คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

บาลี

มหาวคฺเค ทิฏฺฐิกถา --------

ฉบับหลวง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิฐิกถา

ฉบับมหาจุฬาฯ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๒. ทิฏฐิกถา ๒. ทิฏฐิกถา ว่าด้วยทิฏฐิ

ฉบับมหาจุฬาฯ ของหน่วยนี้แสดงเป็นช่วงเดียวท้ายหน่วย (ข้อ ๑๒๒–๑๕๑ ตามเลขของฉบับมหาจุฬาฯ) ไปที่ฉบับมหาจุฬาฯ

บาลี

กติ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ กติ ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ กติ ทิฏฺฐิโย กติ ทิฏฺฐาภินิเวสา กตโม ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโต กติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ {๒๙๔.๑} กติ ทิฏฺฐิฏฺฐานานีติ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ กติ ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานีติ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ กติ ทิฏฺฐิโยติ โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ กติ ทิฏฺฐาภินิเวสาติ ตึสสตํ ทิฏฺฐาภินิเวสา ฯ กตโม ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโตติ โสตาปตฺติมคฺโค ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโต ฯ

ฉบับหลวง

ที่ตั้งแห่งทิฐิเท่าไร ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิเท่าไร ทิฐิเท่าไร ความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไร ความถอนที่ตั้งแห่งทิฐิเป็นไฉน ทิฐิคือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ฯ ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ ถามว่า ความกลุ้ม-*รุมแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ ถามว่า ทิฐิเท่าไร ตอบว่าทิฐิ ๑๖ ถามว่า ความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ความถือผิดแห่งทิฐิ ๑๓๐ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฐิเป็นไฉน ตอบว่า โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฐิ ฯ

บาลี

กติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐีติ รูปํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ เวทนํ เอตํ มม ฯเปฯ สญฺญํ เอตํ มม สงฺขาเร เอตํ มม วิญฺญาณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุํ เอตํ มม โสตํ เอตํ มม ฆานํ เอตํ มม ชิวฺหํ เอตํ มม กายํ เอตํ มม มนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปํ เอตํ มม สทฺทํ เอตํ มม คนฺธํ เอตํ มม รสํ เอตํ มม โผฏฺฐพฺพํ เอตํ มม ธมฺมํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ตอบว่าทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

จกฺขุวิญฺญาณํ เอตํ มม โสตวิญฺญาณํ เอตํ มม ฆานวิญฺญาณํ เอตํ มม ชิวฺหาวิญฺญาณํ เอตํ มม กายวิญฺญาณํ เอตํ มม มโนวิญฺญาณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุสมฺผสฺสํ เอตํ มม โสตสมฺผสฺสํ เอตํ มม ฆานสมฺผสฺสํ เอตํ มม ชิวฺหาสมฺผสฺสํ เอตํ มม กายสมฺผสฺสํ เอตํ มม มโนสมฺผสฺสํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ซึ่ง จักขุวิญญาณ โสต-*วิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ว่า นั่นของเรานั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุ-*สัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนาชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

รูปสญฺญํ เอตํ มม สทฺทสญฺญํ คนฺธสญฺญํ รสสญฺญํ โผฏฺฐพฺพสญฺญํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปสญฺเจตนํ เอตํ มม สทฺทสญฺเจตนํ คนฺธสญฺเจตนํ รสสญฺเจตนํ โผฏฺฐพฺพสญฺเจตนํ ธมฺมสญฺเจตนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปตณฺหํ เอตํ มม สทฺทตณฺหํ เอตํ มม คนฺธตณฺหํ รสตณฺหํ โผฏฺฐพฺพตณฺหํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปวิตกฺกํ เอตํ มม สทฺทวิตกฺกํ คนฺธวิตกฺกํ รสวิตกฺกํ โผฏฺฐพฺพวิตกฺกํ ธมฺมวิตกฺกํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปวิจารํ เอตํ มม สทฺทวิจารํ เอตํ มม คนฺธวิจารํ เอตํ มม รสวิจารํ เอตํ มม โผฏฺฐพฺพวิจารํ เอตํ มม ธมฺมวิจารํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญญา สัททสัญญาคันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนาธรรมสัญเจตนา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหาโผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเราทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตกโผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเราทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจารโผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

ปฐวีธาตุํ เอตํ มม อาโปธาตุํ เอตํ มม เตโชธาตุํ เอตํ มม วาโยธาตุํ เอตํ มม อากาสธาตุํ เอตํ มม วิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ ปฐวีกสิณํ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อากาสกสิณํ วิญฺญาณกสิณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีธาตุ อาโปธาตุเตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีกสิณ อาโป-*กสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณอากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

เกสํ เอตํ มม โลมํ เอตํ มม นขํ เอตํ มม ทนฺตํ เอตํ มม ตจํ เอตํ มม มํสํ เอตํ มม นหารุํ เอตํ มม อฏฺฐึ เอตํ มม อฏฺฐิมิญฺชํ เอตํ มม วกฺกํ เอตํ มม หทยํ เอตํ มม ยกนํ เอตํ มม กิโลมกํ เอตํ มม ปิหกํ เอตํ ฯเปฯ เขฬํ เอตํ มม สึฆาณิกํ เอตํ มม ลสิกํ เอตํ มม มุตฺตํ เอตํ มม มตฺถลุงฺคํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งผม ขน เล็บ ฟันหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ฯลฯ น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

จกฺขายตนํ เอตํ มม รูปายตนํ เอตํ มม โสตายตนํ เอตํ มม สทฺทายตนํ เอตํ มม ฆานายตนํ เอตํ มม คนฺธายตนํ เอตํ มม ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ เอตํ มม จกฺขุธาตุํ เอตํ มม รูปธาตุํ เอตํ มม จกฺขุวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม โสตธาตุํ เอตํ มม สทฺทธาตุํ เอตํ มม โสตวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม ฆานธาตุํ คนฺธธาตุํ ฆานวิญฺญาณธาตุํ ชิวฺหาธาตุํ รสธาตุํ ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุํ กายธาตุํ โผฏฺฐพฺพธาตุํ กายวิญฺญาณธาตุํ มโนธาตุํ เอตํ มม ธมฺมธาตุํ เอตํ มม มโนวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขายตนะ รูปายตนะโสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะกายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุ-วิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆาน-*วิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุกายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา นั่น-*เป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

จกฺขุนฺทฺริยํ เอตํ มม โสตินฺทฺริยํ เอตํ มม ฆานินฺทฺริยํ เอตํ มม ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

กามธาตุํ เอตํ มม รูปธาตุํ เอตํ มม อรูปธาตุํ เอตํ มม กามภวํ เอตํ มม รูปภวํ เอตํ มม สญฺญาภวํ เอตํ มม อสญฺญาภวํ เอตํ มม เนวสญฺญานาสญฺญาภวํ เอตํ มม เอกโวการภวํ เอตํ มม จตุโวการภวํ เอตํ มม ปญฺจโวการภวํ เอตํ มม ปฐมชฺฌานํ เอตํ มม ทุติยชฺฌานํ เอตํ มม ตติยชฺฌานํ เอตํ มม จตุตฺถชฺฌานํ เอตํ มม เมตฺตาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม กรุณาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม มุทิตาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม อุเปกฺขาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพเอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานจตุตถฌาน เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเปกขาเจโตวิมุติอากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี

อวิชฺชํ เอตํ มม สงฺขาเร เอตํ มม วิญฺญาณํ เอตํ มม นามรูปํ เอตํ มม สฬายตนํ เอตํ มม ผสฺสํ เอตํ มม เวทนํ เอตํ มม ตณฺหํ เอตํ มม อุปาทานํ เอตํ มม ภวํ เอตํ มม ชาตึ เอตํ มม ชรามรณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ เอวํ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งอวิชชา สังขารวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติชราและมรณะ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดอย่างนี้ ฯ

บาลี

กตมานิ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ วิตกฺกาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปรโตโฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ฯ {๓๐๔.๑} ขนฺธา เหตุ ขนฺธา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อวิชฺชา เหตุ อวิชฺชา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ผสฺโส เหตุ ผสฺโส ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ สญฺญา เหตุ สญฺญา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ วิตกฺกา เหตุ วิตกฺกา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ วิตกฺกาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อโยนิโสมนสิกาโร เหตุ อโยนิโสมนสิกาโร ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปาปมิตฺโต เหตุ ปาปมิตฺโต ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปรโตโฆโส เหตุ ปรโตโฆโส ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ปรโตโฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อิมานิ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ เป็นไฉน แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ แม้อวิชชา ผัสสะ สัญญา วิตก อโยนิโสมนสิการ มิตรชั่ว เสียงแต่ที่อื่นทุกอย่างเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ ฯ ขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิอย่างนี้ ... อวิชชา ... ผัสสะ ... สัญญา ... วิตก ... อโยนิโสมนสิการ ... มิตรชั่ว เสียงแต่ที่อื่น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้เสียงแต่ที่อื่นก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิอย่างนี้ ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี

กตมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตารํ ทิฏฺฐิวิสูกํ ทิฏฺฐิวิปนฺนตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ ทิฏฺฐิสลฺลํ ทิฏฺฐิสมฺภโว ทิฏฺฐิปลิโพโธ ทิฏฺฐิพนฺธนํ ทิฏฺฐิปปาโต ทิฏฺฐานุสโย ทิฏฺฐิสนฺตาโป ทิฏฺฐิปริฬาโห ทิฏฺฐิคณฺโฐ ทิฏฺฐุปาทานํ ทิฏฺฐาภินิเวโส ทิฏฺฐิปรามาโส อิมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ

ฉบับหลวง

ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ เป็นไฉน ทิฐิ คือ ทิฐิไป ทิฐิ- *รกชัฏ ทิฐิกันดาร ทิฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฐิวิบัติ ทิฐิเป็นสังโยชน์ ทิฐิเป็นลูกศรทิฐิเป็นสมภพ ทิฐิเป็นเครื่องกังวล ทิฐิเป็นเครื่องผูกพัน ทิฐิเป็นเหว ทิฐิเป็นอนุสัย ทิฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน ทิฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อน ทิฐิเป็นเครื่องร้อยกรองทิฐิเป็นเครื่องยึดมั่น ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี

กตมา โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ อสฺสาททิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายวตฺถุกา สสฺสตทิฏฺฐิ สกฺกายวตฺถุกา อุจฺเฉททิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ อปรนฺตานุทิฏฺฐิ สญฺโญชนิกา ทิฏฺฐิ อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาท- ปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ภวทิฏฺฐิ วิภวทิฏฺฐิ อิมา โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ ๑๖ เป็นไฉน คือ อัสสาททิฐิ ๑ อัตตานุทิฐิ ๑ มิจฉาทิฐิ ๑สักกายทิฐิ ๑ สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อันตคาหิกทิฐิ ๑ ปุพพันตานุทิฐิ ๑ อปรันตานุทิฐิ ๑ สังโยชนิกาทิฐิ ๑ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเรา ๑ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ๑ ทิฐิอันสัมป-*ยุตด้วยอัตตวาทะ ๑ ทิฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ๑ ภวทิฐิ ๑ วิภวทิฐิ ๑ ทิฐิ ๑๖เหล่านี้ ฯ

บาลี

อสฺสาททิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ภวทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ วิภวทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร อัตตานุทิฐิ ... มิจฉาทิฐิ ... สักกายทิฐิ ... สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... อันตคาหิกทิฐิ ... ปุพพันตานุทิฐิ ... อปรันตานุทิฐิ ... สัง-*โยชนิกาทิฐิ ... ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเรา ... ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา... ทิฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ ... ทิฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ... ภวทิฐิ ... วิภวทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร ฯ

บาลี

อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ภวทิฏฺฐิยา เอกูนวีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ วิภวทิฏฺฐิยา เอกูนวีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ อัตตานุทิฐิ ... ๒๐ มิจฉาทิฐิ ... ๑๐ สักกายทิฐิ ... ๒๐ สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... ๑๕อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... ๕ อันตคาหิกทิฐิ ... ๕๐ ปุพพันตานุทิฐิ... ๑๘ อปรันตานุทิฐิ ... ๔๔ สังโยชนิกาทิฐิ ... ๑๘ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเรา ... ๑๘ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ... ๑๘ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตต-*วาทะ ... ๒๐ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยโลกวาทะ ... ๘ ภวทิฐิ ... ๑๙ วิภวทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๙ ฯ

บาลี

อสฺสาททิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ ยํ รูปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ รูปสฺส อสฺสาโทติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น อสฺสาโท อสฺสาโท น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ อสฺสาโท ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท อยํ วุจฺจติ อสฺสาททิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ตาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิวิปนฺโน ทิฏฺฐิวิปนฺโน ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ยา ทิฏฺฐิ โย ราโค โส น ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น ราโค อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ ราโค ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ ราโค อยํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิราโค ตาย จ ทิฏฺฐิยา เตน จ ราเคน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิราครโต ทิฏฺฐิราครเต ปุคฺคเล ทินฺนทานํ นมหปฺผลํ โหติ นมหานิสํสํ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา เสยฺยถาปิ นิมฺพพีชํ วา โกสาตกีพีชํ วา ติตฺตกลาพุพีชํ วา อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ ยญฺเจว ปฐวีรสํ อุปาทิยติ ยญฺจ อาโปรสํ อุปาทิยติ สพฺพนฺตํ ติตฺตกตาย กฏุกตาย อสารตาย สํวตฺตติ ตํ กิสฺสเหตุ พีชํ หิสฺส ปาปิกํ เอวเมว มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นไฉน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยถือความผิดว่า สุขโสมนัสอาศัยรูปใดเกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะ(ความยินดี) แห่งรูป ทิฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะมิใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งอัสสาทะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและอัสสาทะ นี้ท่านกล่าวว่า อัสสาททิฐิ อัสสาท-*ทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฐิวิบัตินั้น เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฐิวิบัติ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก ทิฐิใด ราคะใด ราคะไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิไม่ใช่ราคะ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง ราคะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและราคะ นี้ท่านกล่าวว่า ทิฐิราคะ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฐินั้นและราคะนั้น เป็นผู้ยินดีในทิฐิราคะ ทานที่ให้ในบุคคลผู้ยินดีในทิฐิราคะ เป็นทานไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก อัสสาททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ มีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อนึ่งบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ สมาทาน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ธรรมทั้งปวง คือ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจและสังขาร เหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก เปรียบเหมือนพืชสะเดา พืชบวบขม หรือพืชน้ำเต้าขม ที่เขาฝังลงในแผ่นดินเปียก อาศัยรสแผ่นดินและรสน้ำ พืชทั้งปวงนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของมีรสขม รสปร่า ไม่เป็นสาระ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสะเดาเป็นต้นนั้นมีพืชเลว ฉันใด บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ ก็ฉันนั้นเหมือนกันสมาทานกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ธรรมทั้งปวงคือ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขาร เหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก อัสสาททิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ ทิฐิ คือ ทิฐิที่ไป ทิฐิรกชัฏ ฯลฯ ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ ฯ

บาลี

ยํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ สญฺญํ ปฏิจฺจ ยํ สงฺขาเร ปฏิจฺจ ยํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุํ ปฏิจฺจ ยํ โสตํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหํ ปฏิจฺจ ยํ กายํ ปฏิจฺจ ยํ มนํ ปฏิจฺจ ยํ รูเป ปฏิจฺจ ยํ สทฺเท ปฏิจฺจ ยํ คนฺเธ ปฏิจฺจ ยํ รเส ปฏิจฺจ ยํ โผฏฺฐพฺเพ ปฏิจฺจ ยํ ธมฺเม ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ โสตวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ กายวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ มโนวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ โสตสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ กายสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ มโนสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ {๓๑๐.๑} ยํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ มโนสมฺผสฺสชาย เวทนาย อสฺสาโทติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น อสฺสาโท อสฺสาโท น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ อสฺสาโท ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท อยํ วุจฺจติ อสฺสาททิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ตาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิวิปนฺโน ทิฏฺฐิวิปนฺโน ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ยา ทิฏฺฐิ โย ราโค โส น ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น ราโค อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ ราโค ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ ราโค อยํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิราโค ตาย จ ทิฏฺฐิยา เตน จ ราเคน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิราครโต ทิฏฺฐิราครเต ปุคฺคเล ทินฺนทานํ นมหปฺผลํ โหติ นมหานิสํสํ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา {๓๑๐.๒} เสยฺยถาปิ นิมฺพพีชํ วา โกสาตกีพีชํ วา ติตฺตกลาพุพีชํ วา อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ ยญฺเจว ปฐวีรสํ อุปาทิยติ ยญฺจ อาโปรสํ อุปาทิยติ สพฺพนฺตํ ติตฺตกตาย กฏุกตาย อสารตาย สํวตฺตติ ตํ กิสฺสเหตุ พีชํ หิสฺส ปาปิกํ เอวเมว มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส โหติ อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ ปริยุฏฺฐิตจิตฺตสฺส สํโยโค อสฺสาททิฏฺฐิภูตา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า สุขโสมนัส อาศัยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส จักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนามโนสัมผัสสชาเวทนา ใด เกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะแห่งมโนสัมผัสสชาเวทนาทิฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะไม่ใช่ทิฐิ ... ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ ความเกี่ยวข้องแห่งจิตอันทิฐิกลุ้มรุม เป็นมิจฉาทิฐิซึ่งจัดเป็นอัสสาททิฐิ ด้วยอาการ ๑๘ นี้ ฯ

บาลี

อตฺถิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ อตฺถิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ กตมานิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิปรามาโส เจว สกฺกายทิฏฺฐิ สีลพฺพตปรามาโส จ อิมานิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ ฯ กตมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ มานสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ ภวราคสญฺโญชนํ อิสฺสาสญฺโญชนํ มจฺฉริยสญฺโญชนํ อนุสยสญฺโญชนํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ อสฺสาททิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

สังโยชน์และทิฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิมีอยู่ สังโยชน์และทิฐิเป็นไฉน ความลูบคลำด้วยสักกายทิฐิ สักกายทิฐิและสีลัพพตปรามาส เหล่านี้เป็นสังโยชน์และทิฐิ สังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิเป็นไฉน กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสัง-*โยชน์ มานสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์มัจฉริยสังโยชน์ อนุสัยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิอัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

อตฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ

ฉบับหลวง

อัตตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนเอง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯ

บาลี

กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ ปฐวีกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ ปฐวีกสิณนฺติ ปฐวีกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ ปฐวีกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ ปฐวีกสิณนฺติ ปฐวีกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ อตฺตานุทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย {๓๑๓.๑} อิเธกจฺโจ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ ฯเปฯ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใดปฐวีกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีป น้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่าปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยอัตตานุทิฐิ ย่อมมีคติเป็นสอง ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นอาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณนีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใดโอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันฯลฯ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิ-*วิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ บุคคลย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี่ต้นไม้ นี่เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่งเงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็น เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ รูปนฺติ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ รูปนฺติ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ตติยา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอมบุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้อย่างหนึ่งกลิ่นหอมอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้นั้นแลมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขาย่อมมีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ รูเปติ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ รูเปติ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในรูปอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป เปรียบเหมือนแก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด บุรุษพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณีเป็นอย่างหนึ่ง ขวดเป็นอย่างหนึ่ง แต่แก้วมณีนี้นั้นแลมีอยู่ในขวดนี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่านี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เวทนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เวทนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา ... มโนสัมผัสสชาเวทนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาเวทนาอันใด เราก็อันนั้นเราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้นเปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใดแสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้นฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและตนไม่เป็นสองว่า มโน-*สัมผัสสชาเวทนาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้น ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนาย เวทนาวาติ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนาย เวทนาวาติ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ ดังนี้ชื่อว่าเห็นตนว่ามีเวทนา เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงาบุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณรูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีเวทนา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ เวทนาติ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ เวทนาติ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ตติยา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูปโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็และในตัวตนนี้มีเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอมบุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่งกลิ่นหอมเป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่านี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีเวทนา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตนทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนายาติ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ฯเปฯ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนายาติ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูปโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในเวทนา เปรียบเหมือนฯลฯ ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ... ชื่อว่า ย่อมเห็นตนในเวทนา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ สญฺญํ โสตสมฺผสฺสชํ สญฺญํ ฆานสมฺผสฺสชํ สญฺญํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ สญฺญํ กายสมฺผสฺสชํ สญฺญํ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญาติ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญาติ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาสัญญา ... มโนสัมผัสสชาสัญญา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาสัญญาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชาสัญญาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งนี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญาย สญฺญาวาติ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญาย สญฺญาวาติ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีสัญญาด้วยสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีสัญญา เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา ... ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุฐิทิมีสัญญาเป็นวัตถุ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ สญฺญาติ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ สญฺญาติ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสัญญาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม ... ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญายาติ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญายาติ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้เป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสัญญา เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เจตนํ โสตสมฺผสฺสชํ เจตนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เจตนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เจตนํ กายสมฺผสฺสชํ เจตนํ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เจตนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เจตนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เจตนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เจตนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเจตนา ... มโนสัมผัสสชาเจตนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาเจตนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเจตนาก็อันนั้นเปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาโดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมหิ สงฺขาเรหิ สงฺขารวาติ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมหิ สงฺขาเรหิ สงฺขารวาติ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีสังขารด้วยสังขารนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนมีสังขาร เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ ... ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นว่าต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนาสัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิเม สงฺขาราติ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิเม สงฺขาราติ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีสังขารเหล่านี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสังขารในตนเปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่น-*หอม ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูปเวทนา สัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุ-*ทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมสุ สงฺขาเรสูติ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมสุ สงฺขาเรสูติ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสังขารนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสังขาร เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุวิญฺญาณํ โสตวิญฺญาณํ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ มโนวิญฺญาณํ โส อหํ โย อหํ ตํ มโนวิญฺญาณนฺติ มโนวิญฺญาณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนวิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ มโนวิญฺญาณํ โส อหํ โย อหํ ตํ มโนวิญฺญาณนฺติ มโนวิญฺญาณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุวิญญาณ ... มโนวิญญาณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนวิญญาณและตนไม่เป็นสองว่า มโนวิญญาณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนวิญญาณก็อันนั้น เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันอันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา วิญฺญาเณน วิญฺญาณวาติ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา วิญฺญาเณน วิญฺญาณวาติ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเราแต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีวิญญาณด้วยวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณ เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา ... ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ วิญฺญาณนฺติ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ วิญฺญาณนฺติ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นวิญญาณในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนาสัญญา สังขาร โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๓อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชน ย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ วิญฺญาเณติ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ วิญฺญาเณติ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในวิญญาณ เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๔ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างนี้ อัตตานุทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี

มิจฺฉาทิฏฺฐิยา กตเมหิ ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ นตฺถิ ทินฺนนฺติ วตฺถุํ เอวํวาโท มิจฺฉาทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา มิจฺฉาวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย นตฺถิ ยิฏฺฐนฺติ วตฺถุํ ฯเปฯ นตฺถิ หุตนฺติ วตฺถุํ นตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ วตฺถุํ นตฺถิ อยํ โลโกติ วตฺถุํ นตฺถิ ปรโลโกติ วตฺถุํ นตฺถิ มาตาติ วตฺถุํ นตฺถิ ปิตาติ วตฺถุํ นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกาติ วตฺถุํ นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมํปิ โลกํ ปรํปิ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ วตฺถุํ เอวํวาโท มิจฺฉาทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว คติโย ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา อิเมหิ ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฐิอันกล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฐิมีวัตถุผิดที่ ๑ มิจฉาทิฐิเป็นทิฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฐิอันกล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯลฯ การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นก็ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฐิมีวัตถุ ๑๐ มิจฉาทิฐิเป็นทิฐิวิบัติ ฯลฯ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ ย่อมมีคติเป็น ๒ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี

สกฺกายทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ {๓๓๔.๑} กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ฯเปฯ เอวเมว อิเธกจฺโจ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยะเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้างย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง ฯ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นโอทาตก-*สิณโดยความเป็นตน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ฯลฯ นี้เป็นสักกาย-*ทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ สักกายทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี

สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ {๓๓๕.๑} กถํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ ฯเปฯ อยํ ปฐมา สกฺกายวตฺถุกา สสฺสตทิฏฺฐิ สสฺสตทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

สัสสตทิฐิมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้างเห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง เห็นตนว่ามีสัญญาบ้าง เห็นตนว่ามีสังขารบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแล มีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแล มีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา... โดยความเป็นตน นี้เป็นสัสสตทิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุที่ ๑ สัสสตทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้ ฯลฯ สัสสตทิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕เหล่านี้ ฯ

บาลี

สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา กตเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ {๓๓๖.๑} กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ฯเปฯ อยํ ปฐมา สกฺกายวตฺถุกา อุจฺเฉททิฏฺฐิ อุจฺเฉททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นเวทนาโดยความเป็นตนเห็นสัญญาโดยความเป็นตน เห็นสังขารโดยความเป็นตน เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ฯ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ฯลฯ นี้เป็นอุจเฉททิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุที่ ๑ อุจเฉททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ตํ ชีวนฺตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯเปฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อันตคาหิกทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๕๐ เป็นไฉน ฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการเท่าไร ฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ ฯ

บาลี

สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ โลโก เจว สสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ สญฺญา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ สงฺขารา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ วิญฺญาณํ โลโก เจว สสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปญฺจมี สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของเที่ยงทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกเที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ สัญญาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ วิญญาณเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ ทิฐินั้นถือเอาที่สุด เช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ ... นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกเที่ยงที่ ๕ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยงย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ โลโก เจว อสสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ปฐมา อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯเปฯ เวทนา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ สญฺญา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ สงฺขารา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ วิญฺญาณํ โลโก เจว อสสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยงทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกไม่เที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯลฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง วิญญาณเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อนตคาหิกทิฐิ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉา-*ทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยงย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิเธกจฺโจ ปริตฺตํ โอกาสํ นีลกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนฺตวา อยํ โลโก ปริวฏฺฏุโมติ อนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อิเธกจฺโจ ปริตฺตํ โอกาสํ ปีตกโต ผรติ โลหิตกโต ผรติ โอทาตกโต ผรติ โอภาสกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนฺตวา อยํ โลโก ปริวฏฺฏุโมติ อนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความเห็นอย่างนี้ว่าโลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุด ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกมีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเหลืองแผ่ไป ทำสีแดงแผ่ไป ทำสีขาวแผ่ไป ทำแสงสว่างแผ่ไป สู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความคิดอย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุดทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เหล่านี้ ฯ

บาลี

อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิเธกจฺโจ วิปุลํ โอกาสํ นีลกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนนฺตวา อยํ โลโก อปริยนฺโตติ อนนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อิเธกจฺโจ วิปุลํ โอกาสํ ปีตกโต ผรติ โลหิตกโต ผรติ โอทาตกโต ผรติ โอภาสกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนนฺตวา อยํ โลโก อปริยนฺโตติ อนนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ ดังนี้ จึงมีความสำคัญว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลกเครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกไม่มีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเหลือง ทำสีแดง ทำสีขาว ทำแสงสว่างแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่า โลกไม่มีที่สุด ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลกทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ ชีวญฺเจว สรีรญฺจ ยํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา ชีวา เจว สรีรญฺจ สญฺญา ชีวา เจว สรีรญฺจ สงฺขารา ชีวา เจว สรีรญฺจ วิญฺญาณํ ชีวญฺเจว สรีรญฺจ ยํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นชีพและสรีระ ชีพอันใดสรีระก็อันนั้น ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้สังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นชีพและเป็นสรีระ สัญญาเป็นชีพและเป็นสรีระ สังขารเป็นชีพและเป็นสรีระ วิญญาณเป็นชีพและเป็นสรีระชีพอันใด สรีระก็อันนั้น ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ สรีรํ น ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา สรีรํ น ชีวํ สญฺญา สรีรํ น ชีวํ สงฺขารา สรีรํ น ชีวํ วิญฺญาณํ สรีรํ น ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ย่อมถือ ผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพรูปนั้นเป็นสรีระ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพสัญญาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ สังขารเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณนั้นเป็นสรีระ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติปิ ติฏฺฐติปิ อุปฺปชฺชติปิ นิพฺพตฺตติปีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติปิ ติฏฺฐติปิ อุปฺปชฺชติปิ นิพฺพตฺตติปีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่การแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้าง เกิดบ้างทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้าง เกิดบ้าง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศไป สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละสังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติ จ น จ โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติ จ น จ โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฐินี้ถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี

เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา เนว โหติ น น โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา เนว โหติ น น โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปญฺจมี เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็ หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้อันตคาหิกทิฐิย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้

บาลี

ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จตฺตาโร สสฺสตวาทา จตฺตาโร เอกจฺจสสฺสติกา จตฺตาโร อนฺตานนฺติกา จตฺตาโร อมราวิกฺเขปิกา เทฺว อธิจฺจสมุปฺปนฺนิกา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุพพันตานุทิฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต) ย่อมถือผิดด้วย อาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ สัสสตทิฐิ (ทิฐิว่าตนและโลกเที่ยง) ๔ เอกัจจสัสสติกาทิฐิ (ทิฐิว่าตนและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง) ๔ อันตานันติกาทิฐิ (ทิฐิว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้) ๔ อมราวิกเขปิกาทิฐิ (ทิฐิซัดส่ายไม่ตายตัว) ๔ อธิจจสมุปปันนิกาทิฐิ(ทิฐิว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ) ๒ ปุพพันตานุทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘เหล่านี้ ฯ

บาลี

อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ โสฬส สญฺญิวาทา อฏฺฐ อสญฺญิวาทา อฏฺฐ เนวสญฺญินาสญฺญิวาทา สตฺต อุจฺเฉทวาทา ปญฺจ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานวาทา อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อปรันตานุทิฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต) ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๔๔ เป็นไฉน ฯ สัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา) ๑๗ อสัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา) ๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) ๘ อุจเฉทวาททิฐิ (ทิฐิว่าสัตว์ตายแล้วขาดสูญ) ๗ ทิฐิธรรมนิพพานวาททิฐิ (ทิฐิว่านิพพานเป็นปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์) ๕ อปรันตานุทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๔๔ เหล่านี้ ฯ

บาลี

สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหณํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวโส ทิฏฺฐิปรามาโส สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

สังโยชนิกาทิฐิ (ทิฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ ทิฐิ คือ ทิฐิที่ไป ทิฐิที่รกชัฏ ฯลฯ ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ สังโยชนิกาทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี

อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จกฺขุํ อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โสตํ อหนฺติ ฯเปฯ ฆานํ อหนฺติ ชิวฺหา อหนฺติ กาโย อหนฺติ มโน อหนฺติ ฯเปฯ ธมฺมา อหนฺติ จกฺขุวิญฺญาณํ อหนฺติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ อหนฺติ อภินิเวสปรามาโส อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาเป็นเรา ทิฐิมิใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า หูเป็นเรา ฯลฯ จมูกเป็นเรา ฯลฯ ลิ้นเป็นเรา ฯลฯ กายเป็นเรา ฯลฯ ใจเป็นเรา ฯลฯ ธรรมารมณ์เป็นเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณเป็นเรา ฯลฯ มโนวิญญาณเป็นเรา ฯลฯ ความลูบคลำความถือผิดว่าเป็นเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราที่ ๘ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี

มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จกฺขุํ มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โสตํ มมนฺติ ฯเปฯ ฆานํ มมนฺติ ชิวฺหา มมนฺติ ฯเปฯ มโน มมนฺติ ฯเปฯ ธมฺมา มมนฺติ จกฺขุวิญฺญาณํ มมนฺติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ มมนฺติ อภินิเวสปรามาโส มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาของเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า หูของเรา ฯลฯ จมูกของเรา ฯลฯ ลิ้นของเรา ฯลฯ กายของเรา ฯลฯ ใจของเรา ฯลฯ ธรรมารมณ์ของเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณของเรา ฯลฯ มโนวิญญาณของเรา ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ของเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ที่ ๘ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี

อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯเปฯ ฯ {๓๕๓.๑} กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง ฯลฯ เห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯลฯ ปุถุชนมองเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่บุคคลเห็นเปลวไฟ และแสงสว่างไม่เป็นสองฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นโอทาตกสิณโดยความเป็นตน ฯลฯ นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี

โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ สสฺสโต จ อสสฺสโต จ อตฺตา จ โลโก จาติ ฯเปฯ เนวสสฺสโตนาสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ อนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อนนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อนฺตวา จ อนนฺตวา จ อตฺตา จ โลโก จาติ เนวนฺตวานานนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๘เป็นไฉน ฯ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกเที่ยง เป็นทิฐิ อันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุมิใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกที่ ๑ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกไม่เที่ยง ฯลฯ ตนและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ ตนและโลกมีที่สุด ตนและโลกไม่มีที่สุด ตนและโลกมีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี ตนและโลกมีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกที่ ๘ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๘เหล่านี้ ฯ

บาลี

โอลิยนาภินิเวโส ภวทิฏฺฐิ อติธาวนาภินิเวโส วิภวทิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย ฯเปฯ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย ฯ {๓๕๕.๑} อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ทสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย สกฺกายทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย {๓๕๕.๒} สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา {๓๕๕.๓} อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย อตฺตวาท- ปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย สกฺกายทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย สญฺโญชนิกา ทิฏฺฐิโย อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิโย ภวทิฏฺฐิโย วิภวทิฏฺฐิโย เอตํ ทฺวยํ ตกฺกิตา นิสฺสิตา เย เตสํ นิโรธมฺหิ นตฺถิ ญาณํ ยตฺถายํ โลโก วีปริตสญฺญีติ ฯ

ฉบับหลวง

ความถือผิดด้วยความติดอยู่ เป็นภวทิฐิ ความถือผิดด้วยความแล่นเลยไป เป็นวิภวทิฐิ อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร อัตตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร ฯลฯ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร ฯ อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มีอัตตานุทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ สัสสตทิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยงมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกมีที่สุด มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมดทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มีเป็นวิภวทิฐิก็มี อปรันตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๔๔ เป็นภวทิฐิก็มีเป็นวิภวทิฐิก็มี สังโยชนิกาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิทั้งหมดเป็นอัตตานุทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นสักกายทิฐิ เป็นอันตคาหิกทิฐิ เป็นสังโยชนิกาทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตนเป็นภวทิฐิ เป็นวิภวทิฐิชนเหล่าใดยึดถือทิฐิ ๒ อย่างนี้ ญาณในนิโรธย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น สัตว์โลกนี้ยึดถือในทิฐิใด ก็เป็นผู้มีสัญญาวิปริตเพราะทิฐินั้น ฯ

บาลี

ทฺวีหิ ภิกฺขเว ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิตา เทวมนุสฺสา โอลิยนฺติ เอเก อติธาวนฺติ เอเก จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ ฯ {๓๕๖.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว โอลิยนฺติ เอเก ภวารามา ภิกฺขเว เทวมนุสฺสา ภวรตา ภวสมฺมุทิตา เตสํ ภวนิโรธาย ธมฺเม เทสิยมาเน จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น สมฺปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ นาธิมุจฺจติ เอวํ โข ภิกฺขเว โอลิยนฺติ เอเก ฯ {๓๕๖.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว อติธาวนฺติ เอเก ภเวน โข ปเนเก อฏฺฏิยมานา หรายมานา ชิคุจฺฉมานา วิภวํ อภินนฺทนฺติ ยโต กิร โภ อตฺตา กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยถาภวนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว อติธาวนฺติ เอเก ฯ {๓๕๖.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภูตํ ภูตโต ปสฺสติ ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ ฯ โย ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา ภูตสฺส จ อติกฺกมํ ยถาภูเตธิมุจฺจติ ภวตณฺหาปริกฺขยา สเจ ภูตสฺส ปริญฺญาโต โส วีตตโณฺห ภวาภเว ภูตสฺส วิภวา ภิกฺขุ นาคจฺฉติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ถูกทิฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุม แล้ว พวกหนึ่งย่อมติดอยู่ พวกหนึ่งย่อมแล่นไป ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ชอบภพ ยินดีในภพ บันเทิงอยู่ในภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในธรรมที่เราแสดงเพื่อความดับภพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมแล่นไปอย่างไร ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมอึดอัด ระอา เกลียดชังภพ ย่อมยินดีความปราศจากภพว่า ชาวเราเอ๋ย ได้ยินว่าเมื่อใด ตนแต่กายแตกไปแล้วย่อมขาดสูญย่อมพินาศ เมื่อนั้น ตนเบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก เพราะฉะนั้นความไม่เกิดนี้ละเอียด ประณีต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมแล่นไปอย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง ครั้นแล้วย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับความเป็นสัตว์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่ อย่างนี้แล ฯ ถ้าภิกษุใด เห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง และก้าวล่วง ความเป็นสัตว์แล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมตามที่เป็นจริง เพื่อความหมดสิ้นแห่งภวตัณหา ภิกษุนั้น กำหนดรู้ ความ เป็นสัตว์แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อม ไม่มาสู่ภพใหม่ เพราะความไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ ดังนี้ ฯ

บาลี

ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐึ ฯ {๓๕๗.๑} กตเม ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ติตฺถิโย จ ติตฺถิยสาวโก จ โย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก อิเม ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ฯ {๓๕๗.๒} กตเม ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐี ตถาคโต จ ตถาคตสฺส สาวโก จ โย จ สมฺมาทิฏฺฐิโก อิเม ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐี ฯ โกธโน อุปนาหี จ ปาปมกฺขี จ โย นโร วิปนฺนทิฏฺฐิ มายาวี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ อกฺโกธโน อนุปนาหี อมกฺขี สุทฺธตํ คโต สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เมธาวี ตํ ชญฺญา อริโย อิตีติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคล ๓ จำพวกมีทิฐิวิบัติ บุคคล ๓ จำพวกมีทิฐิสมบัติ ฯ บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฐิวิบัติ เดียรถีย์ ๑ สาวกเดียรถีย์ ๑บุคคลผู้มีทิฐิผิด ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้มีทิฐิวิบัติ ฯ บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฐิสมบัติ พระตถาคต ๑ สาวกพระตถาคต ๑ บุคคลผู้มีทิฐิชอบ ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้มีทิฐิสมบัติ ฯ นรชนใด เป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธ มีความลบหลู่ลามก มีทิฐิวิบัติ เจ้าเล่ห์ พึงรู้จักนรชนนั้นว่าเป็นคนเลว นรชนใด เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่คุณท่าน มีทิฐิ- สมบัติ มีปัญญา พึงรู้จักนรชนนั้นว่า เป็นผู้ประเสริฐ ดังนี้ ฯ

บาลี

ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ {๓๕๘.๑} กตมา ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ เอตํ มมนฺติ วิปนฺนทิฏฺฐิ เอโสหมสฺมีติ วิปนฺนทิฏฺฐิ เอโส เม อตฺตาติ วิปนฺนทิฏฺฐิ อิมา ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ {๓๕๘.๒} กตมา ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ เนตํ มมนฺติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เนโสหมสฺมีติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ น เมโส อตฺตาติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ อิมา ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิวิบัติ ๓ ทิฐิสมบัติ ๓ ฯ ทิฐิวิบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นวิบัติว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิวิบัติ ๓ เหล่านี้ ฯ ทิฐิสมบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นอันถูกต้องว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ทิฐิสมบัติ ๓ เหล่านี้ ฯ

บาลี

เอตํ มมนฺติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโสหมสฺมีติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโส เม อตฺตาติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย ฯ เอตํ มมนฺติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิโย ปุพฺพนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโสหมสฺมีติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จตุจตฺตาฬสํ ทิฏฺฐิโย อปรนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโส เม อตฺตาติ วีสติวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิปฺปมุขานิ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปุพฺพนฺตาปรนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอะไรว่า นั่นของเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไร ทิฐิอะไรว่า นั่นเป็นเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไร ทิฐิอะไรว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้นตามถือส่วนสุดอะไร ฯ ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีตว่า นั่นของเรา เป็นทิฐิ ๑๘ ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอดีต ความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตว่า นั่นเป็นเรา เป็นทิฐิ ๔๔ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคต อัตตานุทิฐิมีวัตถุ ๒๐ ว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นสักกายทิฐิ มีวัตถุ ๒๐ ทิฐิ ๖๒ โดยมีสักกายทิฐิเป็นประธานทิฐิเหล่านั้น ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต ฯ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อรรถกถา

คำอธิบายชั้นหลัง — ไม่ใช่พุทธพจน์

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

1 คัมภีร์ · 605 ย่อหน้า — โหลดเมื่อคุณเปิดอ่าน ไม่อยู่ในหน้านี้ตั้งแต่แรก

เปิดหน้าของฉบับนี้ · ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิฐิกถา

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

การจับคู่ข้อของฉบับมหาจุฬาฯ

ตัวบทสามฉบับต่อข้อ เรียง บาลี → ฉบับหลวง → ฉบับมหาจุฬาฯ · เลือกแสดงทั้งสามหรือทีละฉบับได้ที่แถบเครื่องมือ

ความมั่นใจของการจับคู่รายข้อไม่ถึงเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อ จึงไม่วางรายข้อเพื่อไม่ให้ผิดข้อ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ