกับมาตุคามเลย สตรีทั้งหลายย่อมผูกพันบุรุษผู้ลุ่มหลง ด้วยการมองดู การหัวเราะ การนุ่งห่มไม่เรียบร้อย และการพูดอ่อนหวาน มาตุคามนี้มิใช่จะผูกพันเพียงแค่นี้ แม้ตายไปแล้วพองขึ้น ก็ยังผูกพันได้ กามคุณ ๕ นี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ซึ่งน่ารื่นรมย์ใจ ย่อมปรากฏในรูปสตรี เหล่าชนผู้ถูกกาโมฆะ(ห้วงน้ำคือกาม) พัด ไม่กำหนดรู้กาม ย่อมมีกาล (แห่งวัฏฏะ) คติ และภพน้อยภพใหญ่ในวัฏฏสงสารเป็นเบื้องหน้า @เชิงอรรถ : @ มาตุคาม หมายถึงหญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย@(วิ.มหา. (แปล) ๑/๒๗๑/๒๙๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๙๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑. นีวรณวรรค ๖. อุปัชฌายสูตร ส่วนชนเหล่าใด กำหนดรู้กาม เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ เที่ยวไป ชนเหล่านั้นผู้บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ เป็นผู้ถึงฝั่ง ในโลก มาตาปุตตสูตรที่ ๕ จบ ๖. อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ ได้กล่าว ดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏแก่ผมธรรมทั้งหลาย ก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ผมถูกถีนมิทธะครอบงำจิต ไม่ยินดีประพฤติ พรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย” ต่อมา ภิกษุนั้นพาภิกษุสัทธิวิหาริก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระพระภาคว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เดี๋ยวนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลาย ไม่ปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ผมถูกถีนมิทธะครอบงำจิต ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย” @เชิงอรรถ : @ กำหนดรู้กาม ในที่นี้หมายถึงกำหนดรู้กามทั้งสอง คือ วัตถุกาม และกิเลสกาม ด้วยปริญญา ๓ คือ@(๑) ญาตปริญญา กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว (๒) ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา@(๓) ปหานปริญญา กำหนดรู้ด้วยการละ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๕๕/๓๐) @ เป็นผู้ถึงฝั่ง ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้บรรลุพระนิพพาน (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๕๕/๓๐)@ อุปัชฌาย์ หมายถึงครูผู้คอยเพ่งโทษน้อยใหญ่ ได้แก่ ผู้รับรองกุลบุตรเข้ารับการอุปสมบทในท่ามกลางภิกษุสงฆ์@และเป็นผู้คอยดูแลผิดและชอบ อบรมให้การศึกษา (วชฺชาวชฺชํ อุปนิชฺฌายตีติ อุปชฺฌาโย) (วิ.อ. ๓/๖๔-๖๕/๓๒,@สารตฺถ.ฏีกา ๓/๖๔/๒๘๑) @ ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงสมถะ(การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) และวิปัสสนา(ความเห็นแจ้ง)@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๕๕/๓๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๙๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามาตุปุตติกสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในมาตุปุตติกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปริยาทาย ติฏฺฐติ ความว่า ย่อมครอบงำคือยึดเอา ได้แก่ให้ส่ายไปตั้งอยู่.
บทว่า อุคฺฆานิตา ได้แก่ พองขึ้น.
บทว่า อสิหตฺเถน ความว่า แม้กับผู้ถือเอาดาบมา หมายตัดศีรษะ.
บทว่า ปิสาเจน ความว่าแม้กับยักษ์ที่มาหมายจะกิน.
บทว่า อาสทฺเท แปลว่า พึงแตะต้อง.
บทว่า มญฺชุนา แปลว่า อันอ่อนโยน.
บทว่า กาโมฆวุฬิหานํ คือ อันโอฆะคือกามพัดพาไปคร่าไป.
บทว่า กาลํ คตึ ภวาภวํ คือ ซึ่งคติและการมีบ่อยๆ ตลอดกาลแห่งวัฏฏะ.
บทว่า ปุรกฺขตา คือ ให้เที่ยวไปข้างหน้า ได้แก่กระทำไว้เบื้องหน้า.
บทว่า เย จ กาเม ปริญฺญาย ความว่า ชนเหล่าใดเป็นบัณฑิตกำหนดรู้กามแม้ทั้งสองอย่าง ด้วยปริญญา ๓.
บทว่า จรนฺติ อกุโตภยา ความว่า ขึ้นชื่อว่าความมีภัยแต่ที่ไหนๆ ไม่มีแก่พระขีณาสพทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระขีณาสพเหล่านั้นจึงหาภัยมิได้แต่ที่ไหนๆ เที่ยวไป.
บทว่า ปารคตา ความว่า นิพพานท่านเรียกว่าฝั่ง. อธิบายว่า เข้าถึงนิพพานนั้น คือการทำให้แจ้งแล้วดำรงอยู่.
บทว่า อาสวกฺขยํ ได้แก่ พระอรหัต. ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะเท่านั้น ในคาถาทั้งหลายตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.
จบอรรถกถามาตุปุตติกสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------