ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา

อายตนะ ๑๒ อุทเทสวาร เล่ม ๓๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗๙–๒๘๗ลำดับ 1 จาก 6 ในอายตนยมกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 9 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อายตนยมกํ ปณฺณตฺติวาโร

ทฺวาทสายตนานิ: จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ ฯ อุทฺเทสวาโร

จกฺขุ จกฺขายตนํ จกฺขายตนํ จกฺขุ ฯ โสตํ โสตายตนํ โสตายตนํ โสตํ ฯ ฆานํ ฆานายตนํ ฆานายตนํ ฆานํ ฯ ชิวฺหา ชิวฺหายตนํ ชิวฺหายตนํ ชิวฺหา ฯ กาโย กายายตนํ กายายตนํ กาโย ฯ รูปํ รูปายตนํ รูปายตนํ รูปํ ฯ สทฺโท สทฺทายตนํ สทฺทายตนํ สทฺโท ฯ คนฺโธ คนฺธายตนํ คนฺธายตนํ คนฺโธ ฯ รโส รสายตนํ รสายตนํ รโส ฯ โผฏฺฐพฺโพ โผฏฺฐพฺพายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ โผฏฺฐพฺโพ ฯ มโน มนายตนํ มนายตนํ มโน ฯ ธมฺโม ธมฺมายตนํ ธมฺมายตนํ ธมฺโม ฯ

น จกฺขุ น จกฺขายตนํ น จกฺขายตนํ น จกฺขุ ฯ น โสตํ น โสตายตนํ น โสตายตนํ น โสตํ ฯ น ฆานํ น ฆานายตนํ น ฆานายตนํ น ฆานํ ฯ น ชิวฺหา น ชิวฺหายตนํ น ชิวฺหายตนํ น ชิวฺหา ฯ น กาโย น กายายตนํ น กายายตนํ น กาโย ฯ น รูปํ น รูปายตนํ น รูปายตนํ น รูปํ ฯ น สทฺโท น สทฺทายตนํ น สทฺทายตนํ น สทฺโท ฯ น คนฺโธ น คนฺธายตนํ น คนฺธายตนํ น คนฺโธ ฯ น รโส น รสายตนํ น รสายตนํ น รโส ฯ น โผฏฺฐพฺโพ น โผฏฺฐพฺพายตนํ น โผฏฺฐพฺพายตนํ น โผฏฺฐพฺโพ ฯ น มโน น มนายตนํ น มนายตนํ น มโน ฯ น ธมฺโม น ธมฺมายตนํ น ธมฺมายตนํ น ธมฺโม ฯ --------

จกฺขุ จกฺขายตนํ อายตนา โสตายตนํ ฯ จกฺขุ จกฺขายตนํ อายตนา ฆานายตนํ ฯ จกฺขุ จกฺขายตนํ อายตนา ชิวฺหายตนํ ฯเปฯ อายตนา ธมฺมายตนํ ฯ โสตํ โสตายตนํ อายตนา จกฺขายตนํ ฯ โสตํ โสตายตนํ อายตนา ฆานายตนํ ฯเปฯ อายตนา ธมฺมายตนํ ฯ ฆานํ ฆานายตนํ ฯเปฯ อายตนา ธมฺมายตนํ ฯเปฯ ธมฺโม ธมฺมายตนํ อายตนา จกฺขายตนํ ฯ ธมฺโม ธมฺมายตนํ อายตนา โสตายตนํ ฯเปฯ อายตนา มนายตนํ ฯ (จกฺกํ พนฺธิตพฺพํ) ฯ

น จกฺขุ น จกฺขายตนํ นายตนา น โสตายตนํ ฯ น จกฺขุ น จกฺขายตนํ นายตนา น ฆานายตนํ ฯ น จกฺขุ น จกฺขายตนํ นายตนา น ชิวฺหายตนํ ฯเปฯ นายตนา น ธมฺมายตนํ ฯ น โสตํ น โสตายตนํ นายตนา น จกฺขายตนํ ฯ น โสตํ น โสตายตนํ นายตนา น ฆานายตนํ ฯเปฯ นายตนา น ธมฺมายตนํ ฯ น ฆานํ น ฆานายตนํ ฯเปฯ นายตนา น ธมฺมายตนํ ฯเปฯ น ธมฺโม น ธมฺมายตนํ นายตนา น จกฺขายตนํ ฯ น ธมฺโม น ธมฺมายตนํ นายตนา น โสตายตนํ ฯเปฯ นายตนา น มนายตนํ ฯ (จกฺกํ พนฺธิตพฺพํ) ฯ ---------

จกฺขุ อายตนํ อายตนา จกฺขุ ฯ โสตํ อายตนํ อายตนา โสตํ ฯ ฆานํ อายตนํ อายตนา ฆานํ ฯ ชิวฺหา อายตนํ อายตนา ชิวฺหา ฯ กาโย อายตนํ อายตนา กาโย ฯ รูปํ อายตนํ อายตนา รูปํ ฯ สทฺโท อายตนํ อายตนา สทฺโท ฯ คนฺโธ อายตนํ อายตนา คนฺโธ ฯ รโส อายตนํ อายตนา รโส ฯ โผฏฺฐพฺโพ อายตนํ อายตนา โผฏฺฐพฺโพ ฯ มโน อายตนํ อายตนา มโน ฯ ธมฺโม อายตนํ อายตนา ธมฺโม ฯ

น จกฺขุ นายตนํ นายตนา น จกฺขุ ฯ น โสตํ นายตนํ นายตนา น โสตํ ฯ น ฆานํ นายตนํ นายตนา น ฆานํ ฯ น ชิวฺหา นายตนํ นายตนา น ชิวฺหา ฯ น กาโย นายตนํ นายตนา น กาโย ฯ น รูปํ นายตนํ นายตนา น รูปํ ฯ น สทฺโท นายตนํ นายตนา น สทฺโท ฯ น คนฺโธ นายตนํ นายตนา น คนฺโธ ฯ น รโส นายตนํ นายตนา น รโส ฯ น โผฏฺฐพฺโพ นายตนํ นายตนา น โผฏฺฐพฺโพ ฯ น มโน นายตนํ นายตนา น มโน ฯ น ธมฺโม นายตนํ นายตนา น ธมฺโม ฯ --------

จกฺขุ อายตนํ อายตนา โสตํ ฯเปฯ จกฺขุ อายตนํ อายตนา ธมฺโม ฯ โสตํ อายตนํ อายตนา จกฺขุ ฯเปฯ โสตํ อายตนํ อายตนา ธมฺโม ฯ ฆานํ อายตนํ อายตนา จกฺขุ ฯเปฯ อายตนา ธมฺโม ฯ ธมฺโม อายตนํ อายตนา จกฺขุ ฯ ธมฺโม อายตนํ อายตนา โสตํ ฯเปฯ อายตนา มโน ฯ (จกฺกํ พนฺธิตพฺพํ) ฯ

น จกฺขุ นายตนํ นายตนา น โสตํ ฯเปฯ น จกฺขุ นายตนํ นายตนา น ธมฺโม ฯ น โสตํ นายตนํ นายตนา น จกฺขุ ฯเปฯ นายตนา น ธมฺโม ฯ น ฆานํ นายตนํ นายตนา น จกฺขุ ฯเปฯ นายตนา น ธมฺโม ฯ น ธมฺโม นายตนํ นายตนา น จกฺขุ ฯ น ธมฺโม นายตนํ นายตนา น โสตํ ฯเปฯ นายตนา น มโน ฯ (จกฺกํ พนฺธิตพฺพํ) ฯ อุทฺเทสวาโร ฯ ---------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส ๑. ปทโสธนวาร ๓. อายตนยมก ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส

ข้อ

อายตนะ ๑๒ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. โสตายตนะ ๓. ฆานายตนะ ๔. ชิวหายตนะ ๕. กายายตนะ ๖. รูปายตนะ ๗. สัททายตนะ ๘. คันธายตนะ ๙. รสายตนะ ๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ๑. ปทโสธนวาร ว่าด้วยการอธิบายคำของแต่ละบท อนุโลม

ข้อ

จักขุเป็นจักขายตนะใช่ไหม จักขายตนะเป็นจักขุใช่ไหม โสตะเป็นโสตายตนะใช่ไหม โสตายตนะเป็นโสตะใช่ไหม ฆานะเป็นฆานายตนะใช่ไหม ฆานายตนะเป็นฆานะใช่ไหม ชิวหาเป็นชิวหายตนะใช่ไหม ชิวหายตนะเป็นชิวหาใช่ไหม กายเป็นกายายตนะใช่ไหม กายายตนะเป็นกายใช่ไหม รูปเป็นรูปายตนะใช่ไหม รูปายตนะเป็นรูปใช่ไหม สัททะเป็นสัททายตนะใช่ไหม สัททายตนะเป็นสัททะใช่ไหม คันธะเป็นคันธายตนะใช่ไหม คันธายตนะเป็นคันธะใช่ไหม รสะเป็นรสายตนะใช่ไหม รสายตนะเป็นรสะใช่ไหม โผฏฐัพพะเป็นโผฏฐัพพายตนะใช่ไหม โผฏฐัพพายตนะเป็นโผฏฐัพพะใช่ไหม มนะเป็นมนายตนะใช่ไหม มนายตนะเป็นมนะใช่ไหม ธัมมะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม ธัมมายตนะเป็นธัมมะใช่ไหม(๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๑๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส ๑. ปทโสธนวาร ปัจจนีกะ

ข้อ

สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขุ ไม่เป็นจักขายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขายตนะ ไม่เป็นจักขุใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นโสตะ ไม่เป็นโสตายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นโสตายตนะ ไม่เป็นโสตะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นฆานะ ไม่เป็นฆานายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นฆานายตนะ ไม่เป็นฆานะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นชิวหา ไม่เป็นชิวหายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นชิวหายตนะ ไม่เป็นชิวหาใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นกายายตนะ ไม่เป็นกายใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูป ไม่เป็นรูปายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปายตนะ ไม่เป็นรูปใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสัททะ ไม่เป็นสัททายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสัททายตนะ ไม่เป็นสัททะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นคันธะ ไม่เป็นคันธายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นคันธายตนะ ไม่เป็นคันธะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นรสะ ไม่เป็นรสายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นรสายตนะ ไม่เป็นรสะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นโผฏฐัพพะ ไม่เป็นโผฏฐัพพายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นโผฏฐัพพายตนะ ไม่เป็นโผฏฐัพพะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นมนะ ไม่เป็นมนายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นมนายตนะ ไม่เป็นมนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นธัมมายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมายตนะ ไม่เป็นธัมมะใช่ไหม (๑๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๑๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส ๒. ปทโสธนมูลจักกวาร ๒. ปทโสธนมูลจักกวาร ว่าด้วยการอธิบายคำของบทโดยยึดบทประธานเป็นหลักดุจกงจักร อนุโลม

ข้อ

จักขุเป็นจักขายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นโสตายตนะใช่ไหม จักขุเป็นจักขายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นฆานายตนะใช่ไหม จักขุเป็นจักขายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นชิวหายตนะใช่ไหม ฯลฯ จักขุเป็นจักขายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม (๑) โสตะเป็นโสตายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นจักขายตนะใช่ไหม โสตะเป็นโสตายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นฆานายตนะใช่ไหม ฯลฯ โสตะเป็นโสตายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม (๒) ฆานะเป็นฆานายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นจักขายตนะใช่ไหม ฯลฯ อายตนะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม ฯลฯ (๓-๑๑) ธัมมะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นจักขายตนะใช่ไหม ธัมมะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นโสตายตนะใช่ไหม ฯลฯ ธัมมะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นมนายตนะใช่ไหม (๑๒)(พึงผูกเป็นจักกนัย) ปัจจนีกะ

ข้อ

สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขุ ไม่เป็นจักขายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นโสตายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขุ ไม่เป็นจักขายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นฆานายตนะใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขุ ไม่เป็นจักขายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นธัมมายตนะใช่ไหม (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๑๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส ๓. สุทธายตนวาร สภาวธรรมที่ไม่เป็นโสตะ ไม่เป็นโสตายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นจักขายตนะใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นโสตะ ไม่เป็นโสตายตนะใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นธัมมายตนะใช่ไหม (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นฆานะ ไม่เป็นฆานายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นจักขายตนะใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นฆานะ ไม่เป็นฆานายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นธัมมายตนะใช่ไหมฯลฯ(๓-๑๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นธัมมายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นจักขายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นธัมมายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นโสตายตนะใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นธัมมายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นมนายตนะใช่ไหม (๑๒) (๑๓) (พึงผูกเป็นจักกนัย) ๓. สุทธายตนวาร ว่าด้วยการอธิบายอายตนะล้วนๆ อนุโลม

ข้อ

จักขุเป็นจักขายตนะใช่ไหม จักขายตนะเป็นจักขุใช่ไหม โสตะเป็นโสตายตนะใช่ไหม โสตายตนะเป็นโสตะใช่ไหม ฆานะเป็นฆานายตนะใช่ไหม ฆานายตนะเป็นฆานะใช่ไหม ชิวหาเป็นชิวหายตนะใช่ไหม ชิวหายตนะเป็นชิวหาใช่ไหม กายเป็นกายายตนะใช่ไหม กายายตนะเป็นกายใช่ไหม รูปเป็นรูปายตนะใช่ไหม รูปายตนะเป็นรูปใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๑๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส ๓. สุทธายตนวาร สัททะเป็นสัททายตนะใช่ไหม สัททายตนะเป็นสัททะใช่ไหม คันธะเป็นคันธายตนะใช่ไหม คันธายตนะเป็นคันธะใช่ไหม รสะเป็นรสายตนะใช่ไหม รสายตนะเป็นรสะใช่ไหม โผฏฐัพพะเป็นโผฏฐัพพายตนะใช่ไหม โผฏฐัพพายตนะเป็นโผฏฐัพพะใช่ไหม มนะเป็นมนายตนะใช่ไหม มนายตนะเป็นมนะใช่ไหม ธัมมะเป็นธัมมายตนะใช่ไหม ธัมมายตนะเป็นธัมมะใช่ไหม (๑๔) ปัจจนีกะ

ข้อ

สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขุ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นจักขุใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นโสตะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นโสตะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นฆานะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นฆานะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นชิวหา ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นชิวหาใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นกายใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูป ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นรูปใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสัททะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นสัททะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นคันธะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นคันธะใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๑๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส ๔. สุทธายตนมูลจักกวาร สภาวธรรมที่ไม่เป็นรสะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นรสะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นโผฏฐัพพะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นโผฏฐัพพะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นมนะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นมนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นธัมมะใช่ไหม (๑๕) ๔. สุทธายตนมูลจักกวาร ว่าด้วยการอธิบายคำของบทที่มีอายตนะล้วนๆ เป็นมูลดุจกงจักร อนุโลม

ข้อ

จักขุเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นโสตะใช่ไหม ฯลฯ จักขุเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นธัมมะใช่ไหม (๑) โสตะเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นจักขุใช่ไหม ฯลฯ โสตะเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นธัมมะใช่ไหม (๒) ฆานะเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นจักขุใช่ไหม ฯลฯ ฆานะเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นธัมมะใช่ไหม ฯลฯ (๓-๑๑) ธัมมะเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นจักขุใช่ไหม ธัมมะเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นโสตะใช่ไหม ฯลฯ ธัมมะเป็นอายตนะใช่ไหม อายตนะเป็นมนะใช่ไหม (๑๒) (๑๖) (พึงผูกเป็นจักกนัย)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๒๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๓. อายตนยมก] ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส ๔. สุทธายตนมูลจักกวาร ปัจจนีกะ

ข้อ

สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขุ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นโสตะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจักขุ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นธัมมะใช่ไหม (๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นโสตะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นจักขุใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นโสตะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นธัมมะใช่ไหม (๒) สภาวธรรมที่ไม่เป็นฆานะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นจักขุใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นฆานะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นธัมมะใช่ไหม ฯลฯ (๓-๑๑) สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นจักขุใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นโสตะใช่ไหม ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่เป็นธัมมะ ไม่เป็นอายตนะใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นอายตนะ ไม่เป็นมนะใช่ไหม (๑๒) (๑๗) (พึงผูกเป็นจักกนัย) ปัณณัตติวารอุทเทส จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑๒๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอายตนยมก

บัดนี้ เป็นการวรรณนาอายตนยมก ที่ท่านรวบรวมไว้แม้ด้วยอำนาจอายตนะ ในธรรมมีกุศลเป็นต้นที่แสดงไว้ในมูลยมกนั่นเทียว แล้วแสดงไว้ในลำดับแห่งขันธยมก บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลี ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั้นนั่นแหละ.

ก็ในขันธยมกนั้น มหาวาระ ๓ อย่างคือ ปัณณัตติวาระ ปวัตติวาระ ปริญญาวาระย่อมมีฉันใด แม้ในอายตนยมกนี้ก็ย่อมมีฉันนั้น. แม้เนื้อความแห่งคำแห่งมหาวาระเหล่านั้นบัณฑิตพึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั้นนั่นเอง.

ก็ในอายตนยมกนี้ ปัณณัตติวาระ ท่านกำหนดไว้แล้ว ๒ อย่างด้วยอำนาจอุทเทสและนิทเทส. วาระทั้งหลายนอกนี้ ท่านกำหนดไว้แล้วด้วยอำนาจนิทเทสนั่นเทียว. เพราะฉะนั้นในวาระเหล่านั้น บัณฑิตพึงทำบทว่า ทฺวาทสายตนานิ (อายตนะ ๑๒) ให้เป็นต้นแล้วเพียงใด พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัติวาระว่า มนายตนํ น มโน เพียงนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวาทสายตนานิ ความว่า นี้เป็นอุทเทสแห่งอายตนะทั้งหลายที่ควรถามด้วยอำนาจยมก.

บทว่า จกฺขฺวายตนํ ฯเปฯ ธมฺมายตนํ ความว่า โดยประเภทนี้เป็นการกำหนดชื่อของอายตนะเหล่านั้นนั่นเทียว. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวอัชฌัตตรูปายตนะ (อายตนะที่เป็นรูปภายใน) ทั้งหลายไว้แล้วตามลำดับก่อน เพื่อสะดวกแก่การถามด้วยอำนาจยมก. ภายหลังจึงกล่าวพาหิรรูปายตนะ (อายตนะที่เป็นรูปภายนอก) ทั้งหลาย. ในที่สุดจึงกล่าวมนายตนะและธัมมายตนะทั้งหลาย.

นัยวาระทั้งหลาย ๔ คือ ปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธายตนวาระ สุทธายตนมูลจักกวาระ ย่อมมีด้วยอำนาจแห่งอายตนะทั้งหลายเหล่านี้ในที่นี้ ด้วยอำนาจแห่งขันธ์นั่นเทียวในภายหลัง. ก็ในอายตนยมกนี้ วาระหนึ่งๆ ย่อมมี ๒ อย่างนั่นเทียว ด้วยอำนาจอนุโลมและปฏิโลม. เนื้อความแห่งวาระเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกนั้นนั่นแหละ.

บัณฑิตพึงทราบอุทเทสวาระ แห่งปัณณัตติวาระที่ประกอบด้วยยมก ๕๗๖ อย่าง การถาม ๑,๑๕๒ อย่างและอรรถ ๒,๓๐๔ อย่างในอายตนยมกนี้ อย่างนี้คือ ก็ในอนุโลมวาระแห่งปทโสธนวาระ ในขันธยมก ยมก ๕ อย่างมีอาทิว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ รูปกฺขนฺโธ รูปํ ดังนี้ ย่อมมีฉันใดในอายตนยมกนี้ ยมก ๑๒ อย่างมีอาทิว่า จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ จกฺขฺวายตนํ จกฺขุํ ย่อมมีฉันนั้น.

แม้ในปฏิโลมวาระ ก็มียมก ๑๒ อย่าง มีอาทิว่า น จกฺขํ น จกฺขฺวายตนํ น จกฺขฺวายตนํ น จกฺขุํ. แต่ในอนุโลมวาระนี้แห่งปทโสธนมูลจักกวาระมียมก ๑๓๒ อย่าง เพราะทำมูลแห่งอายตนะหนึ่งๆ ให้เป็น ๑๑ อย่างๆ แม้ในปฏิโลมวาระ ก็มี ๑๓๒ อย่างนั่นเทียว. ในอนุโลมวาระ แม้แห่งสุทธายตนวาระ มียมก ๑๒ อย่าง ในปฏิโลมวาระ ก็มี ๑๒ อย่าง. ในอนุโลมแห่งสุทธายตนมูลจักกวาระ มียมก ๑๓๒ อย่าง เพราะทำมูลแห่งอายตนะหนึ่งๆ ให้เป็น ๑๑ อย่างๆ. แม้ในปฏิโลมวาระก็มี ๑๓๒ อย่างเหมือนกัน.

ก็ในนิทเทสวาระแห่งอายตนยมกนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในปัณณัติวาระนิทเทสแห่งขันธยมกในภายหลังนั่นเทียว. ในวาระอื่นย่อมมีความแปลกกัน.

ในอายตนยมกนั้น พึงทราบความแปลกกันดังต่อไปนี้.

บทว่า ทิพฺพจกฺขุ ได้แก่ ทุติยวิซชาญาณ.

บทว่า ปญฺญาจกฺขุ ได้แก่ ตติยวิชชาญาณ.

บทว่า ทิพฺพโสต ได้แก่ ทุติยอภิญญาญาณ.

ตัณหาเทียว ชื่อว่า ตัณหาโสตะ.

คำมีอาทิว่า นามกาย รูปกาย หัตถิกาย อัสสกาย ชื่อว่า อวเสโส กาโย กายที่เหลือ.

สองบทว่า อวเสสํ รูปํ ได้แก่ ภูตรูปอุปาทายรูปนั่นเทียว และปิยรูปสาตรูปที่เหลือจากรูปายตนะ.

คำว่า สีลคนฺโธ เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้นนั่นเทียว เพราะอรรถว่าฟุ้งไป แม้คำว่า อตฺถรโส เป็นต้น ก็เป็นชื่อของธรรมทั้งหลายมีอรรถเป็นต้น เพราะอรรถว่าไพเราะดี.

สองบทว่า อวเสโส ธมฺโม ได้แก่ ประเภทมิใช่หนึ่งแห่งธรรมมีปริยัติธรรมเป็นต้น นี้เป็นความแปลกกันในอายตนยมกนี้.

ก็ในอายตนยมกนี้ ในอันตรวาระ ๓ อย่างมีอุปปาทวาระเป็นต้น แห่งปวัตติวาระ มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่างในประเภทแห่งกาลหนึ่งๆ นั่นเทียว. บรรดาประเภทแห่งกาลเหล่านั้น วาระทั้งหลายมีปุคคลวาระเป็นต้น ย่อมมีในกาลหนึ่งๆ. วาระเหล่านั้นแม้ทั้งหมดย่อมมี ๒ อย่างเทียว ด้วยอำนาจอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย.

ในวาระเหล่านั้น ในปัจจุบันกาล ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระ ยมก ๑๐ อย่าง ย่อมมีด้วยการถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีก คือมูลแห่งรูปขันธ์ในขันธยมก ๔มูลแห่งเวทนาขันธ์ ๓ มูลแห่งสัญญาขันธ์ ๒ มูลแห่งสังขารขันธ์ ๑ ฉันใด มูลแห่งจักขุอายตนะ ๑๑ อย่าง ก็ย่อมมีฉันนั้นอย่างนี้คือ จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น

ก็หรือว่า โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น

ก็หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.

โดยนัยมีอาทิว่า ยสฺส โสตายตนํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ฆานายตนํ อุปฺปชฺชติ จึงมียมก ๖๖ อย่าง ด้วยการถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีกคือมูลแห่งโสตายตนะ ๑๐ มูลแห่งฆานายตนะ ๙ มูลแห่งชิวหายตนะ ๘ มูลแห่งกายายตนะ ๗ มูลแห่งรูปายตนะ ๖ มูลแห่งสัททายตนะ ๕มูลแห่งคันธายตนะ ๔ มูลแห่งรสายตนะ ๓ มูลแห่งโผฏฐัพพายตนะ ๒ มูลแห่งมนายตนะ ๑ ในอายตนะ ๑๑ อย่าง อันเป็นมูลแห่งจักขุอายตนะนั้นจักขุอายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด อายตนะ ๕ อย่างเหล่านี้นั่นเทียวคือ โสตายตนะ ฆานายตนะ รูปายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น อันท่านวิสัชนาแล้ว.

ในอายตนะเหล่านั้น อายตนะแรกควรวิสัชนาก่อน อายตนะแรกนั้นท่านวิสัชนาแล้ว.

อายตนะ ๒ เป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะแรกแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น อายตนะที่ ๒ ท่านก็วิสัชนาแล้วเพื่อห้ามความสงสัยว่าฆานายตนะ ไม่เป็นไรแล้ว โดยส่วนเดียวในที่ปวัตติกาลของจักขุโสตายตนะ อายตนะอย่างหนึ่ง พึงวิสัชนาอย่างไรหนอแล. ยมก ๓ อย่างกับรูปายตนะ มนายตนะและธัมมายตนะ ชื่อว่าท่านวิสัชนาแล้ว เพราะวิสัชนาไม่เหมือนกัน. ในอายตนะที่เหลือ ยมก ๒ อย่างกับชิวหายตนะและกายายตนะ เป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะ ๒ อย่างเบื้องต้น.

การวิสัชนายมกนั่นเทียวกับด้วยอายตนะนั้น ย่อมไม่มีเพราะไม่เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะแห่งสัททายตนะ. อายตนะทั้งหลาย ท่านย่อไว้แล้ว เพื่อความเบาแห่งแบบแผนว่า ยมก ๓ อย่าง แม้กับคันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะ ๒ เบื้องต้นนั่นเทียว. ในมูลแห่งโสตายตนะ อายตนะแม้อย่างหนึ่ง ไม่ขึ้นสู่พระบาลีแล้วว่า อายตนะใดอันบัณฑิตย่อมได้ อายตนะนั้นย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกับอายตนะทั้งหลายเบื้องต้น.

ในมูลแห่งฆานายตนะทั้งหลาย ยมกอย่างหนึ่งขึ้นสู่พระบาลีแล้วกับด้วยรูปายตนะยมก ๒-๓ อย่างขึ้นสู่พระบาลีแล้วกับด้วยมนายตนะและธัมมายตนะ. ยมกทั้งหลายที่เหลือไม่ขึ้นแล้ว (สู่พระบาลี) เพราะการวิสัชนาเช่นเดียวกันกับฆานายตนยมก. มูลแห่งชิวหายตนะและกายายตนะก็อย่างนั้น.

ในมูลแห่งรูปายตนะทั้งหลาย ยมก ๒ อย่างนั่นเทียว ท่านวิสัชนาแล้ว พร้อมกับมนายตนะและธัมมายตนะ. ยมก ๓ อย่าง พร้อมกับคันธะ รสะและโผฏฐัพพะ ย่อมเป็นการวิสัชนาเช่นเดียวกันกับด้วยรูปายตนะและมานายตนะ.

คำว่า สรูปกานํ อจิตฺตกานํ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วในภายหลังฉันใดนั่นเทียว แม้ในอายตนยมกนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบการรวบรวมว่า สรูปกานํ อคนฺธกานํ อรสกานํ อโผฏฺฐพฺพกานํ ดังนี้.

ก็ความเป็นแห่งอายตนะทั้งหลายมีคันธะเป็นต้นนั่นแหละ ท่านประสงค์เอาแล้วในอายตนยมกนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในอายตนยมกนี้ ด้วยอำนาจแห่งอายตนะว่า สรูปกานํ สคนฺธายตนํ. มูลแห่งสัททายตนะทั้งหลาย ไม่ขึ้นแล้วสู่พระบาลีนั่นเทียว เพราะไม่มีเนื้อความ. อายตนะอันเป็นมูลแห่งคันธะ รสะและโผฏฐัพพะ ๔, ๓ และ ๒ อย่าง ไม่ขึ้นแล้วสู่พระบาลี เพราะวิสัชนาเช่นเดียวกันกับด้วยอายตนะทั้งหลายอันมีในหนหลัง.

ยมก ๖๖ อย่างเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นอันท่านวิสัชนาแล้ว ด้วยการวิสัชนายมก ๒-๓ อย่างนั้นเทียวในอนุโบมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล อย่างนี้ว่า มนายตนมูลกํ วิสชฺชิตเมว ดังนี้. ยมก ๑๙๘ อย่างย่อมมีในอนุโลมนัย ในวาระทั้งสาม ในปัจจุบันกาลว่า ก็ในปุคคลวาระมี ๖๖ ฉันใด แม้ในโอกาสวาระ แม้ในปุคคโลกาสวาระก็ฉันนั้น ดังนี้. ยมก ๓๙๖ อย่าง แม้ทั้งหมดย่อมมีในปัจจุบันกาลว่าก็ในอนุโลมนัย ฉันใด แม้ในปฏิโลมนัยก็ฉันนั้น ดังนี้. การถาม ๗๙๒ อย่างและเนื้อความ ๑,๕๘๔ อย่าง พึงทราบว่ามีอยู่ในยมกทั้งหลายเหล่านั้น. ยมก ๒,๓๗๖ แม้ทั้งหมดว่า ในการแยกกาล ๕ อย่างแม้ที่เหลือ ดังนี้ ย่อมมีอย่างนั้น.

นี้เป็นการกำหนดพระบาลี ในอุปปาทวาระนี้ว่า คำถามที่ทวีคูณจากยมกนั้น อรรถที่ทวีคูณจากคำถามนั้น ยมก ๒,๑๒๘ ย่อมมีในปวัตติวาระแม้ทั้งหมดว่าแม้ในนิโรธวาระและอุปปาทะนิโรธวาระ ก็มีนัยนี้. พึงทราบการถามทวีคูณจากยมกนั้น พึงทราบเนื้อความที่ทวีคูณจากคำถามนั้น. ก็พระบาลีท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า มนายตนะและธัมมายตนะ ย่อมไม่มีความแตกต่างกันกับอายตนะหนึ่ง แต่ความสังเขปย่อมมีในวาระเบื้องบน ดังนี้แล้วจึงรวบรวมไว้ในอายตนะนั้นๆ. เพราะฉะนั้น คำใดท่านรวบรวมไว้แล้ในที่นั้นๆ คำนั้นทั้งหมดบุคคลผู้ไม่หลงลืมพึงกำหนดไว้.

ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความ พึงทราบนัยมุขในอายตนยมกนี้ ดังต่อไปนี้.

คำว่า สจกฺขุกานํ อโสตกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะผู้หูหนวกโดยกำเนิดในอบาย. ก็ผู้มีจักขุนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีโสตเกิดขึ้น. เหมือนพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวแล้วว่า อายตนะ ๑๐ อย่างอื่นอีกของใครๆ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ. อายตนะ ๑๐ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะของพวกเปรตผู้โอปปาติกะ ของพวกอสูรผู้โอปปาติกะ ของพวกสัตว์ดิรัจฉานผู้โอปปาติกะ ของพวกสัตว์นรกผู้โอปปาติกะ ของพวกคนหูหนวกแต่กำเนิด.

จักขุอายตนะ รูปายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมปรากฏแก่พวกเปรตผู้โอปปาติกะ ฯลฯ แก่พวกคนหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะอุบัติขึ้น.

คำว่า สจกฺขุกานํ สโสตกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอายตนะที่บริบูรณ์ในสุคติและทุคติ. และรูปพรหมผู้โอปปาติกะก็ผู้มีจักขุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีโสตเกิดขึ้น. เหมือนพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้แล้วว่า อายตนะ ๑๑ อย่างของใครๆ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ. อายตนะ ๑๑ อย่างย่อมปรากฏแก่พวกเทวดาชั้นกามาวจร พวกมนุษย์ปฐมกัป พวกเปรตผู้โอปปาติกะ พวกอสูรผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์ดิรัจฉานผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์นรกผู้โอปปาติกะ พวกสัตว์มีอายตนะบริบูรณ์.

อายตนะ ๕ เหล่าไหน ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งกามธาตุ อายตนะ ๕ เหล่านี้คือจักขุอายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมปรากฏในอุปัตติขณะแห่งรูปธาตุ.

คำว่า อฆานกานํ ท่านกล่าวหมายเอาพรหมมีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น.

ก็ผู้มีจักขุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีฆานะเกิดขึ้น. ก็โอปปาติกะผู้ไม่มีฆานะ ย่อมไม่มีในกามธาตุ ถ้าพึงมีแก่ใครๆ ไซร์ ก็พึงกล่าวได้ว่า อายตนะก็ย่อมปรากฏ ก็ผู้นอนในครรภ์ใด พึงเป็นผู้ไม่มีฆานะ ผู้นอนในครรภ์นั้น ท่านไม่ประสงค์เอาแล้วในอายตนยมกนี้ เพราะคำว่า สจกฺขุกานํ.

คำว่า สจกฺขุกานํ สฆานกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้หูหนวกมาแต่กำเนิดบ้าง ผู้มีอายตนะบริบูรณ์บ้าง.

คำว่า สฆานกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดบ้าง ผู้หูหนวกมาแต่กำเนิดบ้าง.

คำว่า สจกฺขุกานํ สฆานสานํ ท่านกล่าวหมายเอาโอปปาติกะสัตว์ผู้มีอายตนะบริบูรณ์นั่นเทียว.

ผู้อื่นบ้าง ผู้นอนในครรภ์บ้าง อันบัณฑิตย่อมได้นั่นเทียว ในพวกโอปปาติกะสัตว์ผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดและหูหนวดมาแต่กำเนิด ในคำนี้ว่า สรูปกานํ อจกฺขุกานํ. แม้ผู้ไม่มีรูปกับบุคคล ๓ จำพวกมีบุคคลผู้ตาบอดมาแต่กำเนิดเป็นต้น ที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สจิตฺตกานํ อจกฺขุกานํ.

แม้พวกอสัญญสัตว์กับบุคคล ๔ จำพวกที่กล่าวแล้วในบทเบื้องต้น อันบัณฑิตย่อมได้ในบทแรกนี้ว่า อจกฺขุกานํ. พวกคัพภเสยยกสัตว์ พวกอสัญญสัตว์และพวกรูปพรหมที่เหลือ อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สรูปกานํ อฆานกานํ. พวกคัพภเสยยกสัตว์และพวกรูปพรหม และอรูปพรหม อันบัณฑิตย่อมได้ในคำนี้ว่า สจิตฺตกานํ อฆานกานํ. พึงทราบบุคคลวิภาคในปุคคลวาระทั้งหมด โดยนัยนี้ว่า ก็พวกเอกโวการสัตว์และจตุโวการสัตว์เทียว อันบัณฑิตย่อมได้ในบททั้งหลายว่า อจิตฺตกานํ อรูปกานํ.

ในโอกาสวาระ คำว่า ยตฺถ จกฺขฺวายตนํ ได้แก่ ย่อมถามซึ่งโลกแห่งรูปพรหม เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า อามนฺตา. ก็อายตนะเหล่านั้น โดยนิยมในพื้นนั้น ย่อมเกิดในปฏิสนธิ. นี้เป็นนัยมุขในอายตนยมกนี้. พึงทราบเนื้อความในปวัตติวาระแม้ทั้งสิ้นโดยนัยมุขนี้. ปริญญาวาระพึงทราบว่า เป็นนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในขันธยมกนั่นแหละ.

อรรถกถาอายตนยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา