ฉบับที่อ่านฉบับ
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๑๗

๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑๗–๖๐๔ลำดับ 36 จาก 51 ในเปตวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 88 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ ๔. มหาวรรค หมวดใหญ่ ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ เรื่องเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีกับเปรตเปลือย

ข้อ ๕๑๗

ชาวเมืองวัชชีมีนครนามว่าไพสาลี ในนครไพสาลีนั้น มีกษัตริย์ลิจฉวี พระนามว่าอัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงได้ตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า

ข้อ ๕๑๘

บุคคลที่ถูกเสียบอยู่บนปลายหลาวนี้ ไม่มีการนอน การนั่ง การเดินไปเดินมา และการลิ้ม การดื่ม การเคี้ยวกิน การนุ่งห่มผ้า แม้หญิงบำเรอของเขาก็ไม่มี

ข้อ ๕๑๙

ชนเหล่าใดเป็นญาติ เป็นมิตรสหายซึ่งเคยเห็นหรือเคยได้ยินกันมา เคยเอ็นดูกันมาในกาลก่อนของผู้นี้ เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียนเขาก็ไม่ได้ เพราะว่าผู้นี้มีสภาพที่ชนนั้นสละแล้ว

ข้อ ๕๒๐

ผู้ที่ตายแล้วย่อมไม่มีมิตรสหาย พวกมิตรสหายทราบถึงความขาดแคลนจึงพากันละทิ้ง และเห็นประโยชน์จึงพากันห้อมล้อม ส่วนผู้ที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติย่อมมีมิตรสหายมากมาย

ข้อ ๕๒๑

ชีวิตของบุรุษที่เสื่อมจากเครื่องอุปโภคและบริโภคทุกอย่างฝืดเคือง ถูกหลาวเสียบตัว มีร่างกายเปื้อนเลือด จักดับในวันนี้ หรือในวันพรุ่งนี้เป็นแน่ ดุจหยาดน้ำค้างซึ่งติดอยู่บนปลายหญ้า @เชิงอรรถ : @ เจ้าลิจฉวีองค์นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ นับถือลัทธินัตถิกวาทว่า ‘ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทำดีทำชั่วไม่มีผล’@(ขุ.เป.อ. ๑๒๑/๒๒๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๒๒

ยักษ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกับบุรุษผู้ได้รับความลำบากอย่างยิ่ง นอนหงายอยู่บนหลาวด้ามไม้สะเดาเช่นนี้ว่า บุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นความประเสริฐ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๒๓

ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ระลึกได้ว่า ในชาติก่อน บุรุษนี้เป็นญาติสายโลหิตของข้าพระองค์ ก็ข้าพระองค์เห็นแล้ว มีความกรุณาต่อเขาว่า ขอบุรุษผู้เลวทรามนี้อย่าตกนรกเลย

ข้อ ๕๒๔

ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ตายจากอัตภาพนี้แล้ว จักบังเกิดในนรกซึ่งแน่นขนัดไปด้วยสัตว์ผู้กระทำความชั่วไว้ เป็นนรกร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อน น่ากลัว

ข้อ ๕๒๕

หลาวนี้แหละยังดีกว่านรกนั้นมากมายหลายส่วน ขอบุรุษนี้อย่าตกนรก ซึ่งมีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อนอย่างน่ากลัว รุนแรงยิ่ง

ข้อ ๕๒๖

เพราะฟังคำของข้าพระองค์นี้แล้ว บุรุษนี้เป็นประหนึ่งว่า น้อมจิตเข้าไปหาทุกข์ในนรก พึงละบาปเสียได้ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จะไม่พูดในที่ใกล้เขาด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษนี้จงอย่าดับไปเพราะข้าพระองค์แต่ผู้เดียว (เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงขอโอกาสเพื่อจะตรัสถามความเป็นไปของเปรตนั้นอีก จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า)

ข้อ ๕๒๗

เรื่องของบุรุษนี้ เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่นบ้าง ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา เราจะถาม และท่านไม่ควรโกรธเรา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๒๘

ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญญาไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว จะไม่บอกแก่ผู้ที่ไม่เลื่อมใส (แต่บัดนี้)ข้าพระองค์ไม่ประสงค์(จะบอก) (แต่)มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ เพราะเหตุดังว่ามานี้ ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์ ข้าพระองค์จะทูลตอบเท่าที่จะทูลตอบได้ (เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว เจ้าอัมพสักขระลิจฉวีจึงตรัสถามว่า)

ข้อ ๕๒๙

เราจะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นด้วยตา ถ้าแม้นเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ ก็ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิด ยักษ์ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๓๐

นี้ขอจงเป็นสัจปฏิญญาของพระองค์ต่อข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงฟังธรรมแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใสดีงาม ข้าพระองค์ต้องการทราบ มิได้มีจิตคิดประทุษร้าย จักขอกราบทูลถวายทุกเรื่องที่พระองค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่ได้สดับแล้วบ้าง แด่พระองค์ เท่าที่รู้มา (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

ข้อ ๕๓๑

ท่านขี่ม้าขาวประดับประดาแล้ว เข้าไปใกล้บุรุษที่ถูกเสียบด้วยหลาว ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมอะไร (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๓๒

ที่ท่ามกลางเมืองไพสาลีนั้น มีหลุมที่หนทางลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส จึงใส่หัวโคหัวหนึ่งลงไปในหลุมใช้เป็นสะพาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๓๓

ข้าพระองค์และบุคคลอื่น เหยียบบนหัวโคนั้นเดินข้ามไปได้ ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมนั้น (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

ข้อ ๕๓๔

ท่านมีรัศมีกายสว่างไสวทั่วทุกทิศ และมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ เข้าถึงเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก แต่ยังเปลือยกายอยู่ นี้เป็นผลกรรมอะไร (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๓๕

เมื่อก่อน ข้าพระองค์ไม่เป็นคนมักโกรธ มีจิตผ่องใสเป็นนิตย์ พูดกับคนทั่วไปด้วยวาจาอ่อนหวาน ด้วยผลกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงมีรัศมีกายเป็นทิพย์ สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์

ข้อ ๕๓๖

ข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียงของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีจิตเลื่อมใส กล่าวสรรเสริญ ด้วยผลกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงมีกลิ่นทิพย์ฟุ้งไปเนืองๆ

ข้อ ๕๓๗

เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าที่เขาซ่อนไว้บนบก มีความประสงค์จะล้อเล่น แต่ไม่ได้มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย และเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

ข้อ ๕๓๘

ผู้ที่ทำบาปเล่นๆ (โดยเห็นแก่ความสนุก) นักปราชญ์ยังกล่าวว่ามีผลกรรมถึงเพียงนี้ แล้วผู้ที่จงใจทำบาปเล่า นักปราชญ์ได้กล่าวว่าจะมีผลกรรมสักเพียงไหน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๓๙

มนุษย์ทั้งหลายมีใจดำริชั่วร้าย เป็นผู้เศร้าหมองทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ตายไปจะต้องตกนรกในสัมปรายภพ อย่างไม่ต้องสงสัย

ข้อ ๕๔๐

ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติ ยินดีให้ทาน เลี้ยงอัตภาพแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพอย่างไม่ต้องสงสัย (เมื่อเปรตชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระราชาไม่ทรงเชื่อจึงตรัสถามว่า)

ข้อ ๕๔๑

เราจะพึงรู้เรื่องนั้นโดยไม่ต้องอาศัยบุคคลอื่นอย่างไรว่า นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว เราเห็นอะไรแล้วจึงควรเชื่อ หรือใครบ้างจะพึงช่วยชี้แจงให้เราเชื่อเรื่องนั้นได้ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๔๒

พระองค์ทรงเห็นและทรงสดับมาแล้วก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ไปสู่สุคติหรือทุคติจะพึงมีได้อย่างไรเล่า

ข้อ ๕๔๓

ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว เหล่าสัตว์ในมนุษยโลกที่จะไปสุคติหรือทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง ก็มีไม่ได้

ข้อ ๕๔๔

แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก ได้ทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกจึงไปสุคติหรือทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๔๕

บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวกรรม อันเป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ไว้ทั้งสองอย่าง เทวดาเหล่านั้นห้อมล้อมเหล่าชนที่ได้รับผลอันเป็นเหตุให้เสวยสุข ส่วนพวกคนพาลมักไม่เห็นกรรมและผลกรรมทั้งสอง จึงถูกกรรมแผดเผาอยู่

ข้อ ๕๔๖

ข้าพระองค์มิได้มีบุญกรรมที่ทำไว้ด้วยตนเอง ทั้งไม่มีผู้ที่จะพึงถวายผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ข้าวและน้ำ แล้วอุทิศให้ เหตุนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

ข้อ ๕๔๗

ท่านยักษ์ จะพึงมีเหตุอะไรๆ บ้างหนอ ที่จะทำให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่ม เชิญบอกเราได้ ถ้ามีเหตุ เรารับฟังคำที่มีเหตุควรเชื่อถือได้ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๔๘

เมืองไพสาลีนี้ มีภิกษุนามว่ากัปปิตกะ สำเร็จฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นแล้ว คุ้มครองอินทรีย์ได้ สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น มีสัมมาทิฏฐิอันสูงสุด

ข้อ ๕๔๙

เป็นผู้อ่อนโยน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน มาดี ไปดี พูดโต้ตอบได้ดี เป็นเนื้อนาบุญ มีเมตตาจิตเป็นประจำ และเป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนอดีตชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ท่านเป็นอุปัชฌาย์ของท่านพระอุบาลีเถระ@(ขุ.เป.อ. ๕๔๘/๒๔๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๕๐

สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ หมดทุกข์ หมดตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากกิเลสเป็นเหตุเสียบแทง ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ไม่คด ไม่มีอุปธิ หมดสิ้นกิเลสเป็นเหตุเนิ่นช้า ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความรุ่งเรือง

ข้อ ๕๕๑

ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ แม้ใครๆ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นปราชญ์ ในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่านว่า ปราชญ์ ส่วนพวกยักษ์และเทวดารู้จักท่านว่า ผู้ไม่หวั่นไหว มีกัลยาณธรรม เที่ยวไปในโลก

ข้อ ๕๕๒

ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่พระมุนีนั้น ทรงอุทิศส่วนบุญให้ข้าพระองค์ พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น และพระองค์ก็จะทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)

ข้อ ๕๕๓

บัดนี้ สมณะนั้นอยู่ที่ไหน เราไปแล้วจักพึงพบเห็นได้ และสมณะนั้น คือใคร จะพึงแก้ไขความสงสัยและความสนเท่ห์ ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นในวันนี้ได้ (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๕๔

ท่านนั่งอยู่ที่กปินัจจนานั่น มีเทวดาแวดล้อมเป็นจำนวนมาก เป็นผู้มีเกียรติคุณอันแท้จริง และเป็นผู้ไม่ประมาทในคุณอันอัศจรรย์ของตน กล่าวธรรมีกถา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

ข้อ ๕๕๕

เราไปแล้วจักทำตามที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ จักให้สมณะนุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น และเราจะพึงเห็นท่านผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๕๖

ข้าแต่เจ้าลิจฉวี ขอประทานวโรกาส ขอพระองค์อย่าได้เสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่สมควร นั่นเป็นธรรมเนียมไม่เหมาะสำหรับพระองค์ และต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีตรัสว่า เราจะเข้าไปพบบรรพชิตผู้นั่งอยู่ในที่ลับ ณ ที่นั้นในเวลาอันสมควร (พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๕๕๗

ครั้นตรัสแล้วอย่างนี้ เจ้าลิจฉวีมีหมู่ข้าทาสบริพารแวดล้อม เสด็จไปในพระนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังพระนครนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าประทับอาศัยในพระราชนิเวศน์ของพระองค์

ข้อ ๕๕๘

ต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรงสนาน และเสวยน้ำแล้ว ได้เวลาอันสมควร จึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ รับสั่งให้หมู่ข้าทาสบริพารถือไป

ข้อ ๕๕๙

พระองค์ ครั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะนั้นมีจิตสงบระงับ เดินกลับจากโคจรคาม เป็นผู้เยือกเย็น นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๖๐

จึงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสถามสมณะนั้น ถึงความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ความอยู่สำราญ แล้วได้ตรัสกับสมณะนั้นว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเป็นกษัตริย์ลิจฉวี ในเมืองไพสาลี ชนทั้งหลายรู้จักโยมว่า เจ้าอัมพสักขรลิจฉวี

ข้อ ๕๖๑

พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าจงรับผ้า ๘ คู่นี้ของโยม โยมถวายพระคุณเจ้า โยมมาในที่นี้เพราะต้องการความสบายใจที่โยมจะพึงสบายใจ (พระเถระทูลถามว่า)

ข้อ ๕๖๒

สมณพราหมณ์ทั้งหลายพากันละเว้นราชนิเวศน์ ของมหาบพิตรเสียห่างไกล เพราะในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ บาตรก็แตก และแม้ผ้าสังฆาฏิก็ยังถูกฉีกทำลาย

ข้อ ๕๖๓

ครั้นต่อมา สมณะอีกพวกหนึ่งถูกมัดเท้าจับห้อยหัวลง สมณะทั้งหลายได้รับการเบียดเบียน ที่มหาบพิตรทรงกระทำกับบรรพชิตเช่นนั้น

ข้อ ๕๖๔

มหาบพิตรไม่เคยพระราชทาน แม้แต่น้ำมันสักหยดหนึ่งด้วยยอดหญ้า ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง ชิงเอาไม้เท้าของคนตาบอดเสียเอง เป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร หรือเพราะทรงเห็นอะไร มหาบพิตร จึงทรงจำแนกแจกจ่ายให้แก่อาตมาเล่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ (เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)

ข้อ ๕๖๕

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเบียดเบียนสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย โยมขอรับผิดตามที่ท่านพูด แต่โยมมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่ได้คิดประทุษร้าย กรรมชั่วแม้นั้นโยมกระทำแล้วจริง

ข้อ ๕๖๖

เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะเพียงเล็กน้อย ได้สร้างบาปกรรมด้วยการล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็เปรตนั้นจะมีทุกข์อะไรเล่า ที่เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความเปลือยกายนั้น

ข้อ ๕๖๗

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเห็นสิ่งอันน่าสังเวช และผลอันเป็นมลทินนั้นแล้ว จึงถวายทานแม้เพราะเหตุนั้นเป็นปัจจัย นิมนต์พระคุณเจ้ารับผ้าทั้ง ๘ คู่เถิด ทักษิณา นี้จงสำเร็จแก่เปรต (พระเถระถวายพระพรว่า)

ข้อ ๕๖๘

เพราะบัณฑิตทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญการให้ทานไว้โดยมากแท้ และเมื่อมหาบพิตรทรงถวายทาน ขอให้ทานอย่าหมดเปลืองไป อาตมภาพรับผ้าของมหาบพิตรทั้ง ๘ คู่ ขอทักษิณาทานเหล่านี้จงสำเร็จแก่เปรต

ข้อ ๕๖๙

ลำดับนั้น เจ้าลิจฉวีนั้น ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ทรงถวายผ้า ๘ คู่แด่พระเถระ พระเถระรับผ้า ๘ คู่นั้นแล้ว และเจ้าลิจฉวีนั้นก็ทอดพระเนตรเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย @เชิงอรรถ : @ ทานที่ให้โดยเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม, หรือไทยธรรมที่ถวายแก่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เพื่อประโยชน์@แก่เปตชน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๗๐

(เจ้าลิจฉวีนั้น)ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้น ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง มีรูปงาม ประดับประดา นุ่งผ้าอย่างดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวารห้อมล้อม มีเทวฤทธิ์มาก

ข้อ ๕๗๑

พระองค์ทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระหฤทัย เบิกบาน มีพระหฤทัยร่าเริง งามสง่า ได้ทรงเห็นกรรมและผลกรรมมากอย่างแจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เอง

ข้อ ๕๗๒

จึงเสด็จเข้าไปหาเปรตนั้นแล้วรับสั่งกับเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย สิ่งไรๆ ที่เราไม่ควรให้ไม่มีเลย และท่านมีอุปการะแก่เรามาก (เปรตนั้นกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๗๓

ข้าแต่เจ้าลิจฉวี พระองค์ได้พระราชทานสิ่งของอย่างหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ ทานนั่นมิได้ไร้ผล ข้าพระองค์นั้นซึ่งเป็นอมนุษย์ จักเป็นพยานร่วมกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๕๗๔

ท่านเป็นตัวอย่าง เป็นพวกพ้อง เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตรและเป็นเทพของเรา เราขอไหว้ อ้อนวอนท่าน ต้องการจะพบท่านอีก (เปรตกราบทูลว่า)

ข้อ ๕๗๕

ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ยังกระด้างกระเดื่อง มีจิตดำเนินไปผิด ขอเดชะเจ้าลิจฉวี พระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้วก็จักไม่เจรจาด้วย @เชิงอรรถ : @ มีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ ละทางถูกไปปฏิบัติทางผิด (ขุ.เป.อ. ๕๗๕/๒๕๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๗๖

แต่ถ้าพระองค์จักทรงเคารพธรรม ยินดีบริจาคทานเครื่องบำรุงอัตภาพ เป็นเสมือนบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ขอเดชะเจ้าลิจฉวี เมื่อเป็นดังนี้ พระองค์จักได้เห็นข้าพระองค์

ข้อ ๕๗๗

และข้าพระองค์จักได้เห็นได้เจรจากับพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จากหลาวโดยเร็ว เพราะการมาหาบุรุษนี้เป็นเหตุ เราทั้งสองได้เป็นพยานร่วมกัน เพราะเหตุแห่งบุรุษถูกเสียบที่หลาว ข้าพระองค์เข้าใจว่า

ข้อ ๕๗๘

เราทั้งสองนั้นได้เป็นพยานร่วมกัน ฝ่ายบุรุษถูกเสียบที่หลาวนี้ ถูกปล่อยโดยเร็วโดยทันที แล้วประพฤติธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอน กรรมที่เว้นการให้ผล ก็พึงมีได้

ข้อ ๕๗๙

พระองค์เสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรงถวายทานแก่ท่าน ในเวลาที่สมควร ประทับนั่งใกล้แล้วเชิญตรัสถามด้วยพระโอษฐ์เอง ท่านจักทูลความข้อนั้นแก่พระองค์

ข้อ ๕๘๐

พระองค์ทรงประสงค์บุญ และมีจิตไม่ประทุษร้าย เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นแล้วตรัสถามเถิด ท่านจักทูลธรรมทั้งที่ทรงสดับแล้ว และยังไม่ได้ทรงสดับทั้งหมดแด่พระองค์ตามความรู้ (พระองค์ทรงสดับธรรมแล้วจักได้ตรัสบอกสุคติ) @เชิงอรรถ : @ กรรมที่เว้นผลอันบุคคลพึงเสวยในภพต่อๆ ไป (อโหสิกรรม) พึงมีได้ เมื่อยังมีการเวียนว่ายตายเกิด@(ขุ.เป.อ. ๕๙๐/๒๕๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๘๑

ท้าวเธอทรงเจรจาความลับในที่นั้นแล้ว ได้เป็นพยานร่วมกับเปรต เสด็จหลีกไป ครั้นแล้วท้าวเธอได้กล่าวกับข้าราชบริพารของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ใกล้ๆ ว่า

ข้อ ๕๘๒

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดฟังคำอย่างหนึ่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักเลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่ถูกเสียบที่หลาว มีกรรมหยาบช้า ถูกลงอาชญา มีสภาพที่จะต้องติดอยู่ร่ำไป

ข้อ ๕๘๓

เขาถูกหลาวเสียบมาอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี จะตายหรือไม่ตาย เราจักปล่อยเขาด้วยความเต็มใจ หมู่ชนจงอนุญาตตามชอบใจ

ข้อ ๕๘๔

พระองค์โปรดจงรีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นโดยเร็ว และใครเล่าจะพึงว่ากล่าวพระองค์ผู้ทรงทำอย่างนั้นอยู่ได้ พระองค์ทรงทราบอย่างไร ขอจงทรงทำอย่างนั้น หมู่ชนย่อมอนุญาตตามชอบใจ

ข้อ ๕๘๕

เจ้าลิจฉวีนั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว ทรงรีบปล่อยบุรุษที่ถูกหลาวเสียบ และได้ตรัสกับบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อน และรับสั่งให้พวกหมอพยาบาลรักษา

ข้อ ๕๘๖

แล้วเสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุ ทรงถวายทานแก่ท่านในเวลาที่สมควร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงประทับนั่งใกล้ แล้วได้รับสั่งถามท่าน ณ ที่นั้นนั่นแหละด้วยพระองค์เองว่า

ข้อ ๕๘๗

บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ มีกรรมหยาบช้า ถูกลงอาชญา มีสภาพจะต้องติดอยู่ร่ำไป เขาถูกเสียบอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี จะตายหรือไม่ตาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๘๘

โยมไปปล่อยเขามาเดี๋ยวนี้ตามคำของเปรตนั้น พระคุณเจ้าผู้เจริญ จะพึงมีเหตุอะไรหรือ ที่เปรตนั้นไม่ต้องตกนรก

ข้อ ๕๘๙

ถ้ามีเหตุขอนิมนต์ท่านบอกโยมเถิด พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมกำลังรอฟังคำมีเหตุที่น่าเชื่อถืออยู่ (กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า) เพราะยังไม่ได้เสวย ผลกรรมเหล่านั้นจะไม่มีการสูญหาย ภาวะที่กรรมเหล่านั้นจะสูญสิ้นไปจะพึงมีได้ในโลกนี้

ข้อ ๕๙๐

ถ้าเขาประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวัน เขาจะพึงพ้นจากนรกนั้นไปได้ และกรรมที่เว้นการให้ผล พึงมีได้ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๕๙๑

พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมรู้ประโยชน์ของบุรุษนี้อย่างทั่วถึง บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าจงอนุเคราะห์โยมบ้าง ขอได้กล่าวตักเตือนพร่ำสอนโยม โดยวิธีที่โยมไม่พึงตกนรกด้วยเถิด ท่านผู้มีปัญญากว้างขวาง (กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า)

ข้อ ๕๙๒

วันนี้ ขอมหาบพิตรจงมีพระหฤทัยเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกถึง อนึ่ง จงทรงศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ

ข้อ ๕๙๓

จงทรงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก ไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ ไม่ตรัสเท็จ และทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์ อนึ่ง ขอจงทรงสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร

ข้อ ๕๙๔

ขอพระองค์จงทรงถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัย ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ

ข้อ ๕๙๕

ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ บุญจึงเจริญทุกเมื่อ

ข้อ ๕๙๖

ผู้ที่ประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น และกรรมที่เว้นการให้ผลพึงมีได้ (พระราชาตรัสว่า)

ข้อ ๕๙๗

วันนี้แหละ โยมมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก อนึ่ง ขอศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ

ข้อ ๕๙๘

ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์พลัน เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่กล่าวเท็จ และยินดีเฉพาะภรรยาของตน อนึ่ง ขอสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๒. เสรีสกเปตวัตถุ

ข้อ ๕๙๙

โยมจะถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง ข้าว น้ำ ของกินของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัย

ข้อ ๖๐๐

โยมยินดีในพระพุทธศาสนา ไม่หวั่นไหว จะถวายแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต

ข้อ ๖๐๑

เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีทรงเป็นอุบาสกคนหนึ่งในเมืองไพสาลี ทรงมีศรัทธา และมีพระหฤทัยอ่อนโยนเช่นนั้น ทรงทำอุปการะ บำรุงพระภิกษุสงฆ์โดยเคารพในกาลนั้น

ข้อ ๖๐๒

บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ หายโรค มีอิสระ สบายดี ได้บรรพชาแล้ว แม้คนทั้งสองอาศัยกัปปิตกภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุสามัญญผล

ข้อ ๖๐๓

การคบสัตบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากแก่สัตบุรุษทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่ บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบได้บรรลุอรหัตตผล ส่วนเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีได้บรรลุโสตาปัตติผลอัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑ จบ ๒. เสรีสกเปตวัตถุ เรื่องเสรีสกเปรต (พระควัมปติกล่าวว่า)

ข้อ ๖๐๔

ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดาและพวกพ่อค้า ที่ได้มาพบกันในทางทะเลทรายในคราวนั้น และขอเชิญทุกท่านฟังถ้อยคำตามที่เทวดา และพวกพ่อค้ากล่าวสนทนากัน @เชิงอรรถ : @ สามัญญผล แปลว่า ผลแห่งความเป็นสมณะ ความเป็นสมณะ หมายถึงการบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา@พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชได้ผลเห็นประจักษ์ (หมายถึงการบรรลุมรรค ๔ ผล ๔@นิพพาน ๑ ไปตามลำดับ) (สุตฺต ๙/๒๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๖๕}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

จตุตฺโถ มหาวคฺโค

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา มหาวรรคที่ ๔. ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ ว่าด้วยพระเจ้าอัมพสักขระทรงสนทนากับเปรตเปลือย

ข้อ ๑๒๑

|๑๒๑.๕๐๐| ๑ เวสาลิ นาม นครตฺถิ วชฺชีนํ ตตฺถ อหุ ลิจฺฉวิ อมฺพสกฺขโร ทิสฺวาน เปตํ นครสฺส พาหิรํ ตตฺเถว ปุจฺฉิตฺถ ตํ การณตฺถิโก ฯ |๑๒๑.๕๐๑| เสยฺยา นิสชฺชา นยิมสฺส อตฺถิ อภิกฺกโม นตฺถิ ปฏิกฺกโม จ อสีตปีตํ ขายิตวตฺถโภคา ปริจาริกา สาปิ อิมสฺส นตฺถิ ฯ |๑๒๑.๕๐๒| เย ญาตกา ทิฏฺฐสุตา สุหชฺชา อนุกมฺปกา ยสฺส อเหสุํ ปุพฺเพ ทฏฺฐุํปิ ทานิ น ลภนฺติ ตํปิ วิราชิตตฺโต หิ ชเนน เตน ฯ |๑๒๑.๕๐๓| น ทุคฺคตสฺส ภวนฺติ มิตฺตา ชหนฺติ มิตฺตา วิกลํ วิทิตฺวา อตฺถญฺจ ทิสฺวา ปริวารยนฺติ พหู จ มิตฺตา อุคฺคตสฺส โหนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๐๔| นิหีนตฺโถ สพฺพโภเคหิ กิจฺโฉ สมฺมกฺขิโต สํปริภินฺนคตฺโต อุสฺสาวพินฺทุว ปลิมฺปมาโน อชฺช สุเว ชีวิตสฺสุปโรโธ ฯ |๑๒๑.๕๐๕| เอตาทิสํ อุตฺตมกิจฺฉปตฺตํ อุตฺตาสิตํ ปิจุมนฺทสฺส สูเล อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน วเทสิ ยกฺข ชีว โภ ชีวิตเมว เสยฺโยติ ฯ |๑๒๑.๕๐๖| สาโลหิโต เอโส อโหสิ มยฺหํ อหํ สรามิ ปุริมาย ชาติยา ทิสฺวา จ เม การุญฺญํ อโหสิ ราช มา ปาปธมฺโม นิรยํ ปตายํ ฯ |๑๒๑.๕๐๗| อิโต จุโต ลิจฺฉวิ เอส โปโส สตฺตุสฺสทํ นีรยํ โฆรรูปํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺกฏกมฺมการี มหาภิตาปํ กฏุกํ ภยานกํ ฯ |๑๒๑.๕๐๘| อเนกภาเคน คุเณน เสยฺโย อยเมว สูโล นิรเยน เตน มา เอกนฺตทุกฺขํ กฏุกํ ภยานกํ เอกนฺตติปฺปํ นิรยํ ปตายํ ฯ |๑๒๑.๕๐๙| อิทญฺจ สุตฺวา วจนํ มเมโส ทุกฺขูปนีโต วิชเหยฺย ปาปํ ตสฺมา อหํ สนฺติเก น ภณามิ มา เมกโต ชีวตสฺสุปโรโธติ ฯ |๑๒๑.๕๑๐| อญฺญาโต เอโส ปุริสสฺส อตฺโถ อญฺญํปิ อิจฺฉามเส ปุจฺฉิตุํ ตุวํ โอกาสกมฺมํ มม โน สเจ กโรสิ ปุจฺฉามิหํ น จ โน กุชฺฌิตพฺพํ ฯ |๑๒๑.๕๑๑| อทฺธา ปฏิญฺญา เม ตทา อหุ อจิกฺขนา อปฺปสนฺนสฺส โหติ อกามา สทฺเธยฺยวโจติ กตฺวา ปุจฺฉสฺสุ มํ กามํ ยถา วิสยฺหนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๑๒| ยํ กิญฺจาหํ จกฺขุนา ปสฺสิสฺสามิ สพฺพํปิ ตาหํ อภิสทฺทเหยฺยํ ทิสฺวาปิ ตํ โนปิ เจ สทฺทเหยฺย กเรยฺยาสิ เม ยกฺข นิยสฺสกมฺมนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๑๓| สจฺจปฺปฏิญฺญา ตว เม สา โหตุ สุตฺวาน ธมฺมํ ลภสฺสุ ปสาทํ อญฺญตฺถิโก โน จ ปทุฏฺฐจิตฺโต ยนฺเต สุตํ อสุตํ วาปิ ธมฺมํ ฯ สพฺพํ อกฺขิสฺสํ ยถา ปชานํ |๑๒๑.๕๑๔| เสเตน อสฺเสน อลงฺกเตน อุปยาสิ สูลาวุตกสฺส สนฺติเก ยานํ อิทํ อพฺภูตํ ทสฺสเนยฺยํ กิสฺเสตํ กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ฯ |๑๒๑.๕๑๕| เวสาลิยา ตสฺส นครสฺส มชฺเฌ จิกฺขลฺลมคฺเค นครํ อโหสิ โคสีสเมกาหํ ปสนฺนจิตฺโต เสตุํ คเหตฺวา นครสฺมึ นิกฺขิปึ ฯ |๑๒๑.๕๑๖| เอตสฺมึ ปาทานิ ปติฏฺฐเปตฺวา มยญฺจ อญฺเญ จ อติกฺกมิมฺห ยานํ อิทํ อพฺภูตํ ทสฺสเนยฺยํ ตสฺเสว กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ฯ |๑๒๑.๕๑๗| วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสติ คนฺโธ จ เต สพฺพทิสา ปวายติ ยกฺขิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว นคฺโค จาสิ กิสฺส อยํ วิปาโก ฯ |๑๒๑.๕๑๘| อกฺโกธโน นิจฺจปสนฺนจิตฺโต สณฺหาหิ วาจาหิ ชนํ อุเปมิ ตสฺเสว กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ทิพฺโพ เม วณฺโณ สตตํ ปภาสติ ฯ |๑๒๑.๕๑๙| ยสญฺจ กิตฺติญฺจ ธมฺเม ฐิตานํ ทิสฺวาน มนฺเตมิ ปสนฺนจิตฺโต ตสฺเสว กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ทิพฺโพ เม คนฺโธ สตตํ ปวายติ ฯ |๑๒๑.๕๒๐| สหายานํ ติตฺถสฺมึ นหายนฺตานํ ถเล คเหตฺวา นิทหิสฺส ทุสฺสํ ขิฑฺฑตฺถิโก โน จ ปทุฏฺฐิตฺโต เตนมฺหิ นคฺโค กสิรา ปวุตฺติ ฯ |๑๒๑.๕๒๑| โย กีฬมาโน จ กโรติ ปาปํ ตสฺสีทิสํ กมฺมวิปากมาหุ อกีฬมาโน ปน โย กโรติ กึ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากมาหุ ฯ |๑๒๑.๕๒๒| เย ทุฏฺฐสงฺกปฺปมนา มนุสฺสา กาเยน วาจาย จ สงฺกิลิฏฺฐา กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ อสํสยํ เต นิรยํ อุเปนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๒๓| อปเร ปน สุคตึ อาสิสมานา ทาเน รตา สงฺคหิตตฺตภาวา กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ อสํสยํ เต สุคตึ อุเปนฺตีติ ฯ |๑๒๑.๕๒๔| ตํ กินฺติ ชาเนยฺยํ อหํ อเวจฺจ กลฺยาณปาปสฺส อยํ วิปาโก กึ วาหํ ทิสฺวา อภิสทฺทเหยฺยํ โก วาปิ มํ สทฺทหาเปยฺย เอตนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๒๕| ทิสฺวา จ สุตฺวา อภิสทฺทหสฺสุ กลฺยาณปาปสฺส อยํ วิปาโก กลฺยาณปาเป อุภเย อสนฺเต สิยา นุ สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา ฯ |๑๒๑.๕๒๖| โน เจตฺถ กมฺมานิ กเรยฺยุํ มจฺจา กลฺยาณปาปานิ มนุสฺสโลเก นาเหสุํ สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา หีนา ปณีตา จ มนุสฺสโลเก ฯ |๑๒๑.๕๒๗| ยสฺมา จ กมฺมานิ กโรนฺติ มจฺจา กลฺยาณปาปานิ มนุสฺสโลเก ตสฺมา สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา หีนา ปณีตา จ มนุสฺสโลเก ฯ |๑๒๑.๕๒๘| ทฺวยญฺจ กมฺมานํ วิปากมาหุ สุขสฺส ทุกฺขสฺส จ เวทนียํ ตา เทวตา ปริวารยนฺติ ปจฺจนฺติ พาลา ทฺวยตํ อปสฺสิโนติ ฯ |๑๒๑.๕๒๙| น มตฺถิ กมฺมานิ สยํ กตานิ ทตฺวาปิ เม นตฺถิ โส อาทิเสยฺย อจฺฉาทนํ สยนมถนฺนปานํ เตนมฺหิ นคฺโค กสิรา ปวุตฺตีติ ฯ |๑๒๑.๕๓๐| สิยา นุ โข การณํ กิญฺจิ ยกฺข อจฺฉาทนํ เยน ตุวํ ลเภถ อาจิกฺข เม ตฺวํ ยทตฺถิ เหตุ สทฺธายิตํ เหตุวโจ สุโณมาติ ฯ |๑๒๑.๕๓๑| กปฺปิตโก นาม อิธตฺถิ ภิกฺขุ ฌายี สุสีโล อรหา วิมุตฺโต คุตฺตินฺทฺริโย สํวุตปาติโมกฺโข สีติภูโต อุตฺตมทิฏฺฐิปตฺโต |๑๒๑.๕๓๒| สขิโล วทญฺญู สุวโจ สุมุโข สฺวาคโม สุปฺปฏิมุตฺตโก จ ปุญฺญสฺส เขตฺตํ อรณวิหารี เทวมนุสฺสานญฺจ ทกฺขิเณยฺโย |๑๒๑.๕๓๓| สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส มุตฺโต วิสลฺโล อมโม อวงฺโก นิรูปธิ สพฺพปปญฺจขีโณ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺโต ชุติมา ฯ |๑๒๑.๕๓๔| อปฺปญฺญาโต ทิสฺวาปิ น สุชาโน มุนีติ นํ วชฺชีสุ โวหรนฺติ ชานนฺติ ตํ ยกฺขภูตา อเนชํ กลฺยาณธมฺมํ วิจรนฺตํ โลเก ฯ |๑๒๑.๕๓๕| ตสฺส ตุวํ เอกํ ยุคํ ทุเว วา มมุทฺทิสิตฺวาน สเจ ทเทถ ปฏิคฺคหิตานิ จ ตานิ อสฺสุ มมญฺจ ปสฺเสถ สํนทฺธทุสฺสนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๓๖| กสฺมึ ปเทเส สมณํ วสนฺตํ คนฺตฺวาน ปสฺเสมุ มยํ อิทานิ ส มชฺช กงฺขํ วิจิกิจฺฉิตญฺจ ทิฏฺฐิวิสูกานิ โก วิโนทเย เจติ ฯ |๑๒๑.๕๓๗| เอโส นิสินฺโน กปินจฺจนายํ ปริวาริโต เทวตาหิ พหูหิ ธมฺมิกถํ ภาสติ สจฺจนาโม สกสฺมิ อจฺเฉรเก อปฺปมตฺโตติ ฯ |๑๒๑.๕๓๘| ตถาหํ กสฺสามิ คนฺตฺวา อิทานิ อจฺฉาทยิสฺสํ สมณํ ยุเคน ปฏิคฺคหิตานิ จ ตานิ ปสฺส ตุวญฺจ ปสฺเสมุ สํนทฺธทุสฺสนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๓๙| มา อกฺขเณ ปพฺพชิตํ อุปาคมิ สาธุ โว ลิจฺฉวิ เนส ธมฺโม ตโต จ กาเล อุปสงฺกมิตฺวา ตตฺเถว ปสฺสามิ รโห นิสินฺนนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๔๐| ตถา หิ วตฺวา อคมาสิ ตตฺถ ปริวาริโต ทาสคเณน ลิจฺฉวิ โส ตํ นครํ อุปสงฺกมิตฺวา วาสุปคญฺฉิตฺถ สเก นิเวสเน ฯ |๑๒๑.๕๔๑| ตโต จ กาเล คิหิกิจฺจานิ กตฺวา นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา จ ขณํ ลภิตฺวา วิเจยฺย เปฬโต จ ยุคานิ อฏฺฐ คาหาปยิ ทาสคเณน ลิจฺฉวิ ฯ |๑๒๑.๕๔๒| โส ตํ ปเทสํ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ อทฺทส สมณํ สนฺตจิตฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ โคจรโต นิวตฺตํ สีติภูตํ รุกฺขมูเล นิสินฺนํ ฯ |๑๒๑.๕๔๓| ตเมนํ อโวจ อุปสงฺกมิตฺวา อปฺปาพาธํ ผาสุวิหารญฺจ ปุจฺฉิ เวสาลิยํ ลิจฺฉวิ อหํ ภทนฺเต ชานนฺติ มํ ลิจฺฉวิ อมฺพสกฺขโร ฯ |๑๒๑.๕๔๔| อิมานิ เม อฏฺฐ ยุคานิ ภนฺเต ปฏิคฺคณฺห ภนฺเต ททามิ ตุยฺหํ เตเนว อตฺเถน อิธาคโตสฺมิ ยถา อหํ อตฺตมโน ภเวยฺยํ ฯ |๑๒๑.๕๔๕| ทูรโตว สมณพฺราหฺมณา จ นิเวสนนฺเต ปริวชฺชยนฺติ ปตฺตานิ ภิชฺชนฺติ ตว นิเวสเน สงฺฆาฏิโย จาปิ วิทาลยนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๔๖| อถาปเร ปาทกุทาริกาหิ อวํสิรา สมณา ปาฏิยนฺติ เอตาทิสํ ปพฺพชิตํ วิเหสํ ตยา กตํ สมณา ปาปุณนฺติ ฯ |๑๒๑.๕๔๗| ติเณน เตลํปิ น ตฺวํ อทาสิ มูฬฺหสฺส มคฺคํปิ น ปาวทาสิ อนฺธสฺส ทณฺฑํ สยมาทิยาสิ เอตาทิโส กทริโย อสํวุโต ฯ อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน กิเมว ทิสฺวา อเมฺหหิ สห สํวิภาคํ กโรสิ ฯ |๑๒๑.๕๔๘| ปจฺเจมิ ภนฺเต ยํ ตฺวํ วเทสิ ฯ วิโมสยิ สมณพฺราหฺมเณ จ ฯ ขิฑฺฑตฺถิโก โน จ ปทุฏฺฐจิตฺโต เอตํปิ เม ทุกฺกฏเมว ภนฺเต |๑๒๑.๕๔๙| ขิฑฺฑาย โข ปสวิตฺวาน ปาปํ เวเทติ ทุกฺขํ อปฺปมตฺตโภคี ทหโร ยุวา นคฺคนิยสฺส ภาคี กึสุ ตโต ทุกฺขตรสฺส โหติ ฯ |๑๒๑.๕๕๐| ตํ ทิสฺวา สํเวคมลมตฺถํ ภนฺเต ตปฺปจฺจยา วาปิ ททามิ ทานํ ปฏิคฺคณฺห ภนฺเต วตฺถยุคานิ อฏฺฐ ยกฺขสฺสิมาคจฺฉนฺตุ ทกฺขิณาโย ฯ |๑๒๑.๕๕๑| อทฺธา หิ ทานํ พหุธา ปสฏฺฐํ ททโต จ เต อกฺขยธมฺมมตฺถุ ปฏิคฺคณฺหามิ เต วตฺถยุคานิ อฏฺฐ ยกฺขสฺสิมาคจฺฉนฺตุ ทกฺขิณาโย ฯ |๑๒๑.๕๕๒| ตโต หิ โส อาจมยิตฺวา ลิจฺฉวิ เถรสฺส ทตฺวาน ยุคานิ อฏฺฐ ปฏิคฺคหิตานิ จ ตานิ วาสฺสุํ ยกฺขญฺจ ปสฺเสถ สํนทฺธทุสฺสํ ฯ |๑๒๑.๕๕๓| ตมทฺทส จนฺทนสารลิตฺตํ อาชญฺญมารุยฺห อุฬารวณฺณํ อลงฺกตํ สาธุนิวตฺถทุสฺสํ ปริวาริตํ ยกฺขมหิทฺธิปตฺตํ ฯ |๑๒๑.๕๕๔| โส ตํ ทิสฺวา อตฺตมโน อุทคฺโค ปหฏฺฐจิตฺโตว สุภคฺครูโป กมฺมญฺจ ทิสฺวาน มหาวิปากํ สนฺทิฏฺฐิกํ จกฺขุนา สจฺฉิกตฺวา ฯ |๑๒๑.๕๕๕| ตเมนมโวจ อุปสงฺกมิตฺวา ทสฺสามิ ทานํ สมณพฺราหฺมณานํ น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ ตุวญฺจ เม ยกฺข พหูปกาโร ฯ |๑๒๑.๕๕๖| ตุวญฺจ เม ลิจฺฉวิ เอกเทสํ อทาสิ ทานานิ อโมฆเมตํ สฺวาหํ กริสฺสามิ ตยา ว สกฺขึ อมานุโส มานุสเกน สทฺธึ ฯ |๑๒๑.๕๕๗| คติ จ พนธู จ ปรายนญฺจ มิตฺโต มมาสิ อถ เทวตาสิ ยาจามิ ตํ ปญฺชลิโก ภวิตฺวา อิจฺฉามิ ตํ ยกฺข ปุนาปิ ทฏฺฐุํ ฯ |๑๒๑.๕๕๘| สเจ ตุวํ อสฺสทฺโธ ภวิสฺสสิ กทริยรูโป วิปฺปฏิปนฺนจิตฺโต เตเนว มํ ลิจฺฉวิ ทสฺสนาย ทิสฺวา จ ตํ โนปิ จ อาลปิสฺสํ ฯ |๑๒๑.๕๕๙| สเจ ตุวํ ภวิสฺสสิ ธมฺมคารโว ทาเน รโต สงฺคหิตตฺตภาโว โอปานภูโต สมณพฺราหฺมณานํ เอวํ มมํ ลิจฺฉวิ ทสฺสนาย ฯ |๑๒๑.๕๖๐| ทิสฺวา จ ตํ อาลปิสฺสํ ภทนฺเต อิมญฺจ สูลโต ลหุํ ปมุญฺจ ยโตนิทานํ อกริมฺห สกฺขึ มญฺญามิ สูลาวุตกสฺส การณา |๑๒๑.๕๖๑| เต อญฺญมญฺญํ อกริมฺห สกฺขึ ฯ อยญฺจ สูลาวุโต ลหุํ ปมุตฺโต สกฺกจฺจ ธมฺมานิ สมาจรนฺโต มุญฺเจยฺย โส นิรยาว ตมฺหา กมฺมํ สิยา อญฺญตฺร สเวทนียํ ฯ |๑๒๑.๕๖๒| กปฺปิตกญฺจ อุปสงฺกมิตฺวา เตน สห สํวิภชิตฺวาน กาเล สยํ มุเขน อุปนิสชฺช ปุจฺฉ โส เต อกฺขิสฺสติ เอตมตฺถํ ฯ |๑๒๑.๕๖๓| ตเมว ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉสฺสุ ปุญฺญตฺถิโก โน จ ปทุฏฺฐจิตฺโต โส เต สุตํ อสุตญฺจาปิ ธมฺมํ สพฺพํปิ อกฺขิสฺสติ ยถา ปชานํ สุโต จ ธมฺมํ สุคตึ อกฺขิสฺส ฯ |๑๒๑.๕๖๔| โส ตตฺถ รหสฺสํ สมุลฺลปิตฺวา สกฺขึ กริตฺวาน อมานุเสน ปกฺกามิ โส ลิจฺฉวีนํ สกาสํ อถ พฺรวิ ปริสํ สนฺนิสินฺนํ ฯ |๑๒๑.๕๖๕| สุณนฺตุ โภนฺโต มม เอกวากฺยํ วรํ วริสฺสํ ลภิสฺสามิ อตฺถํ สูลาวุโต ปุริโส ลุทฺทกมฺโม ปณีตทณฺโฑ อนุสตฺตรูโป ฯ |๑๒๑.๕๖๖| เอตฺตาวตา วีสติรตฺติมตฺตา ยโต อาวุโต เนว ชีวติ น มโต ตาหํ โมจยิสฺสามิ ทานิ ยถา มตึ อนุชานาตุ สงฺโฆ ฯ |๑๒๑.๕๖๗| เอตญฺจ อญฺญญฺจ ลหุํ ปมุญฺจ โก ตํ วเทถ จ ตถา กโรนฺตํ ยถา ปชานาสิ ตถา กโรหิ ยถา มตึ อนุชานาติ สงฺโฆ ฯ |๑๒๑.๕๖๘| โส ตํ ปเทสํ อุปสงฺกมิตฺวา สูลาวุตํ โมจยิ ขิปฺปเมว มา ภายิ สมฺมาติ จ ตํ อโวจ ติกิจฺฉกานญฺจ อุปฏฺฐเปสิ ฯ |๑๒๑.๕๖๙| กปฺปิตกญฺจ อุปสงฺกมิตฺวา เตน สห สํวิภชิตฺวาน กาเล สยํ มุเขเนว อุปนิสชฺช ลิจฺฉวิ ตตฺเถว ปุจฺฉตฺถนํ การณตฺถิโก ฯ |๑๒๑.๕๗๐| สูลาวุโต ปุริโส ลุทฺทกมฺโม ปณีตทณฺโฑ อนุสตฺตรูโป เอตฺตาวตา วีสติรตฺติมตฺตา ยโต อาวุโต เนว ชีวติ น มโต ฯ |๑๒๑.๕๗๑| โส โมจิโต คนฺตฺวา มยา อิทานิ เอตสฺส ยกฺขสฺส วโจติ ภนฺเต สิยา นุ โข การณํ กิญฺจิเทว เยน โส นิรยํ โน วเชยฺย ฯ |๑๒๑.๕๗๒| อาจิกฺข ภนฺเต ยทิ อตฺถิ เหตุ สทฺธายิตํ เหตุ วโจติ สุโณม น เตสํ กมฺมานํ วินาสมตฺถิ อเวทยิตฺวา อิธ พยนฺติภาโว ฯ |๑๒๑.๕๗๓| สเจ โส ธมฺมานิ สมาจเรยฺย สกฺกจฺจํ รตฺตินฺทิวํ อปฺปมตฺโต มุญฺเจยฺย โส นิรยา จ ตมฺหา กมฺมํ สิยา อญฺญตฺร เวทนียํ ฯ |๑๒๑.๕๗๔| อญฺญาโต เอโส ปุริสสฺส อตฺโถ มมํปิทานิ อนุกมฺป ภนฺเต อนุสาส มํ โอวท ภูริปญฺญ ยถา อหํ โน นิรยํ วเชยฺยํ ฯ |๑๒๑.๕๗๕| อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ อุเปหิ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ ปสนฺนจิตฺโต ตเถว สิกฺขาปทานิ ปญฺจ อขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยสฺสุ ฯ |๑๒๑.๕๗๖| ปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺปํ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยสฺสุ อมชฺชโป มา จ มุสา อภาสิ สเกน ทาเรน จ โหหิ ตุฏฺโฐ ฯ อิมญฺจ อฏฺฐงฺควรํ อุเปตํ สมาทิยาหิ กุสลํ สุขินฺทฺริยํ ฯ |๑๒๑.๕๗๗| จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ อนฺนปานํ ขาทนียํ วตฺถํ เสนาสนานิ จ ฯ ททาหิ อุชุภูเตสุ สทา ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ |๑๒๑.๕๗๘| ภิกฺขู จ สีลสมฺปนฺเน วีตราเค พหุสฺสุเต ตปฺเปหิ อนฺนปาเนน สทา ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ฯ |๑๒๑.๕๗๙| เอวญฺจ ธมฺมานิ สมาจรนฺโต สกฺกจฺจํ รตฺตินฺทิวํ อปฺปมตฺโต มุญฺเจยฺย โส นิรยา จ ตมฺหา กมฺมํ สิยา อญฺญตฺร เวทนียํ ฯ |๑๒๑.๕๘๐| อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ อุเปมิ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ ปสนฺนจิตฺโต ตเถว สิกฺขาปทานิ ปญฺจ อขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยามิ ฯ |๑๒๑.๕๘๑| ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐ ฯ อิมญฺจ อริยํ อฏฺฐงฺควรํ อุเปตํ สมาทิยามิ กุสลํ สุขินฺทฺริยํ ฯ |๑๒๑.๕๘๒| จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ อนฺนปานํ ขาทนียํ วตฺถํ เสนาสนานิ จ |๑๒๑.๕๘๓| ภิกฺขู จ สีลสมฺปนฺเน วีตราเค พหุสฺสุเต ททามิ น วิกฺกปฺปามิ พุทฺธานํ สาสเน รโต ฯ |๑๒๑.๕๘๔| เอตาทิโส ลิจฺฉวิ อมฺพสกฺขโร เวสาลิยํ อญฺญตโร อุปาสโก สทฺโธ มุทุ การกโร จ ภิกฺขุ สงฺฆญฺจ สกฺกจฺจ ตทา อุปฏฺฐหิ ฯ |๑๒๑.๕๘๕| สูลาวุโต จ อโรโค หุตฺวา เสรี สุขี ปพฺพชฺชํ อุปาคมิ อาคมฺม กปฺปิตกุตฺตมํ อุโภปิ สามญฺญผลานิ อชฺฌคุํ ฯ |๑๒๑.๕๘๖| เอตาทิสา สปฺปุริสานํ เสวนา มหปฺผลา โหติ สตํ วิชานตํ สูลาวุโต อคฺคผลํ ผุสฺสติ ผลํ กนิฏฺฐํ ปน อมฺพสกฺขโรติ ฯ อมฺพสกฺขรเปตวตฺถุ ปฐมํ ฯ

มีนครของชาววัชชีนครหนึ่งนามว่าเวสาลี ในนครเวสาลีนั้นมีกษัตริย์ ลิจฉวีทรงพระนามว่าอัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตตนหนึ่ง ที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงตรัสถามเปรต นั้นในที่นั้นนั่นเองว่า การนอน การนั่ง การเดินไปเดินมา การลิ้ม การดื่ม การเคี้ยว การนุ่งห่ม แม้หญิงบำเรอของบุคคลผู้ถูกเสียบไว้บน หลาวนี้ ย่อมไม่มี ชนเหล่าใดผู้เป็นญาติ เป็นมิตรสหาย เคยเห็น เคยฟังร่วมกันมา เคยมีความเอ็นดูกรุณา ของบุคคลใดมีอยู่ในกาลก่อน เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียนบุคคลนั้นก็ไม่ได้ บุรุษนี้มีตนอันญาติ เป็นต้นสละแล้ว มิตรสหายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ตกยาก พวกมิตรสหาย ทราบว่าผู้ใดขาดแคลน ย่อมละทิ้งผู้นั้น และเห็นใครมั่งคั่งบริบูรณ์ก็พา กันไปห้อมล้อม คนที่มั่งคั่งด้วยสมบัติ ย่อมมีมิตรสหายมาก ส่วน บุคคลผู้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ฝืดเคืองด้วยโภคะ ย่อมหามิตร สหายยาก [นี้เป็นธรรมดาของโลก] บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้ มีร่างกาย เปื้อนด้วยเลือดตัวทะลุเป็นช่องๆ ชีวิตของบุรุษนี้จักดับไปในวันนี้พรุ่งนี้ เหมือนหยาดน้ำค้างอันติดอยู่บนปลายหญ้า ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกะบุรุษผู้ถึงความลำบากอย่างยิ่ง นอนหงายอยู่ บนหลาวไม้สะเดาเช่นนี้ว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การ ที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นของประเสริฐ. เปรตนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระราชา บุรุษนี้เป็นสายโลหิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกชาติ ก่อนข้าพระองค์เห็นแล้วมีความกรุณาแก่เขาว่าขออย่าให้บุรุษผู้เลวทรามนี้ ไปตกนรกเลย ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ จุติจากอัตภาพนี้ แล้ว จักเข้าถึงนรกอันยัดเยียดไปด้วยสัตว์ผู้ทำบาป เป็นสถานร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อนให้เกิดความน่ากลัว หลาวนี้ประเสริฐกว่า นรกนั้นตั้งหลายพันเท่า ขออย่าให้บุรุษนี้ไปตกนรกอันมีแต่ความทุกข์ โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อน ให้เกิดความน่ากลัวมีความทุกข์กล้าแข็งอย่าง เดียว บุรุษนี้ฟังคำของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว ประหนึ่งว่าข้าพระองค์ น้อมเข้าไปสู่ทุกข์ในนรกนั้น จะพึงสละชีวิตของตนเสีย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จะไม่พูดในที่ใกล้เขา ด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษนี้อย่าได้ดับ ไปเสียเพราะคำของข้าพระองค์เลย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงพูดว่า ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เป็นของประเสริฐ. เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงขอโอกาสเพื่อจะ ตรัสถามความเป็นไปของนางเปรตนั้นอีก จึงได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า เรื่องของบุรุษนี้เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่น ถ้าท่าน ให้โอกาสแก่เรา เราจะขอถามท่าน และท่านไม่ควรโกรธเรา. เปรตนั้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญาณไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ ผู้ไม่เลื่อมใส บัดนี้ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดยพระองค์ จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ ตามพระประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่สามารถจะกราบทูล ได้. เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าอัมพสักขระจึงตรัสถามว่า เราเห็น สิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจักษุ เราควรเชื่อสิ่งนั้นแม้ทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นสิ่งนั้น แล้วไม่เชื่อ ก็ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิดท่าน. เปรตนั้นทูลว่า ขอสัจจปฏิญาณของพระองค์นี้จงมีแก่ข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงฟังธรรม ที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใส ข้าพระองค์มีความ ต้องการอย่างอื่น ไม่ได้มีจิตประทุษร้ายข้าพระองค์จะกราบทูลธรรมทั้งหมด ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่สดับแล้วบ้าง แก่พระองค์ ตามที่ ข้าพระองค์รู้. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า ท่านขี่ม้าขาวอันประดับประดาแล้ว เข้าไปยังสำนักของบุรุษที่ถูกเสียบ หลาว ม้าขาวตัวนี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรม อะไร? เปรตนั้นกราบทูลว่า ที่กลางเมืองเวสาลีนั้น มีหลุมที่หนทางลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส เอาศีรษะโคศีรษะหนึ่งวางทอดที่หลุมให้เป็นสะพาน ข้าพระองค์และ บุคคลอื่นเหยียบบนศีรษะโคนั้นเดินไปได้สะดวก ม้านี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และมีกลิ่นหอมฟุ้งไป ท่านได้สำเร็จฤทธิ์ แห่งเทวดาเป็นผู้มีอานุภาพมาก แต่ท่านเปลือยกาย นี้เป็นผลแห่งกรรม อะไร? เปรตนั้นกราบทูลว่า เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นคนไม่มักโกรธ แต่มีใจเลื่อมใสเป็นนิตย์ พูดกับ คนทั้งหลายด้วยวาจาอ่อนหวาน ข้าพระองค์มีรัศมีทิพย์สว่างไสวอยู่เนือง นิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น ข้าพระองค์เห็นยศ และชื่อเสียงของบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในธรรมมีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญ ข้าพระองค์มีกลิ่นทิพย์หอม ฟุ้งไปเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์ อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าซ่อนไว้บนบกไม่มีความประสงค์จะ ลักขโมยและไม่มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นคน เปลือยกายเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า ผู้ใดทำบาปเล่นๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ผู้นั้นได้รับผลกรรมเช่นนี้ ส่วนผู้ใดตั้งใจทำบาปจริงๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผลกรรมของผู้นั้นว่า เป็นอย่างไร? เปรตนั้นกราบทูลว่า มนุษย์เหล่าใดมีความดำริชั่วร้าย เป็นผู้เศร้าหมองด้วยกายและวาจา เมื่อ ตายไป มนุษย์เหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรกในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติยินดียิ่งในทาน มีอัตภาพอันสงเคราะห์ แล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย. เมื่อเปรตนั้น ชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระราชาไม่ทรงเชื่อ จึง ตรัสถามเปรตนั้นว่า เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือ เราจะพึงเห็นอย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำให้เราเชื่อถือ เรื่องนั้นได้? เปรตนั้นกราบทูลว่า พระองค์ได้ทรงเห็นแล้วและได้ทรงสดับมาแล้ว ก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้ เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสอง ก็พึงมีสัตว์ไปสู่สุคติและทุคติ ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำ กรรมดีและกรรมชั่ว สัตว์ผู้ไปสู่สุคติ ทุคติ เลว และประณีต ก็ไม่มี ในมนุษยโลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลาย ในมนุษยโลกทำกรรมดีและ กรรมชั่วไว้ ฉะนั้น จึงไปสู่สุคติ ไปสู่ทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าววิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้นว่า เป็นที่ตั้งแห่งการ เสวยสุขและทุกข์ เทวดาย่อมพากันห้อมล้อมพวกชน ผู้ได้เสวยผล อันเป็นสุข คนพาลผู้ไม่เห็นบาปและบุญทั้งสอง ย่อมเดือดร้อน กรรมที่ข้าพระองค์เองทำไว้ในชาติก่อน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้นในบัดนี้ มิได้มีแก่ข้าพระองค์ และบุคคลผู้ที่ให้ผ้านุ่งผ้าห่ม ที่นอนที่นั่งข้าวและน้ำ แก่สมณพราหมณ์ทั้งหลายแล้วพึงอุทิศส่วนบุญมา ให้ข้าพระองค์มิได้มี เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นคนเปลือยกาย มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า ดูกรยักษ์ เหตุอะไรๆ ที่จะให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่มพึงมีอยู่หรือ ถ้าเหตุ ที่ควรเชื่อพอจะฟังเป็นเหตุได้มีอยู่ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา? เปรตนั้นกราบทูลว่า ในเมืองเวสาลีนี้ มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่ากัปปิตกะเป็นผู้ได้ฌานมีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว สำรวมในพระ ปาติโมกข์ เยือกเย็น บรรลุผลอันสูงสุด มีวาจาสละสลวย รู้ความ ประสงค์ของผู้ขอ ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน เป็นผู้มาดีไปดี พูดจาโต้ตอบดี เป็นเนื้อนาบุญของโลก มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เป็นทักขิไณยบุคคลของ เทวดาและมนุษย์ สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากลูกศร ไม่ถือเราถือเขา ไม่คดกายวาจาใจ ไม่มีอุปธิ สิ้นกิเลสเป็นเครื่องเนิ่นช้าทั้งปวง ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความ รุ่งเรือง ไม่มีชื่อเสียงปรากฏเพราะความเป็นผู้มีคุณวิเศษอันปกปิดไว้ แม้ใครๆ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นคนดีในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่านว่า มุนี รู้กันว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐ หนักแน่น ไม่หวั่นไหว มีธรรมอันดีงาม เที่ยวไปในโลก ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่ภิกษุนั้น แล้วทรงอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงถวายแล้ว และ ท่านรับผ้านั้นแล้ว พระองค์ก็จะทรงเห็นข้าพระองค์นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า บัดนี้ สมณะนั้นอยู่ที่ประเทศไหน เราจักไปพบท่านที่ไหนใครจะพึง แก้ไขความสงสัยสนเท่ห์ อันเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นของเราได้ ในวันนี้? เปรตนั้นกราบทูลว่า ท่านอยู่ที่เมืองกปินัจจนา มีหมู่เทวดาเป็นอันมากห้อมล้อม เป็นผู้มีนาม จริงแท้ และเป็นผู้ไม่ประมาท แสดงธรรมีกถาอยู่ในหมู่ของตน. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า เราจักไปแล้วจักทำตามที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ จักให้สมณะนั้นนุ่งห่มผ้า ขอท่านจงดูคู่ผ้าเหล่านั้น อันสมณะนั้นรับประเคนแล้ว และเราจักคอย ดูท่านนุ่งห่มผ้าเป็นอันดี. เปรตนั้นกราบทูลว่า ขอรับประทานพระวโรกาส ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้าไปหาบรรพชิตใน เวลาไม่ควร การเสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่ควรนี้ ไม่เป็นธรรม เนียมที่ดีของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย ก็เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาในเวลา สมควร ก็จักทรงเห็นภิกษุนั้นนั่งอยู่ในที่สงัดในที่นั้นเอง. พระเจ้าลิจฉวีตรัสอย่างนั้นแล้ว ก็แวดล้อมด้วยหมู่ข้าราชบริพาร เสด็จ ไปในนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังนครนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าไปยังที่ประทับ ในนิเวสน์ของพระองค์ ทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรง สนาน และทรงดื่มน้ำแล้วได้เวลาอันควร จึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ รับสั่งให้หมู่ข้าราชบริพารถือไป พระราชาครั้นเสด็จเข้าไปในประเทศนั้น แล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะรูปหนึ่งผู้มีจิตสงบระงับกลับจากที่โคจร เป็นผู้เยือกเย็นนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามสมณะนั้นถึงความ เป็นผู้มีอาพาธน้อย การอยู่สำราญและตรัสบอกนามของพระองค์ให้ ทรงทราบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โยมเป็นกษัตริย์ลิจฉวีอยู่ในเมืองเวสาลี ชาวลิจฉวีเรียกโยมว่าอัมพสักขระ ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ของดิฉัน โยมขอถวายท่าน โยมมาในที่นี้ด้วยความประสงค์เพียงเท่านี้ โยมมีความ ปลื้มใจนัก. พระเถระทูลถามว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย พากันละเว้นพระราชนิเวสน์ของมหาบพิตรแต่ที่ ไกลทีเดียว เพราะในพระราชนิเวสน์ของมหาบพิตร บาตรย่อมแตก แม้สังฆาฏิก็ถูกเขาฉีก เมื่อก่อนสมณะทั้งหลายมีศีรษะห้อยลง ตกลงไป จากเขียงเท้า มหาบพิตรได้เบียดเบียนบรรพชิตเช่นนี้ สมณะทั้งหลายเคย ถูกมหาบพิตรทำการเบียดเบียนแล้ว มหาบพิตรไม่เคยพระราชทานแม้แต่ น้ำมันสักหยดหนึ่งเลย ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง ชิงเอาไม้เท้า จากมือคนตาบอดเสียเอง มหาบพิตรเป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้ แต่บัดนี้ เพราะเหตุอะไร มหาบพิตรทรงเห็นผลอะไร จึงทรงจำแนกแจก จ่ายกับอาตมภาพทั้งหลายเล่า? พระราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โยมขอรับผิด โยมได้เบียดเบียนสมณะทั้งหลาย ดังคำ ที่ท่านพูด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โยมมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่ได้มีจิต ประทุษร้าย แต่กรรมอันชั่วช้านั้นโยมทำแล้ว เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะ น้อย ได้สั่งสมบาปเพื่อจะล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็ทุกข์อะไรเล่าที่ เป็นทุกข์กว่าความเปลือยกาย ย่อมมีแก่เปรตนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โยมเห็นเหตุอันน่าสังเวชและเศร้าหมองนั้นแล้วจึงให้ทาน เพราะเหตุ นั้นเป็นปัจจัย ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ ทักษิณาที่โยมถวายนี้ จงสำเร็จผล แก่เปรตนั้น เพราะการให้ทาน นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้วโดยมากแน่แท้. พระเถระทูลว่า อาตมภาพจะรับผ้า ๘ คู่ของมหาบพิตร ขอทักษิณาทานเหล่านี้ จงสำเร็จ ผลแก่เปรตนั้น ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงชำระพระหัตถ์และพระบาท แล้ว ทรงถวายผ้า ๘ คู่แก่พระเถระ พอพระเถระรับประเคนผ้าเหล่านั้น แล้ว พระราชาทรงเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย ลูบไล้ด้วยจรุณจันทน์ แดง มีผิวพรรณเปล่งปลั่งประดับประดา นุ่งผ้าดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวาร ห้อมล้อม สำเร็จมหิทธิฤทธิ์ของเทวดา ครั้นทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรง ปลื้มพระทัย เกิดปีติปราโมทย์ มีพระทัยร่าเริงเบิกบาน พระเจ้าลิจฉวี ได้ทรงเห็นกรรมและวิบากแห่งกรรม แจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้ว จึงเสด็จเข้าไปใกล้ แล้วตรัสกะเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานแก่สมณ- พราหมณ์ทั้งหลาย เราควรให้ทานทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ดูกรเปรตท่านมี อุปการะแก่เรามาก. เปรตนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี ก็พระองค์ได้พระราชทานเพื่อข้าพระองค์ส่วนหนึ่ง แต่การพระราชทานนั้นมิได้ไร้ผล ข้าพระองค์เป็นเทวดา จักทำความเป็น สหายกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์. พระราชาตรัสว่า ท่านเป็นคติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตร และเป็นเทวดา ของเรา ดูกรเปรต เราขอทำอัญชลีท่าน ปรารถนาเพื่อจะเห็นท่านแม้อีก เปรตกราบทูลว่า ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความตระหนี่ มีจิตไม่เลื่อมใส พระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็จักไม่ได้เห็นไม่ได้ เจรจากะพระองค์อีก ถ้าพระองค์จะทรงเคารพธรรม ทรงยินดีในการ บริจาคทาน ทรงสงเคราะห์ ทรงเป็นดังบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้พระองค์ก็จักได้ทรงเห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์จัก ได้เห็น ได้เจรจากะพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จากหลาว โดยเร็วเถิด เพราะการปล่อยบุรุษนี้ เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกัน ข้าพระองค์เข้าใจว่า เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกันและกัน เพราะเหตุ แห่งบุรุษถูกหลาวเสียบ ก็บุรุษถูกหลาวเสียบนี้ อันพระองค์ทรงรีบ ปล่อยแล้ว พึงเป็นผู้ประพฤติธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอน พึงพ้นจากกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา พระองค์เสด็จเข้าไปหากัปปิตก- ภิกษุแล้ว ทรงจำแนกทานกับท่าน ในเวลาที่ควร จงเสด็จเข้าไปหาแล้ว ตรัสถามด้วยพระองค์เอง ท่านจักกราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระองค์ ก็พระองค์ทรงประสงค์บุญ มีจิตไม่ประทุษร้ายก็เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุ นั้นเถิด ท่านจักแสดงธรรมทั้งปวงที่ทรงสดับแล้ว และยังไม่ได้ทรงสดับ แก่พระองค์ ตามความรู้เห็น พระองค์ได้ทรงฟังธรรมนั้นแล้วจักทรงเห็น สุคติ. พระเจ้ารหัส ทรงเจรจาทำความเป็นสหายกับเทวดานั้นแล้วเสด็จไป ส่วนเปรตนั้นได้กล่าวกะบริษัทแห่งกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย พร้อมกับบุตร ของตน ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอจงฟังคำอย่างหนึ่ง ของเรา เราจักเลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่ถูกเสียบหลาว มีกรรม อันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้งไว้แล้ว ถูกหลาวร้อยจะตายหรือไม่ตาย ประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านี้ เดี๋ยวนี้ เราจักปล่อยเขาตามความชอบใจของเรา ขอหมู่ท่านจงอนุญาต จงรีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นที่พระราชารับสั่ง ให้ลงอาชญาโดยเร็วเถิด ใครพึงบอกท่านผู้ทำกรรมอย่างนั้น ท่านรู้อย่างไร จึงทำอย่างนั้น หมู่ท่านย่อมอนุญาตตามชอบใจ พระเจ้าลิจฉวีเสด็จเข้า ไปสู่ประเทศนั้นแล้ว รีบปล่อยบุรุษที่ถูกเสียบหลาวโดยเร็วและได้ตรัส กะบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อนและรับสั่งให้หมอพยาบาล แล้วเสด็จ เข้าไปหากัปปิตกภิกษุ แล้วทรงถวายทานกับท่านในเวลาอันควร มีพระ ประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงเสด็จเข้าไปใกล้แล้วตรัสถามด้วยพระองค์ เองว่า บุรุษผู้ถูกเสียบหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้งไว้แล้ว ถูกหลาวร้อยจะตายหรือไม่ตายประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ดิฉันปล่อยเขาไปแล้ว เขาไปบอกเปรตนั้น เหตุอะไรๆ ที่จะ ไม่ต้องไปสู่นรกนั้น พึงมีหรือหนอ ถ้ามี ขอท่านโปรดบอกแก่ดิฉัน ดิฉันรอฟังเหตุที่ควรเชื่อถือจากท่าน. กัปปิตกภิกษุทูลว่า ความพินาศแห่งกรรมเหล่านั้นย่อมไม่มี ความพินาศในโลกนี้เกิดขึ้น เพราะความไม่รู้แจ้ง ถ้าเขาพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมทั้งหลาย โดยเคารพตลอดคืนและวัน เขาพึงพ้นจากนรกนั้นได้แน่ กรรมอันเว้น จากการให้ผลพึงมี. พระราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้มีปัญญากว้างขวาง ประโยชน์ของบุรุษผู้นี้ดิฉันรู้ทั่วถึง แล้ว บัดนี้ ขอท่านอนุเคราะห์ดิฉันบ้าง ขอท่านได้กล่าวตักเตือนพร่ำสอน ดิฉัน โดยวิธีที่ดิฉันจะไม่พึงไปสู่นรกด้วยเถิด. กัปปิตกภิกษุทูลว่า วันนี้ ขอมหาบพิตรทรงมีพระทัยเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและ สงฆ์ เป็นสรณะ จงทรงสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย จงทรง งดเว้นจาการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ไม่ทรงพูดเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์ และทรงสมาทานอุโบสถศีลอันประ- กอบด้วยองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จงทรง พระราชทานจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ ในภิกษุผู้มีจิตซื่อตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญ ทุกเมื่อ ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็น พหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ บุญย่อมเพิ่มพูนทุกเมื่อ เมื่อบุคคล เป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมโดยเคารพตลอดคืนและวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น กรรมที่เว้นจากการให้ผลพึงมี. พระราชาตรัสว่า วันนี้ ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอสมาทานสิกขาบท ๕ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย ของด เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา และจักสมาทานอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จักถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะ แก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต จักไม่ กำหนัด ยินดีแล้วในศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. พระเจ้าลิจฉวีทรงพระนามว่าอัมพสักขระ ได้เป็นอุบาสกคนหนึ่งในเมือง เวสาลี ทรงมีศรัทธามีพระหฤทัยอ่อนโยนทรงทำอุปการะแก่ภิกษุ ทรงบำรุง สงฆ์โดยความเคารพ ในกาลนั้นบุรุษผู้ถูกเสียบหลาว หายโรค เป็นสุข สบายดี ได้เข้าถึงบรรพชา แม้ชนทั้งสองอาศัยกัปปีตกภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุสามัญผล การคบหาสัปบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากตั้งร้อยแก่วิญญูชน ผู้รู้แจ้ง บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวได้บรรลุผลอันยอดเยี่ยม ส่วนพระเจ้า อัมพสักขระได้บรรลุโสดาปัตติผล. จบอัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/