ข้อ ๕๓๔–๕๕๗ เล่ม ๓๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒
๕๓๔จักขุนทรีย์เกิดขึ้นในภูมิใด โสตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า โสตินทรีย์เกิดขึ้นในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๓๕จักขุนทรีย์เกิดขึ้นในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น ในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นคือกามาวจรภูมิ หรือว่า ฆานินทรีย์เกิดขึ้นในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๓๖จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นคือกามาวจรภูมิ หรือว่า ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๓๗จักขุนทรีย์เกิดขึ้นในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ชีวิตินทรีย์เกิดขึ้นในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คืออสัญญสัตตภูมิ อรูปภูมิแต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือปัญจโวการภูมิ
๕๓๘จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด โสมนัสสินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๓๙จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อุเปกขินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในอรูปภูมิ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในปัญจโวการภูมิ
๕๔๐จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขุนทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คืออรูปภูมิ แต่จักขุนทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และจักขุนทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นคือปัญจโวการภูมิ
๕๔๑ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๔๒ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือกามาวจรภูมิ
๕๔๓ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด โสมนัสสินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในกามาวจรภูมิ
๕๔๔ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อุเปกขินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือกามาวจรภูมิ
๕๔๕ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่ฆานินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และฆานินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือกามาวจรภูมิ
๕๔๖อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อิตถินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว ฯลฯ
๕๔๗ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือกามาวจรภูมิ
๕๔๘ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด โสมนัสสินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือกามาวจรภูมิ
๕๔๙ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อุเปกขินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือกามาวจรภูมิ
๕๕๐ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่ปุริสินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และปุริสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือกามาวจรภูมิ
๕๕๑ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด โสมนัสสินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่โสมนัส-*สินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และโสมนัสสินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ หรือว่า โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๕๒ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่มนินทรีย์จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น และมนินทรีย์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๕๓โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด โสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๕๔อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๕๕สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ปัญญินทรีย์ย่อม เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๕๖สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้น ในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัทธินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
๕๕๗ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ ถูกแล้ว หรือว่า มนินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ปัญญินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ถูกแล้ว
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุโลมโอกาส จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด โสตินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสตินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์กำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลัง เกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์กำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็ กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์กำลังเกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลัง เกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นจักขุนทรีย์กำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิและอรูปภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิด แต่ จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๖๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นอุเปกขินทรีย์กำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นอุเปกขินทรีย์กำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. จักขุนทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด จักขุนทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอรูปภูมิ ในภูมินั้นมนินทรีย์กำลังเกิด แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นมนินทรีย์กำลังเกิดและจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิด จักขุนทรียมูลกนัย จบ ฆานินทรียมูลกนัย
อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ ฯลฯ ปุริสินทรีย์ใน ภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๖๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นกำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิด แต่ ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นโสมนัสสินทรีย์กำลังเกิด แต่ฆานินทรีย์ไม่ ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นโสมนัสสินทรีย์กำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นอุเปกขินทรีย์กำลังเกิด แต่ ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นอุเปกขินทรีย์กำลังเกิดและฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ฆานินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ฆานินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นมนินทรีย์กำลังเกิด แต่ ฆานินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นมนินทรีย์กำลังเกิดและ ฆานินทรีย์ก็กำลังเกิด ฆานินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อิตถินทรียมูลกนัย
อนุ. อิตถินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อิตถินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ อิตถินทรียมูลกนัย จบ ปุริสินทรียมูลกนัย
อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิด แต่ ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นโสมนัสสินทรีย์กำลังกิด แต่ปุริสินทรีย์ไม่ ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นโสมนัสสินทรีย์กำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นอุเปกขินทรีย์กำลังเกิด แต่ ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นอุเปกขินทรีย์กำลังเกิดและปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด อนุ. ปุริสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ปุริสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นมนินทรีย์กำลังเกิด แต่ ปุริสินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิด ในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นมนินทรีย์กำลังเกิดและ ปุริสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปุริสินทรียมูลกนัย จบ ชีวิตินทรียมูลกนัย
อนุ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลัง เกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิด แต่โสมนัสสินทรีย์ไม่ ใช่กำลังเกิด ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิดและโสมนัสสินทรีย์ก็กำลังเกิด ปฏิ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. ชีวิตินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิด แต่มนินทรีย์ไม่ใช่กำลัง เกิด ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภูมินั้นชีวิตินทรีย์กำลังเกิดและมนินทรีย์ก็กำลังเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ชีวิตินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ชีวิตินทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัยเป็นต้น
อนุ. โสมนัสสินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ ฯลฯ สัทธินทรีย์ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด โสมนัสสินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ โสมนัสสินทรียมูลกนัยเป็นต้น จบ อุเปกขินทรียมูลกนัย
อนุ. อุเปกขินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ฯลฯ มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด อุเปกขินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อุเปกขินทรียมูลกนัย จบ สัทธินทรียมูลกนัย
อนุ. สัทธินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. ปัญญินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. สัทธินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด สัทธินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ สัทธินทรียมูลกนัย จบ ปัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. ปัญญินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด มนินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มนินทรีย์ในภูมิใดกำลังเกิด ปัญญินทรีย์ในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญญินทรียมูลกนัย จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------