บุคคลละกามราคานุสัย บุคคลที่ ๘ พระอริยบุคคล เล่ม ๓๘
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑
โย กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ อามนฺตา ฯ โย วา ปน ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส มานานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน มานานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๓๘๗.๑} โย กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยํ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๓๘๗.๒} โย กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย? ถูกแล้ว. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยหรือ? พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย แต่พระอริย-*บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-*นุสัยหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย หรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละกามราคานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย.
โย ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส มานานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๓๘๘.๑} โย ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๓๘๘.๒} โย ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย. บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละปฏิฆานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย? บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละปฏิฆานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย.
โย มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส มานานุสยํ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละมานานุสัย. บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย? ถูกแล้ว.
โย ทิฏฺฐานุสยํ นปฺปชหติ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
บุคคลใด ไม่ละทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย? ถูกแล้ว ฯลฯ.
โย วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย? บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย.
โย ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย? ถูกแล้ว.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส มานานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน มานานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๓๙๓.๑} โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๓๙๓.๒} โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ ละมานานุสัยหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยและไม่ละมานานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัยฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัยฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยและไม่ละอวิชชานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส มานานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๓๙๔.๑} โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกและบุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย และมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัยไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคี วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส มานานุสยํ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯเปฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกและบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ฯลฯ.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคี อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย? บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคี อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย? บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยแต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยและภวราคานุสัย.
ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน มานานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ {๑๓๙๘.๑} ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคล ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จาก ที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นคือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละมานานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละภวราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และจะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นคือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัยจากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน มานานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ {๑๓๙๙.๑} ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ อปริยาปนฺเน ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต อวชฺชานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น หรือ? บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุแต่จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้นหรือ? บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละภวราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา- *นุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยา-*ปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละมานานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนาในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยา-*ปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต ทิฏฺฐานุสยํ นปฺปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
บุคคลไม่ละทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น หรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว ฯลฯ.
ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น หรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละวิจิกิจฉา-*นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น หรือ? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละอวิชชา-*นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน มานานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต มานานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ {๑๔๐๔.๑} ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต ภวราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละ มานานุสัยจากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุแต่จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลไม่ละมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุแต่จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆา-*นุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุแต่จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่ละภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยที่นั้นหรือ? บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต ภวราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อม ไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนาแต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นคือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต ภวราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อปริยาปนฺเน ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? บุคคลไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนาแต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม. บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยจากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
โย ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคึ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ โย วา ปน ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคึ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ {๑๔๐๙.๑} โย ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๐๙.๒} โย ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๐๙.๓} โย ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละกามราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละกามราคา-*นุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ไม่ละปฏิฆานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละมานานุสัยในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นจะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันน-*ธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยและไม่ละกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัยจากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ในกามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-*ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
โย ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๐.๑} โย ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ อปริยาปนฺเน โส ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๐.๒} โย ยโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนาบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละมานานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัยในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละปฏิฆานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนาบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นบุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัยจากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยและไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนาบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-*ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยจากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยและไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัยในที่ทั้งปวง.
โย ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคึ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๑.๑} โย ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคึ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละมานานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละมานานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละมานานุสัยในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยจากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละมานานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัยจากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยจากที่นั้น? ถูกแล้ว.
โย ยโต ทิฏฺฐานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
บุคคลใด ไม่ละทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัยจากที่นั้น? ถูกแล้ว ฯลฯ.
โย ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๓.๑} โย ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคา- *นุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละภวราคานุสัยในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉา-*นุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัยในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉา-*นุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
โย ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคึ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชา- *นุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละภวราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัยจากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัยจากที่นั้น? ถูกแล้ว
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต มานานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต มานานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๕.๑} โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๕.๒} โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๕.๓} โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคา-*นุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละมานานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละมานานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนาบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยและไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้นจะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยา-*ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นบุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ฯ {๑๔๑๖.๑} โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๖.๒} โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนํ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้นไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนาบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-*ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยจากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นบุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัยไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-*นุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานา-*นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันน-*ธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯเปฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐา- *นุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-*นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆา-*นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นจะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉา-*นุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย อปริยาปนฺเน โส ตโต ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ {๑๔๑๘.๑} โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-*นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ไม่ละภวราคานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละภวราคานุสัยในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิ-*มรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมไม่ละภวราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัยในรูปธาตุ ในอรูปธาตุในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัต-*มรรค ไม่ละภวราคานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัยในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง. บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจ-*ฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้นจะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัยในอปริยาปันน-*ธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-*นุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐา-*นุสัย และวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-*นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละอวิชชานุสัยในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นจะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัยในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆา-*นุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ นปฺปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา อปริยาปนฺเน โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหติ ทฺวินฺนํ มคฺคสมงฺคีนญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา สพฺพตฺถ อวิชฺชานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ ปชหนวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละกามราคานุสัยในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัยในที่ทั้งปวง. หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยจากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละอวิชชานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยและภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยและภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง. ปชหนวาร จบ.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ปชหนวาร ปฏิโลมบุคคล เอกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละกามราคานุสัย แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละกามราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละมานานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละกามราคานุสัย แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้น บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละกามราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละกามราคานุสัย แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละกามราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละอวิชชานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือ ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละมานานุสัย แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละอวิชชานุสัย แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละมานานุสัย แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ เอกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ทุกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ ไม่ใช่ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละกามราคานุสัย และ ปฏิฆานุสัย แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย และก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละมานานุสัย แต่มิใช่ ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย แต่มิใช่ไม่ละ วิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆา-นุสัย แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละอวิชชานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่ละอวิชชานุสัย และก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยทุกมูลกนัย จบ ติกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคล นั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย แต่ มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย และ มานานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย และก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคล นั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและมานานุสัยแต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละอวิชชานุสัย และก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยแต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย และก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย ฯลฯ ปัญจกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและ มานานุสัย แต่มิใช่ไม่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละอวิชชานุสัย และก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยและภวราคานุสัย แต่มิใช่ไม่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่ละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยและภวราคานุสัย แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยภวราคานุสัย ฉักกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิโลมโอกาส เอกมูลกนัย
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละมานานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละ ภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ เอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น และก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละภวราคานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ทุกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ติกมูลกนัย
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอัน เกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใดก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานา-นุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยและมานานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ติกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร จตุกกมูลกนัย
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ ปัญจกมูลกนัย
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ใน เวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญจกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ฉักกมูลกนัย
อนุ. บุคคลไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ฉักกมูลกนัย จบ ปฏิโลมปุคคโลกาส เอกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ กามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร นั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ ละกามราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ กามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยเว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้วบุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย เว้นบุคคล๒ จำพวก ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคล ๒จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคา-นุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องใน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยเว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยเว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ ภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยเว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ อวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยเว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละ วิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ ภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละ อวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคา-นุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคแล้วบุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ เอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละมานานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกาม-ราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละมานานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิ ทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละภวราคา-นุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยเว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย เว้นบุคคล ๒จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทุกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ติกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอัน เกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยและก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคา-นุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคา-นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉา-นุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละ กามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกข-เวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย เว้นบุคคล ๒จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยเว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชา-นุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ ทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร นั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุบุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย เว้นบุคคล๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัย ฯลฯ
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐา- นุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่มิใช่ไม่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ และในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยเว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคล ที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘ แล้วบุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆา-นุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ ภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวก ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัยและก็ไม่ใช่ละอวิชชานุสัย ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ ภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่มิใช่ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ อรูปธาตุและในสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ บุคคลนั้นไม่ใช่ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยและภวราคานุสัย เว้นบุคคล ๒ จำพวก ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและบุคคลที่ ๘แล้ว บุคคลที่เหลือในภูมิทั้งหมดไม่ใช่ละอวิชชานุสัยและก็ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย ฉักกมูลกนัย จบ ปฏิโลมในปชหนวาร จบ ปชหนวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๑๕}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๒๒๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอนุสยยมก
บัดนี้ เป็นการวรรณนาเนื้อความแห่งอนุสยยมกเหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบรวมเอกเทสแห่งกุศลธรรมเป็นต้นทรงแสดงไว้ในมูลยมกนั้นนั่นแหละด้วยสามารถแห่งการหยั่งเห็นได้แล้วทรงแสดงไว้ในลำดับแห่งสังขารยมก. บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลี ในอนุสยยมกก่อนเพราะว่า ในอนุสยยมกนี้พระองค์ทรงทำบาลีเทศนาไว้อีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนทำเทศนาในขันธยมก เป็นต้น.
ถามว่า ทำเทศนาอย่างไร?
ตอบว่า ในเบื้องต้นทำเทศนาแสดงไว้ ๓ วาระ คือปริจเฉทวาระ วาระว่าด้วยการกำหนด. ปริจฉินนุทเทสวาระ วาระว่าด้วยอุทเทสที่กำหนดไว้แล้ว,อัปปัตติฏฐานวาระ วาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นก่อน, เพื่อจะให้ศึกษาอนุสัยทั้งหลาย โดยอาการ ๓ อย่าง คือโดยปริจเฉท โดยอุทเทสและโดยอุปปัตติฏฐานต่อจากนั้นก็ทรงประกอบอนุสัยทั้งหลายทำยมกเทศนา ด้วยอำนาจแห่งมหาวาระ ๗.
ในอนุสยยมกนั้น คำว่า สตฺต อนุสยา นี้ ชื่อว่าปริจเฉทวาระ เพราะความที่อนุสัยทั้งหลาย พระองค์กำหนดจำนวนแสดงไว้ว่า อนุสัยนี้มี ๗ เท่านั้น ไม่เกินกว่านี้ ไม่ต่ำกว่านี้ ดังนี้.
คำว่า กามราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย นี้ ชื่อว่าปริจฉินทุทเทสวาระ เพราะความที่วาระนี้ทรงยกเพียงแต่ชื่อแห่งธรรมที่กำหนดไว้แล้วโดยปริจเฉทวาระนั้น ขึ้นแสดงว่า ชื่อว่าธรรมเหล่านี้เป็นธรรมชนิดนั้น ดังนี้.
ในข้อนั้น คำว่า กามราคานุสโย อนุเสติ เอตฺถ ฯเปฯ อวิชฺชานุสโดย อนุเสติ นี้ ชื่อว่าอุปปัตติฏฐานวาระ เพราะความที่วาระนี้ ทรงแสดงที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า อนุสัยเหล่านี้ย่อมนอนเนื่อง ในวาระทั้งหลายชื่อนี้ ดังนี้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบอนุสัยทั้งหลายแล้วทำยมกเทศนา ด้วยอำนาจแห่งมหาวาระ ๗ เหล่าใด มหาวาระเหล่านั้น มีชื่อดังนี้ คือ
๑. อนุสยวาระ (วาระว่าด้วยอนุสัย)
๒. สานุสยาวาระ (วาระว่าด้วยผู้มีอนุสัย)
๓. ปชหนวาระ (วาระว่าด้วยการละ)
๔. ปริญญาวาระ (วาระว่าด้วยการกำหนดรู้)
๕. ปหีนวาระ (วาระว่าด้วยการละได้แล้ว)
๖. อุปปัชชนาวาระ (วาระว่าด้วยการเกิด)
๗. ธาตุวาระ (วาระว่าด้วยธาตุ)
อธิบายอนุสยวาระ
บรรดามหาวาระเหล่านั้น วาระที่ ๑ ชื่อว่าอนุสยวาระ นั้นมี ๒ นัย คือด้วยสามารถแห่งอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย. ในนัยทั้ง ๒ นั้น อนุโลมนัยมีอันตรวาระ ๓ วาระ ด้วยอำนาจแห่งบุคคลและภูมิ คือ.-
ยสฺส อนุเสติ แปลว่า... กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด (ปุคคลวาระ)
ยตฺถ อนุเสติ แปลว่า... กำลังนอนเนื่องในภูมิใด (โอกาสวาระ)
ยสฺส ยตฺถานุเสติ แปลว่า...กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใดในภูมิใด (ปุคคโลกาสวาระ)
ในอันตรวาระ ๓ เหล่านั้น ในปุคคลวาระมี ๒๑ ยมก คือมีกามราคานุสัยเป็นมูล ๖ ยมก โดยพระบาลีว่า :-
ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อนุเสติ
ยสฺส วาปน ปฏิฆานุสโย อนุเสติ ตสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ฯ
ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส มานานุสโย....
ทิฏฐานุสโย...วิจิกิจฉานุสโย...ภวราคานุสโย...อวิชฺชานุสโย อนุเสติ
ยสฺส วาปน อวิชฺชานุสโย อนุเสติ ตสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ
ที่มีปฏิฆานุสัยเป็นมูล ๕ ยมก มีมานานุสัยเป็นมูล ๔ ยมก มีทิฏฐานุสัยเป็นมูล ๓ ยมก มีวิจิกิจฉานุสัยเป็นมูล ๒ ยมก มีภวราคานุสัยเป็นมูล ๑ ยมก ด้วยสามารถแห่งการนับแลวไม่นับอีกวาระแม้ทั้งหมดที่มีมูล ๑ จึงรวมเป็น ๒๑ ยมก ด้วยประการฉะนี้.
ปุคคลวาระอื่นอีก ๑๕ ยมก คือ ที่มีมูล ๒ (ทุกมูล) อันมาแล้วในพระบาลีอย่างนี้ว่า ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อนุเสนฺติ ดังนี้ มี ๕ ยมก ที่มีมูล ๓ (ติกมูล) มี ๔ ยมก,ที่มีมูล ๔ (จตุกกมูล) มี ๓ ยมก, ที่มีมูล ๕ (ปัญจกมูล) มี ๒ ยมก, ที่มีมูล ๖ (ฉักกมูล) มี ๑ ยมก. รวมในปุคคลวาระเป็น ๓๖ ยมกคือ ยมกที่มีมูล ๑ มี ๒๑ ยมก ที่มีมูล ๒ เป็นต้นอีก ๑๕ ยมก (๒๑+๑๕=๓๖) ดังนี้.
ในโอกาสวาระก็เหมือนกัน คือมี ๓๖ ในปุคคโลกาสวาระก็เหมือนกัน คือมี ๓๖ เพราะฉะนั้น อันตรวาระแม้ทั้งหมดในอนุโลมนัยจึงเป็น ๑๐๘ ยมก ในปฏิโลมนัยก็เหมือนกัน (มี ๑๐๘) ดังนั้นในมหาวาระแรก คืออนุสยวาระ จึงรวมเป็น ๒๑๖ ยมก. บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาต้องคูณด้วย ๒ แต่ยมกนั้น เนื้อความคือคำวิสัชนาคูณด้วย ๒ จากคำปุจฉานั้น.
ก็ในอนุสยวาระนี้ฉันใด พึงทราบการนับยมกหนึ่งๆ แห่งมหาวาระทั้ง ๕ แม้เหล่านี้ สานุสยวาระ ปชหนวาระ ปริญญาวาระ ปหีนวาระและอุปปัชชนวาระว่า คำปุจฉาต้องคูณด้วย ๒ แต่ละยมก เนื้อความคือคำวิสัชนาต้องคูณด้วย ๒ จากคำปุจฉานั้นฉันนั้น.
แต่ว่าในมหาวาระ ๕ นี้ มีเนื้อความที่แปลกไปจาก ๓ วาระแรก คือในโอกาสวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสคำว่า ยตฺถ ยตฺถ แต่ทรงทำเทศนาด้วยพระดำรัสว่า ยโต ยโต ดังนี้. คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ.
ก็ในมหาวาระทั้งหมด วาระสุดท้าย ชื่อว่าธาตุวาระ นั้น ดำรงอยู่ ๒ อย่าง คือปุจฉาวาระและวิสัชนาวาระ
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสในคำปุจฉาวาระแห่งธาตุวาระนั้นว่า เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ แล้วเข้าถึงกามธาตุ ดังนี้ แต่ไม่ตรัสว่า เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ จุติแล้วจากกามธาตุ ดังนี้.
ตอบว่า เมื่อว่าโดยอรรถแล้วไม่แปลกกัน เพราะคำถามแม้ทั้ง ๒ นี้ มีอรรถอย่างเดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำปุจฉายมกหนึ่งๆ นั่นแหละ แต่ยมกหนึ่งๆ โดยลำดับในที่สุดแห่งคำถามทั้งหมดแล้วจึงทำคำวิสัชนาไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุแล้วเข้าถึงกามธาตุ อนุสัย ๗ ย่อมนอนเนื่องแก่ใครบ้าง ดังนี้.
ในบรรดาคำถามเหล่านั้น อนุโลมปุจฉามีกามธาตุเป็นมูละ ๙ คือ สุทธิกปุจฉา ๖ ยมก โดยพระบาลีว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุ เข้าถึงกามธาตุ...เข้าถึงรูปธาตุ...เข้าถึงอรูปธาตุ...เข้าถึงน กามธาตุ... เข้าถึง น รูปธาตุ เข้าถึง น อรูปธาตุ ดังนี้ และมิสสกปุจฉาอีก ๓ คือ เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุแล้ว เข้าถึง น กามธาตุ น อรูปธาตุ... เข้าถึง น รูปธาตุ น อรูปธาตุ... เข้าถึง นกามธาตุ น รูปธาตุ ดังนี้.
อนุโลมปุจฉาที่มีรูปธาตุเป็นมูละก็มี ๙ ที่มีรูปธาตุเป็นมูละก็มี ๙ เหมือนกัน รวมเป็นอนุโลมปุจฉา ๒๗ ปฏิโลมปุจฉาที่มี นกามธาตุ นรูปธาตุ และนอรูปธาตุ เป็นมูละก็มี ๒๗ นั่นแหละ. รวมคำถามทั้งหมด คืออนุโลมปุจฉา ๒๗ ปฏิโลมปุจฉา ๒๗ และคำถามที่เป็นทุกมูลอีก ๒๗ ดังพระบาลีว่า น กามธาตุยา น อรูปธาตุยา น รูปธาตุยา น อรูปธาตุยา น กามธาตุยา น รูปธาตุยา ดังนี้ จึงเป็นคำปุจฉา ๑๘. บัณฑิตพึงทำการกำหนดบาลีในธาตุวาระ และพึงทราบการกำหนดบาลี ในอนุสยยมกแม้ทั้งสิ้นด้วยประการฉะนี้ก่อน.
ก็คำใดๆ ในอนุสยยมกที่มีเนื้อความอันยาก พึงทราบการวินิจฉัยกถาในที่นั้นๆ ตั้งแต่ต้น.
ถามว่า คำว่า อนุสยา ชื่อว่าอนุสัยทั้งหลาย เพราะอรรถว่าอย่างไร?
ตอบว่า ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่านอนเนื่อง.
ถามว่า อนุสัยนั้น ชื่อว่ามีอรรถว่านอนเนื่อง อย่างไร?
ตอบว่า ชื่ออย่างนั้น เพราะอรรถว่าละไม่ได้.
จริงอยู่ กิเลสเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมนอนเนื่องในสันดานของสัตว์ เพราะอรรถว่าไม่ได้ ฉะนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงเรียกกิเลสเหล่านั้นว่า อนุสัย.
คำว่า อนุเสนฺติ แปลว่า ย่อมนอนเนื่อง.
อธิบายว่า ได้เหตุอันสมควรแล้วจึงเกิดขึ้น. อนึ่ง กิเลสที่มีอาการละไม่ได้ ชื่อว่าอนุสยัฏฐะ อรรถว่านอนเนื่อง พึงมี ก็ไม่ควรจะกล่าวว่า กิเลสมีอาการละไม่ได้นี้ ย่อมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นควรจะกล่าวว่า อนุสัยทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น ดังนี้.
คำว่า อนุสยา อุปฺปชฺชนฺติ นี้ ในที่นี้เป็นคำรับรองว่า อนุสัย คือกิเลสที่มีอาการอันละไม่ได้.
ก็คำว่า อนุสโย พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกกิเลสที่มีกำลัง เพราะอรรถว่าละไม่ได้.
บัณฑิตพึงทราบว่า อนุสัยนี้เป็นจิตตสัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ (รู้อารมณ์ได้) เป็นสาเหตุกะเพราะอรรถว่ามีปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นอกุศลอย่างเดียว เป็นอดีตบ้าง เป็นอนาคตบ้าง เป็นปัจจุบันบ้าง เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวว่า อนุสัยย่อมเกิดขึ้น.
ในที่นี้ พึงทราบคำวินิจฉัยกถานี้ เป็นประมาณ.
ในอภิธรรม ก่อนท่านปฏิเสธวาทะทั้งหมดไว้ในกถาวัตถุว่า อนุสัยทั้งหลายเป็นอัพยากตะ เป็นอเหตุกะ เป็นจิตตวิปปยุต ดังนี้ (โปรดดูกถาวัตถุ)
ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านได้กล่าว กระทำคำถามไว้ว่า บุคคลย่อมละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น คือว่า บุคคลย่อมละอนุสัยคือกิเลสที่มีกำลังได้ เพราะความที่อนุสัยเหล่านั้นเป็นปัจจุบันมีอยู่.
ในธรรมสังคหะ ท่านกล่าวไว้ในบทภาชนีแห่งโมหะว่า ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชานุสัยร่วมกับอกุศลจิตว่า อวิชชานุสัย อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาลังคิโมหะและอกุศลมูลนี้ มีอยู่ในสมัยใด โมหะก็มีอยู่ในสมัยนั้น ดังนี้.
ในอนุสยยมกนี้นั่นแหละ ท่านกล่าวไว้ในอุปปัชชนวาระแห่งมหาวาระ ๗ วาระใดวาระหนึ่งว่า กามราคานุสัย กำลังเกิดแก่บุคคลใดปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม เป็นต้น เพราะฉะนั้น คำใดที่ท่านอธิบายว่า คำว่า นอนเนื่อง คือได้เหตุอันสมควรแล้วจึงเกิดขึ้นนี้คำนั้นพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ดีแล้วด้วยสามารถแห่งแบบแผนนี้เป็นประมาณ.
แม้คำที่กล่าวว่า อนุสัยเป็นจิตตสัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ (คือรู้อารมณ์ได้) แม้คำนั้นท่านก็กล่าวดีแล้วนั่นแหละ ดังนั้นพึงถึงความตกลงในที่นี้ว่า ชื่อว่าอนุสัย นั้นเป็นธรรมสำเร็จแล้ว เป็นจิตตสัมปยุตและเป็นอกุศล ด้วยประการฉะนี้. และพึงทราบวิเคราะห์ในคำทั้งหลายซึ่งมีคำว่า กามราคานุสโย เป็นต้นว่า กามราคะนั้นด้วย เป็นอนุสัยเพราะอรรถว่าละไม่ได้ด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ากามราคานุสัย.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
บัดนี้ เพื่อประกาศอุปปัตติฏฐานวาระ คือวาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัย แห่งอนุสัยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตตฺถ กามราคานุสโย อนุเสติ เป็นต้น.
คำว่า ตตฺถ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ได้แก่ กามราคานุสัยเกิดในเวทนาทั้ง ๒ คือสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนาในกามาวจรภูมิ.
____________________________
คำว่า กามาวจรภูมิและกามธาตุ มีอรรถอย่างเดียวกัน
คำว่า เอตฺถ กามราคานุสโย อนุเสติ ได้แก่ กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ เหล่านี้. อธิบายว่า กามราคานุสัยนี้ย่อมนอนเนื่องด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยสามารถแห่งการเกิดร่วมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์ในสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนาแห่งอกุศลทั้งหลาย.
ก็อนุสัยนั้นเป็นธรรมเกิดพร้อมกับสุขเวทนาและอุเบกขา เวทนาแห่งอกุศลบ้าง ย่อมทำเวทนาทั้ง ๒ ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นบ้าง และทำเวทนาในกามาวจรกุศล วิบาก กิริยาที่เหลือให้เป็นอารมณ์อย่างนั้นแหละเกิดขึ้นบ้าง.
อนึ่ง อนุสัยนั้น เมื่อนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุ ย่อมนอนเนื่องแม้ในสัญญา สังขารและวิญญาณที่สัมปยุตด้วยเวทนาทั้ง ๒ นั้น. แต่ว่า อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในเวทนาทั้งสอง ไม่อาจเพื่อจะเกิดร่วมกับสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้น หรือว่าไม่กระทำสัญญาเป็นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นแล้วเกิดขึ้น.
ก็ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ เวทนาทั้งสองจึงเป็นประธานในสัมปยุตธรรมที่เหลือเพราะความเกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัยเพราะอรรถว่าชอบใจโดยความเป็นสุขที่มีความยินดีและความสงบ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้งสองเหล่านี้ เป็นต้น.
จริงอยู่ สุขเวทนาในเวไนยสัตว์ที่จะรู้ธรรม เพื่อความรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งสภาวะที่โอฬาร คืออย่างหยาบ.
อนึ่ง กามราคานุสัยนี้ เมื่อนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้งสอง และในธรรมที่สัมปยุตด้วยเวทนาทั้งสอง เพียงเท่านั้นก็หาไม่ย่อมนอนเนื่องแม้ในรูปเป็นต้นที่ปรารถนาด้วยทีเดียว แม้คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ในวิภังคปกรณ์ว่า รูปอันใด เป็นที่รัก (ปิยรูปํ) เป็นที่ชอบใจ (สาตรูปํ) มีอยู่ในโลกกามราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในปิยรูปและสาตรูปนี้ ดังนี้ มิใช่หรือ แม้ในคัมภีร์ยมกนี้ ก็ตรัสไว้ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระว่า กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในภูมิใด ทิฏฐานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องในภูมินั้น ใช่ไหม ดังนี้.
ก็กามราคานุสัยนั้น ย่อมไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ อรูปธาตุเหล่านี้ แต่ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ในที่เป็นที่ไม่เนื่องกับกามราคานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง ทิฏฐานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง.
จริงอยู่ ในข้อนี้ กามราคานุสัย เว้นทุกขเวทนาพร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม เว้นรูปารูปาจรธรรมที่เป็นไปในภูมิ และเว้นโลกุตธรรม ๙ เพราะได้ตรัสไว้ว่า กามราคานุสัย ไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา และในรูปธาตุเป็นต้น จึงเป็นอันว่า ย่อมนอนเนื่องในรูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะที่เหลือ.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสถ้อยคำนั้นในปกรณ์นี้?
ตอบว่า เพราะความที่สภาวะเหล่านั้นเป็นของละเอียด.
จริงอยู่ พระองค์ไม่ตรัสว่า กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในรูปเหล่านี้ เป็นต้น เพราะความที่เวทนาทั้งสองเท่านั้นเป็นประธานคือเป็นอารมณ์ชัด และเพราะความที่รูปเหล่านี้เป็นอารมณ์ละเอียด คือปรากฏไม่มาก โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง แต่ว่าเมื่อว่าโดยอรรถแล้ว ย่อมเป็นได้ ฉะนั้น พึงทราบว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแม้ในรูปทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละด้วย.
จริงอยู่ พระศาสดาย่อมไม่ตรัสถึงธรรมทั้งปวงในที่ทั้งปวง เว้นแต่ธรรมใดย่อมหยั่งเห็นได้ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ที่พระองค์ทรงแนะนำเพื่อให้รู้ธรรมก็ย่อมตรัสธรรมนั้นทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ตรัสในที่บางแห่ง. จริงอย่างนั้นแหละ คำใดที่พระองค์ตรัสปุจฉาว่า ทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่ไหน ดังนี้ ย่อมได้คำวิสัชนาอย่างนี้ว่าทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวง ดังนี้ ธรรมทั้งหมดนั้นพระองค์ตรัสไว้แล้ว.
ในที่อื่นอีก คำใดย่อมได้คำวิสัชนาอย่างนี้ว่า วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุนี้และวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุและวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนานี้ ดังนี้พระองค์มิได้ตรัสคำนั้นทั้งหมด ตรัสเพียงเวทนา ๓ กับรูปธาตุ อรูปธาตุเท่านั้น.
ก็อรูปธรรมที่สัมปยุตด้วยเวทนา และรูปทั้งหมด มิได้ตรัสไว้. มิได้ตรัสไว้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นทิฏฐานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นนั่นแหละ. ข้อนี้ฉันใดในที่นี้มิได้ตรัสอิฏฐารมณ์มีรูปเป็นต้นไว้ ถึงอย่างนั้น กามราคานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องในรูปที่เป็นอิฏฐารมณ์ ฉันนั้นนั่นแหละ. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้ก่อน.
บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยโดยพระบาลีว่า ทุกฺขาย เวทนาย เป็นต้นว่า ได้แก่เวทนาทั้ง ๓ คือ โทมนัสสเวทนา ๒ และทุกขเวทนาที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณ ๑ นี้ ชื่อว่าอนุสยนัฏฐาน คือที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัย. ก็ปฏิฆานุสัยนั้นย่อมนอนเนื่องในโทมนัสสเวทนา ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นพร้อมกัน และด้วยสามารถแห่งอารมณ์ด้วย และย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนาที่เหลือด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ก็ปฏิฆานุสัยนั้น เมื่อนอนเนื่องในเวทนาเหล่านั้น ย่อมนอนเนื่องแม้ในสัญญา สังขารและวิญญาณเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนาเหล่านั้น.
จริงอยู่ ปฏิฆานุสัยนี้เกิดร่วมกับเวทนาใด ก็เป็นสภาพเกิดร่วมกับธรรมทั้งหลาย แม้มีสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นนั่นแหละ หรือว่า ย่อมกระทำเวทนาใดให้เป็นอารมณ์ ก็ย่อมทำแม้ธรรมทั้งหลายมีสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นเหมือนกัน.
ก็ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นแม้มีอยู่ ทุกขเวทนาเทียวจึงเป็นใหญ่ในสัมปยุตธรรมที่เหลือ เพราะความเกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยโดยอรรถว่าไม่ชอบใจ และเพราะความที่ตนเสวยทุกข์ในธรรมที่ไม่ชอบใจ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำนี้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนานี้ ดังนี้.
จริงอยู่ ความสุขคือสุขเวทนา ในเผ่าพันธุ์แห่งสัตว์ที่พระองค์ทรงแนะนำในการรู้ธรรม เพื่อความรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งสภาวะที่เป็นโอฬาร มีอยู่.
อนึ่ง ปฏิฆานุสัย เมื่อนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา และสัมปยุตตธรรมแห่งเวทนาเท่านั้นย่อมนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ที่ไม่น่าปรารถนาด้วย. ดังคำที่ตรัสไว้ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ว่ารูปอันใดอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจมีอยู่ในโลก ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในรูปที่ไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจนี้ ดังนี้ มิใช่หรือ.
แม้ในปกรณ์แห่งยมกนี้ ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระก็ตรัสไว้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในเวทนาทั้งสองในกามธาตุนี้ แต่กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ในรูปธาตุ อรูปธาตุที่ไม่เนื่องกันนี้ ปฏิฆานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่เหลือมีรูปเป็นต้น โดยเว้นเวทนา ๒ คือสุข อุเบกขา พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม เว้นรูปาวจรธรรมที่เป็นไปในภูมิ และเว้นโลกุตตรธรรม ๙ เพราะความที่เทศนานั้น พระองค์ตรัสว่า ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในกามาวจรเวทนาทั้ง ๒ และในรูปธาตุเป็นต้น ดังนี้.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสไว้?
ตอบว่า เพราะเป็นสภาวะละเอียด.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่ธรรมเหล่านี้ เพราะความที่ทุกขเวทนาเป็นใหญ่โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละและในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น เพราะความเป็นธรรมละเอียด ดังนี้ แต่เมื่อว่าโดยอรรถแล้วย่อมเป็นได้เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเหล่านี้นั่นแหละ ดังนี้.
ถามว่า เวทนาทั้งสองนอกนี้ เป็นอิฏฐารมณ์ของปฏิฆะ หรือไม่?
ตอบว่า เวทนาทั้งสองนอกนี้ ไม่เป็นอารมณ์ของปฏิฆะ ก็หาไม่.
จริงอยู่ โทมนัสของผู้มีฌานเสื่อมแล้ว ย่อมเกิดเพราะปรารภเวทนาเหล่านั้นอันเป็นไปกับด้วยสัมปยุตตธรรม ด้วยสามารถแห่งความเดือนร้อนคือโทมนัส ย่อมเกิดเพราะตามระลึกถึงความเสื่อมของผู้ได้อิฏฐารมณ์บ้าง ย่อมเกิดเพราะตามระลึกถึงสิ่งที่ไม่ได้ของผู้ไม่ได้อิฏฐารมณ์บ้างก็ข้อนี้เป็นเพียงโทมนัสเท่านั้น ไม่เป็นปฏิฆานุสัย เพราะปฏิฆานุสัยนั้นเป็นกิเลสที่มีกำลังเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งการกระทบในอนิฏฐารมณ์ ฉะนั้นปฏิฆะแม้เกิดร่วมกับโทมนัสในที่นี้ ย่อมไม่เป็นปฏิฆานุสัย เพราะไม่ทำปฏิฆกิจของตน ย่อมถึงความเป็นอัพโพหาริก คือถึงการกล่าวอ้างไม่ได้.
พยาบาทแม้เกิดร่วมกับเจตนาในปาณาติบาต ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นมโนกรรม ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ไม่เป็นปฏิฆานุสัย คือว่าย่อมถึงการกล่าวอ้างไม่ได้สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมละปฏิฆะ คือโทมนัสเห็นปานนี้ โดยหมายเอาโทมนัสอันอาศัยเนกขัมมะอันเป็นอิฏฐารมณ์บางอย่างโดยสภาวะนั้นปฏิฆานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ที่เป็นที่นอนเนื่องแห่งมานานุสัย โดยพระบาลีว่า กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เป็นต้นมี ๓ คือกามาวจรเวทนา ๒ รูปธาตุและอรูปธาตุ ๑. บัณฑิตพึงทราบความนอนเนื่องแห่งมานานุสัยอันเป็นสหชาตะเหมือนกามราคานุสัยในอกุศลเวทนาทั้งหลาย. ก็มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในกามาวจรแม้ทั้งหมด พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรมในสุขทุกข์ อทุกขมสุขเวทนาทั้งหลาย และในรูปธาตุทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งอารมณ์. ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระ มานานุสัยนี้ เว้นทุกขเวทนา และโลกุตตรธรรม ๙ ย่อมนอนเนื่องในรูปและอรูปธาตุที่เหลือเท่านั้นเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่อง มานานุสัยก็ย่อมไม่นอนเนื่องในธรรมที่เนื่องด้วยทุกขเวทนานี้ ดังนี้. พึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งมานานุสัยดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในโลกุตตธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แท้จริงยังนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งปวงทีเดียวที่เป็นไปกับภูมิ ๓ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวง ดังนี้.
ก็ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสกฺกายปริยาปนฺเนสุ ได้แก่ ในธรรมทั้งปวงที่นับเนื่องด้วยสักกายะ เพราะอรรถว่าอาศัยสังสารวัฏ ดังนี้. ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยเหล่านี้ ย่อมนอนเนื่องในจิตตุปบาท ๕ ดวงคือโลภสัมปยุตตจิต ๔ วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ ด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องที่เป็นสหชาตะ.
ก็หรือว่า ธรรมทั้ง ๒ นั้น ย่อมนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องในอารมณ์ในปวัตติกาล เพราะปรารภจิตตุปบาท ๕ เหล่านี้ หรือธรรมอื่นอันเป็นไปกับภูมิ ๓ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ภวราคานุสัย บัณฑิตพึงกล่าวว่า ย่อมนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ เพราะความเกิดขึ้นในทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๔ ดวงแม้ก็จริงถึงอย่างนั้น ภวราคานุสัยนั้น เมื่อเกิดกับเวทนาทั้งปวงในกามธาตุ ย่อมได้เฉพาะในรูปาวจร อรูปาวจรเท่านั้น และย่อมไม่ทำธรรมแม้อันหนึ่งซึ่งเนื่องด้วยกามธาตุให้เป็นอารมณ์เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุนี้ โดยกำหนดไว้ด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องในอารมณ์ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าราคะนี้ มี ๒ ด้วยสามารถแห่งกามราคะและภวราคะ.
ใน ๒ อย่างนั้น กามราคะ ท่านกล่าวว่า ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ แห่งกามธาตุ ดังนี้.
ก็ถ้าว่า แม้ภวราคะพึงเป็นดุจกามราคะอย่างนี้ไซร้ การแสดงภวราคะกับด้วยกามราคะก็พึงเป็นเหมือนการคาบเกี่ยวกัน เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงแยกกิเลสมีราคะเป็นต้นไว้ เพื่อต้องการแสดงความแตกต่างกันของกามราคะกับภวราคะแล้ว จึงทรงแสดงเทศนาอย่างนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งภวราคานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวงไว้ในที่นี้ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบความที่อวิชชานุสัยเป็นธรรมนอนเนื่องอันเป็นสหชาติในจิตตุปบาท ๑๒ ดวง. ก็เมื่อว่าด้วยสามารถแห่งการกระทำอารมณ์แล้วอวิชชานุสัยไม่ปรารภธรรมอะไรๆ อันเป็นไปในภูมิ ๓ แล้วเป็นไปหามีไม่. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอวิชชานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
นี้เป็นวินิจฉัยกถาในปริจเฉทวาระ ปริจฉินนุทเทสวาระ อุปปัตติฏฐานวาระก่อน.
มหาวาระ ๗
ก็ในอนุสยวาระที่หนึ่งแห่งมหาวาระ ๗ คำใดที่กล่าวไว้ว่า กามราคานุสัยกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้ ตอบรับคำว่า อามนฺตา แปลว่า ใช่ ดังนี้. คำนั้น ย่อมปรากฏราวกะว่าให้คำตอบที่ไม่ดี.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะกามราคะและปฏิฆะไม่เกิดในขณะเดียวกัน เหมือนอย่างว่ามนาตนะ ธัมมายตนะ กายสังขาร วจีสังขาร ย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกันในคำว่า มนายตนะกำลังเกิดแก่บุคคลใด ธัมมายตนะก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้.
ท่านตอบรับว่า ใช่ (อามนฺตา) ในขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งอัสสาสะปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นก็กำลังเกิดขึ้น เป็นต้นฉันใด กามราคะและปฏิฆะ ย่อมเกิดฉันนั้นหามิได้. เพราะกามราคะย่อมเกิดในโลภสหคตจิตตุปบาท ๘ ดวง ส่วนปฏิฆะย่อมเกิดในโทมนัสสหคตจิตตุปบาท ๒ ดวง ด้วยประการฉะนี้ความเกิดขึ้นในขณะเดียวกันของธรรมเหล่านั้น (กามราคะ ปฏิฆะ) จึงไม่มี เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทำคำปฏิเสธในที่นี้ว่า โน ดังนี้. ก็ในที่นี้ ท่านไม่ถือเอาโวหารอันกำลังเป็นไป ด้วยสามารถแห่งปัจจุบันขณะราวกะในยมกทั้งหลายในหนหลังเพราะเนื้อความนั้นไม่ปฏิเสธ ก็ต้องตอบรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้ จึงควรถือเอาโดยประการอื่นๆ.
ถามว่า ควรถือเอาด้วยอาการอย่างไร?
ตอบว่า ด้วยสามารถแห่งกิเลสที่ละไม่ได้.
จริงอยู่ โวหารที่กำลังเป็นไปว่า อนุเสติ นี้ ท่านกล่าวหมายเอากิเลสที่ยังละไม่ได้ มิได้หมายเอาความเป็นปัจจุบันขณะเพราะท่านกล่าวหมายเอากิเลสที่เป็นสภาวะที่ละไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า กามราคานุสัยอันบุคคลใดยังละไม่ได้แม้ปฏิฆานุสัยของบุคคลนั้นก็ยังละไม่ได้ จึงเป็นสภาวะให้ถึงความเป็นธรรมนอนเนื่อง ในคำปุจฉาว่า กามราคานุสัยกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้.
อนึ่ง ในอนุสัยเหล่านั้น อนุสัยหนึ่งอันบุคคลใดยังมิได้ละ อนุสัยนอกนี้ของบุคคลนั้นก็ยังละไม่ได้นั่นแหละ ฉะนั้น จึงกล่าวว่า อามนฺตา ดังนี้.
ผิว่า คำใดท่านรับรองว่า อามนฺตา ในอุปปัชชนวาระข้างหน้า เพราะคำถามอย่างนี้ว่า กามราคานุสัยกำลังเกิดแก่บุคคลใดปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้. ในข้อนี้พึงถือเอาเนื้อความอย่างไร แม้ในข้อนั้น ท่านก็ถือเอาด้วยสามารถแห่งการที่กิเลสนั้นยังละไม่ได้ก็หรือ ครั้นเมื่อปัจจัยคือการเกิดขึ้นมีอยู่ ก็พึงถือเอาด้วยสามารถแห่งการไม่ปฏิเสธความเกิด.
เหมือนอย่างว่า ช่างเขียนเป็นต้น เริ่มจิตกรรมมีการวาดเขียนเป็นต้น เมื่อการงานยังไม่เสร็จ ถูกมิตรสหายเป็นต้นถามว่า ท่านทำอะไรในวันเหล่านี้ที่เราเห็นแล้วๆแม้ในขณะที่ยังไม่ทำการงานเหล่านั้น ก็ย่อมกล่าวว่า เรากำลังทำจิตกรรม กำลังทำกัฏฐกรรม แม้ขณะนั้นไม่ได้ทำจิตกรรมเป็นต้นก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ชื่อว่ากำลังทำอยู่นั่นแหละ เพราะอาศัยขณะที่ทำแล้ว และขณะที่ควรจะทำต่อไป ฉันใด อนุสัยทั้งหลายในสันดานใดที่ยังละไม่ได้ ก็ฉันนั้นนั่นแหละ.
ก็หรือว่า เมื่อปัจจัยให้เกิดอนุสัยเหล่านั้นมีอยู่ในสันดานใด การเกิดขึ้นแห่งอนุสัยเหล่านั้นอันธรรมดามิได้ห้ามไว้ในข้อนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งอนุสัย แม้ในขณะที่ยังไม่เกิดขึ้น อย่างนี้ว่า กามราคานุสัยกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด เพราะอาศัยกาลที่เคยเกิดแล้วด้วยและจะเกิดขึ้นในกาลอื่นด้วย ปฏิฆานุสัยของบุคคลนั้น ก็ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นนั่นแหละ ดังนี้ ในการวิสัชนาแม้อื่นจากนี้ก็ดี ที่มีรูปอย่างนี้ก็ดี ก็นัยนี้แหละ.
คำว่า โน จ ตสฺส นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะความที่กามราคถและพยาบาทเป็นสภาวะ อันพระอนาคามีละได้แล้วโดยไม่เหลือ.
คำว่า ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ ปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี.
คำว่า ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ พระโสดาบันและพระสกทาคามี. ในฐานะทั้งหลายที่มีรูปอย่างนี้แม้ข้างหน้า ก็นัยนี้แหละ.
ในคำถามที่หนึ่งและที่สองแห่งโอกาสวาระ ท่านทำการปฏิเสธว่า โน ดังนี้ เพราะกามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนา ๒ แห่งกามธาตุ ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนา ฉะนั้น จึงปฏิเสธว่า โน.
ในคำถามที่ ๓ ท่านกล่าวรับรองว่า อามนฺตา เพราะการนอนเนื่องแม้แห่งธรรมทั้งสองในเวทนาทั้งสองแห่งกามธาตุฐานะคือที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งมานานุสัยในรูปธาตุ อรูปธาตุกับด้วยกามราคานุสัยนั้นเป็นที่ที่ไม่ทั่วไป เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่าอนึ่ง กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในรูปธาตุนั้น ดังนี้.
โดยนัยนี้ บัณฑิตพึงตรวจดูวาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยทั้งปวง แล้วจะพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยทั้งปวง แล้วจะพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นอันเป็นสาธารณะและอสาธารณะ.
ในคำถามที่มีมูล ๒ เพราะกามราคานุสัย ย่อมไม่เกิดในที่เดียวกัน และย่อมไม่ทำธรรมหนึ่งให้เป็นอารมณ์ ฉะนั้นจึงทำปฏิเสธว่า นตฺถิ ดังนี้. ก็ในที่นี้พึงทราบว่า อนุสัยทั้ง ๒ เหล่านี้ พึงนอนเนื่องในที่ใด ที่นั้นย่อมไม่เป็นที่ๆ เดียวกันเพราะฉะนั้น คำถามนี้ว่า มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่นั้น ดังนี้ ชื่อว่าย่อมไม่เป็นคำปุจฉาเลย. ในอนุสัยแม้อื่นๆ ที่มีรูปอย่างนี้ ก็นัยนี้แหละ.
คำว่า จตุนฺนํ ในปุคคโลกาสวาระ ได้แก่ บุคคล ๔ จำพวก คือปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี.
ในปฏิโลมนัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเนื้อความนี้แล้ว จึงตรัสถามว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด เป็นต้น. ทรงถือเอาพระอนาคามีและพระอรหันต์ จึงตรัสถามว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลทั้งสองในภูมิทั้งปวง ดังนี้. บัณฑิตพึงถือเอากามาวจรธรรมแม้ทั้งหมดอันสัมปยุตด้วยเวทนา ในพระบาลีว่า กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ดังนี้บ้าง และถือเอาวัตถุและอารมณ์แห่งธรรมเหล่านั้นบ้าง. อนุสยาวารกถา จบ.
สานุสยวารกถา
ก็ในสานุสยวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า โย กามราคานุสเยน สานุสโย นี้ อธิบายว่าเปรียบเหมือนบุคคลผู้มีอาพาธด้วยโรคอย่างใดอย่างหนึ่งมิโรคชราอันแน่นอนเป็นต้นตราบใดโรคทั้งหลายยังไม่พ้นไปจากบุคคลนั้น ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีโรค แม้ในขณะแห่งโรคนั้นยังไม่เกิด ฉันใดข้อนี้ก็ฉันนั้น อนุสัยทั้งหลายแห่งสัตว์ผู้มีปกติไปตามวัฏฏะ ผู้มีกิเลสยังไม่ถึงการถอนขึ้นด้วยอริยมรรคเพียงใดแม้ในขณะที่อนุสัยทั้งหลายยังไม่เกิดขึ้น เขาก็ชื่อว่าเป็นผู้เป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัยนั่นแหละเพราะอาศัยความที่สัตว์เป็นผู้มีอนุสัยเห็นปานนี้ จึงรับรองด้วยคำว่า อามนฺตา ดังนี้.
คำที่เหลือในที่นี้เช่นกับอนุสยวาระนั่นแหละ.
ก็ในโอกาสวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสเยน สานุสโยอธิบายว่า ในธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ความที่บุคคลเป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัย พึงปรากฏ แต่ที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยไม่พึงปรากฏก็เพื่อแสดงที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยนั้น พระองค์จึงเริ่มวาระนี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า มานานุสเยน สานุสโย เป็นต้นจากวาระนั้น ฯ ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงตรัสว่า บุคคลผู้เป็นไปกับด้วยมานานุสัย คือมีมานานุสัย เกิดขึ้นแต่ธาตุทั้งสองนั้น ดังนี้. ก็เมื่อพระองค์ไม่ตรัสอรรถแห่งปัญหาแรก ย่อมจะไม่ปรากฏ ฉะนั้น จึงไม่ตรัสอรรถปัญหาแรก พึงทราบเนื้อความแห่งปัญหานี้ อย่างนี้.
คำว่า ยโต กามราคานุสเยน ได้แก่ กามราคานุสัยเกิดขึ้นแล้วแต่ที่ใด.
คำว่า สานุสโย ได้แก่ บุคคลชื่อว่าผู้เป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัย แม้ด้วยปฏิฆานุสัยก็เกิดขึ้นแต่ที่นั้น ดังนี้. แต่เพราะอนุสัยทั้งสอง คือกามราคะ ปฏิฆะ นั้นไม่เกิดแต่ที่เดียวกัน ฉะนั้น จึงปฏิเสธว่า โน ดังนี้.
คำว่า อรหา สพฺพตฺถ นี้ ท่านทำสัตตมีวิภัตติ ในที่แสดงอรรถโดยสิ้นเชิง ด้วยสามารถแห่งอรรถนี้ว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอนุสัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในธรรมทั้งปวง ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยอรรถในคำทั้งปวงโดยอุบายนี้. สานุสยวารกถา จบ.
ปชหนวารกถา
ในปชหนวาระ บทว่า ปชหติ ได้แก่ ย่อมละอนุสัยด้วยมรรคนั้น คือว่า ย่อมทำให้ถึงความเป็นธรรมชาติที่ไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอำนาจแห่งปหานปริญญา.
คำว่า อามนฺตา เป็นคำรับรอง โดยหมายเอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค.
คำว่า ตเทกฏฐํ ปชหติ นี้ ตรัสหมายเอาความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ตั้งอยู่ในปริญญาอันเลิศ คือปหานะ.
คำว่า โน นี้ ปฏิเสธหมายเอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค.
คำว่า ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ ได้แก่ ย่อมละกามราคานุสัยซึ่งเกิดขึ้นแต่ที่ใด.
คำว่า อฏฺฐมโก ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โดยนับตั้งแต่พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล เป็นที่หนึ่ง พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคนั้น จึงชื่อว่าเป็นพระอริยบุคคลที่ ๘.
จริงอยู่ พระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลที่หนึ่ง เพราะความที่ท่านเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ โดยการนับตามลำดับพระทักขิไณยบุคคล. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรคเป็นที่ ๒ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผลเป็นที่ ๓ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรคเป็นที่ ๔ ฯลฯ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรคเป็นที่ ๘. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรคนั้น ตรัสว่าเป็นบุคคลที่ ๘.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อฏฺฐมโก นี้ เป็นนามสัญญาของท่าน.
คำว่า อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ได้แก่ พระเสขะและอเสขะทั้งหลายกับด้วยปุถุชน.
จริงอยู่ ในบุคคลเหล่านั้น ปุถุชนย่อมละกามราคานุสัยไม่ได้ เพราะความที่ปุถุชนนั้นไม่มีปหานปริญญา. อธิบายว่า เว้นบุคคลที่เหลือ คือผู้ถึงพร้อมด้วยมรรคทั้ง ๒ ได้แก่โสดาปัตติมรรค อนาคามิมรรค เพราะความที่อนุสัยเหล่านั้นท่านละได้แล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยในบททั้งปวง โดยนัยนี้. ปชหนวารกถา จบ.
ปริญญาวารกถา
ในปริญญาวาระ คำว่า ปริชานาติ ได้แก่ ย่อมรู้แจ้งปริญญาทั้ง ๓ คำที่เหลือในที่นี้ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. จริงอยู่ แม้วาระนี้ พระองค์ก็ทรงวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเท่านั้น ราวกะปชหนวาระ. ปริญญาวารกถา จบ.
ปหีนวารกถา
พระองค์ทรงเริ่มเทศนาในปหีนวาระไว้ ด้วยอำนาจแห่งพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล เพราะว่า อนุสัยเหล่านี้แม้ทั้งสองอันพระอนาคามีละได้แล้ว ฉะนั้น จึงรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้.
ในโอกาสวาระ ท่านกล่าว เพราะคำถามว่า กามราคานุสัยที่ละได้แล้วในภูมิใด ปฏิฆานุสัยก็ละได้แล้วในภูมินั้น ใช่ไหม ดังนี้ ไม่สมควรจะกล่าวคำว่า ละได้แล้ว หรือว่า ละไม่ได้แล้ว ดังนี้
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความที่ภูมินั้นเป็นที่เกิดขึ้นอันไม่ทั่วไป.
จริงอยู่ ที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัยก็เป็นอย่างหนึ่ง ของปฏิฆานุสัยก็เป็นอย่างหนึ่ง. คือว่า อนุสัยของมรรคบุคคลผู้ไม่เจริญแล้ว ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ครั้นท่านเจริญมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ชื่อว่าละได้แล้วในที่นั้นนั่นแหละ. ก็ในบรรดาอนุสัยทั้งสองนั้น ปฏิฆานุสัยย่อมไม่เกิดขึ้นในที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย แม้กามราคานุสัยก็ไม่เกิดขึ้นในที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า อนุสัยนั้น ท่านละได้แล้ว หรือว่าละยังไม่ได้ในที่ (ภูมิ) นั้น เพราะว่า กามราคานุสัยนั้น ท่านละได้แล้วในที่เป็นที่เกิดของตนจึงไม่ควรกล่าวว่า อนุสัยนั้น ท่านละได้แล้วในที่นั้น เพราะความที่ท่านละยังไม่ได้. ที่ใด เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย ไม่ควรกล่าวว่าท่านละไม่ได้แล้วในที่นั้น เพราะความที่กามราคานุสัยนั้นไม่ได้อยู่ในที่นั้น.
ก็ในคำนี้ว่า ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าหมายเอาที่เป็นที่สาธารณะ จึงตรัสว่า อามนฺตา. เพราะว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุ มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ เหล่านั้นด้วย ในรูปธาตุและอรูปธาตุทั้งหลายด้วยแต่มานานุสัยนั้น เว้นที่เป็นที่อสาธารณะ ในที่เป็นที่สาธารณะ ย่อมชื่อว่า ท่านละได้แล้วกับทั้งกามราคานุสัย ฉะนั้น จึงรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้.
บัณฑิตพึงทราบความเป็นผู้ละได้แล้ว และคำอันไม่พึงกล่าวในโอกาสวาระแม้ทั้งปวงโดยนัยนี้.
ก็คำว่า นตฺถิ ในอนาคตสถานทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยเช่นกับคำที่กล่าวแล้วในหนหลัง. ปุคคโลกาสวาระมีคติอย่างโอกาสวาระนั่นแหละ. ในปฏิโลมนัย คำว่า ยสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามด้วยอำนาจแห่งความเป็นปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี.
จริงอยู่ อนุสัยทั้ง ๒ เหล่านี้ บุคคล ๖ จำพวก ตั้งแต่ปุถุชนจนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค ละยังไม่ได้ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นในที่นี้ ประสงค์เอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค เพราะพระบาลีว่า ปรโต ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ เป็นต้นเพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า อามนฺตา โดยหมายเอาปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามีเท่านั้น.
คำว่า ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ พระโสดาบันและพระสกทาคามี. พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลวาระโดยนัยนี้. ก็โอกาสวาระและปุคคลโลกาสวาระ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ปหีนวารกถา จบ. ในอุปปัชชนวาระ เช่นกับอนุสัยวาระนั่นแหละ.
ธาตุวารกถา
บัณฑิตพึงทราบธาตุวาระก่อนว่า กติ อนุสยา อนุเสนฺติ ได้แก่ อนุสัยเท่าไร ที่เป็นสภาพไปตามสันดานแล้วอาศัยอยู่.
คำว่า กติ อนุสยา นานุเสนฺติ อนุสัยเท่าไรไม่ไปตามสันดานแล้วอาศัยอยู่.
คำว่า กติ อนุสยา ภงฺคา ความว่า บัณฑิตพึงจำแนกอย่างนี้ว่า อนุสัยเท่าไรย่อมนอนเนื่อง อนุสัยเท่าไรย่อมไม่นอนเนื่อง ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้คำใดที่ควรกล่าว คำนั้นท่านก็กล่าวแล้วในที่เป็นที่กำหนดพระบาลีในหนหลังนั่นแหละ. แต่ในนิเทสวาระ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งปุถุชนว่า อนุสัย ๗ ย่อมนอนเนื่องแก่ใครดังนี้.
คำว่า กสฺสจิ ปญฺจ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งพระโสดาบันและพระสกทาคามี.
จริงอยู่ ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย อันท่านเหล่านั้นละได้แล้ว เพราะเหตุนั้น อนุสัยทั้ง ๕ เท่านั้น จึงนอนเนื่อง ดังนี้.
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในข้อนั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเนื้อความในบทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แห่งบทว่า อนุเสนฺติ ในอนุสยวาระฉันใด ในธาตุวาระนี้ พึงทราบว่าไม่พึงถือเอาฉันนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความที่อนุสัยนั้นไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลกำลังเข้าถึงกามธาตุ วิบากจิตและรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานย่อมเกิด แต่อกุศลจิตย่อมไม่เกิดในขณะนั้น. ก็อนุสัยทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นในขณะแห่งอกุศลจิต ย่อมไม่เกิดขึ้นในขณะแห่งวิบากจิต เพราะเหตุนั้น เพราะความไม่เกิดในขณะดังกล่าวแล้วนั้นจึงไม่ควรถือเอา.
ถามว่า พึงถือเอาอย่างไร?
ตอบว่า ย่อมหยั่งเห็นได้โดยประการใด ก็พึงถือเอาโดยประการนั้น.
ถามว่า ย่อมหยั่งเห็นได้อย่างไร?
ตอบว่า ย่อมหยั่งเห็นได้ เพราะอรรถว่าเป็นกิเลสที่ยังละไม่ไม้.
เหมือนอย่างว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกุศลและอัพยากตจิต เพราะความที่ราคะโทสะและโมหะอันตนละยังไม่ได้ ท่านก็เรียกว่าผู้มีราคะโทสะและโมหะ ฉันใดข้อนี้ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นๆ แม้ในขณะแห่งปฏิสนธิ เพราะความที่มรรคภาวนายังมิได้ละ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสว่า อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องอย่างเดียว แต่พึงทราบว่าอนุสัยเหล่านั้น ชื่อว่านอนเนื่องเพราะความเป็นสภาวะที่ยังละไม่ได้นั่นแหละด้วย ดังนี้.
คำว่า อนุสยา ภงฺคา นตฺถิ อธิบายว่า ก็ชื่อว่าอนุสัย อันบัณฑิตพึงจำแนกอย่างนี้ว่า อนุสัยใดกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใดอนุสัยนั้นเท่านั้นย่อมนอนเนื่อง, อนุสัยใดมิได้กำลังนอนเนื่อง, อนุสัยนั้นเท่านั้น ก็ย่อมไม่นอนเนื่อง, อนุสัยนี้ย่อมนอนเนื่องและย่อมไม่นอนเนื่อง,อนุสัยนี้พึงนอนเนื่องด้วยไม่พึงนอนเนื่องด้วย ดังนี้ ย่อมไม่มี.
คำว่า รูปธาตุํ อุปปชฺชนฺตสฺส กสฺสจิ ตโย นี้ ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งพระอนาคามี.
จริงอยู่ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิและวิจิกิจฉานุสัยแม้ทั้ง ๔ ท่านละได้แล้วโดยไม่เหลือ อนุสัย ๓ นอกนี้ท่านยังละไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กสฺสจิ ตโย อนุสยา อนุเสนฺติ แปลว่า อนุสัย ๓ ย่อมนอนเนื่องแก่ใคร ดังนี้.
คำว่า น กามธาตุ อธิบายว่า เมื่อเข้าถึงธาตุทั้ง ๒ ที่เหลือ เพราะความที่ท่านปฏิเสธกามธาตุ.
คำว่า สตฺเตว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดแล้วตรัสว่า ชื่อว่า การเกิดในกามธาตุของพระอริยสาวกผู้จุติจากรูปธาตุย่อมไม่มี มีอยู่แต่ปุถุชนเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า สตฺเตว ดังนี้. แม้ในคำว่า สตฺเตว แห่งบุคคลผู้จุติจากอรูปธาตุแล้วเข้าถึงกามธาตุนี้ ก็นัยนี้แหละ.
ถามว่า เพราะเหตุไร คำว่า ความเกิดขึ้นในรูปธาตุย่อมไม่มี ดังนี้.
ตอบว่า เพราะความไม่มีรูปาวจรฌานอันเป็นธรรมให้สำเร็จในการเกิดนั้นไม่มี.
จริงอยู่ บุคคลนั้นเข้าถึงธาตุนั้น เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น รูปาวจรฌานของท่านจึงไม่มีอยู่ในที่นั้น เพราะความไม่มีรูปาวจรฌานนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า การเกิดขึ้นในรูปธาตุจึงไม่มี ดังนี้.
ในข้อว่า อรูปธาตุยา จุตสฺส น กามธาตุํ นี้ ทรงประสงค์เอาในอรูปธาตุเท่านั้น. พึงทราบเนื้อความในวิสัชนาทั้งปวง โดยนัยนี้ ดังนี้แล. ธาตุวารกถา จบ. อรรถกถาอนุสยยมก จบ. -----------------------------------------------------