ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๗๓

อิสิทาสีเถรีคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๓ลำดับ 72 จาก 73 ในเถรีคาถาพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เถรีคาถาย จตฺตาฬีสนิปาโต

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรีคาถา จัตตาฬีสนิบาต ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในจัตตฬีสนิบาต อิสิทาสีเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางอิสิทาสี-โพธีเถรี

ข้อ ๔๗๓

|๔๗๓.๔๐๑| ๑ นครมฺหิ กุสุมนาเม ปาฏลิปุตฺตมฺหิ ปฐวิยา มณฺเฑ สกฺยกุลกุลีนาโย เทฺว ภิกฺขุนิโย คุณวติโย ฯ |๔๗๓.๔๐๒| อิสิทาสี ตตฺถ เอกา ทุติยา โพธีติ สีลสมฺปนฺนา จ ฌานชฺฌายนรตาโย พหุสฺสุตาโย ธุตกิเลสาโย ฯ |๔๗๓.๔๐๓| ตา ปิณฺฑาย จริตฺวาน ภตฺตตฺถํ กริย โธตาปตฺตาโย รหิตมฺหิ สุขนิสินฺนา อิมา คิรา อพฺภวเทสุํ ฯ |๔๗๓.๔๐๔| ปาสาทิกาสิ อยฺเย อิสิทาสิ วโยปิ เต อปริหีโน กึ ทิสฺวาน วลิกํ อถาสิ เนกฺขมฺมมนุยุตฺตา ฯ |๔๗๓.๔๐๕| เอวมนุยุญฺชิยมานา สา รหิเต ธมฺมเทสนากุสลา อิสิทาสี อิทํ วจนมพฺรวิ สุณ โพธิ ยถามฺหิ ปพฺพชิตา ฯ อิโต ปรํ วิสชฺชนกถา |๔๗๓.๔๐๖| อุชฺเชนิยา ปุรวเร มยฺหํ ปิตา สีลสํวุโต เสฏฺฐี ตสฺสมฺหิ เอกา ธีตา ปิยา มนาปา ทยิตา จ ฯ |๔๗๓.๔๐๗| อถ เม สาเกตโต วรโก อาคจฺฉิ อุตฺตมกุลีโน เสฏฺฐี ปหูตรตโน ตสฺส มํ สุณฺหํ อทาสิ ตาโต ฯ |๔๗๓.๔๐๘| สสฺสุยา สสฺสุรสฺส จ สายํ ปาตํ ปณามมุปคมฺม สิรสา กโรมิ ปาเท วนฺทามิ ยถามฺหิ อนุสิฏฺฐา ฯ |๔๗๓.๔๐๙| ยา มยฺหํ สามิกสฺส ภคินิโย ภาตุโน ปริชโน วา ตํ เอกวารกํปิ ทิสฺวา อุพฺพิคฺคา อาสนํ เทมิ ฯ |๔๗๓.๔๑๐| อนฺเนน จ ปาเนน จ ขชฺเชน จ ยญฺจ ตตฺถ สนฺนิหิตํ ฉาเทมิ อุปนยามิ จ เทมิ ยํ ยสฺส ปฏิรูปํ ฯ |๔๗๓.๔๑๑| กาเลน อุฏฺฐหิตฺวา ปติฆรํ สมุปคมึ อุมฺมารโธตหตฺถปาทา ปญฺชลิกา สามิกมุเปมิหํ ฯ |๔๗๓.๔๑๒| โกจฺฉํ ปสาทํ อญฺชนญฺจ อาทาสกญฺจ คณฺหิตฺวา ปริกมฺมการิกา วิย สยเมว ปตึ วิภูเสมิ ฯ |๔๗๓.๔๑๓| สยเมว โอทนํ สาธยามิ สยเมว ภาชนํ โธวึ มาตาว เอกปุตฺตกํ ตถา ภตฺตารํ ปริจรามิ |๔๗๓.๔๑๔| เอวํ มํ ภตฺติกตํ อนุตฺตรํ การิกํ ตํ นิหตมานํ อุฏฺฐายิกํ อนลสํ สีลวตึ ทุสฺสเต ภตฺตา ฯ |๔๗๓.๔๑๕| โส มาตรญฺจ ปิตรญฺจ ภณติ อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ อิสิทาสิยา น สห วจฺฉํ เอกาคาเรหํ สห วตฺถุํ ฯ |๔๗๓.๔๑๖| มา เอวํ ปุตฺต อวจ อิสิทาสี ปณฺฑิตา ปริพฺยตฺตาย อุฏฺฐายิกา อนลสา กึ ตุยฺหํ น โรจเต ปุตฺต ฯ |๔๗๓.๔๑๗| น จ เม หึสติ กิญฺจิ น จาหํ อิสิทาสิยา สห วจฺฉํ เทสฺสาว เม อลํ เม อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ ฯ |๔๗๓.๔๑๘| ตสฺส วจนํ สุณิตฺวา สสฺสู สสฺสุโร จ มํ อปุจฺฉึสุ กิสฺส ตยา อปรทฺธํ ภณ กตํ วิสฺสฏฺฐา ยถาภูตํ ฯ |๔๗๓.๔๑๙| นปิหํ อปรชฺฌํ กิญฺจิ นปิ หึเสว น คณามิ ทุพฺพจนํ กึ สกฺกา กาตุเย ยํ มํ วิเทสฺสเต ภตฺตา ฯ |๔๗๓.๔๒๐| เต มํ ปิตุ ฆรํ ปฏิ นยึสุ วิมนา ทุกฺเขน อธิภูตา ปุตฺตมนุรกฺขมานา ชินามฺหเส รูปินึ ลจฺฉึ ฯ |๔๗๓.๔๒๑| อถ มํ อทาสิ ตาโต อฑฺฒสฺส ฆรมฺหิ ทุติยกุลิกสฺส ตโต อุปฑฺฒสุงฺเกน เยน มํ วินฺทถ เสฏฺฐิ ฯ |๔๗๓.๔๒๒| ตสฺสปิ ฆรมฺหิ มาสํ อวสึ อถ โสปิ มํ ปฏิจฺฉติ ทาสีว อุปฏฺฐหนฺตึ อทูสิกํ สีลสมฺปนฺนํ ฯ |๔๗๓.๔๒๓| ภิกฺขาย จ วิจรนฺตํ ทมกํ ทนฺตํ เม ปิตา ภณติ โส สิหิ เม ชามาตา นิกฺขิป โปนฺติญฺจ ฆฏิกญฺจ ฯ |๔๗๓.๔๒๔| โสปิ วสิตฺวา ปกฺขํ อถ ตาตํ ภณติ เทหิ เม โปนฺตึ ฆฏิกญฺจ กปลฺลกญฺจ ปุนปิ ภิกฺขํ จริสฺสามิ ฯ |๔๗๓.๔๒๕| อถ นํ ภณติ ตาโต อมฺมา สพฺโพ จ เม ญาติคณวคฺโค กินฺเต น กิรติ อิธ ภณ ขิปฺปํ ยนฺเต กริหิติ ฯ |๔๗๓.๔๒๖| เอวํ ภณิโต ภณติ ยทิ เม อตฺตา สกฺโกติ อลํ มยฺหํ อิสิทาสิยา น สห วจฺฉํ เอกฆเรหํ สห วตฺถุํ ฯ |๔๗๓.๔๒๗| วิสฺสชฺชิโต คโต โส อหํปิ เอกากินี วิจินฺเตมิ อาปุจฺฉิตฺวาน คจฺฉามิ มริตุํ วา ปพฺพชิตุํ ฯ |๔๗๓.๔๒๘| อถ อยฺยา ชินทตฺตา อาคจฺฉิ โคจราย จรมานา ตาตกุลํ วินยธรี พหุสฺสุตา สีลสมฺปนฺนา ฯ |๔๗๓.๔๒๙| ตํ ทิสฺวาน อมฺหากํ อุฏฺฐายาสนํ ตสฺสา ปญฺญาปยึ นิสินฺนาย จ ปาเท วนฺทิตฺวา โภชนมทาสึ ฯ |๔๗๓.๔๓๐| อนฺนปาเนน ขชฺเชน จ ยญฺจ ตตฺถ สนฺนิหิตํ สนฺตปฺปยิตฺวาน อวจํ อยฺเย อิจฺฉามิ ปพฺพชิตุํ ฯ |๔๗๓.๔๓๑| อถ มํ ภณติ ตาโต อิเธว ปุตฺติเก จราหิ ตํ ธมฺมํ อนฺเนน จ ปาเนน จ สนฺตปฺปย สมเณ ทฺวิชาตี จ ฯ |๔๗๓.๔๓๒| อถาหํ ภณามิ ตาตํ โรทนฺตี อญฺชลึ ปณาเมตฺวา อนุชานาหิ มํ ตาต มยา ปกตํ กมฺมํ ตํ นิชฺชเรสฺสามิ ฯ |๔๗๓.๔๓๓| อถ มํ ภณติ ตาโต ปาปุณ โพธิญฺจ อคฺคธมฺมญฺจ นิพฺพานญฺจ ลภสฺสุ ยํ สจฺฉิกริ ทฺวิปทเสฏฺโฐ ฯ |๔๗๓.๔๓๔| มาตาปิตู อภิวาทยิตฺวา สพฺพญฺจ ญาติคณวคฺคํ สตฺตาหํ ปพฺพชิตา ติสฺโส วิชฺชา อผุสฺสยึ ฯ |๔๗๓.๔๓๕| ชานามิ อตฺตโน สตฺต ชาติโย ยสฺสา ยํ ผลํ วิปาโก ตํ ตว อาจิกฺขิสฺสํ ตํ เอกมนา นิสาเมหิ |๔๗๓.๔๓๖| นครมฺหิ เอรกกจฺเฉ สุวณฺณกาโร อหํ ปหูตธโน โยพฺพนมเทน มตฺโต โส ปรทารํ อเสวิหํ ฯ |๔๗๓.๔๓๗| โสหํ ตโต จวิตฺวา นิรยมฺหิ อปจฺจิสํ จิรํ ปกฺโก ตโต จ อุฏฺฐหิตฺวา มกฺกฏิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ฯ |๔๗๓.๔๓๘| สตฺตาหํ ชาตกมฺมํ มหากปิ ยูถโป นิลฺลจฺเฉสิ ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๓๙| โสหํ ตโต จวิตฺวา กาลํ กริตฺวา สินฺธวารญฺเญ กาณาย จ ขญฺชาย จ เอฬกิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ฯ |๔๗๓.๔๔๐| ทฺวาทสวสฺสานิ อหํ นิลฺลจฺฉิโต ทารเก ปริวหิตฺวา กิมินาวฏฺโฏ อกลฺโล ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๔๑| โสหํ ตโต จวิตฺวา โควาณิชกสฺส คาวิยา ชาโต วจฺโฉ ลาขาตมฺโพ นิลฺลจฺฉิโต ทฺวาทเส มาเส ฯ |๔๗๓.๔๔๒| เต ปุน นงฺคลมหํ สกฏํ จ ธารยามิ อนฺโธวฏฺโฏ อกลฺโล ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๔๓| โสหํ ตโต จวิตฺวา วีถิยา ทาสิยา ฆเร ชาโต เนว มหิลา น ปุริโส ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๔๔| ตึสติวสฺสมฺหิ มโต สากฏิกกุลมฺหิ ทาริกา ชาตา กปณมฺหิ อปฺปโภเค ธนิกปุริสปาตพหุลมฺหิ ฯ |๔๗๓.๔๔๕| ตํ มํ ตโต สตฺถวาโห อุสฺสนฺนาย วิปุลาย วฑฺฒิยา โอกฑฺฒติ วิลปนฺตึ อจฺฉินฺทิตฺวา กุลฆรสฺส ฯ |๔๗๓.๔๔๖| อถ โสฬสเม วสฺเส ทิสฺวาน มํ ปตฺตโยพฺพนํ กญฺญํ โอรุทฺธตสฺส ปุตฺโต คิริทาโส นาม นาเมน ฯ |๔๗๓.๔๔๗| ตสฺสปิ อญฺญา ภริยา สีลวตี คุณวตี ยสวตี จ อนุรตฺตา ภตฺตารํ ตสฺสาหํ วิทฺเทสนมกาสึ ฯ |๔๗๓.๔๔๘| ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ยํ มํ อปกิริตูน คจฺฉนฺติ ทาสีว อุปฏฺฐหนฺตึ ตสฺสปิ อนฺโต กโต มยาติ ฯ อิสิทาสี ฯ จตฺตาฬีสนิปาโต สมตฺโต ฯ -------------

ภิกษุณี ๒ รูปผู้ทรงคุณธรรม เป็นกุลธิดาในศากยสกุล ในนคร อันมีชื่อว่าโกสุม คือ เมืองปาตลีบุตร เดี๋ยวนี้ จักเป็นมณฑลแห่ง แผ่นดิน ในภิกษุณี ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่ออิสิทาสี รูปหนึ่งชื่อโพธี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน เป็นพหูสูต เป็นผู้ กำจัดกิเลสได้แล้ว ภิกษุณีทั้ง ๒ รูปนั้น ไปเที่ยวบิณฑบาตกลับมา แล้ว ทำภัตกิจเสร็จล้างบาตรแล้ว นั่งพักสบายอยู่ในที่อันสงัด ได้ ไต่ถามและแก้ไขต่อกันอย่างนี้. พระโพธีถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าอิสิทาสี พระแม่เจ้าเป็นที่น่าเลื่อมใสอยู่ แม้วัยของท่าน ก็ยังไม่เสื่อม ก็พระแม่เจ้าเห็นโทษอะไรจึงประกอบเนกขัมมะ? พระอิสิทาสีนั้นเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรมในฐานะแห่งบุญ เมื่อถูก ถามอย่างนี้ จึงได้กล่าวตอบอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าโพธี ขอพระ- แม่เจ้าจงฟังตามเรื่องที่ฉันบวชแล้ว. ต่อไปนี้เป็นคำวิสัชนา โยมบิดาของดิฉันอยู่ในบุรีอันประเสริฐชื่อว่าอุชเชนี เป็นเศรษฐีผู้สำรวม แล้วด้วยศีล ดิฉันเป็นธิดาผู้เดียวของท่าน ซึ่งเป็นที่รักที่ชอบใจและเป็น ผู้อันท่านเอ็นดู ในเวลาที่ดิฉันเจริญวัยแล้ว เศรษฐีผู้มีรัตนะมาก เป็นสกุล อันอุดมคนหนึ่งในเมืองสาเกต มาขอดิฉันเป็นสะใภ้ โยมบิดาได้ให้ ดิฉันเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น ดิฉันได้ไปสู่สำนักมารดาและบิดาของสามี ทำการนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า ไหว้เท้าท่านทั้ง ๒ ทุกเช้าเย็น ท่านทั้ง ๒ สอนดิฉันอย่างไร ดิฉันก็ทำอย่างนั้น พี่หญิงน้องหญิง พี่ชายน้องชายหรือ บ่าวไพร่ของสามีดิฉัน ไม่ว่าคนใด ดิฉันเห็นแล้วแม้ครั้งเดียว ก็มีความ ยำเกรงให้อาสนะ ดิฉันต้อนรับด้วยข้าวน้ำและของเคี้ยว ซึ่งเป็นของที่ เขาจัดหาไว้ที่เรือน และสิ่งใดควรแก่ผู้ใด ก็ให้สิ่งนั้นแก่ผู้นั้น ดิฉัน ลุกขึ้นแต่เช้าเข้าไปยังเรือนสามี ล้างมือล้างเท้าที่ธรณีประตูแล้ว ประนม มือเข้าไปกราบสามี จัดหาหวี เครื่องผัดหน้า ยาหยอดตา แว่นส่องหน้า มาตบแต่งสามีเสียเองเหมือนสาวใช้ ดิฉันหุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะ เอง มารดาบำรุงบำเรอบุตรน้อยคนเดียว ฉันใด ดิฉันก็บำเรอสามี ฉันนั้น ดิฉันมีความจงรักภักดี มีวัตรอันยอดยิ่ง ทำการงานอันหญิงพึง ทำทุกอย่าง ไม่มีความถือเนื้อถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน สมบูรณ์ด้วย ศีลอย่างนี้ สามีก็ยังโกรธ สามีของดิฉันพูดกะมารดาของเขาว่า ฉันจัก ลาไป จักไม่อยู่ร่วมกับนางอิสิทาสี ฉันไม่ควรอยู่ร่วมในเรือนหลัง เดียวกับนางอิสิทาสี. มารดาบิดาของเขาจึงห้ามว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าพูดอย่างนั้นเลย นางอิสิทาสีเป็นบัณฑิตฉลาดรอบคอบ ขยันไม่เกียจคร้าน ไฉนจึงไม่ชอบใจเจ้าล่ะลูก. นางอิสิทาสีไม่ได้เบียดเบียนอะไรฉันเลย แต่ว่าฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับ นางอิสิทาสีเท่านั้น ฉันไม่อยากเห็น ไม่ต้องการ ฉันจักลาบิดามารดา ไปละ. และบิดาของสามีของดิฉันฟังคำของเขาแล้ว ได้ถามดิฉันว่า เจ้าทำผิด อย่างไร สามีของเจ้าจักละทิ้งเจ้าเช่นนี้ เจ้าจงบอกสิ่งที่เจ้าได้ทำตามจริงเถิด. ดิฉันตอบว่า ดิฉันไม่ได้ทำผิดอะไร ทั้งไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อนอะไร และไม่ได้ ดูหมิ่นอะไร ดิฉันจักอาจกล่าวคำชั่วหยาบอะไร อันเป็นเหตุให้สามี โกรธดิฉันได้เล่า มารดาและบิดาแห่งสามีเสียใจ ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว เหมือนกัน แต่หวังจักรักษาบุตรไว้ จึงได้นำดิฉันกลับไปส่งคืนให้โยม บิดาของฉันที่เรือน ดิฉันเป็นหญิงหม้ายมีรูปสวยเที่ยวไป ภายหลัง โยมบิดาของดิฉัน ได้ยกดิฉันให้แก่กุลบุตรผู้มีทรัพย์สมบัติน้อยกว่าสามี เก่าครึ่งหนึ่ง โดยสินสอดครึ่งหนึ่ง ต่อกับสินสอดที่เศรษฐีคนเก่าได้มั่น ดิฉัน ดิฉันอยู่ที่เรือนของสามีคนที่สองนั้นเดือนหนึ่ง ต่อมาเขาได้ขับ ดิฉันผู้บำรุงบำเรออยู่ดังนางทาสี ประพฤติตัวดีมีศีลจากเรือนเขาอีก โยมบิดาของดิฉันบอกกะบุรุษคนหนึ่งเป็นผู้ฝึกจิตแห่งชนเหล่าอื่น มีกาย และวาจาอันฝึกแล้ว เที่ยวขอทานอยู่ว่า เจ้าจงทิ้งผ้าขี้ริ้วและหม้อเสีย จงมาเป็นลูกเขยเราเถิด เขาอยู่กับดิฉันได้ครึ่งเดือน ก็บอกโยมบิดาของ ดิฉันว่า ท่านจงให้ผ้าขี้ริ้ว หม้อ และกระเบื้องขอทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปเที่ยวขอทานอีก ลำดับนั้น โยมบิดามารดากับพวกหมู่ญาติ ของดิฉันทั้งหมดพากันถามคนขอทานนั้นว่า สิ่งใดที่เจ้าทำไม่สำเร็จใน ที่นี้ ขอเจ้าจงรีบบอกเร็วๆ เขาจักทำสิ่งนั้นๆ ให้เจ้า เมื่อโยมบิดา มารดาและพวกญาติของดิฉันพูดอย่างนี้แล้ว คนขอทานนั้นจึงตอบว่า เราอาจทำตัวของเราให้เป็นไทยโดยแท้ แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการอยู่ร่วม เรือนหลังเดียวกับนางอิสิทาสีได้ โยมบิดาของดิฉันปล่อยให้เขาไป ดิฉันผู้เดียวคิดว่า จักลาโยมมารดา โยมบิดาไปตาย หรือไปบวชดีกว่า ลำดับนั้น พระแม่เจ้า ชินทัตตาผู้ทรงไว้ซึ่งวินัย เป็นพหูสูต มีศีล สมบูรณ์ มาเที่ยวบิณฑบาตที่สกุลโยมบิดาของดิฉัน ดิฉันเห็นท่าน จึงลุกไปจัดอาสนะของดิฉันถวายท่าน และเมื่อท่านนั่งเสร็จแล้ว ดิฉัน กราบเท้าและถวายโภชนาหารแก่ท่าน ดิฉันเลี้ยงดูท่านด้วย ข้าว น้ำ ของเคี้ยว และสิ่งที่จัดไว้ในเรือนให้อิ่มหนำแล้ว จึงกราบเรียนว่า พระแม่เจ้า ดิฉันปรารถนาจะบวช ลำดับนั้น โยมบิดาบอกกะดิฉันว่า ลูกเอ๋ย ขอเจ้าจงอยู่ประพฤติธรรมในเรือนนี้เถิด และเจ้าจงเลี้ยงดู สมณะพราหมณ์ทั้งหลายด้วยข้าวน้ำเถิด ครั้งนั้น ดิฉันประนมอัญชลี ร้องไห้ พูดกะโยมบิดาว่า ขอคุณพ่อจงอนุญาตลูกเถิด ลูกจักยังกรรมที่ ทำมาแล้วให้พินาศ โยมบิดาพูดกะดิฉันว่า ของเจ้าจงบรรลุโพธิญาณ แลธรรมอันประเสริฐ และจงได้นิพพานที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่า สัตว์ทรงทำให้แจ้งแล้ว ดิฉันไหว้โยมบิดามารดาและพวกญาติทั้งปวง แล้วออกบวชได้ ๗ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ ดิฉันระลึกชาติหนหลัง ของตนได้ ๗ ชาติ วิบากแห่งกรรมอันชั่วช้าใด ซึ่งเป็นผลให้เกิดความ ไม่พอใจแก่สามี ดิฉันจะบอกวิบากแห่งกรรมนั้นแก่ท่าน ขอท่านจง มีใจเป็นหนึ่งแน่นอนฟังวิบากแห่งกรรมนั้นเถิด เมื่อก่อนดิฉันเป็นนาย ช่างทอง มีทรัพย์มาก อยู่ในนครเอรกกัจฉะ เป็นคนมัวเมาเพราะความ มัวเมาด้วยความเป็นหนุ่ม ได้คบชู้ภรรยาของบุคคลอื่น ดิฉันจุติจากชาติ นั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกาลนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้ว เกิดในท้องแห่งนางวานร พอคลอดได้ ๗ วัน วานรใหญ่ที่เป็นนายฝูง ก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์ของดิฉันเสีย นี่เป็นผลกรรมของดิฉันที่ได้คบชู้ ภรรยาของชายอื่น ดิฉันทำกาละจุติจากกำเนิดวานรนั้นแล้ว เกิดในท้อง นางแพะตาบอดทั้งขาก็ฉิ่งในแคว้นสินธู อยู่มาได้ ๑๒ ปี ก็ถูกเด็กตัด อวัยวะสืบพันธุ์เสีย ต่อมาเป็นโรคถูกหมู่หนอนฟอนที่อวัยวะสืบพันธุ์ นี่ เพราะโทษที่ดิฉันคบชู้ภรรยาของชายอื่น ดิฉันจุติจากกำเนิดแพะนั้นแล้ว เกิดในท้องแม่โคของพ่อค้าคนหนึ่ง เป็นลูกโคมีขนแดงเหมือนสีครั่ง เมื่อล่วงได้ ๑๒ เดือน ก็ถูกตอน ดิฉันถูกเขาใช้เทียมไถและเข็นเกวียน ต่อมาเป็นโคตาบอด เป็นโคกระจอก เป็นโคขี้โรค นี่เพราะโทษที่ดิฉัน คบชู้ภรรยาของชายอื่น ดิฉันจุติจากกำเนิดโคนั้นแล้ว เกิดในเรือนของ นางทาสีในถนน จะเป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง นี่เพราะโทษที่ ดิฉันคบชู้กับภรรยาของชายอื่น ดิฉันมีอายุได้ ๓๐ ปี ก็ถึงแก่กรรม แล้วมาเกิดเป็นลูกหญิงในสกุลช่างสานเสื่อ เป็นสกุลขัดสน มีทรัพย์ น้อย ถูกแต่เจ้าหนี้รุมทวงอยู่เป็นนิตย์ ต่อมาเมื่อหนี้เจริญมากขึ้น พ่อค้าเกวียนคนหนึ่งมาริบทรัพย์สมบัติแล้ว ฉุดเอาดิฉันลงจากเรือนแห่ง สกุล ภายหลังที่ดิฉันมีอายุครบ ๑๖ ปี บุตรของพ่อค้าเกวียนนั้นมีชื่อว่า คิริทาส ได้เห็นดิฉันเป็นสาวกำลังรุ่น มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ขอไปเป็นภรรยา แต่นายคิริทาสนั้นมีภรรยาอื่นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมีศีลทรงคุณสมบัติ ทั้งมียศ รักใคร่สามีเป็นอย่างดียิ่ง ดิฉันบังคับนายคิริทาสให้ขับไล่ ภรรยาของตน สามีทุกคนได้หย่าร้างดิฉันผู้บำรุงอยู่เหมือนนางทาสีไป นี่ผลกรรมที่ขับไล่ภรรยาของชายอื่น และการบังคับสามีให้ขับไล่ภรรยา ตน ที่สุดแห่งบาปกรรมนั้นดิฉันทำเสร็จแล้ว. จบ จัตตาฬีสนิบาต -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา ๑๕. จัตตาฬีสนิบาต ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา ภาษิตของพระอิสิทาสีเถรี (พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๔๐๒

ในเมืองปาฏลีบุตรได้ชื่อว่าเป็นเมืองดอกไม้ เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส มีพระภิกษุณี ผู้ทรงคุณธรรม เป็นกุลธิดาในศากยสกุล ๒ รูป

ข้อ ๔๐๓

ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่าอิสิทาสี รูปที่ ๒ ชื่อว่าโพธิ ล้วนมีศีลสมบูรณ์ ยินดีเข้าฌาน เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสได้แล้ว

ข้อ ๔๐๔

ทั้งสองรูปนั้นเที่ยวบิณฑบาต ฉันและล้างบาตรแล้ว ก็นั่งพักอย่างสบายในที่สงัด ได้เปล่งถ้อยคำเหล่านี้ถามตอบกัน (พระโพธิเถรีถามว่า)

ข้อ ๔๐๕

แม่เจ้าอิสิทาสี แม่เจ้าเป็นผู้น่าเลื่อมใสอยู่ แม้วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม แม่เจ้าเห็นโทษอะไร จึงขวนขวายในเนกขัมมะเล่า

ข้อ ๔๐๖

พระอิสิทาสีเถรีนั้นฉลาดในการแสดงธรรม เมื่อถูกซักถามในที่สงัด จึงได้กล่าวตอบดังนี้ว่า แม่เจ้าโพธิ ขอแม่เจ้าจงฟังเหตุที่ฉันออกบวช (ต่อไปนี้เป็นคำวิสัชนา)

ข้อ ๔๐๗

ในกรุงอุชเชนนีราชธานี บิดาของดิฉันเป็นเศรษฐี สำรวมในศีล ดิฉันเป็นธิดาคนเดียวของท่าน จึงเป็นที่รักที่โปรดปราน และน่าเอ็นดู

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๐๘

ภายหลังพวกคนสนิทของดิฉัน ที่มีตระกูลสูงมาจากเมืองสาเกต ขอดิฉันว่า เศรษฐีมีรัตนะมากขอดิฉัน บิดาได้ให้ดิฉันเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น

ข้อ ๔๐๙

ดิฉันต้องเข้าไปทำความนอบน้อมพ่อผัวและแม่ผัวทุกเช้าเย็น ต้องกราบเท้าด้วยเศียรเกล้า ตามที่ถูกสั่งสอนมา

ข้อ ๔๑๐

พี่สาวน้องสาว พี่ชายน้องชาย หรือบ่าวไพร่ของสามีดิฉันไม่ว่าคนใด ดิฉันเห็นแล้วแม้ครั้งเดียว ก็หวาดกลัวต้องให้ที่นั่งเขา

ข้อ ๔๑๑

ดิฉันต้องรับรองเขาด้วยข้าว น้ำ ของเคี้ยว และสิ่งของที่จัดเตรียมไว้ในที่ที่เขาเข้าไปนั้น นำเข้าไปให้ และต้องให้ของที่สมควรแก่เขา

ข้อ ๔๑๒

ดิฉันลุกขึ้นตามเวลา เข้าไปยังเรือนสามี ล้างมือและเท้าที่ใกล้ประตู ประนมมือเข้าไปหาสามี

ข้อ ๔๑๓

ต้องจัดหาหวี เครื่องผัดหน้า ยาหยอดตา และกระจก แต่งตัวให้สามีเอง เสมอเหมือนหญิงรับใช้

ข้อ ๔๑๔

หุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเองทั้งนั้น ปรนนิบัติสามี เสมือนมารดาปรนนิบัติบุตรน้อยคนเดียว

ข้อ ๔๑๕

จงรักภักดี ทำหน้าที่ครบถ้วน เลิกถือเนื้อถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน มีศีลอย่างนี้ สามีก็ยังเกลียด

ข้อ ๔๑๖

สามีนั้น บอกมารดาและบิดาว่า ลูกจักลาไปละ ลูกไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกันด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา (มารดาบิดาของเขากล่าวว่า)

ข้อ ๔๑๗

อย่าพูดอย่างนี้สิลูก อิสิทาสีเป็นบัณฑิต ฉลาดรอบครอบ ขยันไม่เกียจคร้าน ทำไมลูกจึงไม่ชอบใจล่ะ (สามีของดิฉันพูดว่า)

ข้อ ๔๑๘

อิสิทาสี ไม่ได้เบียดเบียนอะไรลูกดอก แต่ลูกไม่อยากอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ลูกเกลียด ลูกพอแล้ว จักขอลาไป

ข้อ ๔๑๙

แม่ผัวและพ่อผัว ฟังคำของสามีดิฉันนั้นแล้ว ได้ถามดิฉันว่า เจ้าประพฤติผิดอะไร เจ้าจึงถูกเขาทอดทิ้ง จงพูดไปตามความเป็นจริงสิ (ดิฉันตอบว่า)

ข้อ ๔๒๐

ดิฉันไม่ได้ประพฤติผิดอะไร ไม่ได้เบียดเบียนเขา ทั้งไม่ได้พูดคำหยาบคาย ดิฉันกล้าหรือ ที่จะทำสิ่งที่สามีเกลียดดิฉันได้นะคุณแม่

ข้อ ๔๒๑

มารดาบิดาของเขานั้น เสียใจ ถูกทุกข์ครอบงำ หวังทะนุถนอมบุตร จึงนำดิฉันส่งกลับไปเรือนบิดา ฉันเป็นผู้ชนะสิริที่สวยงามแล้วหนอ

ข้อ ๔๒๒

ภายหลัง บิดาได้ยกดิฉันให้แก่กุลบุตร ผู้ร่ำรวยน้อยกว่าสามีคนแรกครึ่งหนึ่ง โดยสินสอดครึ่งหนึ่งจากสินสอดที่เศรษฐีให้เราครั้งแรก

ข้อ ๔๒๓

ดิฉัน อยู่ในเรือนสามีคนที่ ๒ นั้นได้เดือนเดียว ต่อมา เขาขับไล่ดิฉันซึ่งบำรุงบำเรออยู่ดุจทาสี ไม่คิดประทุษร้าย มีศีลสมบูรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๒๔

บิดาของดิฉัน บอกบุรษผู้หนึ่ง ที่ฝึกกายและวาจาแล้ว มีหน้าที่ฝึกจิตของชนเหล่าอื่น กำลังเที่ยวขอทานอยู่ว่า เจ้าจงทิ้งผ้าเก่าๆ และกระเบื้องขอทานเสีย มาเป็นลูกเขยข้าเถิด

ข้อ ๔๒๕

แม้บุรุษนั้น อยู่ได้ครึ่งเดือน ก็พูดกับบิดาว่า โปรดคืนผ้าเก่า กระเบื้องขอทาน และภาชนะขอทานแก่ฉันเถิด ฉันจักไปขอทานตามเดิม

ข้อ ๔๒๖

ครั้งนั้น บิดามารดาและหมู่ญาติของดิฉันทุกคน พูดกับคนขอทานนั้นว่า เจ้าทำอะไรไม่ได้ในที่นี้ รีบบอกมา เธอจักทำกิจนั้นแทนเจ้าเอง

ข้อ ๔๒๗

เขาถูกบิดามารดาและหมู่ญาติของดิฉันถามอย่างนี้แล้ว จึงพูดว่า ถึงตัวฉันจะเป็นใหญ่และเป็นไท ฉันพอแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ฉันไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งไม่ขออยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกับเธอ

ข้อ ๔๒๘

ชายขอทานนั้นถูกบิดาปล่อยก็ไป แม้ดิฉันอยู่คนเดียว ก็คิดว่า จะลาบิดามารดาไปตายหรือไปบวชเสีย

ข้อ ๔๒๙

ขณะนั้น พระแม่เจ้าชินทัตตาเถรี ผู้ทรงวินัย เป็นพหูสูต มีศีลสมบูรณ์ เที่ยวบิณฑบาตมายังตระกูลบิดา

ข้อ ๔๓๐

ดิฉันเห็นท่าน จึงลุกไปจัดที่นั่งของดิฉันถวายท่าน และเมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ดิฉันก็กราบเท้าแล้วถวายอาหาร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๓๑

ดิฉันเลี้ยงดูท่านด้วยข้าวน้ำ ของควรเคี้ยว และสิ่งของที่จัดไว้ในเรือนนั้นให้อิ่มหนำสำราญ จึงเรียนท่านว่า ดิฉันประสงค์จะบวช เจ้าค่ะ

ข้อ ๔๓๒

ลำดับนั้น บิดาพูดกับดิฉันว่า ลูกเอ๋ย ลูกจงประพฤติธรรมในเรือนนี้ก็แล้วกัน จงเลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเถิด

ข้อ ๔๓๓

ขณะนั้น ดิฉันร้องไห้ประนมมือพูดกับบิดาว่า ความจริง ลูกทำบาปมามากแล้ว ลูกจักชำระกรรมนั้นให้เสร็จสิ้นกันเสียที

ข้อ ๔๓๔

ครั้งนั้น บิดาจึงให้พรดิฉันว่า ขอให้ลูกบรรลุอรหัตตมรรค อรหัตตผลอันเลิศ และจงได้นิพพานที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ ทรงกระทำให้แจ้งเถิด

ข้อ ๔๓๕

ดิฉันกราบลามารดาบิดาและหมู่ญาติทุกคน บวชได้ ๗ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓

ข้อ ๔๓๖

รู้ระลึกชาติได้ ๗ ชาติ จักบอกกรรมที่มีผลวิบากแก่แม่เจ้า ขอแม่เจ้าโปรดสำรวมใจฟังวิบากกรรมนั้นเถิด

ข้อ ๔๓๗

ชาติก่อน ดิฉันเป็นช่างทองในเมืองเอรกกัจฉะ มีทรัพย์มาก มัวเมาในวัยหนุ่ม ได้เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๓๘

ดิฉันนั้นตายจากชาตินั้นแล้ว ต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกเป็นเวลานาน ถูกไฟนรกเผาแล้ว ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้ว ก็เกิดในท้องนางลิง

ข้อ ๔๓๙

พอเกิดได้ ๗ วัน วานรใหญ่ จ่าฝูง ก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์ นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๔๐

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดวานรนั้นแล้ว เกิดในท้องแม่แพะตาบอด และเป็นง่อยอยู่ในป่า แคว้นสินธุ

ข้อ ๔๔๑

พออายุได้ ๑๒ ปี พาเด็กขึ้นหลังไป ถูกเด็กตัดอวัยวะสืบพันธุ์ ป่วยเป็นโรค หมู่หนอนชอนไชที่อวัยวะสืบพันธุ์ นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๔๒

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดแพะนั้นแล้ว ก็เกิดในท้องแม่โคของพ่อค้าโค เป็นลูกโคมีขนแดงดังน้ำครั่ง อายุ ๑๒ เดือนก็ถูกตอน

ข้อ ๔๔๓

ดิฉันถูกเขาใช้ให้ลากไถและเทียมเกวียน ป่วยเป็นโรคตาบอด มีความลำบาก นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๔๔

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดโคนั้นแล้ว เกิดในท้องสาวใช้ข้างถนนในพระนคร เป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๔๕

อายุ ๓๐ ปีก็ตาย มาเกิดเป็นเด็กหญิง ในตระกูลช่างเกวียนที่เข็ญใจ มีโภคทรัพย์น้อย มีเจ้าหนี้มากมาย

ข้อ ๔๔๖

เมื่อหนี้พอกพูนทับถมมากขึ้น แต่นั้น นายกองเกวียนก็ริบเอาทรัพย์สมบัติแล้ว ฉุดคร่าดิฉันนั้นผู้กำลังรำพันอยู่ออกจากเรือนของสกุล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๔๗

ภายหลัง บุตรของนายกองเกวียนนั้นชื่อคิริทาส เห็นดิฉันเป็นสาวรุ่นอายุ ๑๖ ปี ก็มีจิตปฏิพัทธ์ จึงขอไปเป็นภรรยา

ข้อ ๔๔๘

แต่นายคิริทาสนั้น มีภรรยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง เป็นคนมีศีล มีคุณธรรม และมีชื่อเสียง รักใคร่สามีอย่างดียิ่ง ดิฉันได้ทำให้สามีเกลียดนาง

ข้อ ๔๔๙

ข้อที่สามีทั้งหลาย เลิกร้างดิฉัน ซึ่งปรนนิบัติอยู่เสมือนสาวใช้ไป ก็เป็นผลกรรมที่ดิฉันนั้นกระทำแล้วในครั้งนั้น ดิฉันสิ้นสุดกรรมนั้นแล้ว จัตตาฬีสนิบาต จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเถรีคาถา จัตตาฬีสนิบาต ๑. อรรถกถาอิสิทาสีเถรีคาถา

ในจัตตาฬีสนิบาต คาถาว่า นครมฺหิ กุสุมนาเม เป็นต้นเป็นคาถาของพระอิสิทาสีเถรี พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

พระเถรีแม้รูปนี้ก็ได้สร้างบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ เป็นผู้ชายมาในภพนั้นๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในภพที่ ๗ นับแต่จริมภพก็ได้กระทำปรทาริกกรรม [เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น] โดยนิสัยที่ไม่ดี ตายไปบังเกิดในนรก ต้องหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นตั้งหลายร้อยปี จุติจากนรกนั้นแล้วไปบังเกิดในกำเนิดเดียรฉาน ๓ ชาติ จุติจากนั้นแล้วไปบังเกิดเป็นกะเทยในท้องของทาสีจุติจากนั้นก็ไปบังเกิดเป็นลูกสาวช่างทำเกวียนที่ขัดสนคนหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ลูกชายนายกองเกวียนคนหนึ่งชื่อคิริทาส ก็เอาเป็นภริยานำไปบ้าน. ภริยาเดิมของนายคิริทาสก็มี เป็นคนมีศีลมีกัลยาณธรรม ลูกสาวช่างทำเกวียนนั้นปกติชอบริษยาภริยาเดิมนั้น ก็ทำให้สามีกับภริยาเดิมเกลียดกัน นางอยู่ในบ้านนั้นจนตลอดชีวิตจนตาย.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ไปบังเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัติ ได้รับยกย่องด้วยคุณมีตระกูล ถิ่นและสีลาจารวัตรเป็นต้น ในกรุงอุชเชนี นางมีนามว่าอิสิทาสี.

ครั้นเจริญวัย บิดามารดาก็มอบให้แก่บุตรเศรษฐีคนหนึ่งที่มีตระกูล รูป วัยและสมบัติเป็นต้นทัดเทียมกัน นางอิสิทาสีนั้นก็เป็นปติเทวดา (ปฏิบัติสามีดังเทวดา) ในเรือนของสามีนั้น อยู่ได้เพียงเดือนเดียว. ด้วยผลกรรมของนาง สามีเกิดเบื่อหน่ายก็นำนางออกไปจากเรือน เรื่องนั้นทั้งหมดรู้กันได้จากบาลีแห่งเดียว เพราะเหตุที่ตนเป็นผู้ไม่เป็นที่สบใจของสามีนั้นๆ.

นางก็เกิดสลดใจ ให้บิดาอนุญาตแล้วก็บวชในสำนักพระชินทัตตาเถรี เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผล และสุขในพระนิพพาน.

วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกรุงปาฏลีบุตร หลังจากนั้นแล้วก็กลับจากบิณฑบาต นั่งบนพื้นทรายใกล้แม่คงคามหานที ถูกพระเถรีสหายของตนชื่อว่าโพธิเถรี ถามถึงบุพปฏิบัติประวัติก่อนบวช จึงวิสัชนาความนั้น ด้วยผูกเป็นคาถาโดยนัยว่า อุชฺเชนิยา ปุรวเร เป็นอาทิ.

เพื่อแสดงการเชื่อมความของคำถามและคำตอบนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงตั้งคาถาไว้ ๓ คาถาว่า

ในกรุงปาฏลีบุตรที่มีนามว่า นครแห่งดอกไม้

เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส [บริสุทธิ์] มีพระภิกษุณี ๒ รูป

ผู้มีคุณสมบัติ เป็นตระกูลแห่งศากยราช.

ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่าอิสิทาสี รูปที่ ๒ ชื่อ

ว่าโพธิ ล้วนสมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน

เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสแล้ว ทั้ง ๒ รูปนั้นเที่ยวบิณฑ-

บาต ฉันและล้างบาตรแล้วก็นั่งอย่างสบายในที่ปลอด

ผู้คน ต่างถามตอบกันในถ้อยคำเหล่านี้.

พระโพธิเถรีถามว่า แม่เจ้าอิสิทาสีเจ้าข้า แม่เจ้า

ยังผ่องใส วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม แม่เจ้าเห็น

โทษอะไร จึงมาขวนขวายเนกขัมมะการบวชเจ้าคะ.

พระอิสิทาสีเถรีนั้นถูกพระโพธิเถรีถามอย่างนี้ใน

ที่ปลอดผู้คน ท่านเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม จึง

ตอบว่า แม่เจ้าโพธิ โปรดฟังเรื่องตามที่ข้าพเจ้าบวช

นะจ๊ะ.

ในกรุงอุชเชนี ราชธานี [ของแคว้นอวันตี] บิดา

ของข้าพเจ้าเป็นเศรษฐีผู้มีศีล ข้าพเจ้าเป็นธิดาคนเดียว

ของท่าน จึงเป็นที่รักที่โปรดปรานและเอ็นดู.

ครั้งนั้น พวกคนสนิทที่มีตระกูลสูงมาจากเมือง

สาเกตบอกว่า เศรษฐีมีทรัพย์มากขอข้าพเจ้า บิดาจึง

ให้ข้าพเจ้าเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น.

ข้าพเจ้าต้องเข้าไปทำความนอบน้อมด้วยเศียร

เกล้า ไหว้เท้าเช้าเย็นต่อแม่ผัวและพ่อผัว ตามวิธีที่ถูก

สั่งสอนไว้.

ข้าพเจ้าเห็นพี่น้องคนใกล้เคียง แม้แต่คนสนิท

เพียงคนเดียวของสามี ข้าพเจ้าก็หวาดกลัว ต้องให้ที่

นั่งเขา.

ข้าพเจ้าต้องรับรองเขาด้วยข้าวน้ำของเคี้ยวที่

จัดไว้แก่ผู้ที่เข้าไปนั้น นำเข้าไปและให้ของที่สมควร

แก่เขา.

ข้าพเจ้าบำรุงตามเวลา เข้าเรือนไปที่ประตูต้อง

ล้างมือเท้า ประนมมือเข้าไปหาสามี.

ข้าพเจ้าต้องถือหวี เครื่องลูบไล้ ยาหยอดตาและ

กระจก แต่งตัวให้สามีเองทีเดียว เหมือนหญิงรับใช้.

ข้าพเจ้าหุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเอง ปรน-

นิบัติสามีเหมือนอย่างมารดาปรนนิบัติบุตรคนเดียว

ฉะนั้น.

ข้าพเจ้าจงรักภักดี ทำหน้าที่ครบถ้วน เลิกมานะ

ถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน มีศีลอย่างนี้ สามีก็ยังเกลียด.

สามีนั้นบอกบิดามารดาว่า ฉันลาไปละ ฉันไม่

ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งจะไม่อยู่ร่วมในเรือนหลังเดียว

กันด้วย.

บิดามารดาเขากล่าวว่า อย่าพูดอย่างนี้ สิลูก

อิสิทาสีเป็นคนฉลาด สามารถ ขยันไม่เกียจคร้าน ทำไม

เจ้าไม่ชอบใจเล่าลูกเอ๋ย.

เขาตอบว่า อิสิทาสีไม่ได้เบียดเบียนฉันดอกจ้ะ

แต่ฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ฉันเกลียด ฉันพอแล้ว

ฉันขอลาไปละ.

แม่ผัวพ่อผัวฟังคำของบุตรนั้นแล้ว ได้ถามข้าพเจ้า

ว่า เจ้าทำผิดอะไรต่อเขา จึงถูกเขาทอดทิ้ง จงพูดไปตาม

จริงสิ.

ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้

เบียดเบียนเขา ทั้งไม่ได้พูดคำหยาบคาย ข้าพเจ้าหรือ

จะทำสิ่งที่สามีเกลียดข้าพเจ้าเล่าแม่เจ้า.

บิดามารดาของเขานั้นเสียใจเป็นทุกข์ หวังทะนุ

ถนอมบุตร จึงนำข้าพเจ้ากลับไปเรือนบิดา ข้าพเจ้า

กลายเป็นแม่หม้ายสาวสามีร้างไป ภายหลังบิดาของ

ข้าพเจ้าได้ยกข้าพเจ้าให้แก่กุลบุตร ผู้มั่งคั่งน้อยกว่า

สามีคนแรกครึ่งหนึ่ง ซึ่งเศรษฐีได้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้า

อยู่ในเรือนสามีคนที่สองนั้นได้เดือนเดียว ต่อมาเขาก็

ขับข้าพเจ้า ผู้ปรนนิบัติประดุจทาสี ผู้ไม่ประทุษร้าย

พรั่งพร้อมด้วยศีล.

บิดาของข้าพเจ้าจึงพูดกะบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งฝึกคน

อื่นๆ และฝึกตนแล้ว กำลังเที่ยวขอทานอยู่ว่าเจ้าจง

ทิ้งผ้าเก่าและหม้อข้าวเสียมาเป็นลูกเขยข้าเถิด.

แม้บุรุษผู้นั้นอยู่ได้ครึ่งเดือน ก็พูดกะบิดาว่า

โปรดคืนผ้าผืนเก่าและภาชนะขอทานแก่ข้าเถิด ข้า

จะไปขอทานอีก.

ครั้งนั้น บิดามารดาและหมู่ญาติของข้าพเจ้า

ทุกคนพูดกะคนขอทานว่า ท่านทำกิจอะไรไม่ได้

ในที่นี้ รีบบอกมา เขาจักทำกิจนั้นแทนท่านเอง.

เขาถูกบิดามารดาและญาติถามอย่างนี้แล้ว

จึงตอบว่า ถึงตัวข้าจะเป็นไท ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ที่ข้าจะอยู่กับอิสิทาสี ข้าไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้ง

ไม่ขออยู่เรือนหลังเดียวกับอิสิทาสี.

บิดายอมปล่อยชายขอทานนั้นไป ส่วนข้าพเจ้า

อยู่โดดเดี่ยวก็คิดว่า จำจะลาบิดามารดาไปตายหรือ

บวชเสีย.

ลำดับนั้น พระแม่เจ้าชินทัตตา ผู้ทรงวินัยเป็น

พหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีล เที่ยวบิณฑบาตก็มายังตระกูล

ของบิดา.

ข้าพเจ้าเห็นท่าน จึงลุกขึ้นไปจัดอาสนะของ

ข้าพเจ้าถวายท่าน เมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้า

ก็กราบเท้าและถวายโภชนะ.

ข้าพเจ้าได้เลี้ยงดูด้วยข้าวน้ำ และของเคี้ยวที่

จัดไว้ในเรือนให้อิ่มหนำสำราญแล้ว จึงเรียนท่านว่า

พระแม่เจ้า ข้าพเจ้าประสงค์จะบวชเจ้าข้า.

ลำดับนั้น บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า ลูกเอ๋ย ลูกจง

ประพฤติธรรมในเรือนนี้ก็แล้วกัน จงเลี้ยงดูสมณะ

พราหมณ์ ด้วยข้าวน้ำไปเถิด.

ขณะนั้น ข้าพเจ้าร้องไห้ประคองมือประนมพูด

กะบิดาว่า ความจริงลูกก็ทำบาปมามากแล้ว ลูกจัก

ชำระบาปนั้นให้เสร็จสิ้นไปเสียที.

บิดาจึงอวยพรข้าพเจ้าว่า ลูกจงบรรลุโพธิญาณ

ธรรมอันเลิศและได้พระนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ผู้ประเสริฐสุดแห่งสัตว์สองเท้าทรงกระทำให้แจ้งแล้ว

เถิด.

ข้าพเจ้ากราบบิดามารดาและหมู่ญาติทุกคน

บวชได้ ๗ วัน ก็บรรลุวิชชา ๓.

ข้าพเจ้ารู้ระลึกชาติได้ ๗ ชาติ จักบอกกรรมที่

มีวิบากอย่างนี้แก่แม่เจ้า ขอแม่เจ้าโปรดมีใจเป็นหนึ่ง

ฟังวิบากกรรมนั้นเถิด.

ในนครชื่อเอรกัจฉะ ข้าพเจ้าเป็นช่างทอง มี

ทรัพย์มาก มัวเมาในวัยหนุ่ม ทำชู้กับภริยาผู้อื่น.

ข้าพเจ้านั้นจุติจากโลกนั้นแล้วต้องหมกไหม้

อยู่ในนรกเป็นเวลานาน ครั้นออกจากนรกนั้นแล้ว

ก็เข้าท้องนางวานร.

ข้าพเจ้าคลอดได้ ๗ วัน วานรใหญ่จ่าฝูงก็กัด

อวัยวะสืบพันธุ์เครื่องหมายเพศผู้เสีย นี่เป็นผลกรรม

ของข้าพเจ้าที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น.

ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดวานรนั้น ตายแล้วก็ไปเข้า

ท้องแม่แพะตาบอดและเป็นง่อย ในป่าแคว้นสินธพ.

ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๒ ปี พาเด็กขี่หลังไปกระแทก

อวัยวะเพศ ป่วยเป็นโรคหนอนฟอน นี่เป็นผลกรรม

ที่ทำชู้ภริยาผู้อื่น.

ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแพะแล้ว ก็เกิดในกำเนิด

แม่โคของพ่อค้าโค เป็นลูกโคขนแดงดั่งน้ำครั่ง อายุ

๑๒ เดือนก็ถูกตอน.

ข้าพเจ้าถูกใช้ให้ลากไถและลากเกวียน ป่วย

เป็นโรคตาบอด นี่เป็นผลกรรมที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น.

ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดโคแล้ว ก็ไปเกิดในเรือน

ทาสี ณ ท้องถนน ไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย นี่เป็นผล

กรรมที่ทำชู้กับภริยาผู้อื่น.

ข้าพเจ้าอายุได้ ๓๐ ปีก็ตาย เกิดเป็นเด็กหญิง

ในตระกูลช่างทำเกวียนที่เข็ญใจ มีโภคะน้อย เป็น

ที่รุมทวงหนี้ของเจ้าหนี้.

เมื่อหนี้พอกพูนทับถมกันมากขึ้น แต่นั้นนาย

กองเกวียน ก็ริบสมบัติฉุดเอาข้าพเจ้าซึ่งกำลังรำพัน

อยู่ออกจากเรือนของสกุล.

บุตรของนายกองเกวียน ชื่อคิริทาสเห็นข้าพเจ้า

เป็นสาววัยรุ่นอายุ ๑๖ ปี ก็มีจิตปฏิพัทธ์ ขอไปเป็น

ภริยา.

แต่นายคิริทาสนั้นมีภริยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง เป็น

คนมีศีล มีคุณ มียศ จงรักสามี ข้าพเจ้าก็ทำให้สามี

เกลียดนาง ข้อที่สามีทั้งหลายเลิกร้างข้าพเจ้าซึ่งปรน-

นิบัติดุจทาสีไป ก็เป็นผลกรรมของกรรมนั้น ที่สุดแม้

ของกรรมนั้น ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นครมฺหิ กุสุมนาเม ได้แก่ ในนครที่ขนานนามด้วยกุสุมศัพท์อย่างนี้ว่า กุสุมนคร นครแห่งดอกไม้ บัดนี้พระเถรีแสดงนครนั้น โดยสรุปว่า ปาฏลิปุตฺตมฺหิ.

บทว่า ปฐวิยา มณฺเฑ ได้แก่ เป็นที่ผ่องแผ้วทั่วทั้งแผ่นดิน.

บทว่า สกฺยกุลกุลีนาโย ได้แก่ เป็นธิดาของสกุลในศากยสกุล ท่านกล่าวอย่างนี้ ก็เพราะเป็นผู้บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นโอรสแห่งศากยราชสกุล.

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ บรรดาภิกษุณี ๒ รูปนั้น.

บทว่า โพธิ ได้แก่ พระเถรีมีชื่ออย่างนี้..

บทว่า ฌานชฺฌายนรตาโย ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในการเพ่งฌานที่เป็นโลกียะและโลกุตระ.

บทว่า พหุสฺสุตาโย ได้แก่ เป็นพหูสูต โดยพาหุสัจจะทางปริยัติ.

บทว่า ธุตกิเลสาโย ได้แก่ ผู้เพิกถอนกิเลสได้โดยประการทั้งปวง ด้วยพระอรหัตมรรค.

บทว่า ภตฺตตฺถํ กริย ได้แก่ ทำภัตรกิจเสร็จ [ฉันเสร็จ].

บทว่า รหิตมฺหิ ได้แก่ ในที่ปราศจากผู้คน ในที่อันสงัด.

บทว่า สุขนิสินฺนา ได้แก่ นั่งเป็นสุข ด้วยสุขในบรรพชาและด้วยสุขในวิเวก.

บทว่า อิมา คิรา ได้แก่ การสนทนาอย่างเป็นสุขที่จะกล่าวกันในบัดนี้.

บทว่า อพฺภุทีเรสุํ ได้แก่ กล่าวกันเป็นการถามการตอบ.

คาถาว่า ปาสาทิกาสิ เป็นต้น พระโพธิเถรีกล่าวเป็นคำถาม.

คาถาว่า เอวมนุยุญฺชิยมานา เป็นต้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว.

คาถาว่า อุชฺเชนิยา เป็นต้นทั้งหมด พระอิสิทาสีเถรีกล่าวผู้เดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสาทิกาสิ ได้แก่ เป็นผู้นำมาแต่ความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็นเพราะรูปงาม.

บทว่า วโยปิ เต อปริหีโน ความว่า แม้วัยของพระแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม คือยังอยู่ในปฐมวัย.

บทว่า กึ ทิสฺวาน พฺยาลิกํ ความว่า เห็นทุกข์ภัย คือโทษอาทีนพในฆราวาสเช่นไร. ในบทว่า อถาสิ เนกฺขมฺมมนุยุตฺตา คำว่า อถ เป็นเพียงนิบาต, ได้เป็นผู้ขวนขวายในเนกขัมมะคือบรรพชา.

บทว่า อนุยุญฺชิยมานา ได้แก่ ถูกถาม. ประกอบความว่า พระอิสิทาสีนั้นถูกพระโพธิเถรีถาม.

บทว่า รหิเต ได้แก่ ในสถานที่ว่างคน.

บทว่า สุณ โพธิ ยถามฺหิ ปพฺพชิตา ความว่า ท่านโพธิเถรี เจ้าแม่โปรดสดับโปรดฟังเรื่องเก่า ตามที่ข้าพเจ้าบวชมา.

บทว่า อุชฺเชนิยา ปุรวเร ได้แก่ ในนครอันอุดม [ราชธานี] ในแคว้นอวันตี ชื่ออุชเชนี.

บทว่า ปิยา ได้แก่ อันบิดามารดาพึงรัก เพราะเป็นธิดาคนเดียว.

บทว่า มนาปา ได้แก่ จำเริญใจ ด้วยคุณคือศีลาจารวัตร.

บทว่า ทยิตา ได้แก่ อันบิดามารดาพึงเอ็นดู.

บทว่า อถ ได้แก่ ในภายหลัง คือในเวลาที่ข้าพเจ้าเจริญวัย.

บทว่า เม สาเกตโต วรกา ความว่า คนสนิทของข้าพเจ้ามาแต่นครสาเกตเลือกข้าพเจ้า.

บทว่า อุตฺตมกุลีนา ได้แก่ ผู้มีตระกูลเลิศในนครนั้น ผู้ที่ส่งคนเหล่านั้นไป ก็คือเศรษฐีผู้มีรัตนะมาก.

บทว่า ตสฺส มมํ สุณฺหมทาสิ ตาโต ความว่า บิดาของข้าพเจ้าได้ให้ข้าพเจ้าเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนครสาเกตุ เป็นภริยาของบุตรชาย.

บทว่า สายํ ปาตํ ได้แก่ เวลาเย็นและเวลาเช้า.

บทว่า ปณามมุปคมฺม สริสา กโรมิ ความว่า ข้าพเจ้าเข้าไปหาแม่ผัวและพ่อผัวทำความนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า กราบเท้าท่าน.

บทว่า ยถามฺหิ อนุสิฏฐา ความว่า ข้าพเจ้าจะทำตามที่ท่านสั่งสอน ไม่ล่วงละเมิดคำสั่งสอนของท่าน.

บทว่า ตเมกวรกมฺปิ ได้แก่ แม้คนสนิทคนเดียว.

บทว่า อุพฺพิคฺคา ได้แก่ สะดุ้งกลัว.

บทว่า อาสนํ เทมิ ความว่า สิ่งใดสมควรแก่ผู้ใด ข้าพเจ้าย่อมให้สิ่งนั้นแก่ผู้นั้น

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสถานที่เข้าไป.

บทว่า สนฺนิหิตํ ได้แก่ ที่ที่จัดไว้มีอยู่.

บทว่า ฉาเทมิ ความว่า รับรอง ครั้นรับรองแล้วก็นำเข้าไป ครั้นนำเข้าไปแล้วก็ให้ แม้เมื่อจะให้ ก็ให้แต่สิ่งที่สมควรเท่านั้น.

บทว่า อุมฺมาเร ได้แก่ ประตู.

บทว่า โธวนฺตี หตฺถปาเท ประกอบความว่า ข้าพเจ้าต้องล้างมือเท้า ครั้นล้างแล้วจึงเข้าไปเรือน.

บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ หวีสำหรับหวีหนวดและผม.

บทว่า ปสาทนํ ได้แก่ เครื่องทาหน้ามีผงหอมเป็นต้น.

บาลีว่า ปสาธนํ ก็มี ได้แก่ เครื่องประดับ.

บทว่า อญฺชนึ ได้แก่ หลอดยาหยอดตา.

บทว่า ปริกมฺมการิกา วิย ความว่า ข้าพเจ้าแม้เป็นคนตระกูลเลิศ สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ก็เป็นเหมือนหญิงรับใช้ผู้บำเรอสามี.

บทว่า สาธยามิ ได้แก่ หุงต้ม.

บทว่า ภาชนํ ได้แก่ ภาชนะทำด้วยโลหะ. ประกอบความว่า ข้าพเจ้าต้องปรนนิบัติล้าง (ภาชนะต่างๆ).

บทว่า ภตฺติกตํ ได้แก่ ผู้ทำความภักดีสามี.

บทว่า อนุรตฺตํ ได้แก่ ผู้จงรัก.

บทว่า การิกํ ได้แก่ ผู้ทำใจที่ควรทำนั้นๆ ดังนี้.

บทว่า นิหตมานํ ได้แก่ ผู้นำมานะออกไปแล้ว.

บทว่า อุฏฺฐายิกํ ได้แก่ ผู้พร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร.

บทว่า อนลสํ ได้แก่ เพราะพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรนั้นนั่นแล จึงเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน.

บทว่า สีลวตึ ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตร.

บทว่า ทุสฺสเต แปลว่า ประทุษร้าย คือพูดเพราะโกรธ.

บทว่า ภณติ อาปุจฺฉหํ คมิสฺสามิ ความว่า สามีของข้าพเจ้านั้นพูดกะบิดามารดาของตนว่า ฉันจะลาท่านพ่อท่านแม่ไปเสียในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง.

ถ้าจะถามว่า เขาพูดว่ากระไร ก็ตอบได้ว่า เขาพูดว่า ฉันจะไม่ยอมอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งจะไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกันด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วจฺฉํ แปลว่า อยู่.

บทว่า เทสฺสา ได้แก่ ไม่เป็นที่รัก [เกลียด].

บทว่า อลํ เม ความว่า ฉันไม่ต้องการอิสิทาสีนั้น.

บทว่า อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ ความว่า ถ้าท่านพ่อท่านแม่ประสงค์จะให้ฉันอยู่ร่วมกับอิสิทาสีนั้น ฉันก็จะขอลาท่านพ่อท่านแม่ไปอยู่ต่างถิ่น.

บทว่า ตสฺส ได้แก่ สามีของข้าพเจ้า.

บทว่า กิสฺส ความว่า เจ้าทำผิดพลาดอะไรต่อสามีของเจ้านั้น.

บทว่า นปิหํ อปรชฺฌํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไรต่อสามีนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า นปิ หึเสมิ ได้แก่ ทั้งก็ไม่ได้เบียดเบียน.

บทว่า ทุพฺพจนํ ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวชั่วหยาบ.

บทว่า กึ สกฺกา กาตุยฺเย ความว่า ข้าพเจ้าจะทำอะไรได้เล่าแม่เจ้า.

บทว่า ยํ มํ วิทฺเทสฺสเต ภตฺตา ความว่า เพราะเหตุที่สามีของข้าพเจ้าเกลียด คือทำความชัง ความเคืองขุ่นใจ.

บทว่า วิมนา ได้แก่ เสียใจ.

บทว่า ปุตฺตมนุรกฺขมานา ได้แก่ ทนุถนอมบุตรของตน ซึ่งเป็นสามีของข้าพเจ้าด้วยการรักษาน้ำใจ.

บทว่า ชิตามฺหเส รูปินึ ลกฺขึ ความว่า ข้าพเจ้ามีชัยคือชนะ สิริคือศรีอันงามได้หรือหนอ.

อธิบายว่า ข้าพเจ้าต้องเสื่อมจากเทวดาคือสิริที่เที่ยวอยู่โดยเพศมนุษย์แล้วหนอ หมายความว่าต้องเป็นหญิงหม้ายสามีร้างไปแล้ว.

บทว่า อฑฺฒสฺส ฆรมฺหิ ทุติยกุลิกสฺส ความว่า บิดาได้ให้ข้าพเจ้าในเรือนกุลบุตรคนที่สอง เมื่อเทียบสามีคนที่หนึ่ง ก็มั่งคั่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อให้ก็ให้โดยเรียกสินสอดครึ่งหนึ่ง จากสินสอดของสามีคนที่หนึ่งนั้น.

บทว่า เยน มํ วินฺทถ เสฏฺฐี ประกอบความว่า เศรษฐีได้ข้าพเจ้าเป็นคนแรกด้วยสินสอดอันใด บิดาข้าพเจ้าก็ให้โดยเรียกสินสอดอันนั้นครึ่งหนึ่งจากสินสอดสามีคนที่หนึ่งนั้น.

บทว่า โสปิ ได้แก่ แม้สามีคนที่สอง.

บทว่า มํ ปฏิจฺฉรยิ ได้แก่ ขับไล่ข้าพเจ้า คือเขาเสือกไสข้าพเจ้าออกไปจากเรือน.

บทว่า อุปฏฺฐหนฺตึ ได้แก่ ผู้บำรุงคือทำการปรนนิบัติ ดุจทาสี.

บทว่า อทูสิกํ แปลว่า ผู้ไม่ประทุษร้าย.

บทว่า ทมกํ ได้แก่ ผู้ฝึกจิตของคนอื่นๆ เพราะเป็นผู้อธิษฐานความกรุณาไว้ คือผู้เที่ยวขออาหารที่ผู้อื่นพึงให้ ทำกายวาจาตนให้สงบระงับโดยอาการที่ชนเหล่าอื่นจักให้ของบางสิ่ง.

บทว่า ชามาตา ได้แก่ สามีของธิดา [ลูกเขย].

บทว่า นิกฺขิป โปฏฺฐิญฺจ ฆฏิกญฺจ ความว่า เจ้าจงทิ้งผ้าเก่าที่เจ้านุ่งห่ม และภาชนะขอทานเสีย.

บทว่า โสปิ วสิตฺวา ปกฺขํ ความว่า ชายขอทานแม้คนนั้นอยู่ร่วมกับข้าพเจ้าได้เพียงครึ่งเดือน ก็หลีกไป.

บทว่า อถ นํ ภณตี ตาโต ความว่า บิดามารดาและหมู่ญาติทุกคนของข้าพเจ้า รวมกันเป็นกลุ่มช่วยกันพูดกะชายขอทานนั้น พูดว่าอย่างไร พูดว่า กึ เต น กีรติ อิธ แปลว่า ชื่อว่ากิจอะไรท่านทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จในที่นี้ จงรีบบอกมา.

บทว่า ตํ เต กริหิต ได้แก่ เขาจักทำกิจนั้นแทนท่าน.

บทว่า ยทิ เม อตฺตา สกฺโกติ ประกอบความว่า ถ้าตัวข้าพึ่งตัวเองได้ เป็นไทแก่ตัว ข้าก็พอ คือแม่อิสิทาสีนั้นก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ข้าจะไม่นั่งร่วมไม่อยู่ร่วม ทั้งจะไม่อยู่ร่วมในเรือนหลังเดียวกันกับแม่อิสิทาสีนั้น.

บทว่า วิสฺสชฺชิโต คโต โส ความว่า ชายขอทานนั้น บิดายอมปล่อยแล้ว ก็ไปตามชอบใจ.

บทว่า เอกากินี แปลว่า โดดเดี่ยว.

บทว่า อาปุจฺฉิตูน คจฺฉํ ความว่า ข้าพเจ้าจะสละบิดาของข้าพเจ้าไป.

บทว่า มริตุเย แปลว่า เพื่อตาย. วา ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถวิกัป.

บทว่า โคจราย แปลว่า เพื่อหาอาหาร. ประกอบความว่า มาสู่ตระกูลของบิดา เพื่อหาอาหาร.

บทว่า ตํ ได้แก่ ท่านพระชินทัตตาเถรีนั้น.

บทว่า อุฏฺฐายาสนํ ตสฺสา ปญฺญาปยึ ความว่า ลุกขึ้นไปปูอาสนะถวายพระเถรีนั้น.

บทว่า อิเธว ได้แก่ ยืนที่เรือนหลังนี้นี่แหละ.

บิดาเมื่อเอ็นดู ก็เรียกธิดาโดยโวหารสามัญว่า ลูกเอ๋ย.

บทว่า จราหิ ตฺวํ ธมฺมํ ความว่า ลูกจงประพฤติธรรมมีพรหมจรรย์เป็นต้นที่พึงบวชแล้วประพฤติ.

บทว่า ทวิชาตี ได้แก่ ชาติพราหมณ์

บทว่า นิชฺชเรสฺสามิ ได้แก่ ทำให้หมดไป ให้เสื่อมสิ้นไป.

บทว่า โพธึ ได้แก่ ตรัสรู้สัจจะ. อธิบายว่า มรรคญาณ.

บทว่า อคฺคธมฺมํ ได้แก่ ธรรมส่วนผล คือพระอรหัต.

บทว่า ยํ สจฺฉิกรี ทฺวิปทเสฏฺโฐ ประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแห่งสัตว์สองเท้าทั้งหลาย ได้ทรงกระทำโลกุตรธรรมอันใด ที่เข้าใจกันว่า มรรคผลนิพพานให้แจ้ง ลูกก็จงได้โลกุตรธรรมอันนั้น.

บทว่า สตฺตาหํ ปพฺพชิตา ความว่า บวชได้สัปดาห์หนึ่ง.

บทว่า อผสฺสยิ แปลว่า ถูกต้อง คือกระทำให้แจ้ง.

บทว่า ยสฺสยํ วิปาโก ความว่า วิบากนี้เป็นผลที่หลั่งออก คือความเป็นผู้ไม่สบใจสามี ของบาปกรรมอันใด.

บทว่า ตํ ตว อาจิกฺขิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้าจักกล่าวบาปกรรมนั้นแก่แม่เจ้า.

บทว่า ตํ ได้แก่ กรรมนั้นนั่นแหละที่จะกล่าว หรือถ้อยคำของข้าพเจ้านั้น.

บทว่า เอกมนา ได้แก่ เป็นผู้มีใจมีอารมณ์เดียว.

อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า นครมฺหิ เอรกจฺเฉ ได้แก่ ในนครที่มีชื่ออย่างนี้.

บทว่า โส ปรทารํ อเสวิหํ แปลว่า ข้าพเจ้านั้นได้ซ่องเสพภริยาของผู้อื่น.

บทว่า จิรํ ปกฺโก ได้แก่ ถูกไฟนรกเผาหลายแสนปี.

บทว่า ตโต จ อุฏฺฐหิตฺวา ได้แก่ ออกคือจุติจากนรกนั้นแล้ว.

บทว่า มกฺกฏิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ได้แก่ ถือปฏิสนธิในท้องนางวานร.

บทว่า ยูถโป แปลว่า จ่าฝูง.

บทว่า นิลฺลจฺเฉสิ ได้แก่ ตอน คือควักพืชคืออวัยวะสืบพันธุ์ อันเป็นเครื่องหมายแห่งเพศผู้ออกเสีย.

บทว่า ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ได้แก่ นั่นเป็นผลของกรรมที่ทำไว้ในอดีตของข้าพเจ้านั้น.

บทว่า ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ได้แก่ อย่างที่ข้าพเจ้าเป็นชู้ภริยาของผู้อื่น.

บทว่า ตโต ได้แก่ จากกำเนิดวานร.

บทว่า สินฺธวารญฺเญ ได้แก่ ในสถานที่ป่าใหญ่ แคว้นสินธพ.

บทว่า เอฬกิยา แปลว่า แม่แพะ.

บทว่า ทารเก ปริวหิตฺวา ได้แก่ พาพวกเด็กขี่หลังไป.

บทว่า กิมินาวฏฺโฏ ได้แก่ เป็นโรคถูกหนอนชอนไชในที่อวัยวะสืบพันธุ์ ทรมานกดขี่.

บทว่า อกลฺโล แปลว่า ป่วย เติมคำว่า อโหสิ แปลว่า ได้เป็นสัตว์ป่วย.

บทว่า โควาณิชกสฺส ได้แก่ คนขายโคเลี้ยงชีพ.

บทว่า ลาขาตมฺโพ ได้แก่ ประกอบด้วยขนสีแดงเหมือนย้อมด้วยน้ำครั่ง.

บทว่า โวฒูน ได้แก่ ลาก.

บทว่า นงฺคลํ แปลว่า ไถ. อธิบายว่า ลากไถและลากเกวียน.

บทว่า อนฺโธวฏฺโฏ ได้แก่ เป็นโรคตาบอด ทรมาน เบียดเบียน.

บทว่า วีถิยา ได้แก่ ถนนในนคร.

บทว่า ทาสิยา ฆเร ชาโต ได้แก่ เกิดในท้องทาสีในเรือนเบี้ย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่าหญิงวรรณะทาสก็มี.

บทว่า เนว มหิสา น ปุริโส ความว่า ข้าพเจ้าจะเป็นหญิงหรือเป็นชายก็ไม่ใช่ คือไม่มีเพศ.

บทว่า ตึสติวสฺสมฺหิ มโต ได้แก่ เป็นคนไม่มีเพศ ตายเสียเมื่ออายุได้ ๓๐ ปี.

บทว่า สากฏิกกุลมฺหิ ได้แก่ ตระกูลช่างทำเกวียน.

บทว่า ธนิกปุริสปาตพหุลมฺหิ ได้แก่ เป็นที่บุรุษเจ้าหนี้ทั้งหลายมารวมกัน อันเจ้าหนี้เป็นอันมากพากันมาทวงหนี้.

บทว่า อุสฺสนฺนาย ได้แก่ สะสม.

บทว่า วิปุลาย ได้แก่ มาก.

บทว่า วฑฺฒิยา ได้แก่ เมื่อหนี้พอกพูน.

บทว่า โอกฑฺฒติ ได้แก่ ฉุดคร่า.

บทว่า กุลฆรสฺมา ได้แก่ จากเรือนตระกูลที่ข้าพเจ้าเกิด.

บทว่า โอรุนฺธตสฺส ปุตฺโต ความว่า บุตรของนายกองเกวียนนั้น ชื่อว่าคิริทาส เกิดจิตปฏิพัทธ์ในข้าพเจ้า ก็กักตัวไว้ คือทำให้ข้าพเจ้าอยู่ในเรือนโดยเป็นผู้ควรหวงแหนสำหรับตน.

บทว่า อนุรตฺตา ภตฺตารํ ได้แก่ คล้อยตามสามี.

บทว่า ตสฺสาหํ วิทฺเทสนมกาสึ ได้แก่ วิเทสนกรรมคือทำภริยากับสามีให้เกลียดกันเป็นศัตรูกัน คือข้าพเจ้าปฏิบัติโดยวิธีที่สามีขุ่นเคืองภริยานั้น.

บทว่า ยํ มํ อปกีริตูน คจฺฉนฺติ ได้แก่ ข้อที่สามีทั้งหลายในเรือนนั้นๆ สละทอดทิ้งข้าพเจ้า ซึ่งปรนนิบัติโดยเคารพประดุจทาสี ไม่อาลัยอาวรณ์เลิกร้างไป เป็นผลที่หลั่งไหลมาแห่งกรรมคือการเป็นชู้ภริยาผู้อื่น และกรรมคือการทำสามีภริยาให้เกลียดเป็นศัตรูกัน ที่ทำไว้ครั้งนั้น ของข้าพเจ้านั้น.

บทว่า ตสฺสปิ อนฺโต กโต มยา ความว่า ที่สุดแห่งกรรมที่ทำให้ถึงความยินร้าย อย่างนั้นนั้นอันทารุณ บัดนี้ ข้าพเจ้าผู้บรรลุอรหัตมรรค กระทำเสร็จแล้ว ทุกข์อะไรนอกจากนี้ไม่มีกันละ.

ก็คำที่มิได้จำแนกไว้ในระหว่างๆ ในเรื่องนี้ มีความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้ว.

จบอรรถกถาอิสิทาสีเถรีคาถาที่ ๑ จบอรรถกถาจัตตาฬีสนิบาต -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา