ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา

นิโรธวาร เล่ม ๓๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๑–๒๑๙ลำดับ 7 จาก 9 ในขันธยมกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 49 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อรูปา จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อรูปา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: อรูปา จวนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: นิรุชฺฌติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: อรูปา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ อุปฺปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ --------

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ --------

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมภวิกานํ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ---------

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยตฺถ วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อรูเป ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวกาเร ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ

ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ (ยตฺถกํ ปริปุณฺณํ กาตพฺพํ) ฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ สญฺญากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ --------

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปา จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌตีติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปา จวนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ อรูเป ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ อรูเป ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: นิรุชฺฌติ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ อรูเป ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ อรูเป ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ สญฺญากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌตีติ: ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌติ ฯ --------

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถาติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌิตฺถ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อรูปานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ รูปกฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อรูเป ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ รูปกฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: ปญฺจโวกาเร ปรินิพฺพนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ นิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๐๔

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับแต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและเวทนาขันธ์ก็กำลังดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดกำลังดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับแต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๐๕

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังดับและเวทนาขันธ์ก็กำลังดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดกำลังดับ รูปขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์กำลังดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์กำลังดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับอนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๐๖

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นกำลังดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและเวทนาขันธ์ก็กำลังดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น กำลังดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๐๗

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับแต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๐๘

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่ กำลังดับใช่ไหม วิ. กำลังดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. กำลังดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อดีตวาร ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๐๙

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๑๐

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดเคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดเคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๑๑

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดเคยดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์เคยดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยดับ ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์เคยดับและเวทนาขันธ์ก็เคยดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดเคยดับ รูปขันธ์ในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยดับ แต่รูปขันธ์ไม่เคยดับ ใน ปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยดับและรูปขันธ์ก็เคยดับ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๑๒

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและเวทนาขันธ์ก็เคยดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่รูปขันธ์ไม่เคยดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและรูปขันธ์ก็เคยดับ ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๑๓

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๑๔

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่เคยดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคยดับ ใช่ไหม วิ. เคยดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่เคยดับ รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๑๕

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและรูปขันธ์ก็ไม่เคยดับ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๑๖

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดจักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดจักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิและบุคคลเหล่าใดจักอุบัติใน อรูปภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักดับและรูปขันธ์ก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๓. อนาคตวาร อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๑๗

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดจักดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์จักดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักดับในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์จักดับและเวทนาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดจักดับ รูปขันธ์ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่จักดับในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์จักดับและรูปขันธ์ก็จักดับอนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๑๘

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและเวทนาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและรูปขันธ์ก็จักดับ ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๑๙

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ปัจฉิมภวิกบุคคลผู้กำลังอุบัติในอรูปภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติใน อรูปภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๒๐

รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่จักดับ รูปขันธ์ในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๒๑

รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่รูปขันธ์มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๒๒

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคย ดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดเคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติและบุคคลผู้กำลังจุติจากอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจ-โวการภูมิและอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับ

ข้อ ๑๒๓

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดกำลังดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดเคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ และบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิสัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและเวทนาขันธ์ก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๒๔

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยดับในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นรูปขันธ์กำลังดับและเวทนาขันธ์ก็เคยดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดเคยดับ รูปขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นเวทนาขันธ์เคยดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับ

ข้อ ๑๒๕

อนุ. เวทนาขันธ์ในภูมิใดกำลังดับ สัญญาขันธ์ในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สัญญาขันธ์ในภูมิใดเคยดับ เวทนาขันธ์ในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๒๖

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและเวทนาขันธ์ก็เคยดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับ

ข้อ ๑๒๗

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สัญญาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่า นั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่สัญญาขันธ์ไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากจตุโวการ-ภูมิและปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสัญญา-ขันธ์ก็เคยดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและเวทนาขันธ์ก็กำลังดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๒๘

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี

ข้อ ๑๒๙

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๓๐

รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ... (ข้อที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในภูมิใดพึงทำให้บริบูรณ์) ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๓๑

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ เวทนาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่เคยดับบุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้กำลังจุติจาก อสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ

ข้อ ๑๓๒

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สัญญาขันธ์มิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสัญญาขันธ์ก็ไม่เคยดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาส-ภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๓๓

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลหล่านั้นกำลังดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิและอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและเวทนาขันธ์ก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดจักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติและบุคคลผู้กำลังจุติจากอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ ของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการ-ภูมิและอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับ

ข้อ ๑๓๔

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดกำลังดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับและสัญญาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดจักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ และบุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิสัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นจักดับและเวทนาขันธ์ก็กำลังดับ อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๓๕

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดกำลังดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๓๖

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้กำลังจุติจาก อสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและเวทนาขันธ์ก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและรูปขันธ์ก็กำลังดับ

ข้อ ๑๓๗

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดกำลังดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับ แต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจ-โวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังดับและสัญญาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและเวทนาขันธ์ก็กำลังดับ ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๓๘

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติและบุคคลผู้กำลังจุติจากอรูปภูมิ รูปขันธ์ของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ

ข้อ ๑๓๙

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. กำลังดับ ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๔๐

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๔๑

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ เวทนาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่ดับบุคคลผู้กำลังปรินิพพานในอรูปภูมิและบุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้กำลังจุติจาก อสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่รูปขันธ์มิใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร ไม่กำลังดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในอรูปภูมิ และบุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและรูปขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ

ข้อ ๑๔๒

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สัญญาขันธ์มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังดับและสัญญาขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังดับ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๔๓

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดเคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่เวทนา-ขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและเวทนาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดจักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร

ข้อ ๑๔๔

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดเคยดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นเคยดับและสัญญาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดจักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๔๕

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดเคยดับ ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๔๖

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและเวทนาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่รูปขันธ์ไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในปัญจโวการภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและรูปขันธ์ก็เคยดับ

ข้อ ๑๔๗

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดเคยดับ สัญญาขันธ์ของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๙๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพาน เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับแต่สัญญาขันธ์ไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิเวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับและสัญญาขันธ์ก็จักดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิ นั้นจักดับ แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยดับ บุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจ-โวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและเวทนาขันธ์ก็เคยดับปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๔๘

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ

ข้อ ๑๔๙

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดไม่เคยดับ สัญญาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๕๐

อนุ. รูปขันธ์ในภูมิใดไม่เคยดับ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๙๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๒. ขันธยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๕๑

อนุ. รูปขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอรูปภูมิรูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิและอรูปภูมิ รูปขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ รูปขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่รูปขันธ์มิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิและอรูปภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและรูปขันธ์ก็ไม่เคยดับ

ข้อ ๑๕๒

อนุ. เวทนาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยดับ สัญญาขันธ์ของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับ แต่สัญญาขันธ์มิใช่จักไม่ดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาส-ภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ เวทนาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับและสัญญาขันธ์ก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สัญญาขันธ์ของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ เวทนาขันธ์ของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในปัญจโวการภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่า นั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่เวทนาขันธ์มิใช่ไม่เคยดับ บุคคลผู้กำลังปรินิพพานในสุทธาวาสภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สัญญาขันธ์ของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยดับ นิโรธวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๙๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๑๑๗ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาขันธยมก อรรถกถาปวัตติวาระ

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มปวัตติวาระโดยนัยเป็นต้นว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสอุทเทสวาระไว้ในปวัตติวาระนี้.

ตอบว่า เพราะเป็นนัยที่ทรงแสดงไว้แล้วในหนหลัง ก็นัยในอุทเทสวาระพระองค์ทรงแสดงไว้แล้วในปัณณัตติวาระ ก็โดยนัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสอุทเทสวาระนั้น ทรงเริ่มนิทเทสวาระเลยทีเดียว เพราะแม้ไม่ตรัสอุทเทสวาระไว้ในปัณณัตติวาระนี้ ใครๆ ก็อาจทราบได้.

ก็อันตรวาระ ๓ คือ อุปาทวาระ นิโรธวาระ อุปาทนิโรธวาระ ย่อมมีในมหาวาระ กล่าวคือปวัตติวาระนี้.

ในวาระทั้ง ๓ นั้น วาระที่ ๑ เรียกว่าอุปาทวาระ เพราะแสดงลักษณะแห่งการเกิดขึ้นของธรรมทั้งหลาย.

วาระที่ ๒ เรียกว่านิโรธวาระ เพราะแสดงลักษณะแห่งการดับของธรรมทั้งหลายเหล่านี้นั้นนั่นแหละ.

วาระที่ ๓ เรียกว่าอุปาทนิโรธวาระ เพราะแสดงลักษณะแม้ทั้งสอง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาการแห่งการเกิดขึ้นของธรรมทั้งหลายในปวัตติวาระนี้ด้วยอุปาทะวาระ,ทรงแสดงความไม่เที่ยงของธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเองด้วยนิโรธวาระว่า ชื่อว่าการเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเที่ยง ย่อมไม่มี,ทรงแสดงความเกิดขึ้นและความไม่เที่ยงทั้งสองนั่นด้วยอุปาทนิโรธวาระ.

ในอุปาทวาระนั้น มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่างด้วยอำนาจอัทธา ๓ คือปัจจุบัน อดีต อนาคต ปัจจุบันกับอดีต ปัจจุบันอนาคต อดีตกับอนาคต.

ในกาลเหล่านั้น คำว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ รูปขันธ์กำลังเกิด (ย่อมเกิด) แก่บุคคลใด พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นปัจจุบัน ก็ปัจจุบันนั้นพระองค์ตรัสไว้ก่อนว่า ปัจจุบันนั้นเป็นธรรมชาติที่บุคคลพึงรู้ด้วยดีเกินเปรียบ เพราะความที่ธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน บุคคลพึงถือเอาได้โดยประจักษ์.

อดีตกาล พึงทราบด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นอดีตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิด (เกิดแล้ว) แก่บุคคลใด ก็อดีตกาลนั้นท่านกล่าวไว้เป็นที่สองเพราะอดีตธรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วในภายหลัง เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยประจักษ์ดีกว่าอนาคตที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยอนุมาน.

พึงทราบอนาคตกาลด้วยอำนาจแห่งชื่อที่เป็นอนาคตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ =รูปขันธ์จักเกิดแก่บุคคลใด อนาคตกาลนั้นกล่าวไว้เป็นที่ ๓ เพราะถือเอาว่า ธรรมทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นรูปจักเกิดขึ้น แม้ในอนาคตด้วยอำนาจธรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วโดยประจักษ์ และด้วยธรรมที่ถือเอาแล้วโดยอนุมาน.

คำถามว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันกับอดีต ด้วยอำนาจชื่อที่เป็นปัจจุบันกับชื่อที่เป็นอดีต ปัจจุบันกับอดีต (ปัจจุบันนาตีตวาระ) นั้น กล่าวไว้เป็นที่ ๔ เพราะปัจจุบันและอดีตบุคคลพึงรู้แจ้งได้ง่ายกว่ากาลทั้ง ๓ ที่เจือปนกัน.

พึงทราบปัจจุบันกับอนาคตด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นปัจจุบันกับชื่อที่เป็นอนาคตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ ปัจจุบันกับอนาคตนั้น กล่าวไว้เป็นที่ ๕ เพราะว่า ปัจจุบันกับอนาคตนั้น เป็นกาลที่บุคคลพึงรู้ได้ง่ายกว่าโดยเนื้อความ เพราะธรรมทั้งหลายที่พึงถือเอาโดยประจักษ์มีอยู่.

พึงทราบอดีตกับอนาคต ด้วยชื่อที่เป็นอนาคตกับอดีตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ อดีตกับอนาคตนั้น พึงรู้ได้ยากกว่ากาลทั้งหลายก่อนๆ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในลำดับที่ ๖.

ในกาลทั้ง ๖ นั้น ปัจจุบันกาลอันเป็นกาลที่หนึ่ง มี ๓ วาระ คือโดยบุคคล โดยโอกาส โดยบุคคลและโอกาส (ปุคคลวาระ, โอกาสวาระและปุคคลโลกาสวาระ).

ในวารทั้ง ๓ นั้น การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจบุคคลด้วยคำว่า ยสฺส ชื่อว่าปุคคลวาระ.

การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจโอกาส ด้วยคำว่า ยตฺถ ชื่อว่าโอกานวาร.

การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจบุคคลและโอกาส ด้วยคำว่า ยสฺส ยตฺถ ชื่อว่าปุคคลโลกาสวาระ.

วาระทั้ง ๓ เหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงอนุโลมนัยก่อน แล้วจึงแสดงปฏิโลมนัยภายหลัง ในอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย การแสดงการเกิดขึ้นด้วยคำว่า อุปฺปชฺชติ = ย่อมเกิด (กำลังเกิด) อุปฺปชฺชิตฺถ = เกิดแล้ว (เคยเกิด) อุปฺปชฺชิสฺสติ = จักเกิด ชื่อว่าอนุโลมนัย.

การแสดงการไม่เกิดขึ้นด้วยคำว่า นุปฺปชฺชติ = ไม่ใช่ย่อมเกิด (หรือไม่ใช่กำลังเกิด) นุปฺปชฺชิตฺถ = ไม่ใช่เกิดแล้ว (ไม่เคยเกิด) นุปฺปชฺชิสฺสติ = ไม่ใช่จักเกิด ชื่อว่าปฏิโลมนัย.

ในอนุโลมนัยแห่งบุคคลวาระในปัจจุบันกาลนั้น มียมก ๑๐ อย่าง เพราะนับแล้วไม่นับอีก (คือนับเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน) คือยมก ๔ อย่างที่มีรูปขันธ์เป็นมูลอย่างนี้ว่า

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สัญญาขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า สัญญาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สงฺขารกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน สงฺขารกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สังขารขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า สังขารขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส วิญญาณกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน วิญญาณกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด วิญญาณขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า วิญญาณขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.

ยมก ๓ อย่าง ที่มีเวทนาขันธ์เป็นมูล ด้วยนัยเป็นต้นว่า ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ยมก ๒ อย่างที่มีสัญญาขันธ์เป็นมูลยมก ๑ อย่างที่มีสังขารขันธ์เป็นมูล.

ในยมกทั้ง ๑๐ อย่างนั้น ในยมก ๔ อย่างที่มีรูปขันธ์เป็นมูล พระองค์ทรงวิสัชนายมกต้นอย่างเดียวเท่านั้น ยมกที่เหลือ (อีก ๓)มีการวิสัชนาเช่นกับยมกต้นนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงย่อไว้เพื่อความง่ายแห่งภาษาที่เป็นแบบแผน แม้ในมูลทั้งหลายมีเวทนาขันธ์เป็นมูลเป็นต้นการวิสัชนาเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยคำว่า อามนฺตา = ใช่ เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนายมก ๑๐ อย่างแล้ว ด้วยการวิสัชนายมกหนึ่งๆในอนุโลมนัย ในบุคคลวาระ ในปัจจุบันกาล เหล่านี้อย่างนี้ว่า ยมกเหล่านั้นทรงย่อไว้เพื่อความง่ายแห่งภาษาที่เป็นแบบแผน.

ในอนุโลมนัย ในวาระทั้ง ๓ ในปัจจุบันกาล มียมก ๓๐ อย่าง คือในบุคคลวาระมี ๑๐ อย่าง ในโอกาสวาระ ๑๐ อย่าง ในปุคคโลกาสวาระ ๑๐ อย่าง ฉันใด แม้ในปฏิโลมนัยก็มี ๓๐ ฉันนั้น จึงรวมเป็นยมกะ ๖๐ อย่าง ในปัจจุบันกาลทั้งหมด.

ในยมกะ ๖๐ อย่างนั้น พึงทราบว่า มีปุจฉา ๑๒๐ มีอรรถ ๒๔๐.

วาระทั้ง ๖ พึงทราบว่า มียมกะ ๖๐ เพราะกระทำให้เป็น ๑๐ ในวาระหนึ่งๆ รวมยมกะ ๓๐๐ ในก่อน จึงเป็นยมกะ ๓๖๐ ปุจฉา ๗๒๐ อรรถ ๑,๔๔๐นี้เป็นการกำหนดพระบาลีในอุปปาทวาระก่อน. ก็ในอุปปาทะวาระฉันใด พึงทราบว่าแม้ในนิโรธวาระ แม้ในอุปปาทนิโรธวาระก็อย่างนั้นในปวัตติมหาวาระ แม้ทั้งหมดจึงยมกะ ๑,๐๘๐ ปุจฉา ๒,๑๖๐ อรรถ ๔,๓๒๐.

แต่พระบาลีในอุปปาทวาระและนิโรธวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาย่อไว้แล้วซึ่งยมกหนึ่งๆ เท่านั้น ในวาระนั้นๆ ในประเภทแห่งกาลที่ไม่ปะปนกัน ๓ อย่าง. ในประเภทแห่งกาลที่ปะปนกัน ๓ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนายมกอย่างหนึ่ง แม้ในมูลที่มีเวทนาขันธ์เป็นมูลเป็นต้นโดยนัยเป็นต้นว่า ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สัญญาขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม?

ก็ในอุปปาทะนิโรธ วาระพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงวิสัชนายมกแม้นั้นไว้ในประเภทแห่งกาล แม้ทั้ง ๖ พึงทราบว่ายมกะที่เหลือทรงย่อไว้ เพราะยมกเหล่านั้น พระองค์ทรงวิสัชนาให้เสมอกันกับยมกนั้น นี้เป็นการกำหนดพระบาลีในปวัตติมหาวาระแม้ทั้งสิ้น.

ก็เพื่อวินิจฉัยเนื้อความแห่งขันธยมกนี้ พึงทราบลักษณะดังต่อไปนี้

บัณฑิตพึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความแห่งปัญหา ๔ อย่าง ในปวัตติมหาวาระนี้ที่ท่านใส่ไว้ในคำวิสัชนา ๕ อย่าง ในฐานะ ๒๗ในอรรถวินิจฉัยนั้น ชื่อปัญหา ๔ อย่าง คือปุเรปัญหา ปัจฉาปัญหา ปริปุณณปัญหา โมฆะปัญหา. ก็ยมกหนึ่งๆ มีปุจฉา ๒ อย่าง (คืออนุโลมและปฏิโลม). แม้ปุจฉาหนึ่งๆ ก็มีบท ๒ อย่าง (คือสันนิฏฐานและสังสยะ).

ในปัญหา ๔ อย่างนั้น ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใดย่อมได้การเกิดขึ้นหรือการดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาด้วยบทเพียงบทเดียว ปัญหานี้ ชื่อว่าปุเรปัญหา.

ก็ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใด ย่อมได้การเกิดขั้นหรือความดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาด้วยบทแม้ทั้งสอง ปัญหานี้ชื่อว่าปัจฉาปัญหา.

ก็ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใดย่อมได้การเกิดขึ้นหรือความดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทเพียงบทเดียวบ้าง ด้วยบทแม้ทั้งสองบ้างปัญหานี้ชื่อว่าปริปุณณปัญหา. แต่การห้ามหรือการปฏิเสธย่อมได้ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใด ปัญหานี้ชื่อว่าโมฆะปัญหาก็เพราะโมฆะปัญหานี้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงไว้ ใครๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ ฉะนั้นจึงจักแสดงปัญหานั้นไว้.

การเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์อันท่านถือเอาด้วยบทเพียงบทเดียว ในการวิสัชนานี้ว่า อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด (กำลังเกิด)ในคำถามยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺชชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมินั้นหรือเพราะเหตุนั้นปัญหานี้ด้วย ปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ด้วย พึงทราบว่าเป็นปุเรปัญหา.

การเกิดขึ้นแห่งรูปและเวทนาขันธ์ในอดีตของสัตว์ใดสัตว์หนึ่ง ที่ถือเอาด้วยบททั้งสองย่อมได้ในการวิสัชนานี้ว่า อามนฺตา = ใช่ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็เคยเกิดแล้วแก่บุคคลนั้นหรือ?เพราะเหตุนั้นปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ ชื่อว่าปัจฉาปัญหา.

ก็การเกิดขั้นแม้ของรูปขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทเพียงบทเดียว ย่อมได้ในปุริมโกฏฐาสะนี้ว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = เมื่อบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์กำลังเกิด แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในการวิสัชนานี้มีอาทิว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ, ในปัญหาแรกนี้ว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ= รูปขันธ์กำลังเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ การเกิดขึ้นแม้ของรูปและเวทนาขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง ย่อมได้ในปัจฉิมโกฏสะนี้ว่า ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ = เมื่อบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ก็กำลังเกิด เวทนาขันธ์ก็กำลังเกิด เพราะเหตุนั้น ปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้พึงทราบว่าเป็นปริปุณณปัญหา. แม้คำว่า ปุเรปัจฉาปัญหา ก็เป็นชื่อของปริปุณณปัญหานั้นนั่นแหละ.

ก็ในการวิสัชนาปริปุณณปัญหานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์นั่นแหละที่สงเคราะห์ไว้ด้วยบทเดียวในปุริมโกฏฐาสในทุติยโกฏฐาสการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทบทเดียว ย่อมได้ในปัญหาใดด้วยนัยและลักษณะนี้แห่งรูปและเวทนาขันธ์ที่ถือเอาด้วยบททั้งสองปัญหานั้นเรียกว่าปุเรปัญหา.

การเกิดขึ้นหรือการดับไปของขันธ์ทั้งหลายที่ถือเอาด้วยบททั้งสอง ย่อมได้ในปัญหาใด ปัญหานั้นเรียกว่าปัจฉาปัญหา.

ปฏิกเขปวิสัชนา ย่อมได้ในการวิสัชนานี้ ด้วยคำว่า นตฺถิ = ไม่มี ในปัญหานี้ว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ ปุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์ไม่เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.

ปฏิเสธวิสัชนา ย่อมได้ในการวิสัชนานี้ด้วยคำว่า โน = ไม่ใช่ ในคำถามว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ = รูปขันธ์กำลังเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็กำลังดับแก่บุคคลนั้นหรือเหตุนั้น ปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ รวม ๒ อย่าง พึงทราบว่าเป็นโมฆะปัญหา แม้โมฆะปัญหานี้เรียกว่าเฉทตุจฉปัญหา ก็ได้ พึงทราบปัญหาทั้ง ๔ อย่าง อย่างนี้ก่อน.

ก็วิสัชนาเหล่านี้คือ ปาลิคติวิสัชนา ปฏิวจนวิสัชนา สรูปทัสสนวิสัชนา ปฏิกเขปวิสัชนา ปฏิเสธวิสัชนา ชื่อว่าวิสัชนา ๕ อย่าง.

ในวิสัชนา ๕ อย่างนั้น วิสัชนาใดเป็นบาลีบทเท่านั้นอันท่านวิสัชนาซึ่งเนื้อความไว้ วิสัชนานี้ชื่อว่าปาลิคติวิสัชนา.

ปาลิคติวิสัชนานั้นย่อมได้ในปุเรปัญหา วิสัชนานี้ว่า อุปฺปชฺชติ = กำลังเกิด ในปัญหาว่า ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ= รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด เวทนาขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมินั้นหรือ เป็นเพียงบทแห่งพระบาลีที่พระองค์วิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้วเพราะฉะนั้น พึงทราบการวิสัชนาด้วยปาลิคติวิสัชนา ในฐานะเห็นปานนี้ อย่างนี้.

ก็วิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาเนื้อความโดยความเป็นคำตอบ วิสัชนานี้ชื่อว่าปฏิวจนะวิสัชนา.

ปฏิวจนวิสัชนานั้นย่อมได้ในปัจฉาปัญหา ก็วิสัชนานี้ด้วยคำว่า อามนฺตา = ใช่ ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ ที่พระองค์ทรงวิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยอำนาจความเป็นคำตอบนั่นแหละเพราะฉะนั้น พึงทราบปฏิวจนะวิสัชนา ในฐานะเห็นปานนี้.

คำวิสัชนาใดที่ท่านแสดงเนื้อความไว้โดยสรุป วิสัชนานี้ชื่อว่าสรูปทัสสนวิสัชนา.

สรูปทัสสนวิสัชนานี้ย่อมได้ในปริปุณณปัญหา.

ก็วิสัชนานี้ว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ ในปัญหานี้ ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติอันพระองค์ทรงวิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้วด้วยการแสดงโดยสรุปว่า รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านี้ แต่เวทนาขันธ์ไม่เกิดรูปขันธ์และเวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น พึงทราบสรูปทัสสนวิสัชนา ในที่ทั้งหลายเห็นปานนี้.

ก็คำวิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาปัญหาด้วยการห้ามเนื้อความ เพราะความไม่มีเนื้อความเห็นปานนั้น คำวิสัชนานั้น ชื่อว่าปฏิกเขปวิสัชนา.

วิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาปัญหาโดยปฏิเสธเนื้อความ เพราะความไม่ได้ซึ่งเนื้อความเห็นปานนั้นในขณะหนึ่งๆ วิสัชนานี้ชื่อว่าปฏิเสธวิสัชนา ปฏิเสธวิสัชนานั้น ย่อมได้ในโมฆะปัญหา.

จริงอยู่ คำวิสัชนานี้ว่า นตฺถิ = ไม่มี ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์ไม่เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ เป็นคำวิสัชนาที่ท่านวิสัชนาไว้เรียบร้อยแล้วโดยการห้ามเนื้อความว่า ชื่อว่าสัตว์เห็นปานนี้ย่อมไม่มีเพราะฉะนั้น พึงทราบการวิสัชนาในที่ทั้งปวงเห็นปานนี้ด้วยปฏิกเขปวิสัชนา.

ก็คำวิสัชนานี้ว่า โน = ไม่ใช่ ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ นิรุชฺฌติ= รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ย่อมดับแก่บุคคลนั้นหรือ อันท่านวิสัชนาไว้เรียบร้อยแล้วโดยการปฏิเสธเนื้อความว่าชื่อว่าการดับไปพร้อมกับการเกิดขึ้นย่อมไม่ได้ในปฏิสนธิขณะหนึ่งๆ.

บัดนี้พึงทราบปัญหา ๔ อย่างและการวิสัชนา ๕ อย่าง ที่ควรใส่ไว้ในฐานะ ๒๗ เหล่าใด พึงทราบฐานะเหล่านั้นอย่างนี้ คืออสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เป็น ๑ ฐานะ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ๑ ฐานะ อสญฺญตฺตานํ ๑ ฐานะ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ อรูปํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะ อรูเป ตตฺถ ๑ ฐานะ อรูปานํ ๑ ฐานะ อรูปา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ อรูเป ปจฺฉิมภวิกานํ ๑ ฐานะ อรูเป ปรินิพฺพายนฺตานํ (บาลีใช้ว่า ปรินิพฺพนฺตานํ) ๑ ฐานะ เย จ อรูปํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ ๑ ฐานะ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะปญจโวกาเร ตตฺถ ๑ ฐานะ ปญฺจโวการนํ ๑ ฐานะ ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ ปญฺจโวกาเร ปจฺฉิมภวิกานํ ๑ ฐานะ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะ สุทฺธาวาเส ตตฺถ ๑ ฐานะสุทธาวาสานํ ๑ ฐานะ สุทฺธาวาเส ปรินิพฺพนฺตานํ ๑ ฐานะ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะสพฺเพสํ จวนฺตานํ ๑ ฐานะ ปจฺฉิมภวิกานํ ด้วยอำนาจที่สาธารณะแก่สัตว์ทั้งปวงอีก ๑ ฐานะปรินิพฺพายนฺตานํ (บาลีใช้ ปรินิพฺพนฺตานํ) ๑ ฐานะ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ๑ ฐานะ จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ๑ ฐานะ.

บัณฑิตพึงใส่คำวิสัชนา ๕ อย่างไว้ในฐานะ ๒๗ อย่างเหล่านี้แล้ว พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความแห่งปัญหา ๔ อย่างในปวัตติมหาวาระด้วยประการฉะนี้ ก็อรรถวินิจฉัยนั้น อันบัณฑิตทราบแล้วอย่างนี้ เมื่อวิสัชนาปัญหาย่อมเป็นอันวิสัชนาแล้วโดยง่าย และเมื่อวินิจฉัยซึ่งเนื้อความย่อมเป็นอันวินิจฉัยแล้วโดยง่าย.

นัยนี้ว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด ได้แก่ย่อมถามว่า รูปขันธ์กำลังเกิดในอุปาทะขณะสมังคีแก่บุคคลใด เวทนาก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ เพราะเหตุนี้แม้เวทนาขันธ์ก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นในขณะนั้นนั่นแหละ.

สองบทว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ ได้แก่ เมื่อบุคคลเหล่านั้นเกิดอยู่ในอสัญญสัตตภพด้วยอำนาจปฏิสนธิที่ไม่ใช่จิต.

บทว่า เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ได้แก่ รูปขันธ์กำลังเกิดเพียงอย่างเดียวแก่อสัญญสัตว์นั้น ก็รูปขันธ์ของอสัญญสัตว์ผู้เกิดแล้วในปวัตติกาล ย่อมเกิดบ้าง ย่อมดับบ้างเพราะเหตุนั้น จึงไม่ตรัสว่า อสญฺญสตฺตานํ = เกิดอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ แต่ตรัสว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ = เกิดอยู่ คือกำลังเกิดในอสัญญสัตตภูมิ โน จ เตสํ เวทนากฺขนฺโธ อุปปชฺชติ = แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดแก่บุคคลเหล่านั้น ได้แก่เวทนาขันธ์ของอสัญญสัตว์เหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด เพราะความที่แห่งอสัญญสัตว์นั้นไม่มีจิต นี้เป็นการวิสัชนาโดยการแสดงโดยสรุปในปุริมโกฏฐาสแห่งปริปุณณปัญหา ในฐานะที่ ๑ ในบรรดาฐานะ ๒๗ อย่าง.

____________________________

คำว่า เกิดอยู่ หมายความทั้งกำลังเกิดและกำลังตาย คำว่า อสญฺญสตฺตานํ ในยมกะนี้ จึงมีความหมายว่า กำลังเกิด - กำลังตาย

สองบทว่า ปญฺจโวการํ อุปฺปชฺชนํตานํ = กำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ ได้แก่ เข้าถึงอยู่ซึ่งปัญจโวการภพด้วยอำนาจแห่งการปฏิสนธิที่เจือด้วยรูปและอรูป.

หลายบทว่า เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ = เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น ได้แก่ ขันธ์แม้สองกล่าวคือรูปและเวทนาย่อมเกิดขึ้นนั่นเทียวแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงซึ่งปัญจโวการภพเหล่านั้นโดยแน่นอน แต่ว่าในปวัตติกาล ขันธ์ ๒ เหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นบ้าง ย่อมดับบ้างแก่สัตว์ผู้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่าปญฺจโวการานํ = เกิดอยู่ในปัญจโวการภูมิ แต่ตรัสปญฺจโวการ อุปฺปชฺชนฺตานํ = กำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ นี้เป็นการวิสัชนาด้วยการแสดงโดยสรุป ในปัจฉิมโกฏฐาสแห่งปริปุณณปัญหา ในฐานะว่า ปญฺจโวการํ อุปฺปชฺชนฺตานํ พึงทราบการวิสัชนาทั้งหมดโดยอุบายนี้.

ก็นี้เป็นนิยมลักษณะในการเกิดและการดับนี้.

ก็ในขันธยมกนี้แม้ทั้งสิ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุปปาทวาระไว้ ด้วยอำนาจแห่งการเกิดขึ้นในปฏิสนธิกาลนั่นเทียวว่าการไม่ลูบคลำ (คือไม่ทรงแสดง) ซึ่งการเกิดและการดับในปวัตติกาลว่า ก็ในขันธยมกนี้แม้ทั้งสิ้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วในปัญจโวการภพนั้นๆ เมื่อการเกิดขึ้นและการดับอันไม่มีที่สุดแห่งขันธ์ ๕ แม้มีอยู่ในปวัตติกาลจนกระทั่งตายการทำการแยกธรรมทั้งหลายที่เป็นไปโดยเร็ว เพื่อแสดงการเกิดและการดับ ไม่ใช่ทำได้โดยง่าย ดังนี้แล้วจึงทรงแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายในปฏิสนธิของสัตว์ผู้เกิดแล้วด้วยกรรมต่างๆ อันยังวิปากวัฏฏ์ใหม่ๆ ให้สำเร็จ เป็นการทำได้ง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิโรธวาระด้วยอำนาจการดับในมรณะกาลว่าก็การแสดงการดับ ในกาลเป็นที่สิ้นสุดลงแห่งวิปากวัฏฏ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการทำได้ง่าย ก็ความไม่ลูบคลำการเกิดและการดับในปวัตติกาลนี้เป็นประมาณอย่างไรนั่นแหละคือพระบาลี

อนึ่ง พระบาลีว่า ปจฺฉิมภวิกานํ เตสํ รูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ = รูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิด เวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับแก่ปัจฉิมภวิกบุคคลเหล่านั้น นี้เป็นประมาณยิ่ง ในวาระแห่งอนาคตกาลแห่งอุปปาทะวาระโดยพิเศษในพระบาลีเมื่อภาวะที่สมควรเพื่อการเกิดขึ้นแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายในปวัตติกาลของปัจฉิมภวิกบุคคลแม้มีอยู่การเกิดขึ้นในปวัตติกาล พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอาโดยภาวะที่กล่าวแล้ว จึงทรงกระทำการสันนิษฐานว่ารูปกฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ เวทนากฺขนฺโธ จ นุปฺปชฺชิสฺสติ = รูปขันธ์ก็จักไม่เกิด เวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับ พระบาลีนี้ว่า สุทฺธาวาเสปรินิพฺพนฺตานํ = กำลังปรินิพพานในสุทธาวาส ดังนี้ เป็นประมาณยิ่ง ในการไม่แตะต้องซึ่งความดับในปวัตติกาล ก็คลองแห่งการนับซึ่งสัญญาขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปแล้ว เพราะเกิดขึ้นแล้วในปวัตติกาลจำเดิมแต่ปฏิสนธิกาล ที่ตั้งอยู่ในภังคขณะ แห่งจุติจิตของปรินิพพันตบุคคลในสุทธาวาส ย่อมไม่มี ครั้นเมื่อเป็นอย่างนั้น พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอาความดับในปวัตติกาลโดยภาวะที่กล่าวแล้วจึงทรงกระทำการสันนิษฐานว่า เตสํ ตตฺถ สญฺญากฺขนฺโธ น นิรุชฺฌิตฺถ = สัญญาขันธ์ไม่ดับแล้ว (คือไม่เคยดับ) แก่บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น.

บัณฑิตครั้นทราบลักษณะที่แน่นอนในการเกิดขึ้นและดับไปนี้แล้ว ควรถือเอาการเกิดขึ้นด้วยปฏิสนธิกาลและการดับด้วยจุติกาลเท่านั้นแล้วพึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความแห่งการวิสัชนาทั้งหลายที่มาแล้วในฐานะทั้งหลายเหล่านั้นๆ ด้วยประการฉะนี้ แต่ว่าการวินิจฉัยเนื้อความนั้นท่านไม่ทำให้พิสดารแล้วโดยลำดับแห่งการวิสัชนาว่า การวินิจฉัยเนื้อความนั้นใครๆ ก็อาจทราบได้โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในการวิสัชนาแรกหากว่าบุคคลใดไม่สามารถจะทราบการวินิจฉัยเนื้อความเหล่านั้น บุคคลนั้นพึงเข้าไปนั่งใกล้อาจารย์ ฟังด้วยดีแล้วพึงทราบตามนัยที่อาจารย์ให้แล้วนี้ อย่างนี้.

ยมกทั้งหลายเหล่าใดในขันธ์ ๕ ย่อมมีด้วยอำนาจแห่ง

อุปปาทวาระ, นิโรธวาระ และอุปปาทะและนิโรธะทั้งสองรวมกัน

ด้วยอำนาจของอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย พระชินเจ้าตรัสแล้ว

ซึ่งยมกะทั้งหลายเหล่านั้นในวาระทั้งหลายในปวัตติกาล เพราะ

ทรงแสดงแล้วซึ่งบุคคลวาระ, โอกาสวาระ, และปุคคโลกาสวาระ

การกำหนดพระบาลีเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว

โดยลำดับ แม้การประกอบเนื้อความเพื่อการวินิจฉัยปัญหาและ

วิสัชนา พร้อมทั้งฐานะทั้งหลายแห่งการวิสัชนาอย่างใดอย่างหนึ่ง

โดยประการทั้งปวง พระชินเจ้าทรงแสดงแล้ว ทรงประกาศแล้วใน

ปัญหาหนึ่งๆ ลำดับการวิสัชนาปัญหาในปวัตติมหาวาระนี้เป็นไป

แล้วโดยพิสดาร เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายจงทราบเนื้อความ

โดยนัยนี้ว่า เบื้องหน้าแต่นี้ไป ใครหนอจะสามารถพรรณนาเนื้อ

ความนี้ได้.

อรรถกถาปวัตติวาระ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 49 ข้อ (ตั้งแต่ i197)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 49 ข้อ (ตั้งแต่ i197)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา