คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

บาลี

สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส ชาตกํ ทุติโย ภาโค --------- ปญฺญาสนิปาตํ ๑ นฬินิกาชาตกํ

ฉบับหลวง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปัญญาสนิบาตชาดก ๑. นฬินิกาชาดก ราชธิดาทำลายตบะของดาบส

ฉบับมหาจุฬาฯ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ _____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑๘. ปัญญาสนิบาต ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) ว่าด้วยพระราชธิดานฬินิกา (พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งให้เรียกพระราชธิดานฬินิกามาแล้ว ตรัสว่า)

ฉบับมหาจุฬาฯ ของหน่วยนี้แสดงเป็นช่วงเดียวท้ายหน่วย (ข้อ ๑–๕๖ ตามเลขของฉบับมหาจุฬาฯ) ไปที่ฉบับมหาจุฬาฯ

บาลี

อุทฺทยฺหเต ชนปโท รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสติ เอหิ นฬินิเก คจฺฉ ตํ เม พฺราหฺมณมานย ฯ

ฉบับหลวง

ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูกรลูกนฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไป นำพราหมณ์ผู้นั้นมาให้เรา.

บาลี

นาหํ ทุกฺขกฺขมา ราช นาหํ อทฺธานโกวิทา กถํ อหํ คมิสฺสามิ วนํ กุญฺชรเสวิตํ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความลำบากไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง จะไปยังป่าที่ช้างอยู่ อาศัยได้อย่างไรเล่า เพคะ.

บาลี

|๓.๑| ผีตํ ชนปทํ คนฺตฺวา หตฺถินา จ รเถน จ ทารุสงฺฆาฏยาเนน เอวํ คจฺฉ นฬินิเก ฯ |๓.๒| หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี คจฺเฉวาทาย ขตฺติเย ตเวว วณฺณรูเปน วสํ ตมานยิสฺสสิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรลูกนฬินิกา เจ้าจงไปอยู่ชนบทที่เจริญด้วยช้าง ด้วยรถ ด้วยยาน ที่ต่อด้วยไม้ เจ้าจงไปด้วยอาการอย่างนี้เถิด ลูกเจ้าจงพากองช้าง กอง ม้า กองรถ กองพลราบไปแล้วจักนำพราหมณ์ผู้นั้นมาสู่อำนาจได้ด้วย ผิวพรรณ และรูปสมบัติของเจ้า.

บาลี

|๔.๑| กทลิทฺธชปญฺญาโณ อาภุชิปริวาริโต เอโส ปทิสฺสติ รมฺโม อิสิสิงฺคสฺส อสฺสโม ฯ |๔.๒| เอโส อคฺคิสฺส สงฺขาโต เอโส ธูโม ปทิสฺสติ มญฺเญ โน อคฺคึ หาเปติ อิสิสิงฺโค มหิทฺธิโก ฯ

ฉบับหลวง

อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น ปรากฏด้วยธง คือ ต้นกล้วยแวดล้อมด้วย ต้นสมอ เป็นที่น่ารื่นรมย์ นั่นคือแสงไฟ นั่นคือควัน เห็นปรากฏอยู่ อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากเห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม.

บาลี

|๕.๑| ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตึ อามุตฺตมณิกุณฺฑลํ อิสิสิงฺโค ปาวิสิ ภีโต อสฺสมํ ปณฺณฉาทนํ ฯ |๕.๒| อสฺสมสฺส จ สา ทฺวาเร เคณฺฑุเกนสฺส กีฬติ วิทํสยนฺตี องฺคานิ คุยฺหํ ปกาสิตานิ จ ฯ |๕.๓| ตญฺจ ทิสฺวาน กีฬนฺตึ ปณฺณสาลคโต ชฏี อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ

ฉบับหลวง

อิสิสิงคดาบสเห็นพระราชธิดา ผู้สวมใส่กุณฑลแก้วมณีเสด็จมาอยู่ กลัว แล้ว เข้าไปสู่อาศรมที่มุงด้วยใบไม้ ส่วนพระราชธิดาแสดงอวัยวะอัน ซ่อนเร้น และอวัยวะที่ปรากฏเล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรมของดาบสนั้น ฝ่ายดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา เห็นพระนางกำลังเล่นลูกข่างอยู่ จึงออก จากอาศรมแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า

บาลี

อมฺโภ โก นาม โส รุกฺโข ยสฺส เตวํ คตํ ผลํ ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ น ตํ โอหาย คจฺฉติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรท่านผู้เจริญ ต้นไม้ของท่านที่มีผลเป็นไปอย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม้ ท่านขว้างไปไกลก็กลับมา มิได้ละท่านไป.

บาลี

อสฺสมสฺส มม พฺรหฺเม สมีเป คนฺธมาทเน พหโว ตาทิสา รุกฺขา ยสฺส เตวํ คตํ ผลํ ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ น มํ โอหาย คจฺฉติ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้นั้น มีอยู่มากที่เขา คันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ผลไม้นั้นแม้ข้าพเจ้าขว้างไป ไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.

บาลี

เอตุ ภวํ อสฺสมิมํ อเทตุ ปชฺชญฺจ ภกฺขญฺจ ปฏิจฺฉ ทมฺมิ อิทมาสนํ อตฺร ภวํ นิสีทตุ อิโต ภวํ มูลผลานิ ภุญฺชตุ ฯ

ฉบับหลวง

เชิญท่านผู้เจริญจงเข้ามาสู่อาศรมนี้ จงบริโภค จงรับน้ำมันและภักษา เราจักให้ นี้อาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เชิญบริโภคเหง้ามันและ ผลไม้แต่ที่นี้เถิด.

บาลี

กินฺเต อิทํ อูรูนมนฺตรสฺมึ สุปิจฺฉิตํ กณฺหริวปฺปกาสติ อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ โกเส นุ เต อุตฺตมงฺคํ ปวิฏฺฐํ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่านนี้เป็นอะไร มีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏ ดุจสีดำ เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะสูงของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือหนอ.

บาลี

|๑๐.๑| อหํ วเน มูลผเลสนํ จรํ อสาทยึ อจฺฉํ สุโฆรรูปํ โส มํ ปติตฺวา สหสชฺฌปฺปตฺโต ปนุชฺช มํ อพฺพุหิ อุตฺตมงฺคํ ฯ |๑๐.๒| สฺวายํ วโณ ขชฺชติ กณฺฑุวายติ สพฺพญฺจ กาลํ น ลภามิ สาตํ ปโห ภวํ กณฺฑุมิมํ วิเนตุํ กุรุตํ ภวํ ยาจิโต พฺราหฺมณตฺถํ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้านี้เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า ได้พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามาโดยเร็ว มาทันเข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว มัน กัดอวัยวะสูงของข้าพเจ้า แผลนั้นก็เหวอะหวะ และเกิดคันขึ้น ข้าพเจ้า ไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้งปวง ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้ ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็น พราหมณ์เถิด.

บาลี

คมฺภีรรูโป เต วโณ สโลหิโต อปูติโก ปนฺนคนฺโธ มหา จ กโรมิ เต กิญฺจิ กสายโยคํ ยถา ภวํ ปรมสุขี ภเวยฺย ฯ

ฉบับหลวง

แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย มีกลิ่นเหม็น และเป็นแผล ใหญ่ เราจะประกอบกระสายยาหน่อยหนึ่งให้ท่าน ตามที่ท่านจะพึงมี ความสุขอย่างยิ่ง.

บาลี

น มนฺตโยคา น กสายโยคา น โอสธา พฺรหฺมจาริ กมนฺติ ฆฏฺเฏ มุทุเกน องฺเคน วิเนหิ กณฺฑุํ ยถา อหํ ปรมสุขี ภเวยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ การประกอบมนต์ก็ดี การประกอบ กระสายยาก็ดี โอสถก็ดี ย่อมแก้ไม่ได้ ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อน นุ่มของท่านเสียดสีกำจัดความคัน ตามที่ข้าพเจ้าจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง เถิด.

บาลี

อิโต นุ โภโต กตเมน อสฺสโม กจฺจิ ภวํ อภิรมสิ อรญฺเญ กจฺจิ นุ เต มูลผลํ ปหูตํ กจฺจิ ภวนฺตํ น วิหึสนฺติ วาฬา ฯ

ฉบับหลวง

อาศรมของท่านอยู่ทางทิศไหนแต่ที่นี้หนอ ท่านย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าแล หรือ มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอแลหรือ สัตว์ร้ายไม่เบียดเบียนท่าน แลหรือ.

บาลี

|๑๔.๑| อิโต อุชุํ อุตฺตรายํ ทิสายํ เขมา นที หิมวนฺตา ปภาติ ตสฺสา ตีเร อสฺสโม มยฺห รมฺโม อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ |๑๔.๒| อมฺพา จ สาลา ติลกา จ ชมฺพุโย อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา สมนฺตโต กึปุริสาภิคีตํ อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ |๑๔.๓| ตาลา จ มูลา จ ผลา จ เมตฺถ วณฺเณน คนฺเธน อุเปตรูปํ ตํ ภูมิภาเคหิ อุเปตรูปํ อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ |๑๔.๔| ผลา จ มูลา จ ปหูตเมตฺถ วณฺเณน คนฺเธน รเสนุเปตา อายนฺติ จ ลุทฺทกา ตํ ปเทสํ มา เม ตโต มูลผลํ อหาสุํ ฯ

ฉบับหลวง

แม่น้ำชื่อเขมาย่อมปรากฏแต่ป่าหิมพานต์ ในทิศเหนือตรงไปแต่ที่นี้ อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น ท่านควรไปดูอาศรม ของข้าพเจ้าบ้าง ต้นมะม่วง ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า ซึ่งมี กินนรขับร้องอยู่โดยรอบ ต้นตาลมูลมัน ผลไม้ที่อาศรมของเรานั้น มีผล ประกอบด้วยสีและกลิ่น ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้า อันประกอบ ด้วยภูมิภาคสวยงามนั้นบ้าง ผลไม้ เหง้าไม้ ที่อาศรมของข้าพเจ้ามีมาก ประกอบด้วยสี กลิ่น และรส พวกพรานย่อมมาสู่ประเทศนั้น อย่า ได้มาลักมูลผลาหารไปจากอาศรมของข้าพเจ้านั้นเลย.

บาลี

ปิตา มม มูลผเลสนํ คโต อิทานิ อาคจฺฉติ สายกาเล อุโภว คจฺฉามเส อสฺสมนฺตํ ยาว ปิตา มูลผลโต เอตุ ฯ

ฉบับหลวง

บิดาของเราแสวงหามูลผลาหาร จะกลับมาในเย็นวันนี้ เราทั้งสองจะไป สู่อาศรมนั้น ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร.

บาลี

อญฺเญ พหู อิสโย สาธุรูปา ราชีสโย อนุมคฺเค วสนฺติ เตเยว ปุจฺเฉสิ มมสฺสมนฺตํ เต ตํ นยิสฺสนฺติ มมํ สกาเส ฯ

ฉบับหลวง

พราหมณ์ ฤาษี และราชฤาษี ผู้มีรูปสวยเหล่าอื่นเป็นอันมาก ย่อมอยู่ ใกล้ทางโดยลำดับ ท่านพึงถามถึงอาศรมของข้าพเจ้ากะท่านพวกนั้นเถิด ท่านพวกนั้นจะพาท่านไปในสำนักของข้าพเจ้า.

บาลี

|๑๗.๑| น เต กฏฺฐานิ ภินฺนานิ น เต อุทกมาภตํ อคฺคิปิ เต น หาปิโต กินฺนุ มนฺโทว ฌายสิ ฯ |๑๗.๒| ภินฺนานิ กฏฺฐานิ หุโต จ อคฺคิ ตปนีปิ เต สมิตา พฺรหฺมจารี ปีฐญฺจ มยฺหํ อุทกญฺจ โหติ รมสิ ตุวํ พฺรหฺมภูโต ปุรตฺถา ฯ |๑๗.๓| อภินฺนกฏฺโฐสิ อนาภโตทโก อหาสิตคฺคีสิ อสิทฺธโภชโน น เม ตุวํ อาลปสิ มมชฺช นฏฺฐํ นุ กึ เจตสิกญฺจ ทุกฺขํ ฯ

ฉบับหลวง

ฟืนเจ้าก็ไม่หัก น้ำเจ้าก็ไม่ตัก แม้ไฟเจ้าก็ไม่ติด เจ้าอ่อนใจ ซบเซา อยู่ทำไมหนอ ดูกรเจ้าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อนฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็ติด แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดไว้ ตั่งเจ้าก็ตั้ง น้ำเจ้าก็ตักไว้ให้เรา วันอื่นๆ เจ้าเป็นผู้ประเสริฐดีอยู่ วันนี้เจ้าไม่หักฟืน ไม่ตักน้ำ ไม่ติดไฟ ไม่จัดเครื่องบริโภคไว้ ไม่ทักทายเรา ของอะไรของเจ้าหายไปหรือ หรือ ว่าเจ้ามีทุกข์ในใจอะไร.

บาลี

|๑๘.๑| อิธาคมา ชฏิโล พฺรหฺมจารี สุทสฺสเนยฺโย สุตนู วิเนติ เนวาติทีโฆ น ปนาติรสฺโส สุกณฺหกณฺหจฺฉทเนหิ โภโต ฯ |๑๘.๒| อมสฺสุชาโต อปุราณวณฺณี อาธารรูปญฺจ ปนสฺส กณฺเฐ เทฺว ยมา คณฺฑา อุเร สุชาตา สุวณฺณติณฺฑุสนฺนิภา ปภสฺสรา ฯ |๑๘.๓| มุขญฺจ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยํ กณฺเณสุ ลมฺพนฺติ จ กุญฺจิตคฺคา เต โชตเร จรโต มาณวสฺส สุตฺตญฺจ ยํ สํยมานํ ชฏานํ |๑๘.๔| อญฺญา จ ตสฺส สํยมานิ จตสฺโส นีลา ปีตา โลหิตกา จ เสตา ตา สํสเร จรโต มาณวสฺส ติริฏิสงฺฆาริว ปาวุสมฺหิ ฯ |๑๘.๕| น เมขลํ มุญฺชมยํ ธาเรติ น สนฺถเร โน ปน ปพฺพชสฺส ตา โชตเร ชงฺฆนนฺตเร วิลคฺคา สเตริตา วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข ฯ |๑๘.๖| อขิลกานิ จ อวณฺฏกานิ เหฏฺฐา นภฺยา กฏิสโมหิตานิ อฆฏฺฏิตา นิจฺจกีฬํ กโรนฺติ หนฺตาต กึ รุกฺขผลานิ ตานิ ฯ |๑๘.๗| ชฏา จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยา ปโรสตํ เวลฺลิตคฺคา สุคนฺธา เทฺวธาสิโร สาธุวิภตฺตรูโป อโห นุโข มยฺห ตถา ชฏาสฺสุ ฯ |๑๘.๘| ยทา จ โส ปกิรติ ตา ชฏาโย วณฺเณน คนฺเธน อุเปตรูปา นีลุปฺปลํ วาตสเมริตํว ตเถว สํวายติ ปนสฺสโม อยํ ฯ |๑๘.๙| ปงฺโก จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺโย เนตาทิโส ยาทิโส มยฺห กาโย โส วายติ เอริโต มาลุเตน วนํ ยถา อคฺคคิมฺเห สุผุลฺลํ ฯ |๑๘.๑๐| นิหนฺติ โส รุกฺขผลํ ปฐพฺยา สุจิตฺตรูปํ รุจิรํ ทสฺสเนยฺยํ ขิตฺตญฺจ ตสฺส ปุนเรติ หตฺถํ หนฺตาต กึ รุกฺขผลํ นุโข ตํ ฯ |๑๘.๑๑| ทนฺตา จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยา สุทฺธา สมา สงฺขวรูปปนฺนา มโน ปสาเทนฺติ วิวริยมานา น หิ นูน โส สากมขาทิ เตหิ ฯ |๑๘.๑๒| อกกฺกสํ อคฺคฬิตํ มุหุํ มุทุํ อุชุํ อนุทฺธตํ อจปลมสฺส ภาสิตํ รุทํ มนุญฺญํ กรวีกสุสฺสรํ หทยงฺคมํ รญฺชยเตว เม มโน ฯ |๑๘.๑๓| พินฺทุสฺสโร นาติวิสฺสฏฺฐวาโกฺย น นูน สชฺฌายมติปฺปยุตฺโต อิจฺฉามิ โข ตํ ปุนเทว ทฏฺฐุํ มิตฺตญฺหิ เม มาณวาหุ ปุรตฺถา ฯ |๑๘.๑๔| สุสนฺธิ สพฺพตฺถ วิมฏฺฐิมํ วณํ ปุถุ สุชาตํ ขรปตฺตสนฺนิภํ เตเนว มํ อุตฺตริยาน มาณโว วิวริย อูรํ ชฆเนน ปีฬยิ ฯ |๑๘.๑๕| ตปนฺติ อาภนฺติ วิโรจเร จ สเตริตา วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข พาหา มุทู อญฺชนโลมสทิสา วิจิตฺรวฏฺฏงฺคุลิกสฺส โสภเร ฯ |๑๘.๑๖| อกกฺกสงฺโค น จ ทีฆโลโม นขสฺส ทีฆา อปิ โลหิตคฺคา มุทูหิ พาหาหิ ปลิสฺสชนฺโต กลฺยาณรูโป รมยํ อุปฏฺฐหิ ฯ |๑๘.๑๗| ทุมสฺส ตูลูปนิภา ปภสฺสรา สุวณฺณกมฺพูตลวฏฺฏสุจฺฉวี หตฺถา มุทู เตหิ มํ สํผุสิตฺวา อิโต คโต เตน มํ ทหนฺติ ตาต ฯ |๑๘.๑๘| น นูน โส ขาริวิธํ อหาสิ น นูน โส กฏฺฐานิ สยํ อภญฺชิ น นูน โส หนฺติ ทุเม กุฐาริยา นปิสฺส หตฺเถสุ ขิลานิ อตฺถิ ฯ |๑๘.๑๙| อจฺโฉว โข ตสฺส วณํ อกาสิ โส มํ พฺรวี สุขิตํ มํ กโรหิ ตาหํ กรึ เตน มมาปิ โสขฺยํ โส จ พฺรวี สุขิโตสฺมีติ พฺรหฺเม ฯ |๑๘.๒๐| อยญฺจ เต มาลุวปณฺณสนฺถตา วิกิณฺณรูปาว มยา จ เตน จ กิลนฺตรูปา อุทเก รมิตฺวา ปุนปฺปุนํ ปณฺณกุฏึ วชาม ฯ |๑๘.๒๑| น มชฺช มนฺตา ปฏิภนฺติ ตาต น อคฺคิหุตฺตํ นปิ ยญฺญ ตตฺร น จาปิ เต มูลผลานิ ภุญฺเช ยาว น ปสฺสามิ ตํ พฺรหฺมจารึ ฯ |๑๘.๒๒| อทฺธา ปชานาสิ ตุวํปิ ตาต ยสฺสํ ทิสายํ วสเต พฺรหฺมจารี ตํ มํ ทิสํ ปาปย ตาต ขิปฺปํ มา เต อหํ อมริมสฺสมมฺหิ ฯ |๑๘.๒๓| วิจิตฺรผุลฺลญฺหิ วนํ สุตํ มยา ทิชาภิฆุฏฺฐํ ทิชสงฺฆเสวิตํ ตํ มํ วนํ ปาปย ตาต ขิปฺปํ ปุรา เต ปาณํ วิชหามิ อสฺสเม ฯ

ฉบับหลวง

ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์มาในอาศรมนี้ มีรูปร่างน่าดู น่าชม เอวเล็ก เอวบาง ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก รัศมีสวยงาม มีศีรษะปกคลุมด้วยผมอัน ดำเป็นเงางาม ไม่มีหนวด บวชไม่นาน มีเครื่องประดับเป็นรูปเชิงบาตร อยู่ที่คอ มีปุ่มสองปุ่มงามเปล่งปลั่งดังก้อนทองคำ เกิดดีแล้วที่อก หน้า ของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก มีกันเจียกจอนห้อยอยู่ที่หูทั้งสองข้าง กันเจียก เหล่านั้นย่อมแวววาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมาสายพันชฎาก็งามแพรวพราว เครื่องประดับเหล่าอื่นอีกสี่อย่างของชฎิลนั้น มีสีเขียว เหลือง แดง และขาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมา เครื่องประดับเหล่านั้นย่อมดังกริ่งกร่าง เหมือนฝูงนกติริฏิร้องในเวลาฝนตก ฉะนั้น ชฎิลนั้นไม่ได้คาดเครื่อง รัดเอวที่ทำด้วยหญ้าปล้อง ไม่ได้นุ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ เหมือนของ พวกเรา ผ้าเหล่านั้นพันอยู่ที่ระหว่างแข้งงามโชติช่วง ปลิวสะบัดดังสาย ฟ้าแลบอยู่ในอากาศ ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลนั้นมีผลไม้ไม่สุก ไม่มีขั้วติด อยู่ที่สะเอวภายใต้นาภี ไม่กระทบกัน กระดกเล่นอยู่เป็นนิตย์ อนึ่ง ชฎิลนั้นมีชฎาน่าดูยิ่งนัก มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม มีศีรษะ อันแบ่งด้วยดีเป็นสองส่วน โอ ขอให้ชฎาของเราจงเป็นเช่นนั้นเถิดหนอ และในคราวใด ชฎิลนั้นขยายชฎาอันประกอบด้วยสี และกลิ่นในคราว นั้น อาศรมก็หอมฟุ้งไปเหมือนดอกอุบลเขียวที่ถูกลมรำเพยพัด ฉะนั้น ผิวพรรณของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ไม่เป็นเช่นกับผิวพรรณที่กายของข้าพเจ้า ผิวกายของชฎิลนั้นถูกลมรำเพยพัดแล้ว ย่อมหอมฟุ้งไป ดุจป่าไม้ อัน มีดอกบานในฤดูร้อน ฉะนั้น ชฎิลนั้นตีผลไม้อันวิจิตรงามน่าดูลงบน พื้นดิน และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของเขาอีก ข้าแต่ท่านพ่อ ผลไม้นั้นชื่อผลอะไรหนอ อนึ่ง ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ขาวสะอาด เรียบเสมอกันดังสังข์อันขัดดีแล้ว เมื่อชฎิลเปิดปากอยู่ย่อมยังใจให้ผ่อง ใส ชฎิลนั้นไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่ คำพูดของเขาไม่ หยาบคาย ไม่เคลื่อนคลาด ไพเราะ อ่อนหวาน ตรง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คลอน แคลน เสียงของเขาเป็นเครื่องฟูใจจับใจดังเสียงนกการเวก นำใจของ ข้าพเจ้าให้กำหนัดยิ่งนัก เสียงของเขาหยดย้อย เป็นถ้อยคำไม่สะบัด สะบิ้ง ไม่ประกอบด้วยเสียงพึมพำ ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้เห็นเขาอีก เพราะชฎิลนั้นเป็นมิตรของข้าพเจ้ามาก่อน แผลที่ต่อสนิทดีเกลี้ยงเกลา ในที่ทั้งปวง ใหญ่ เกิดดีแล้ว คล้ายกับกลีบบัว ชฎิลนั้นให้ข้าพเจ้าคร่อม ตรงแผลนั้น แหวกขาเอาแข้งบีบไว้รัศมีซ่านออกจากกายของชฎิลนั้น ย่อมเปล่งปลั่งสว่างไสวรุ่งเรือง ดังสายฟ้าอันแลบแปลบปลาบอยู่ใน อากาศ ฉะนั้น อนึ่ง แขนทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่ม มีขนเหมือน ขนดอกอัญชัน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ประกอบด้วยนิ้วมืออันเรียว วิจิตรงดงาม ชฎิลนั้นมีอวัยวะไม่ระคาย มีขนไม่ยาว เล็บยาว ปลาย เป็นสีแดง ชฎิลนั้นมีรูปงาม กอดรัดข้าพเจ้าด้วยแขนทั้งสองอันอ่อนนุ่ม บำเรอให้รื่นรมย์ ข้าแต่ท่านพ่อ มือทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่มคล้าย สำลี งามเปล่งปลั่งพื้นฝ่ามือเกลี้ยงเกลาเหมือนแว่นทอง ชฎิลนั้นกอด รัดข้าพเจ้าด้วยมือทั้งสองนั้นแล้ว ไปจากที่นี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าเร่าร้อน ด้วยสัมผัสนั้น ชฎิลนั้นมิได้นำหาบมา มิได้หักฟืนเอง มิได้ฟันต้นไม้ ด้วยขวาน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ไม่มีความกระด้าง หมีได้กัดชฎิล นั้นเป็นแผล เธอจึงกล่าวกะข้าพเจ้าว่า ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามี ความสุขเถิด ข้าพเจ้าจึงช่วยทำให้เธอมีความสุข และความสุขก็เกิดมี แก่ข้าพเจ้าด้วย ข้าแต่ท่านผู้เป็นพรหม เธอได้บอกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้า มีความสุขแล้ว ก็ที่อันปูลาดด้วยใบเถาย่างทรายของท่านนี้กระจุยกระจาย แล้ว เพราะข้าพเจ้าและชฎิลนั้น เราทั้งสองเหน็ดเหนื่อยแล้ว ก็รื่นรมย์ กันในน้ำ แล้วเข้าสู่กุฏีอันมุงบังด้วยใบไม้บ่อยๆ ข้าแต่ท่านพ่อ วันนี้ มนต์ทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าเลย การบูชาไฟข้าพเจ้าไม่ชอบ ใจเลย แม้การบูชายัญ ในที่นั้นข้าพเจ้าก็ไม่ชอบใจ ตราบใดที่ข้าพเจ้า ยังมิได้พบเห็นชฎิล ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะไม่บริโภคมูล ผลาหารของท่านพ่อเลย ข้าแต่ท่านพ่อ แม้ท่านพ่อย่อมรู้เป็นแน่แท้ว่า ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ทิศใด ขอท่านพ่อจงพาข้าพเจ้าไปให้ถึงทิศ นั้นโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าอย่าได้ตายเสียในอาศรมของท่านเลย ข้าแต่ ท่านพ่อ ข้าพเจ้าได้ฟังถึงป่าไม้อันวิจิตรมีดอกบาน กึกก้องไปด้วยเสียง นกร้อง มีฝูงนกอาศัยอยู่ ขอท่านพ่อช่วยพาข้าพเจ้าไปให้ถึงป่าไม้นั้นโดย เร็วเถิด ข้าพเจ้าจะต้องละชีวิตเสียก่อนในอาศรมของท่านพ่อเป็นแน่.

บาลี

|๑๙.๑| อิมสฺมาหํ โชติรเส วนมฺหิ คนฺธพฺพเทวจฺฉรสงฺฆเสวิเต อิสีนมาวาเส สนนฺตนมฺหิ เนตาทิสํ อรตึ ปาปุเณถ ฯ |๑๙.๒| ภวนฺติ มิตฺตานิ อโถ น โหนฺติ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กโรนฺติ เปมํ อยญฺจ ชมฺโม กิสฺส ทิวา นิวิฏฺโฐ โย เนว ชานาติ กุโตมฺหิ อาคโต ฯ |๑๙.๓| สํวาเสน หิ มิตฺตานิ สนฺธิยนฺติ ปุนปฺปุนํ เสฺวว มิตฺโต อสงฺคนฺตุ อสํวาเสน ชีรติ ฯ |๑๙.๔| สเจ ตุวํ ทกฺขสิ พฺรหฺมจารึ สเจ ตุวํ สลฺลเป พฺรหฺมจารินา สมฺปนฺนสสฺสํว มโหทเกน ตโปคุณํ ขิปฺปมิมํ ปหสฺสสิ ฯ |๑๙.๕| ปุนปิ เจ ทกฺขสิ พฺรหฺมจารึ ปุนปิ เจ สลฺลเป พฺรหฺมจารินา สมฺปนฺนสสฺสํว มโหทเกน อุสฺมาคตํ ขิปฺปมิมํ ปหสฺสสิ ฯ |๑๙.๖| ภูตานิ เหตานิ จรนฺติ ตาต วิรูปรูเปน มนุสฺสโลเก น ตานิ เสเวถ นโร สปญฺโญ อาสชฺชนํ นสฺสติ พฺรหฺมจารีติ ฯ นฬินิกาชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------

ฉบับหลวง

เราไม่ควรให้เจ้าผู้ยังเป็นเด็กเช่นนี้ ถึงความกระสันในป่าเป็นโชติรส ที่ หมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรซ่องเสพเป็นที่อยู่อาศัยแห่งฤาษีทั้งหลาย ใน กาลก่อน พวกมิตรย่อมมีบ้างไม่มีบ้าง ชนทั้งหลายย่อมทำความรักใน พวกญาติและพวกมิตร กุมารใดย่อมไม่รู้ว่า เราเป็นผู้มาแต่ไหน กุมาร นี้เป็นผู้ลามก อยู่ในกลางวันเพราะเหตุอะไร มิตรสหายย่อมสนิทกัน บ่อยๆ เพราะความอยู่ร่วมกัน มิตรนั้นนั่นแหละย่อมเสื่อมไป เพราะ ความไม่อยู่ร่วมของบุรุษที่ไม่สมาคม ถ้าเจ้าได้เห็นพรหมจารีได้พูดกับ พรหมจารี เจ้าจักละคุณคือตปธรรมนี้เร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น หากเจ้าได้เห็นพรหมจารีอีก ได้พูดกับ พรหมจารีอีก เจ้าจักละสมณเดชนี้เร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น ดูกรลูกรัก พวกยักษ์นั้นย่อมเที่ยวไปใน มนุษยโลกโดยรูปแปลก ๆ นรชนผู้มีปัญญาไม่พึงคบพวกยักษ์นั้น พรหมจารีย่อมฉิบหายไป เพราะความเกาะเกี่ยวกัน. จบ นฬินิกาชาดกที่ ๑

ฉบับมหาจุฬาฯ ข้อ ๑–๕๖ ของหน่วยนี้

แสดงเป็นช่วงทั้งหน่วย ไม่วางใต้ข้อของฉบับหลวง — ความมั่นใจของการจับคู่รายข้อไม่ถึงเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อ จึงไม่วางรายข้อเพื่อไม่ให้ผิดข้อ

จุฬาฯ ข้อ ๑

ลูกหญิงนฬินิกา ชนบทกำลังเดือดร้อน แม้แคว้นก็กำลังพินาศ มาเถิด ลูกจงไปนำพราหมณ์นั้นมาให้พ่อ (พระราชธิดานฬินิกาสดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๒

ทูลกระหม่อมพ่อ หม่อมฉันไม่เคยทนทุกข์ลำบาก ทั้งไม่ฉลาดในหนทางไกล หม่อมฉันจักไปยังป่าที่มีช้างอาศัยอยู่ได้อย่างไร (พระราชาตรัสว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๓

ลูกหญิงนฬินิกา ลูกจงไปยังชนบท ที่มั่งคั่ง ด้วยช้าง ด้วยรถ และด้วยยาน ที่สร้างด้วยไม้ โดยวิธีนี้เถิด @เชิงอรรถ : @ ในวงเล็บนี้และทุกวงเล็บที่ปรากฏตลอดคัมภีร์เล่มนี้ ยกมาจากอรรถกถาของชาดกเรื่องนั้นๆ เริ่มจาก@ขุ.ชา.อ. ๘-๑๐ เป็นลำดับไป @ ยานที่สร้างด้วยไม้ ในที่นี้หมายถึงเรือ (ขุ.ชา.อ. ๘/๓/๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)

จุฬาฯ ข้อ ๔

ลูกจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบไป ลูกจักนำพราหมณ์มาสู่อำนาจได้ เพราะผิวพรรณและรูปของลูก (นายพรานป่าชี้ไปที่อาศรม แล้วกราบทูลพระราชธิดานฬินิกาว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๕

อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของอิสิสิงคดาบสปรากฏอยู่นั่น ซึ่งมีต้นกล้วยปรากฏเป็นทิวแถว แวดล้อมไปด้วยป่าแสม

จุฬาฯ ข้อ ๖

นั่นแสงไฟยังโพลงเห็นประจักษ์อยู่ นั่นควันไฟยังปรากฏอยู่ เข้าใจว่า อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากจะยังไม่เลิกบูชาไฟ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๗

อิสิสิงคดาบสมองเห็นพระราชธิดานั้น สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณีกำลังเสด็จมา เกิดความกลัว จึงเข้าไปยังอาศรมที่มุงด้วยใบไม้

จุฬาฯ ข้อ ๘

ที่ใกล้ประตูอาศรมของดาบสนั้น พระราชธิดานั้นก็ทรงแสดงให้เห็นอวัยวะของลับ และส่วนที่ปรากฏ ขณะเล่นลูกข่างอยู่

จุฬาฯ ข้อ ๙

ฝ่ายชฎิลดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา ครั้นเห็นพระราชธิดานั้นทรงเล่นอยู่ จึงออกมาจากอาศรมแล้วกล่าวคำนี้ว่า

จุฬาฯ ข้อ ๑๐

พ่อมหาจำเริญ ต้นไม้ของท่านชื่ออะไรที่มีผลเป็นอย่างนี้ ถึงท่านจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งท่านไป (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๑๑

ท่านพราหมณ์ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ณ ภูเขาคันธมาทน์ ต้นไม้ชนิดนั้นที่มีผลเป็นอย่างนี้มีอยู่มาก ถึงข้าพเจ้าจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งข้าพเจ้าไป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) (อิสิสิงคดาบสเมื่อจะทำการปฏิสันถาร จึงกล่าวว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๑๒

เชิญท่านผู้เจริญเข้าไปยังอาศรมนี้เถิด จงรับน้ำมันทาเท้าและภักษาหาร ข้าพเจ้าจักให้ นี้อาสนะ เชิญท่านผู้เจริญนั่งบนอาสนะนี้ เชิญท่านผู้เจริญขบฉันเหง้ามันและผลไม้ ณ ที่นี้เถิด

จุฬาฯ ข้อ ๑๓

ที่ระหว่างขาอ่อนทั้ง ๒ ของท่านนี้เป็นอะไร สวยเรียบดี ปรากฏเป็นเพียงสีดำ ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะส่วนปลายยอด ของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือ (พระราชธิดานฬินิกาลวงดาบสว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๑๔

ข้าพเจ้ากำลังเที่ยวแสวงหารากไม้และผลไม้อยู่ในป่า ได้ขว้างหมีร้ายกาจตัวหนึ่ง มันวิ่งปราดเข้าถึงตัวข้าพเจ้าโดยฉับพลัน ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้วกัดอวัยวะส่วนปลายยอดไป

จุฬาฯ ข้อ ๑๕

แผลนี้ มันรบกวนและเกิดอาการคันขึ้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับความสำราญตลอดเวลา ท่านผู้เจริญพอจะกำจัดอาการคันนี้ได้หรือ ข้าพเจ้าขอร้องท่านผู้เจริญ โปรดบำเพ็ญประโยชน์แก่พราหมณ์ด้วยเถิด (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๑๖

แผลของท่านมีสีแดง ค่อนข้างลึกและใหญ่ แต่ไม่เน่า มีกลิ่นนิดหน่อย ข้าพเจ้าจะปรุงยาน้ำฝาดให้ท่านขนานหนึ่ง เท่าที่ท่านผู้เจริญจะพึงมีบรมสุขได้ @เชิงอรรถ : @ อวัยวะส่วนปลายยอด หมายถึงเครื่องหมายเพศ (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๓/๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๑๗

ท่านพรหมจารี การเสกมนต์ การปรุงยาน้ำฝาด และโอสถทั้งหลายก็บำบัดไม่ได้ ขอท่านพึงใช้องคชาตอันอ่อนนุ่มเสียดสีกำจัดอาการคัน เท่าที่ข้าพเจ้าจะพึงมีบรมสุขได้เถิด (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๑๘

อาศรมของท่านผู้เจริญอยู่ทางทิศไหนจากที่นี้หนอ ท่านผู้เจริญย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าหรือ มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอหรือ สัตว์ร้ายทั้งหลายไม่เบียดเบียนท่านผู้เจริญหรือ (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๑๙

จากที่นี้ตรงไปทางทิศเหนือ มีแม่น้ำชื่อเขมาเกิดจากป่าหิมพานต์ อาศรมที่น่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง

จุฬาฯ ข้อ ๒๐

ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย ออกดอกบานสะพรั่ง ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง ซึ่งมีพวกกินนรขับกล่อมอยู่โดยรอบ

จุฬาฯ ข้อ ๒๑

ต้นตาล เหง้าตาล และผลตาล ณ ที่นั้น มีสีสันงดงามและมีกลิ่นหอม ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง ซึ่งประกอบไปด้วยภูมิภาคอันงดงามนั้นบ้าง

จุฬาฯ ข้อ ๒๒

ผลไม้และเผือกมันซึ่งมีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอมและมีรสอร่อย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) ที่อาศรมของข้าพเจ้านั้นมีอยู่เพียงพอ และพวกนายพรานพากันมายังที่นั้นแล้ว ขออย่าได้ลักมูลผลาหาร จากอาศรมของข้าพเจ้านั้นไปเลย (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๒๓

ขณะนี้ บิดาของข้าพเจ้าไปแสวงหามูลผลาหาร จะกลับมาในตอนเย็น เราทั้ง ๒ จะไปยังอาศรมนั้น ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร (พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๒๔

ฤๅษีและพระราชฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดีเหล่าอื่น มีจำนวนมากอยู่ตามทาง ท่านจงถามฤๅษีเหล่านั้นถึงอาศรมของข้าพเจ้าเถิด ฤๅษีเหล่านั้นจักนำท่านไป ณ สถานที่อยู่ของข้าพเจ้าเอง (พระดาบสโพธิสัตว์กลับมาจากป่าแล้วถามว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๒๕

เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ก่อไฟ เพราะเหตุไรหนอ เจ้าจึงเหงาหงอยซบเซาอยู่

จุฬาฯ ข้อ ๒๖

แน่ะลูกผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อน ฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็บูชา แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดแจงไว้ ตั่งเจ้าก็ตั้งไว้ น้ำเจ้าก็ตักไว้เพื่อพ่อ ลูกยังประพฤติพรหมจรรย์รื่นรมย์อยู่หรือ

จุฬาฯ ข้อ ๒๗

เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ก่อไฟ มิได้หุงต้มโภชนาหาร วันนี้ ลูกยังมิได้ทักทายพ่อเลย สิ่งของอะไรหายหรือ หรือว่าลูกมีทุกข์ใจอะไร @เชิงอรรถ : @ มูลผลาหาร คือ อาหารที่ได้จากรากไม้กล่าวคือเหง้า (เหง้าบัว,หัวเผือก,หัวมัน) และผลไม้ทั้งหลายที่มี@สีและกลิ่นเป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๒/๑๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖) (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๒๘

ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้มาที่นี่ รูปร่างของเธอสวยงาม น่าชม ไม่สูงเกินไปและไม่เตี้ยเกินไป มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ศีรษะของเธอผู้เจริญดำสวยงาม เพราะปกคลุมด้วยผมอันดำสนิทเป็นเงางาม

จุฬาฯ ข้อ ๒๙

ไม่มีหนวด บวชได้ไม่นาน ก็เธอมีเครื่องประดับเช่นกับเชิงบาตรอยู่ที่คอ และมีปุ่ม ๒ ปุ่มเกิดที่อกอย่างงดงาม ทั้งคู่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังผลมะพลับทองคำ

จุฬาฯ ข้อ ๓๐

อนึ่ง ใบหน้าของเธอน่าทัศนายิ่งนัก กรรเจียกจอนก็ห้อยอยู่ที่หูทั้ง ๒ เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็เปล่งประกายแวววาว สายรัดชฎาที่ประดับก็โชติช่วงชัชวาล

จุฬาฯ ข้อ ๓๑

และเครื่องประดับอย่างอื่นอีก ๔ อย่างของมาณพนั้น มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีขาว เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็แกว่งไกวไปมา เหมือนหมู่นกติรีฏิ ยามเมื่อฝนตก

จุฬาฯ ข้อ ๓๒

ก็เธอมิได้คาดสายรัดเอวที่ทำด้วยหญ้ามุงกระต่าย เปลือกปอ และหญ้าปล้อง สายรัดเอวนั้นปลิวสะบัดเหมือนสายฟ้าในอากาศ โชติช่วงอยู่ระหว่างสะเอวกับสะโพก

จุฬาฯ ข้อ ๓๓

อนึ่ง ผลไม้ทั้งหลายไม่มีใบ ไม่มีขั้ว ติดอยู่ที่สะเอว ใต้สะดือ ไม่กระทบกันเลย ส่ายได้เป็นนิจ พ่อ ผลไม้เหล่านั้นเป็นผลของต้นไม้อะไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)

จุฬาฯ ข้อ ๓๔

ก็แหละชฎา ของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม จัดรูปทรงแบ่งศีรษะเป็นสองส่วนได้อย่างงดงาม ขอให้ชฎาของเราเป็นเช่นนั้นเถิด

จุฬาฯ ข้อ ๓๕

ก็คราวใดชฎิลนั้นสยายชฎา ที่ประกอบด้วยสีและกลิ่นเหล่านั้น คราวนั้นอาศรมนี้ก็หอมอบอวล เหมือนดอกอุบลเขียวที่ต้องลม

จุฬาฯ ข้อ ๓๖

เปือกตมที่เรือนร่างชฎิลนั้นก็น่าดูยิ่งนัก หาเป็นเช่นกับกายของเราไม่ พอถูกลมโชยพัดก็หอมฟุ้ง เหมือนป่าไม้มีดอกบานสะพรั่งปลายฤดูร้อน

จุฬาฯ ข้อ ๓๗

ชฎิลนั้นตีผลไม้มีรูปอันวิจิตรงดงามน่าดูลงบนพื้นดิน และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของชฎิลนั้นอีก พ่อ ผลไม้นั้นเป็นผลของต้นไม้อะไรหนอ

จุฬาฯ ข้อ ๓๘

อนึ่ง ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ขาว เรียบเสมอ เปรียบได้กับสังข์ที่ขัดดีแล้ว เมื่อเธอยิ้ม ย่อมทำใจให้ผ่องใส ชฎิลนั้นคงไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่

จุฬาฯ ข้อ ๓๙

คำพูดของเธอไม่หยาบคาย ไม่คลาดเคลื่อน นุ่มนวล อ่อนหวาน ซื่อตรง ไม่ทำให้ฟุ้งซ่าน ไม่คลอนแคลน เมื่อเปล่งออกมา น้ำเสียงของเธอทำให้ฟูใจ ไพเราะจับใจ ดุจเสียงนกการเวก ทำให้ใจของลูกกำหนัดยิ่งนัก @เชิงอรรถ : @ ชฎาในที่นี้หมายถึงสายผม (เส้นผมหลายเส้นที่ร้อยในลูกปัด) ที่เอาแก้วแซมผูกไว้มีทรงคล้ายชฎา@(ขุ.ชา.อ. ๘/๓๔/๑๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)

จุฬาฯ ข้อ ๔๐

เธอมีน้ำเสียงหยดย้อย ไม่เป็นถ้อยคำที่น่ารังเกียจ และไม่ประกอบด้วยเสียงอันพึมพำ ลูกปรารถนาที่จะได้พบเธออีก เพราะชฎิลหนุ่มได้เป็นมิตรกับลูกมาก่อน

จุฬาฯ ข้อ ๔๑

แผลนี้เชื่อมต่อสนิทดี เกลี้ยงเกลาทุกส่วน อูมใหญ่ตั้งอยู่อย่างเหมาะเจาะ งามพร้อมคล้ายกับกลีบบัว ชฎิลหนุ่มขึ้นคร่อมลูกด้วยแผลนั้นนั่นแหละ ใช้บั้นเอวดันขาอ่อนให้เปิดไว้

จุฬาฯ ข้อ ๔๒

รัศมีที่แผ่ซ่านจากกายของเธอ เปล่งปลั่งผุดผ่องสว่างไสว เหมือนสายฟ้าในอากาศ แม้แขนทั้ง ๒ ของเธอก็อ่อนนุ่ม มีขนเช่นกับขนดอกอัญชัน นิ้วของเธอก็กลมกลึงวิจิตรงดงาม

จุฬาฯ ข้อ ๔๓

เธอมีร่างกายไม่ระคายเคือง มีขนไม่ยาว แต่มีเล็บยาว ปลายเล็บเป็นสีแดง ชฎิลหนุ่มรูปงามกอดรัดลูกด้วยลำแขนทั้งหลาย อันอ่อนนุ่ม บำรุงบำเรอให้รื่นรมย์

จุฬาฯ ข้อ ๔๔

มือทั้งหลาย ของเธออ่อนนุ่ม คล้ายกับปุยนุ่น งามเปล่งปลั่ง มีผิวพรรณงดงาม กลมกลึงเหมือนแผ่นทองคำอันงดงาม เธอสัมผัสลูกด้วยมือเหล่านั้นแล้วไปจากที่นี่ เพราะสัมผัสนั้น มันจึงเผาลูกให้เร่าร้อนอยู่ นะท่านพ่อ

จุฬาฯ ข้อ ๔๕

ชฎิลหนุ่มนั้นไม่ได้หาบคอนแน่นอน มิได้หักฟืนเองแน่นอน มิได้โค่นต้นไม้ด้วยขวานแน่นอน เพราะที่ฝ่ามือทั้งหลายของเธอไม่กระด้างเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)

จุฬาฯ ข้อ ๔๖

ส่วนเจ้าหมีได้ทำให้ชฎิลหนุ่มนั้นเป็นแผล ชฎิลหนุ่มนั้นได้กล่าวกับลูกว่า ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขด้วยเถิด ลูกได้ช่วยทำให้เธอนั้นมีความสุข เพราะการกระทำนั้น ความสุขก็มีแก่ลูกด้วย ท่านผู้ประเสริฐ ก็เธอได้พูดกับลูกว่า ข้าพเจ้ามีความสุขแล้ว

จุฬาฯ ข้อ ๔๗

เครื่องปูลาดใบเถาย่านทรายของท่านพ่อนี้ กระจัดกระจายไปเพราะลูกกับเธอ เราทั้ง ๒ มีความเหน็ดเหนื่อย จึงรื่นรมย์กันในน้ำ แล้วพากันเข้ากระท่อมใบไม้อยู่บ่อยๆ

จุฬาฯ ข้อ ๔๘

ท่านพ่อ วันนี้มนต์ทั้งหลายของลูกไม่แจ่มแจ้งเลย การบูชาไฟและแม้การบูชายัญก็ไม่แจ่มแจ้ง ตราบใดที่ลูกยังไม่พบพรหมจารีนั้น ตราบนั้นลูกจะไม่ยอมบริโภคมูลผลาหารของท่านพ่อ

จุฬาฯ ข้อ ๔๙

ท่านพ่อ ท่านต้องรู้จักแน่ว่า พรหมจารีอยู่ ณ ทิศใด ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงทิศนั้นโดยเร็วเถิดพ่อ ขอลูกอย่าได้ตายในอาศรมของท่านเลย

จุฬาฯ ข้อ ๕๐

อนึ่ง ลูกได้ฟังมาว่า ป่าไม้ผลิดอกบานสะพรั่ง วิจิตรสวยงาม กึกก้องไปด้วยเสียงนก มีฝูงนกอยู่อาศัย ท่านพ่อ ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงป่านั้นโดยเร็วเถิด ก่อนที่ลูกจะต้องละชีวิตทิ้งไว้ในอาศรมของท่าน (พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)

จุฬาฯ ข้อ ๕๑

ในราวป่าที่มีรัศมีโชติช่วงนี้ ซึ่งมีหมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรสถิตอยู่ เป็นที่อยู่ของฤๅษีทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นบัณฑิตไม่ควรถึงความไม่ยินดีเช่นนี้เลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)

จุฬาฯ ข้อ ๕๒

สัตว์ทั้งหลายเป็นมิตรก็มี ไม่เป็นมิตรก็มี พวกเขาทำความรักใคร่ในญาติและมิตรทั้งหลาย ส่วนเจ้ามิคสิงคดาบสนี้จัดว่าเป็นคนเลว เพราะตนเองยังไม่รู้เลยว่า “เรามาจากไหน” กลับไว้ใจ(มาตุคามด้วยสำคัญว่าเป็นมิตร)เพราะเหตุไร

จุฬาฯ ข้อ ๕๓

เพราะว่า ขึ้นชื่อว่ามิตรย่อมเชื่อมติดต่อกันได้ เพราะการอยู่ร่วมกันบ่อยๆ มิตรนั้นนั่นเองของบุคคลผู้ไม่สมาคมกัน ย่อมเสื่อมไปเพราะการไม่ได้อยู่ร่วมกัน

จุฬาฯ ข้อ ๕๔

หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารี จะได้เจรจากับพรหมจารี ลูกจะละทิ้งคุณคือตบะนี้โดยเร็วพลัน ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป

จุฬาฯ ข้อ ๕๕

หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารีอีก ได้เจรจากับพรหมจารีอีก ลูกก็จะละทิ้งเดชแห่งสมณะนี้โดยเร็วพลัน ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป

จุฬาฯ ข้อ ๕๖

ลูกเอ๋ย ก็ภูต เหล่านี้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลก ด้วยการแปลงรูปต่างๆ คนมีปัญญาไม่ควรคบหาภูตเหล่านั้น พรหมจารีบุคคลย่อมพินาศไปเพราะเกี่ยวข้องกับภูตนั้น นฬินิกาชาดกที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ภูต ในที่นี้หมายถึงพวกนางยักษิณี ที่เที่ยวแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อหลอกจับมนุษย์กิน@(ขุ.ชา.อ. ๘/๕๖/๒๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๐}

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อรรถกถา

คำอธิบายชั้นหลัง — ไม่ใช่พุทธพจน์

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

1 คัมภีร์ · 292 ย่อหน้า — โหลดเมื่อคุณเปิดอ่าน ไม่อยู่ในหน้านี้ตั้งแต่แรก

เปิดหน้าของฉบับนี้ · นฬินิกาชาดก ว่าด้วย ราชธิดาทำลายตบะของดาบส.

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

การจับคู่ข้อของฉบับมหาจุฬาฯ

ตัวบทสามฉบับต่อข้อ เรียง บาลี → ฉบับหลวง → ฉบับมหาจุฬาฯ · เลือกแสดงทั้งสามหรือทีละฉบับได้ที่แถบเครื่องมือ

ความมั่นใจของการจับคู่รายข้อไม่ถึงเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อ จึงไม่วางรายข้อเพื่อไม่ให้ผิดข้อ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ