๘. มหาโมรชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๓–๑๕๙ลำดับ 491 จาก 525 ในชาดกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 17 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. มหาโมรชาดก (๔๙๑) ว่าด้วยพญานกยูง (พญานกยูงร้องขอชีวิตว่า)
ถ้าหากท่านจับข้าพเจ้าเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ท่านอย่าได้ฆ่าข้าพเจ้าเลย จงจับเป็นแล้วนำข้าพเจ้าไปยังสำนักพระราชาเถิดเพื่อน ท่านคงจะได้ทรัพย์มิใช่น้อย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๘. มหาโมรชาดก (๔๙๑) (บุตรนายพรานปลอบว่า)
ลูกธนูที่สอดอยู่ในแล่งนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะฆ่าท่านในวันนี้ก็หาไม่ แต่จะตัดบ่วงให้แก่ท่าน ด้วยมีความประสงค์ว่า ขอพญายูงทองจงบินไปตามสบายเถิด (พญานกยูงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าขอถามท่าน เพราะเหตุที่ท่าน สู้อดกลั้นความหิวกระหายตลอดทั้งคืนทั้งวัน เฝ้าติดตามข้าพเจ้าอยู่ตลอด ๗ ปี เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุอะไร ท่านจึงประสงค์จะปล่อยข้าพเจ้า ผู้ติดบ่วงให้พ้นเสียจากเครื่องผูกเล่า
วันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาตแล้วหรือหนอ หรือว่าท่านให้อภัยแก่สัตว์ทั้งปวงแล้ว เพราะเหตุใด ท่านจึงประสงค์จะปล่อยข้าพเจ้าผู้ติดบ่วง ให้พ้นเสียจากเครื่องผูกเล่า (บุตรนายพรานถามว่า)
พญานกยูง ขอท่านจงบอกถึงผล ของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตและให้อภัยหมู่สัตว์ทั้งปวง ความข้อนี้ที่ข้าพเจ้าถามท่าน เขาจุติจากโลกนี้ไปแล้วจะได้รับความสุขอย่างไร (พญานกยูงตอบว่า)
ข้าพเจ้าขอบอกผลของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และผู้ให้อภัยหมู่สัตว์ทั้งปวงว่า เขาย่อมได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายย่อมไปสู่สวรรค์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๘. มหาโมรชาดก (๔๙๑) (บุตรนายพรานกล่าวว่า)
สมณะและพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า เทวดาไม่มี ชีวะย่อมถึงความขาดสูญในภพนี้เท่านั้น ผลของกรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน ย่อมขาดสูญ และกล่าวสอนว่า ทานคนโง่บัญญัติไว้ ข้าพเจ้าเชื่อวาจาของพระอรหันต์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเบียดเบียนนกทั้งหลาย (พระโพธิสัตว์กล่าวว่า)
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นได้ชัดเจน ส่องโลกให้สว่างไสว โคจรไปในอากาศ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้นมีอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่น ในมนุษยโลก พวกเขากล่าวถึงดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้นอย่างไรหนอ (บุตรนายพรานกล่าวว่า)
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นได้ชัดเจน ส่องโลกให้สว่างไสว โคจรไปในอากาศ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้นมีอยู่ในโลกอื่น ไม่ใช่โลกนี้ ในมนุษยโลก พวกเขากล่าวถึงดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ทั้ง ๒ นั้นว่า เทวดา (ต่อมาพระโพธิสัตว์ได้กล่าวกับเขาว่า)
สมณะและพราหมณ์เหล่าใดเป็นอเหตุกทิฏฐิ ไม่พูดถึงกรรม ไม่พูดถึงผลของกรรมดีกรรมชั่วด้วยเหมือนกัน แต่สอนว่า ทานคนโง่บัญญัติไว้ สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นผู้มีทิฏฐิเลวทราม ถูกกำจัดแล้วในเพราะการพยากรณ์เพียงเท่านี้ @เชิงอรรถ : @ อเหตุกทิฏฐิ คือพวกมีความเห็นผิดกล่าวอย่างนี้ว่า กรรมที่เป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์และความเศร้าหมอง@ไม่มี (ขุ.ชา.อ. ๖/๑๕๒/๓๓๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๘. มหาโมรชาดก (๔๙๑) (บุตรนายพรานกำหนดได้แล้วจึงกล่าวว่า)
คำของท่านนั้นเป็นคำสัตย์อย่างแท้จริง ทานจะไม่พึงมีผลได้อย่างไร กรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน จะไม่พึงมีผลได้อย่างไร และทานคนโง่จะพึงบัญญัติขึ้นได้อย่างไร
พญานกยูง ข้าพเจ้ากระทำกรรมอย่างไร กระทำเพราะอะไร ประพฤติอย่างไร จะคบใคร ผู้มีตบะคุณอย่างไร ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าโดยที่ข้าพเจ้าจะไม่ต้องตกนรก (พระโพธิสัตว์กล่าวว่า)
บนพื้นแผ่นดินยังมีสมณะพวกใดพวกหนึ่งอยู่ สมณะเหล่านั้นนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นบรรพชิต เที่ยวบิณฑบาตเฉพาะเวลาเช้า งดเว้นการบริโภคในเวลาวิกาล เป็นสัตบุรุษ
ท่านจงเข้าไปหาสมณะเหล่านั้นตามกาลอันสมควร แล้วจงถามข้อความตามที่ท่านพอใจ สมณะเหล่านั้นจะชี้แจงข้อความอันเป็นประโยชน์ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแก่ท่านตามที่รู้มา (พระปัจเจกพุทธเจ้าเปล่งอุทานว่า)
ความเป็นพรานนี้ข้าพเจ้าละได้แล้ว เหมือนงูลอกคราบเก่าแก่ทิ้งไป เหมือนต้นไม้สลัดใบเหลืองทิ้ง เขียวชะอุ่มอยู่ ข้าพเจ้าละทิ้งความเป็นพรานได้ในวันนี้ (ท่านทำสัจจกิริยาว่า)
นกเหล่าใดที่ข้าพเจ้ากักขังไว้หลายร้อยตัวในเรือนของข้าพเจ้า วันนี้ ข้าพเจ้าให้ทานชีวิตแก่นกเหล่านั้น ขอให้นกเหล่านั้นจงหลุดพ้น กลับไปยังที่อยู่ของตนเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๔๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๔. ปกิณณกนิบาต] ๙. ตัจฉสูกรชาดก (๔๙๒) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศว่า นกเหล่านั้นพ้นจากทุกข์ได้ เพราะอาศัยพญานกยูง จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า)
นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในป่า เพื่อจะจับพญานกยูงทองผู้เรืองยศ ครั้นจับพญานกยูงทองผู้เรืองยศได้แล้ว เขาได้พ้นจากทุกข์เหมือนเราตถาคตได้พ้นแล้วมหาโมรชาดกที่ ๘ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘ มหาโมรชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๘. มหาโมรชาดก ว่าด้วยพญานกยูงพ้นจากบ่วง
สเจ หิ ตฺยาหํ ธนเหตุ คหิโต มา มํ อวธิ ชีวคาหํ คเหตฺวา รญฺโญ จ มํ สมฺม อุปนฺติ เนหิ มญฺเญ ธนํ ลจฺฉสินปฺปรูปํ ฯ
ดูกรสหาย ก็ถ้าแหละท่านจับข้าพเจ้าเพราะเหตุแห่งทรัพย์แล้ว ท่าน อย่าฆ่าข้าพเจ้าเลย จงจับเป็นนำข้าพเจ้าไปถวายพระราชาเถิด เข้าใจว่า ท่านจะได้ทรัพย์ไม่ใช่น้อยเลย.
น เม อยํ ตุยฺห วธาย อชฺช สมาหิโต จาปวโร ขุรปฺโป ปาสญฺจ ตฺยาหํ อธิปาตยิสฺสํ ยถาสุขํ คจฺฉตุ โมรราชา ฯ
เราผูกสอดลูกธนูใส่เข้าในแล่ง มิได้หมายมั่นว่าจะฆ่าท่านในวันนี้เลย แต่เราจักตัดบ่วงที่ผูกรัดเท้าท่าน พญานกยูงจงไปตามสบายเถิด.
ยํ สตฺต วสฺสานิ มมานุพนฺธิ รตฺตินฺทิวํ ขุปฺปิปาสํ สหนฺโต อถ กิสฺส มํ ปาสวสูปนีตํ ปมุตฺตเว อิจฺฉสิ พนฺธนสฺมา ฯ ปาณาติปาตา วิรโต นุสชฺช อภยนฺนุ เต สพฺพภูเตสุ ทินฺนํ ยํ มํ ตุวํ ปาสวสูปนีตํ ปมุตฺตเว อิจฺฉสิ พนฺธนสฺมา ฯ
เหตุไร ท่านจึงเพียรดักข้าพเจ้ามาถึง ๗ ปี สู้อดกลั้นความหิวกระหาย ทั้งกลางคืนและกลางวัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านปรารถนาจะปลดปล่อย ข้าพเจ้า ผู้ติดบ่วงเสียจากบ่วงเพื่ออะไร วันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาต หรือ หรือว่าท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง เหตุไรท่านจึงปรารถนาจะปลด ปล่อยข้าพเจ้าผู้ติดบ่วง ออกจากบ่วงเสียเล่า.
ปาณาติปาตา วิรตสฺส พฺรูหิ อภยญฺจ โย สพฺพภูเตสุ เทติ ปุจฺฉามิ ตํ โมรราเชตมตฺถํ อิติ จุโต กึ ลภเต สุขํ โส ฯ
ดูกรพญานกยูง ขอท่านจงบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และ ให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ข้าพเจ้าขอถามความข้อนั้นกะท่าน ผู้นั้นจุติจาก โลกนี้แล้วจะได้ความสุขอะไร?
ปาณาติปาตา วิรตสฺส พฺรูมิ อภยญฺจ โย สพฺพภูเตสุ เทติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม ลภเต ปสํสํ สคฺคญฺจ โส ยาติ สรีรเภทา ฯ
ข้าพเจ้าขอบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ ทั้งปวง ผู้นั้นย่อมได้รับความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อม ไปสู่สวรรค์.
น สนฺติ เทวา อิติ อาหุ เอเก อิเธว ชีโว วิภวํ อุเปติ ตถา ผลํ สุกตทุกฺกฏานํ ทตฺตุปญฺญตฺตญฺจ วทนฺติ ทานํ เตสํ วโจ อรหตํ สทฺทหาโน ตสฺมา อหํ สกุเณ พาธยามิ ฯ
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายไม่มี ชีพย่อมเข้าถึงความ เป็นต่างๆ กันในโลกนี้ ผลของกรรมดีและกรรมชั่วก็เหมือนกัน และ กล่าวว่า ทานอันคนโง่บัญญัติไว้ ข้าพเจ้าเชื่อถ้อยคำของพระอรหันต์ เหล่านั้น ฉะนั้น จึงเบียดเบียนนกทั้งหลาย.
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ สุทสฺสนา คจฺฉนฺติ โอภาสยมนฺตลิกฺเข อิมสฺส โลกสฺส ปรสฺส วา เต กถนฺนุ เต อาหุ มนุสฺสโลเก ฯ
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่ายๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้น อยู่ในโลกนี้หรือในโลกอื่น สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ในมนุษยโลกอย่างไร หรือ?
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ สุทสฺสนา คจฺฉนฺติ โอภาสยมนฺตลิกฺเข ปรสฺส โลกสฺส น เต อิมสฺส เทวาติ เต อาหุ มนุสฺสโลเก ฯ
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่ายๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้น มีอยู่ในโลกอื่น ไม่มีในโลกนี้ สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่า เป็นเทวดาในมนุษย- โลก.
เอตฺเถว เต นีหตา หีนวาทา อเหตุกา เย น วทนฺติ กมฺมํ ตถา ผลํ สุกตทุกฺกฏานํ ทตฺตุปญฺญตฺตํ เย จ วทนฺติ ทานํ ฯ
สมณพราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่าหาเหตุมิได้ ไม่กล่าวถึงกรรม ไม่กล่าว ถึงผลแห่งกรรมดี กรรมชั่ว และกล่าวถึงทานว่าคนโง่บัญญัติไว้ สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีวาทะเลวทราม ถูกท่านกำจัดเสียแล้ว เพราะ การพยากรณ์นี้แหละ.
อทฺธา หิ สจฺจํ วจนํ ตเวตํ กถญฺหิ ทานํ อผลํ ภเวยฺย ตถา ผลํ สุกตทุกฺกฏานํ ทตฺตุปญฺญตฺตญฺจ กถํ ภเวยฺย ฯ กถงฺกโร กินฺติกโร กิมาจรํ กึ เสวมาโน เกน ตโปคุเณน อกฺขาหิ เม โมรราเชตมตฺถํ ยถา อหํ โน นิรยํ ปเตยฺยํ ฯ
คำของท่านนี้เป็นคำจริงแท้ทีเดียว ไฉนทานจะไม่พึงมีผลเล่า ผลของ กรรมดีกรรมชั่ว ก็เหมือนกัน ไฉนจะไม่มีผล อนึ่ง ทานนี้จะว่าคนโง่ บัญญัติขึ้นอย่างไรได้ ดูกรพญานกยูง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จะทำอะไร ประพฤติอะไร เสพสมาคมอะไร ด้วยตบะคุณอะไร อย่างไรจึงจะไม่ ต้องไปตกนรก ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด?
เยเกจิ อตฺถิ สมณา ปฐพฺยา กาสายวตฺถา อนคาริยํ จรนฺติ ปาโตว ปิณฺฑาย จรนฺติ กาเล วิกาลจริยา วิรตา หิ สนฺโต ฯ เต ตตฺถ กาเลนุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉาหิ ยํ เต มนโส ปิยํ สิยา เต ตํ ปวกฺขนฺติ ยถาปชานํ อิมสฺส โลกสฺส ปรสฺส จตฺถํ ฯ
มีสมณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ประพฤติเป็นผู้ไม่มี เรือน เที่ยวไปบิณฑบาตในเวลาเช้าในกาล เว้นจากการเที่ยวไปในเวลา วิกาล ผู้สงบระงับ มีอยู่ในแผ่นดินนี้แน่. ท่านจงเข้าไปหาสมณะเหล่า นั้นในเวลาอันควร ณ ที่นั้น แล้วจงถามข้อความตามความพอใจของ ท่าน สมณะเหล่านั้นก็จะชี้แจงประโยชน์โลกนี้และโลกหน้าให้แก่ท่าน ตามความรู้ความเห็น.
ตจํว ชิณฺณํ อุรโค ปุราณํ ปณฺฑุปลาสํ หริโต ทุโมว เอสปฺปหีโน มม ลุทฺทภาโว ชหามหํ ลุทฺทกภาวมชฺช ฯ
ความเป็นพรานนี้ เราละได้แล้ว เหมือนงูลอกคราบเก่าของตน หรือ เหมือนต้นไม้ อันเขียวชะอุ่ม ผลัดใบเหลืองทิ้งฉะนั้น วันนี้เราละความ ความเป็นพรานได้.
เย จาปิ เม สกุณา อตฺถิ พนฺธา สตานิเนกานิ นิเวสนสฺมึ เตสํ อหํ ชีวิตมชฺช ทมฺมิ โมกฺขญฺจ เต อจฺฉ สกํ นิเกตํ ฯ
อนึ่ง มีนกเหล่าใดที่เราขังไว้ในนิเวศน์ประมาณหลายร้อย วันนี้เราให้ ชีวิตแก่นกเหล่านั้น ขอนกเหล่านั้นจงพ้นจากการกักขัง ไปสู่สถานที่อยู่ เดิมของตนเถิด.
ลุทฺโทจรี ปาสหตฺโถ อรญฺเญ พาเธตุ โมราธิปตึ ยสสฺสึ พนฺธิตฺวา โมราธิปตึ ยสสฺสึ ทุกฺขา ปมุญฺจิ ยถาหํ ปมุตฺโตติ ฯ มหาโมรชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ ---------
นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในราวป่า เพื่อดักพญานกยูงตัวเรืองยศ ครั้น ดักพญานกยูงตัวเรืองยศได้แล้ว ก็ได้พ้นจากทุกข์เหมือนเราพ้นแล้ว ฉะนั้น. จบ มหาโมรชาดกที่ ๘.