คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

บาลี

มหาวคฺเค วิโมกฺขกถา ปริปุณฺณนิทานา

ฉบับหลวง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถา บริบูรณ์นิทาน

ฉบับมหาจุฬาฯ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๕. วิโมกขกถา อุทเทส ๕. วิโมกขกถา ว่าด้วยวิโมกข์ อุทเทส

ฉบับมหาจุฬาฯ ของหน่วยนี้แสดงเป็นช่วงเดียวท้ายหน่วย (ข้อ ๒๐๙–๒๓๐ ตามเลขของฉบับมหาจุฬาฯ) ไปที่ฉบับมหาจุฬาฯ

บาลี

ตโยเม ภิกฺขเว วิโมกฺขา กตเม ตโย สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อิเม ภิกฺขเว ตโย วิโมกฺขา ฯ {๔๖๙.๑} อปิ จ อฏฺฐสฏฺฐี วิโมกฺขา สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข วิญฺญาณญฺจายตน- สมาปตฺติวิโมกฺโข อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข สมยวิโมกฺโข อสมยวิโมกฺโข สามยิโก วิโมกฺโข อสามยิโก วิโมกฺโข กุปฺโป วิโมกฺโข อกุปฺโป วิโมกฺโข โลกิโย วิโมกฺโข โลกุตฺตโร วิโมกฺโข สาสโว วิโมกฺโข อนาสโว วิโมกฺโข สามิโส วิโมกฺโข นิรามิโส วิโมกฺโข นิรามิสตโร วิโมกฺโข ปณิหิโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข เอกตฺตวิโมกฺโข นานตฺตวิโมกฺโข สญฺญาวิโมกฺโข ญาณวิโมกฺโข สีติสิยาวิโมกฺโข ฌานวิโมกฺโข อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉนคือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายวิโมกข์ ๓ ประการนี้ ฯ อีกประการหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายใน) ๑พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายนอก) ๑ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์(วิโมกข์มีการออกแต่ส่วนทั้งสอง) ๑ วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปเห็นรูปทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่ารูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์สมยวิโมกข์ อสมยวิโมกข์ สามายิกวิโมกข์ อสามายิกวิโมกข์ กุปปวิโมกข์(วิโมกข์ที่กำเริบได้) อกุปปวิโมกข์ (วิโมกข์ที่ไม่กำเริบ) โลกิยวิโมกข์โลกุตตรวิโมกข์ สาสววิโมกข์ อนาสววิโมกข์ สามิสวิโมกข์ นิรามิสวิโมกข์นิรามิสตรวิโมกข์ ปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ปณิหิตปัสสัทธิโมกข์สุญญตวิโมกข์ วิสุญญตวิโมกข์ เอกัตตวิโมกข์ นานัตตวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ญาณวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ฌานวิโมกข์ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ อภินิเวสํ น กโรตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อยํ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๑} กตโม อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ นิมิตฺตํ น กโรตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อยํ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๒} กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ ปณิธึ น กโรตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๓} กตโม อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ อยํ อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๔} กตโม พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตสฺโส อรูปสมาปตฺติโย อยํ พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ {๔๗๐.๕} กตโม ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร อริยมคฺคา อยํ ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี พิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความยึดมั่นในนามรูปนั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ว่างเปล่า นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ อนิมิตตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำเครื่องกำหนดหมายในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ไม่มีเครื่องกำหนดหมายนี้เป็นอนิมิตต-*วิโมกข์ ฯ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความปรารถนาในนามรูปนั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ไม่มีความปรารถนา นี้เป็นอัปป-*ณิหิตวิโมกข์ ฯ อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อรูปสมาบัติ ๔ เป็นพหิทธาวุฏฐาน-*วิโมกข์ ฯ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ เป็นทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ปฐมชฺฌานํ นีวรเณหิ วุฏฺฐาติ ทุติยชฺฌานํ วิตกฺกวิจาเรหิ วุฏฺฐาติ ตติยชฺฌานํ ปีติยา วุฏฺฐาติ จตุตฺถชฺฌานํ สุขทุกฺเขหิ วุฏฺฐาติ อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๑.๑} กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย วุฏฺฐาติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อากาสานญฺจายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๑.๒} กตเม ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺโค สกฺกายทิฏฺฐิวิจิกิจฺฉาสีลพฺพตปรามาสา ทิฏฺฐานุสยา วิจิกิจฺฉานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ สกทาคามิมคฺโค โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อนาคามิมคฺโค อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อรหตฺตมคฺโค รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อิเม ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ปฐมฌานออก จากนิวรณ์ ทุติยฌานออกจากวิตกวิจาร ตติยฌานออกจากปีติ จตุตถฌานออกจากสุขและทุกข์ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อากาสานัญจายตนสมาบัติออกจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา วิญญาณัญจายตนสมาบัติออกจากอากาสานัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญา-*ณัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากอากิญจัญญายตนสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ ๔แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน โสดาปัตติมรรคออกจากสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฐิอนุสัย วิจิกิจฉานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามสักกายทิฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก สกทาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอกอนาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนละเอียดๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้นจากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อรหัตตมรรคออกจากรูป-*ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัยอวิชชานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามรูปราคะเป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลายและออกจากสรรพนิมิตภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ทุติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย ตติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๒.๑} กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๒.๒} กตเม ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนิจฺจานุปสฺสนา ทุกฺขานุปสฺสนา อนตฺตานุปสฺสนา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนิจฺจานุปสฺสนา ทุกฺขานุปสฺสนา อนตฺตานุปสฺสนา อิเม ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิตเพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ทุติยฌานตติยฌาน จตุตถฌาน นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติสุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตน-*สมาบัติ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้โสดาปัตติมรรค สกทา-*คามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐาน-*วิโมกข์ ฯ

บาลี

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ทุติยชฺฌานสฺส ตติยชฺฌานสฺส จตุตฺถชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๓.๑} กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนว สญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ {๔๗๓.๒} กตเม ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺคสฺส โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคสฺส สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคสฺส อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคสฺส อรหตฺตผลํ อิเม ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การได้ หรือวิบากแห่งปฐมฌาน แห่งทุติยฌาน แห่งตติยฌาน แห่งจตุตถฌาน มีอยู่นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ แห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ แห่งอากิญจัญญา-*ยตนสมาบัติ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ มีอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน โสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรคอรหัตตผลแห่งอรหัตตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

บาลี

กถํ รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นีลนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา พหิทฺธา นีลนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ {๔๗๔.๑} อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ อุภยมิทํ รูปนฺติ รูปสญฺญี โหติ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ ปีตนิมิตฺตํ โลหิตนิมิตฺตํ โอทาตนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา พหิทฺธา โอทาตนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ อุภยมิทํ รูปนฺติ รูปสญฺญี โหติ เอวํ รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างไร ฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายในย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วกำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเสียวภายนอก ย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้วครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีเขียวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่าเป็นรูป ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ฯลฯ นิมิตสีแดง ... นิมิตสีขาวในภายใน ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอก ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มากเธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีขาวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้ เป็นรูปเธอย่อมมีความสำคัญว่าเป็นรูป ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นีลนิมิตฺตํ น มนสิ กโรติ นีลสญฺญํ น ปฏิลภติ พหิทฺธา นีลนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปมิทนฺติ รูปสญฺญี โหติ {๔๗๕.๑} อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ ปีตนิมิตฺตํ โลหิตนิมิตฺตํ โอทาตนิมิตฺตํ น มนสิ กโรติ โอทาตสญฺญํ น ปฏิลภติ พหิทฺธา โอทาตนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตํ อรูปํ พหิทฺธา รูปมิทนฺติ รูปสญฺญี โหติ เอวํ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูป ในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างไร ฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายในไม่ได้นีลสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้นีลสัญญาเธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีเขียวภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ... นิมิตสีแดง ... นิมิตสีขาวในภายใน ไม่ได้โอทาตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวภายนอกย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วกำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่าเราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีขาวในภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายในเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างนี้ ฯ

บาลี

กถํ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ เมตฺตาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ กรุณาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ฯเปฯ กรุณาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ มุทิตาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ฯเปฯ อุเปกฺขาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เอวํ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างไร ฯ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วยกรุณา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชังมีใจประกอบด้วยมุทิตา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างนี้ ฯ

บาลี

กตโม อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๑} กตโม วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วิญฺญาณญฺจายตน- สมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๒} กตโม อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๓} กตโม เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ {๔๗๗.๔} กตโม สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ นี้เป็นอากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ นี้เป็นวิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า สิ่งน้อยหนึ่งไม่มี นี้เป็นอากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานาสัญญา-*ยตนสมาบัติ นี้เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนี้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม สมยวิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สมยวิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๑} กตโม อสมยวิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อสมยวิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๒} กตโม สามยิโก วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สามยิโก วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๓} กตโม อสามยิโก วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อสามยิโก วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๔} กตโม กุปฺโป วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ กุปฺโป วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๕} กตโม อกุปฺโป วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อกุปฺโป วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๖} กตโม โลกิโย วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ โลกิโย วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๗} กตโม โลกุตฺตโร วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ โลกุตฺตโร วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๘} กตโม สาสโว วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สาสโว วิโมกฺโข ฯ {๔๗๘.๙} กตโม อนาสโว วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อนาสโว วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สมยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็น สมยวิโมกข์ ฯ อสมยวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสมยวิโมกข์ ฯ สามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสามยิกวิโมกข์ ฯ อสามยิกวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสามยิกวิโมกข์ ฯ กุปปวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นกุปป-*วิโมกข์ ฯ อกุปปวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอกุปปวิโมกข์ ฯ โลกิยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นโลกิยวิโมกข์ ฯ โลกุตตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นโลกุตตรวิโมกข์ ฯ สาสววิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาสว-*วิโมกข์ ฯ อนาสววิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอนาสววิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม สามิโส วิโมกฺโข ฯ รูปปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข อยํ สามิโส วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๑} กตโม นิรามิโส วิโมกฺโข ฯ อรูปปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข อยํ นิรามิโส วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๒} กตโม นิรามิสตโร วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ นิรามิสตโร วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๓} กตโม ปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ ปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๔} กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๕} กตโม ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อยํ ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๖} กตโม สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๗} กตโม วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๘} กตโม เอกตฺตวิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ เอกตฺตวิโมกฺโข ฯ {๔๗๙.๙} กตโม นานตฺตวิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ นานตฺตวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นสามิสวิโมกข์ ฯ นิรามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นนิรามิสวิโมกข์ ฯ นิรามิสตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นนิรามิสตรวิโมกข์ ฯ ปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นปณิหิต-*วิโมกข์ ฯ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌานฯลฯ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ ฯ สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสุญญต-*วิโมกข์ ฯ วิสุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นวิสุญญตวิโมกข์ ฯ เอกัตตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นเอกัตตวิโมกข์ ฯ นานัตตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นนานัตต-*วิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม สญฺญาวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๐.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๐.๒} รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ สญฺญาวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สัญญาวิโมกข์เป็นไฉน สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ อนิจจานุปัสนาญาณพ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญา-*วิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณพ้นจากสุขสัญญา ... อนัตตานุปัสนาญาณพ้นจากอัตตสัญญา ... นิพพิทานุปัสนาญาณพ้นจากนันทิสัญญา (ความสำคัญโดยความเพลิดเพลิน) ... วิราคานุปัสนาญาณพ้นจากราคสัญญา ... นิโรธานุปัสนาญาณพ้นจากสมุทยสัญญา ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจากอาทานสัญญา (ความสำคัญโดยความถือมั่น) ... อนิมิตตานุปัสนาญาณพ้นจากนิมิตตสัญญา ... อัปปณิ-*หิตานุปัสนาญาณพ้นจากปณิธิสัญญา ... สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากอภินิเวส-*สัญญา (ความสำคัญโดยความยึดมั่น) ... เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูปพ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากนิจจสัญญาเพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้สัญญาวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม ญาณวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๑.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ สุขโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อตฺตโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นนฺทิยา สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ ราคโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ สมุทยโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข {๔๘๑.๒} ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อาทานโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิมิตฺตโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ ปณิธิยา สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๑.๓} รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๑.๔} เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ ญาณวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ญาณวิโมกข์เป็นไฉน ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณาวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร อนิจจานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ทุกขานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ ... อนัตตานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตนจากความไม่รู้ ... นิพพิทานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ ... วิราคานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ ... นิโรธานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ ... ปฏินิสสัคคานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ ... อนิมิตตานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ ... อัปปณิหิตานัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ ... สุญญตานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความรู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ใน-*สัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม สีติสิยาวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๒.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ สุขโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อตฺตโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นนฺทิยา สนฺตาป- ปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ ราคโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ สมุทยโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจติ สีติสิยาวิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อาทานโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิมิตฺตโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ ปณิธิยา สนฺตาป- ปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อภินิเวสโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข {๔๘๒.๒} เอวํ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯเปฯ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯเปฯ เอวํ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สีติสิยาวิโมกข์เป็นไฉน สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยา- *วิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ อนิจจานุปัสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ทุกขานุปัสนา ... โดยความเป็นสุข ... อนัตตา-*นุปัสนา ... โดยความเป็นตน ... นิพพิทานุปัสนา ... โดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนา ... โดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนา ... โดยความเป็นเหตุเกิดปฏินิสสัคคานุปัสนา ... โดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนา ... โดยมีนิมิตเครื่องหมาย ... อัปปณิหิตานุปัสนา ... โดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาเป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยมพ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้อย่างนี้ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม ฌานวิโมกฺโข ฯ เนกฺขมฺมํ ชายตีติ ฌานํ กามจฺฉนฺทํ ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อพฺยาปาโท ชายตีติ ฌานํ พฺยาปาทํ ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อาโลกสญฺญา ชายตีติ ฌานํ ถีนมิทฺธํ ฌาเปตีติ ฌานํ อวิกฺเขโป ชายตีติ ฌานํ อุทฺธจฺจํ ฌาเปตีติ ฌานํ ธมฺมววตฺถานํ ชายตีติ ฌานํ วิจิกิจฺฉํ ฌาเปตีติ ฌานํ ญาณํ ชายตีติ ฌานํ อวิชฺชํ ฌาเปตีติ ฌานํ ปามุชฺชํ ชายตีติ ฌานํ อรตึ ฌาเปตีติ ฌานํ ปฐมชฺฌานํ ชายตีติ ฌานํ นีวรณํ ฌาเปตีติ ฌานํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺโค ชายตีติ ฌานํ สพฺพกิเลเส ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อยํ ฌานวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ฌานวิโมกข์เป็นไฉน เนกขัมมะเกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เนกขัมมะเกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน-*วิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ความไม่พยาบาทเกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่พยาบาทเกิดพ้นไป เผาพ้นไป ... อาโลกสัญญาเกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่ฟุ้งซ่านเกิด เผาอุทธัจจะ ... การกำหนดธรรมเกิด เผาวิจิกิจฉา ... ญาณเกิด เผาอวิชชา ... ความปราโมทย์เกิดเผาอรติ ... ปฐมฌานเกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ฯลฯ อรหัต-*มรรคเกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เกิดพ้นไป เผาพ้นไปเพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ นี้เป็นฌานวิโมกข์ ฯ

บาลี

กตโม อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๘๔.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข {๔๘๔.๒} อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

ฉบับหลวง

อนุปาทาจิตตวิโมกข์เป็นไฉน อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็น อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ ฯ คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยงเพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความถือผิด ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยนิมิต ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตต-*วิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า ในชราและมรณะ พ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่นเพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

บาลี

อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ ฯเปฯ วิราคานุปสฺสนา- ญาณํ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สุญฺญตานุปสฺสนา- ญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ วิราคานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อปฺปณิหิตานุปสฺสนา- ญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

ฉบับหลวง

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ทุกขานุ- *ปัสนาญาณ อนัตตานุปัสนาญาณ นิพพิทานุปัสนาญาณ วิราคานุปัสนาญาณนิโรธานุปัสนาญาณ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ อนิมิตตานุปัสนาญาณ อัปปณิ-*หิตานุปัสนาญาณ สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ฯ อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ นิพพิทา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ฯ

บาลี

อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนิจฺจานุปสฺสนา- ญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๑} ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๒} อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนตฺตานุปสฺสนา- ญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๓} นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๔} วิราคานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา วิราคานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๕} นิโรธานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา นิโรธานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๖} ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๗} อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๘} อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๙} สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ {๔๘๖.๑๐} ยญฺจ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ อนตฺตานุปสฺสนา- ญาณํ ยญฺจ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ จตฺตาริ ญาณานิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจนฺติ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา ฯ ยญฺจ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ วิราคานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ จตฺตาริ ญาณานิ เอกุปาทานา มุจฺจนฺติ กามุปาทานา ฯ ยญฺจ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ เทฺว ญาณานิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจนฺติ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อยํ อนุปาทานาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ วิโมกฺขกถาย ปฐมภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิจจา- *นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทานอัตตวาทุปาทาน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ทุกขานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทานอนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน นิพพิทา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน วิราคานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน นิโรธานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวา-*ทุปาทาน นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เหล่านี้ ฯ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔เหล่านี้ ฯ อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิมิตตา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวา-*ทุปาทาน อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน อัปปณิหิตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน สุญญตา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวา-*ทุปาทาน สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ ญาณ ๔ เหล่านี้ คือ อนิจจานุปัสนาญาณ ๑ อนัตตานุปัสนาญาณ ๑อนิมิตตานุปัสนาญาณ ๑ สุญญตานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ ญาณ ๔ เหล่านี้ คือทุกขานุปัสนาญาณ ๑ นิพพิทานุปัสนาญาณ ๑ วิราคานุปัสนาญาณ ๑ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ญาณ ๒ เหล่านี้ คือนิโรธานุปัสนาญาณ ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจาก อุปาทานทั้ง ๔คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ นี้เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯ จบวิโมกขกถา ปฐมภาณวาร ฯ

บาลี

ตีณิ โข ปนิมานิ วิโมกฺขมุขานิ โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ สพฺพสงฺขาเร ปริจฺเฉทปริวฏฺฏุมโต สมนุปสฺสนตาย อนิมิตฺตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย สพฺพสงฺขาเรสุ มโนสมุตฺเตชนตาย อปฺปณิหิตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย สพฺพธมฺเม ปรโต สมนุปสฺสนตาย สุญฺญตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย อิมานิ ตีณิ วิโมกฺขมุขานิ โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ก็วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลก ด้วยความที่จิตแล่นไปในอนิมิตตธาตุ โดยความพิจารณาเห็นสรรพ-*สังขาร โดยความหมุนเวียนไปตามกำหนด ด้วยความที่จิตแล่นไปในอัปปณิหิตธาตุโดยความองอาจแห่งใจในสรรพสังขาร และด้วยความที่จิตแล่นไปในสุญญตาธาตุโดยความพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยแปรเป็นอย่างอื่น วิโมกข์อันเป็นประธาน๓ นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลก ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ {๔๘๘.๑} อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ {๔๘๘.๒} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล สมาธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล ปญฺญินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาสังขารย่อมปรากฏอย่างไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของสูญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตมากด้วยธรรมอะไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตมากด้วยความน้อมไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตมากด้วยความรู้ ฯ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไปเมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้อินทรีย์เป็นไฉน ฯ บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไปย่อมได้สัทธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้สมาธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้ปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส สมาธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย (ปัจจัยเกิดร่วมกัน) เป็นอัญญมัญญปัจจัย(เป็นปัจจัยของกันและกัน) เป็นนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่อาศัยกัน) เป็นสัมปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่ประกอบกัน) เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนาเพราะอรรถว่ากระไร ใครย่อมเจริญ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัยสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไรใครย่อมเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อสัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบสมาธินทรีย์เป็นใหญ่ ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากไปด้วยความรู้ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๔๙๐.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๔๙๐.๒} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๔๙๐.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๔๙๐.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส สมาธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๔๙๐.๕} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความ น้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัยเป็นสัมปยุตตปัจจัยในเวลาแทงตลอด มีอินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัยย์นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนาเพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อสัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย ในเวลาแทงตลอด ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่าเห็น ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้แทงตลอดก็ย่อมเจริญ แม้ผู้เจริญก็ย่อมแทงตลอด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ สมาธินทรีย์เป็นใหญ่ ... ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ ... ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อินทรีย์อะไร มีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

บาลี

สทฺทหนฺโต อธิมุตฺโตติ สทฺธาธิมุตฺโต ผุฏฺฐตฺตา สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทิฏฺฐตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺทหนฺโต อธิมุจฺจตีติ สทฺธาธิมุตฺโต ฌานผสฺสํ ปฐมํ ผุสติ ปจฺฉา นิโรธํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทุกฺขา สงฺขารา สุโข นิโรโธติ ญาณํ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญายาติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สิยา อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธาธิมุตฺตาปิ กายสกฺขีปิ ทิฏฺฐิปฺปตฺตาปิ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๙๒.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา ฯ {๔๙๒.๒} ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ฯ {๔๙๒.๓} อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต เอวํ สิยา อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธาธิมุตฺตาปิ กายสกฺขีปิ ทิฏฺฐิปฺปตฺตาปิ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๔๙๒.๔} โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต อญฺโญ เยว สทฺธาธิมุตฺโต อญฺโญ กายสกฺขิ อญฺโญ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา อญฺโญ เยว สทฺธาธิมุตฺโต อญฺโญ กายสกฺขิ อญฺโญ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลผู้เชื่อน้อมใจไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลทำให้แจ้งเพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี บุคคลบรรลุแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตะ บุคคลเชื่ออยู่ย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุนั่นจึงชื่อว่ากายสักขี ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตะ บุคคล๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้ เป็นทิฐิปัตตะก็ได้ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย ฯ คำว่า พึงเป็น คือ พึงเป็นอย่างไรเล่า ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลพึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุตบุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์อย่างนี้ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขีบุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์อย่างนี้ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ บุคคล ๓จำพวกนี้ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์อย่างนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑ พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้เป็นทิฐิปัตตะก็ได้ อย่างนี้ ฯ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑ เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่ง เป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็นทิฐิปัตตะอย่างหนึ่ง เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นสัทธาธิมุตบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นกายสักขีบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นทิฐิปัตตบุคคล บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือสัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑ เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่งเป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็นทิฐิปัตตะอย่างหนึ่ง อย่างนี้ ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ สทฺธานุสารี จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภนฺติ สพฺเพ เต สทฺธานุสาริโน อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ สทฺธาธิมุตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต สทฺธาธิมุตฺตา อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ ฯเปฯ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ สทฺธาธิมุตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต สทฺธาธิมุตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มี ประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธานุสารีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยการเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธานุสารีบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรคทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุต ฯ

บาลี

ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ กายสกฺขิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภนฺติ สพฺเพ เต กายสกฺขี ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ ฯเปฯ สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ กายสกฺขิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต กายสกฺขี ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่ไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ฯลฯ ได้สกทาคามิมรรค ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่าเป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย... สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี ฯ

บาลี

อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ ธมฺมานุสารี จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ สพฺเพ เต ธมฺมานุสาริโน อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิปฺปตฺตา อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ ฯเปฯ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์ มีประมาณยิ่งเพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นธรรมานุสารีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นธรรมานุสารี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผลเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฐิปัตตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นทิฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฐิปัตตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

บาลี

เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา อธิคตา วา อธิคจฺฉนฺติ วา อธิคมิสฺสนฺติ วา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปฏิลทฺธา วา ปฏิลภนฺติ วา ปฏิลภิสฺสนฺติ วา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะ บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว ย่อมถึง หรือจักถึงได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้ แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอดทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้องหรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือว่าจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี

เย หิ เกจิ อพฺยาปาทํ ฯเปฯ อาโลกสญฺญํ อวิกฺเขปํ ธมฺมววตฺถานํ ญาณํ ปามุชฺชํ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ อนิจฺจานุปสฺสนํ ทุกฺขานุปสฺสนํ อนตฺตานุปสฺสนํ นิพฺพิทานุปสฺสนํ วิราคานุปสฺสนํ นิโรธานุปสฺสนํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนํ ขยานุปสฺสนํ วยานุปสฺสนํ วิปริณามานุปสฺสนํ อนิมิตฺตานุปสฺสนํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนํ สุญฺญตานุปสฺสนํ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนํ ยถาภูตญาณทสฺสนํ อาทีนวานุปสฺสนํ ปฏิสงฺขานุปสฺสนํ วิวฏฺฏนานุปสฺสนํ โสตาปตฺติมคฺคํ สกทาคามิมคฺคํ อนาคามิมคฺคํ อรหตฺตมคฺคํ ฯ {๔๙๗.๑} เย หิ เกจิ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ เย หิ เกจิ อฏฺฐ วิโมกฺเข ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา อธิคตา วา อธิคจฺฉนฺติ วา อธิคมิสฺสนฺติ วา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปฏิลทฺธา วา ปฏิลภนฺติ วา ปฏิลภิสฺสนฺติ วา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน การกำหนดธรรม ญาณความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนาวิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา ขยานุปัสนา วยานุปัสนาวิปริณามานุปัสนา อนิมิตตานุปัสนา อัปปณิหิตานุปัสนา สุญญตานุปัสนาอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ยถาภูตญาณทัสนะ อาทีนวานุปัสนา ปฏิสังขานุปัสนาวิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคอรหัตมรรค ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งวิโมกข์ ๘ บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว ย่อมถึงหรือจักถึง ได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้ แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอด ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้วย่อมถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี

เย หิ เกจิ จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ {๔๙๘.๑} เย หิ เกจิ ติสฺโส วิชฺชา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ {๔๙๘.๒} เย หิ เกจิ ติสฺโส สิกฺขา สิกฺขิตา วา สิกฺขนฺติ วา สิกฺขิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ {๔๙๘.๓} เย หิ เกจิ ทุกฺขํ ปริชานนฺติ สมุทยํ ปชหนฺติ นิโรธํ สจฺฉิกโรนฺติ มคฺคํ ภาเวนฺติ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจัก บรรลุซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งแทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอดซึ่งวิชชา ๓ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งศึกษาแล้ว ย่อมศึกษา หรือจักศึกษาซึ่งสิกขา ๔ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้องหรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธเจริญมรรค บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุต ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ {๔๙๙.๑} กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวโธ จ สพฺพธมฺมานํ ปริญฺญาปฏิเวโธ จ สพฺพสงฺขารานํ ปหานปฺปฏิเวโธ จ สพฺพกุสลานํ ภาวนาปฏิเวโธ จ จตุนฺนํ มคฺคานํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ จ นิโรธสฺส อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ ทุติยภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๔ คือ บุคคลย่อมแทงตลอดทุกขสัจเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญาแทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนาการแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา แทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดด้วยการเจริญมรรคสัจ การแทงตลอดด้วยอาการกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง การแทงตลอดด้วยการละสังขารทั้งปวง การแทงตลอดด้วยการเจริญกุศลทั้งปวง และการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งมรรค ๔ แห่งนิโรธ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ จบทุติยภาณวาร

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ {๕๐๐.๑} อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลํ โหติ ฯ โหติ ฯ {๕๐๐.๒} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล อนิมิตฺตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล อปฺปณิหิตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล สุญฺญตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏอย่างไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่า ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมมากด้วยอะไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมมากด้วยความน้อมใจเชื่อ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์จิตย่อมมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมมากด้วยความรู้ ฯ บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ มนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ ย่อมได้วิโมกข์เป็นไฉน ฯ บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้อนิมิตตวิโมกข์ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบย่อมได้อัปปณิหิตวิโมกข์ มนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ย่อมได้สุญญตวิโมกข์ ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ {๕๐๑.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ {๕๐๑.๒} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ {๕๐๑.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ {๕๐๑.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ {๕๐๑.๕} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ใครเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ใครเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ใครเจริญ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่ออนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นเจริญ การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๕๐๒.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา ปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๕๐๒.๒} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ {๕๐๒.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๕๐๒.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ {๕๐๒.๕} อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ในเวลาแทงตลอด วิโมกข์ไหนเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่ออนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนา ที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด อนิมิตตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัยอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่าเห็นแม้บุคคลผู้แทงตลอดอย่างนี้ก็ชื่อว่าเจริญ แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด อัปปณิหิตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด สุญญตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ โหติ ฯ {๕๐๓.๑} อนิจฺจโต มนสิกโรโต อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง วิโมกข์อะไรมี ประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่งเพราะอนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะสุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

บาลี

สทฺทหนฺโต อธิมุตฺโตติ สทฺธาธิมุตฺโต ผุฏฺฐตฺตา สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทิฏฺฐตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺทหนฺโต อธิมุจฺจตีติ สทฺธาธิมุตฺโต ฌานผสฺสํ ปฐมํ ผุสติ ปจฺฉา นิโรธํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทุกฺขา สงฺขารา สุโข นิโรโธติ ญาณํ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญายาติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ {๕๐๔.๑} เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขี สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ เย หิ เกจิ อพฺยาปาทํ ฯเปฯ อาโลกสญฺญํ อวิกฺเขปํ ฯเปฯ ฯ {๕๐๔.๒} เย หิ เกจิ ทุกฺขํ ปริชานนฺติ สมุทยํ ปชหนฺติ นิโรธํ สจฺฉิกโรนฺติ มคฺคํ ภาเวนฺติ สพฺเพ เต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขี สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลเชื่อน้อมใจไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตบุคคล บุคคลทำให้แจ้ง เพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขีบุคคลบุคคลถึงแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฐิปัตตบุคคล บุคคลเชื่อย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตตบุคคล บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขีบุคคล ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตบุคคล ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้วหรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งความไม่พยาบาทอาโลกสัญญา ฯลฯ ความไม่ฟุ้งซ่าน ฯ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธเจริญมรรค บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ

บาลี

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขิ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ {๕๐๕.๑} กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ จ นิโรธสฺส อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขิ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อม แทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการ ๔ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญาแทงตลอดสมุทัยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดสัจจะย่อมมีด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะ ด้วยอาการ ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการ ๙ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ฯลฯ และการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งซึ่งมรรค ๔ แห่งนิโรธ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๑} ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๒} อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๓} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๔} ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปวตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๕} อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ {๕๐๖.๖} ยญฺจ ยถาภูตํ ญาณํ ยญฺจ สมฺมาทสฺสนํ ยา จ กงฺขาวิตรณา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยญฺจ ยถาภูตํ ญาณํ ยญฺจ สมฺมาทสฺสนํ ยา จ กงฺขาวิตรณา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ย่อม เห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง สัมมาทัศนะ ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไร บุคคลย่อมละความสงสัยได้ที่ไหน ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ ... ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไรบุคคลย่อมละความสงสัยได้ในที่ไหน ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ ย่อมเห็นนิมิตตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นความเป็นไปตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและความเป็นไปตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ (ปัญญาเครื่องข้ามความสงสัย) มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตํ ภยโต อุปฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตํ ภยโต อุปฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ภยโต อุปฏฺฐาติ ฯ {๕๐๗.๑} ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยา จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยา จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ {๕๐๗.๒} ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺญตานุปสฺสนา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺญตานุปสฺสนา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์โดยความเป็นอนัตตา อะไรย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง นิมิตย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัวอาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัวอาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

บาลี

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตํ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตํ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯ {๕๐๘.๑} ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ {๕๐๘.๒} อนิจฺจโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตา จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อนิมิตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตา จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อปฺปวตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตา จ ปวตฺตา จ จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อนิมิตฺเต อปฺปวตฺเต นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ฯ {๕๐๘.๓} ยา จ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา เย จ โคตฺรภูธมฺมา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา เย จ โคตฺรภูธมฺมา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ {๕๐๘.๔} อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ฯ {๕๐๘.๕} ยา จ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ยญฺจ มคฺเค ญาณํ อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ยญฺจ มคฺเค ญาณํ อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้น ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ คือ การพิจารณานิมิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณ คือ การพิจารณาความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากอะไร ย่อมแล่นไปในที่ไหน ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมออกไปจากนิมิตย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตย่อมออกไปจากความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเป็นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากนิมิตและความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ ซึ่งไม่มีนิมิต ไม่มีความเป็นไป ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรม มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกันหรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรม มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยวิโมกข์อะไร ฯ เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยสุญญตวิโมกข์ ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วนทั้งสองและมรรคญาณ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วนทั้งสองและมรรคญาณมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

บาลี

กติหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ กติหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๑} กตเมหิ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อธิฏฺฐานฏฺเฐน อภินีหารฏฺเฐน นิยฺยานฏฺเฐน ฯ {๕๐๙.๒} กถํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ เอวํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๓} กถํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ เอวํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๔} กถํ อภินีหารฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ เอวํ อภินีหารฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ {๕๐๙.๕} กถํ นิยฺยานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ เอวํ นิยฺยานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการเท่าไร ย่อมมีใน ขณะเดียวกันด้วยอาการเท่าไร ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ เป็นไฉน ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ คือ ด้วยความเป็นใหญ่ ๑ด้วยความตั้งมั่น ๑ ด้วยความน้อมจิตไป ๑ ด้วยความนำออกไป ๑ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างไร ฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างนี้ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความตั้งมั่นอย่างไร ฯ บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความตั้งมั่นอย่างนี้ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความน้อมจิตไปอย่างไร ฯ บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความน้อมจิตไปอย่างนี้ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความนำออกไปอย่างไร ฯ บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความนำออกไปอย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ นี้ ฯ

บาลี

กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ฯ {๕๑๐.๑} กถํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ยโต มุจฺจติ ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข {๕๑๐.๒} เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เยน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เยน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ คือ ด้วยความประชุมลง ๑ ด้วยความบรรลุ ๑ ด้วยความได้ ๑ ด้วยความแทงตลอด ๑ ด้วยความทำให้แจ้ง ๑ ด้วยความถูกต้อง ๑ ด้วยความตรัสรู้ ๑ ฯ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ด้วยความบรรลุ ด้วยความได้ ด้วยความแทงตลอด ด้วยความทำให้แจ้ง ด้วยความถูกต้องด้วยความตรัสรู้ อย่างไร ฯ บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมพ้นจากนิมิต เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลย่อมพ้นจากอารมณ์ใด ย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใด เพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิต-*วิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใดเพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใดไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมพ้นจากความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใด เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิต เพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ นี้ ฯ

บาลี

อตฺถิ วิโมกฺโข อตฺถิ มุขํ อตฺถิ วิโมกฺขมุขํ อตฺถิ วิโมกฺขปจฺจนีกํ อตฺถิ วิโมกฺขานุโลมํ อตฺถิ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ อตฺถิ วิโมกฺขภาวนา อตฺถิ วิโมกฺขปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ฯ {๕๑๑.๑} กตโม วิโมกฺโข ฯ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ {๕๑๑.๒} กตโม สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา- ญาณํ อาทานโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อยํ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันเป็นประธานมีอยู่ ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์มีอยู่ วิโมกข์วิวัฏมีอยู่ การเจริญวิโมกข์มีอยู่ ความสงบระงับแห่งวิโมกข์มีอยู่ ฯ วิโมกข์เป็นไฉน คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่น โดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นตัวตน ... นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นนิมิต ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตา-*นุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่างเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

อรรถกถา

คำอธิบายชั้นหลัง — ไม่ใช่พุทธพจน์

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

1 คัมภีร์ · 467 ย่อหน้า — โหลดเมื่อคุณเปิดอ่าน ไม่อยู่ในหน้านี้ตั้งแต่แรก

เปิดหน้าของฉบับนี้ · ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถา

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

การจับคู่ข้อของฉบับมหาจุฬาฯ

ตัวบทสามฉบับต่อข้อ เรียง บาลี → ฉบับหลวง → ฉบับมหาจุฬาฯ · เลือกแสดงทั้งสามหรือทีละฉบับได้ที่แถบเครื่องมือ

ความมั่นใจของการจับคู่รายข้อไม่ถึงเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อ จึงไม่วางรายข้อเพื่อไม่ให้ผิดข้อ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย — https://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ