คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เสขสูตร ว่าด้วยพระเสขะและพระอเสขะ
๓. เสขสูตร ว่าด้วยพระเสขะและพระอเสขะ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อตฺถิ นุ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม เสกฺโข ภิกฺขุ เสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต เสกฺโขสฺมีติ ปชาเนยฺย อเสกฺโข ภิกฺขุ อเสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต อเสกฺโขสฺมีติ ปชาเนยฺยาติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ฯเปฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ มีอยู่หรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน.
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๓๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๔. อินทริยสังยุต] ๖. สูกรขตวรรค ๓. เสขสูตร เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระเสขะ’ และที่ให้ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในอเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระอเสขะ’ มีอยู่หรือ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก ฯลฯ “ภิกษุทั้งหลาย เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในเสขภูมิ รู้ชัดว่า‘เราเป็นพระเสขะ’ และที่ให้ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในอเสขภูมิ รู้ชัดว่า‘เราเป็นพระอเสขะ’ มีอยู่ เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็น พระเสขะ‘ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกข-สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระเสขะ’เป็นอย่างนี้แล อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะพิจารณาเห็นว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกศาสนานี้ผู้ที่แสดงธรรมจริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาคมีอยู่หรือ’ เธอรู้ชัดว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกศาสนานี้ผู้ที่แสดงธรรมจริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาคไม่มีเลย’ เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระเสขะ’เป็นอย่างนี้แล อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะย่อมรู้ชัดอินทรีย์ ๕ ประการ คือ ๑. สัทธินทรีย์ ๒. วิริยินทรีย์ ๓. สตินทรีย์ ๔. สมาธินทรีย์ ๕. ปัญญินทรีย์ @เชิงอรรถ : @ ดูเนื้อความเต็มในข้อ ๕๑๓ (สาเกตสูตร) หน้า ๓๒๕ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๓๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๔. อินทริยสังยุต] ๖. สูกรขตวรรค ๓. เสขสูตร อินทรีย์ ๕ ประการซึ่งมีคติ มีความเป็นเลิศ มีผล และมีที่สุด เธอยังไม่ถูกต้องด้วยนามกาย แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระเสขะ’เป็นอย่างนี้แล เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในอเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระอเสขะ‘ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุผู้เป็นอเสขะในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดอินทรีย์ ๕ ประการ คือ ๑. สัทธินทรีย์ ๒. วิริยินทรีย์ ๓. สตินทรีย์ ๔. สมาธินทรีย์ ๕. ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ประการซึ่งมีคติ มีความเป็นเลิศ มีผล และมีที่สุด เธอถูกต้องด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในอเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระอเสขะ’ เป็นอย่างนี้แล อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดอินทรีย์ ๖ ประการ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ เธอรู้ชัดว่า ‘อินทรีย์ ๖ ประการนี้จักดับทุกสิ่งโดยอาการทั้งหมดทุกอย่างไม่เหลือโดยประการทั้งปวง และอินทรีย์ ๖ ประการอื่นก็จักไม่เกิดในภพไหนๆ’เหตุที่ให้ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้วตั้งอยู่ในอเสขภูมิ รู้ชัดว่า ‘เราเป็นพระอเสขะ’เป็นอย่างนี้แล” เสขสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๓๓๘}
อตฺถิ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม เสกฺโข ภิกฺขุ เสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต เสกฺโขสฺมีติ ปชาเนยฺย อเสกฺโข ภิกฺขุ อเสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต อเสกฺโขสฺมีติ ปชาเนยฺย ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ พึงรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะมีอยู่.
ฉบับมหาจุฬาฯ: ข้อนี้อยู่ในข้อ ๕๒๓ ของฉบับมหาจุฬาฯ ซึ่งเริ่มที่ข้อก่อนหน้า
กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม เสกฺโข ภิกฺขุ เสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต เสกฺโขสฺมีติ ปชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว เสกฺโข ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ อยํปิ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม เสกฺโข ภิกฺขุ เสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต เสกฺโขสฺมีติ ปชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ เป็นไฉน? ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระเสขะ.
ฉบับมหาจุฬาฯ: ข้อนี้อยู่ในข้อ ๕๒๓ ของฉบับมหาจุฬาฯ ซึ่งเริ่มที่ข้อก่อนหน้า
ปุน จปรํ ภิกฺขเว เสกฺโข ภิกฺขุ อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อตฺถิ นุ โข อิโต พหิทฺธา อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย เอวํ ภูตํ ตจฺฉํ ตถํ ธมฺมํ เทเสติ ยถา ภควาติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ นตฺถิ นุ โข อิโต พหิทฺธา อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย เอวํ ภูตํ ตจฺฉํ ตถํ ธมฺมํ เทเสติ ยถา ภควาติ ฯ อยํปิ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม เสกฺโข ภิกฺขุ เสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต เสกฺโขสฺมีติ ปชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้ ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค มีอยู่หรือ? พระเสขะนั้นย่อมรู้ชัด อย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้ ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาค ไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลายปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระเสขะ.
ฉบับมหาจุฬาฯ: ข้อนี้อยู่ในข้อ ๕๒๓ ของฉบับมหาจุฬาฯ ซึ่งเริ่มที่ข้อก่อนหน้า
ปุน จปรํ ภิกฺขเว เสกฺโข ภิกฺขุ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปชานาติ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ ยํคติกานิ ยํปรมานิ ยํผลานิ ยํปริโยสานานิ น เหว โข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ ฯ อยํปิ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม เสกฺโข ภิกฺขุ เสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต เสกฺโขสฺมีติ ปชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นเสขะย่อมรู้ชัด ซึ่งอินทรีย์ ๕คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๕ นั้นมีสิ่งใดเป็นคติ มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง มีสิ่งใดเป็นผล มีสิ่งใดเป็นที่สุด ภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่ถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แลที่ภิกษุผู้เป็นเสขะ อาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระเสขะ.
ฉบับมหาจุฬาฯ: ข้อนี้อยู่ในข้อ ๕๒๓ ของฉบับมหาจุฬาฯ ซึ่งเริ่มที่ข้อก่อนหน้า
กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อเสกฺโข ภิกฺขุ อเสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต อเสกฺโขสฺมีติ ปชานาติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อเสกฺโข ภิกฺขุ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปชานาติ ฯ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ ยํคติกานิ ยํปรมานิ ยํผลานิ ยํปริโยสานานิ กาเยน จ ผุสิตฺวา วิหรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ ฯ อยํปิ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อเสกฺโข ภิกฺขุ อเสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต อเสกฺโขสฺมีติ ปชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ เป็นไฉน? ภิกษุผู้เป็นอเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๕คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีสิ่งใดเป็นคติ มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง มีสิ่งใดเป็นผลมีสิ่งใดเป็นที่สุด อริยสาวกผู้เป็นอเสขะถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัย และตั้งอยู่ในอเสขภูมิย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ.
ฉบับมหาจุฬาฯ: ข้อนี้อยู่ในข้อ ๕๒๓ ของฉบับมหาจุฬาฯ ซึ่งเริ่มที่ข้อก่อนหน้า
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อเสกฺโข ภิกฺขุ ฉ อินฺทฺริยานิ ปชานาติ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ ฯ อิมานิ โข ฉ อินฺทฺริยานิ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อปริเสสา นิรุชฺฌิสฺสนฺติ อญฺญานิ จ ฉ อินฺทฺริยานิ น กุหิญฺจิ กิสฺมิญฺจิ อุปฺปชฺชิสฺสนฺตีติ ปชานาติ ฯ อยํปิ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อเสกฺโข ภิกฺขุ อเสกฺขภูมิยํ สณฺฐิโต อเสกฺโขสฺมีติ ปชานาตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๖คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑อริยสาวกผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดว่า อินทรีย์ ๖ เหล่านี้ จักดับไปหมดสิ้นโดยประการทั้งปวง ไม่มีเหลือ และอินทรีย์ ๖ เหล่าอื่น จักไม่เกิดขึ้นในภพไหนๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แลที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระอเสขะ. จบ สูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ: ข้อนี้อยู่ในข้อ ๕๒๓ ของฉบับมหาจุฬาฯ ซึ่งเริ่มที่ข้อก่อนหน้า
คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อรรถกถา
คำอธิบายชั้นหลัง — ไม่ใช่พุทธพจน์
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก1 คัมภีร์ · 8 ย่อหน้า — โหลดเมื่อคุณเปิดอ่าน ไม่อยู่ในหน้านี้ตั้งแต่แรก
เปิดหน้าของฉบับนี้ · สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อินทริยสังยุตต์ สูกรขาตวรรคที่ ๖ ๓. เสขสูตรคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
การจับคู่ข้อของฉบับมหาจุฬาฯ
ตัวบทสามฉบับต่อข้อ เรียง บาลี → ฉบับหลวง → ฉบับมหาจุฬาฯ · เลือกแสดงทั้งสามหรือทีละฉบับได้ที่แถบเครื่องมือ
ในหน่วยนี้: 1 ข้อตามเลขอ้างอิง SuttaCentral · 0 ข้อโดยอนุมาน — ยังไม่มีคู่ใดที่คนตรวจ