ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา

นิทเทสแห่งธรรมวาร เล่ม ๓๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๘–๗๑ลำดับ 3 จาก 5 ในจิตตยมกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 14 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ธมฺมวารนิทฺเทโส

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ อตีตานาคตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว นิรุชฺฌติ จ ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ อตีตานาคตํ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌติ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อตีตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ภงฺคกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ภงฺคกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิตฺถ น จ อุปฺปชฺชติ ฯ {๖๑.๑} ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อนาคตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ภงฺคกฺขเณ อตีตญฺจ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ภงฺคกฺขเณ อตีตญฺจ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ น จ อุปฺปชฺชติ ฯ {๖๑.๒} ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อนาคตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺจุปฺปนฺนํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิตฺถ น จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อตีตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ปจฺจุปฺปนฺนํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ น จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อตีตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌติ น จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌิตฺถ น จ นิรุชฺฌติ ฯ {๖๒.๑} ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อตีตํ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌติ น จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ อตีตํ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌิสฺสติ น จ นิรุชฺฌติ ฯ {๖๒.๒} ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌิตฺถ น จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อตีตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌิสฺสติ น จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: อตีตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ภงฺคกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ภงฺคกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌิตฺถ น จ อุปฺปชฺชติ ฯ {๖๓.๑} ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: อนาคตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ เจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อนาคตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ภงฺคกฺขเณ อตีตญฺจ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ {๖๓.๒} ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิตฺถ น จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อตีตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌิสฺสติ น จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: อตีตานาคตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ เจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: อตีตานาคตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ เจว นิรุชฺฌติ จ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานนฺติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว อุปฺปชฺชมานญฺจ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ อตีตานาคตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชมานํ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานนฺติ: อามนฺตา ฯ

ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานนฺติ: อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว นิรุชฺฌมานญฺจ ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ อตีตานาคตํ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌมานํ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานนฺติ: อามนฺตา ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อตีตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ อนาคตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปนฺนํ น จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: ปจฺจุปฺปนฺนํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ อนาคตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิตฺถ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อนาคตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อตีตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปนฺนํ น จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: ปจฺจุปฺปนฺนํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ อตีตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: โน ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: โน ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ

อุปฺปนฺนํ อุปฺปชฺชมานนฺติ: ภงฺคกฺขเณ อุปฺปนฺนํ โน จ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปาทกฺขเณ อุปฺปนฺนญฺเจว อุปฺปชฺชมานญฺจ ฯ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ น อุปฺปนฺนํ น อุปฺปชฺชมานนฺติ อามนฺตา ฯ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปนฺนนฺติ: ภงฺคกฺขเณ น อุปฺปชฺชมานํ โน จ น อุปฺปนฺนํ อตีตานาคตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชมานํ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ

นิรุทฺธํ นิรุชฺฌมานนฺติ: โน ฯ นิรุชฺฌมานํ นิรุทฺธนฺติ: โน ฯ น นิรุทฺธํ น นิรุชฺฌมานนฺติ: ภงฺคกฺขเณ น นิรุทฺธํ โน จ น นิรุชฺฌมานํ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว นิรุทฺธํ น จ นิรุชฺฌมานํ ฯ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุทฺธนฺติ: อตีตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ โน จ น นิรุทฺธํ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌมานํ น จ นิรุทฺธํ ฯ

ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตนฺติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปาทกฺขณํ วีติกฺกนฺตํ ภงฺคกฺขณํ อวีติกฺกนฺตํ อตีตํ จิตฺตํ อุปฺปาทกฺขณญฺจ วีติกฺกนฺตํ ภงฺคกฺขณญฺจ วีติกฺกนฺตํ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตนฺติ: อตีตํ จิตฺตํ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตนฺติ: อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ ฯ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตนฺติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ ภงฺคกฺขณํ อวีติกฺกนฺตํ โน จ อุปฺปาทกฺขณํ อวีติกฺกนฺตํ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ ภงฺคกฺขณญฺจ อวีติกฺกนฺตํ อุปฺปาทกฺขณญฺจ อวีติกฺกนฺตํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาร

ข้อ ๘๔

อนุ. จิตใดกำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็จักดับ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดจักดับ ไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็กำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี ๒. อุปปาทุปปันนวาร

ข้อ ๘๕

อนุ. จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะ จิตเกิดแล้วก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอดีตและอนาคต ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๓. นิโรธุปปันนวาร

ข้อ ๘๖

อนุ. จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะ จิตเกิด แล้วก็ใช่ กำลังดับก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตไม่ใช่กำลังดับ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอดีต และอนาคต ไม่ใช่กำลังดับก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ๔. อุปปาทวาร

ข้อ ๘๗

อนุ. จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่ไม่เคยเกิด ในภังคขณะ จิตที่เป็นอนาคต ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่เคยเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตไม่เคยเกิด แต่มิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่เคยเกิดก็ใช่ ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่

ข้อ ๘๘

อนุ. จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดจักเกิด จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่จักไม่เกิด ในภังคขณะ จิตที่ เป็นอดีต ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่ใช่จักเกิดก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตไม่ใช่จักเกิด แต่มิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะ จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่จักเกิดก็ใช่ ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่

ข้อ ๘๙

อนุ. จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดจักเกิด จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอนาคตไม่เคยเกิด แต่มิใช่จักไม่เกิด จิตที่เป็นปัจจุบันไม่เคยเกิดก็ใช่ ไม่ใช่จักเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่จักเกิด แต่มิใช่ไม่เคยเกิด จิตที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่จักเกิดก็ใช่ ไม่เคยเกิดก็ใช่ ๕. นิโรธวาร

ข้อ ๙๐

อนุ. จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดเคยดับ จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่กำลังดับ แต่มิใช่ไม่เคยดับ ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่กำลังดับก็ใช่ ไม่เคยดับก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่เคยดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่เคยดับ แต่มิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่เคยดับก็ใช่ ไม่ใช่กำลังดับก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร

ข้อ ๙๑

อนุ. จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดจักดับ จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่กำลังดับ แต่มิใช่จักไม่ดับ จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่กำลังดับก็ใช่ ไม่ใช่จักดับก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ใช่จักดับ แต่มิใช่ไม่กำลังดับ จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่จักดับก็ใช่ ไม่ใช่กำลังดับก็ใช่

ข้อ ๙๒

อนุ. จิตใดเคยดับ จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดจักดับ จิตนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่เคยดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่เคยดับ แต่มิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะจิตไม่เคยดับก็ใช่ ไม่ใช่จักดับก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่จักดับ แต่มิใช่ไม่เคยดับ ในภังคขณะ จิตไม่ใช่จักดับก็ใช่ ไม่เคยเกิดก็ใช่ ๖. อุปปาทนิโรธวาร

ข้อ ๙๓

อนุ. จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดเคยดับ จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่ไม่เคยดับ ในภังคขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่เคยดับก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่เคยดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตไม่เคยดับ แต่มิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่เคยดับก็ใช่ ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่

ข้อ ๙๔

อนุ. จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดจักดับ จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอนาคตจักดับ แต่ไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะ จิตจักดับก็ใช่กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะ จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่ใช่จักดับก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๙๕

อนุ. จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดจักดับ จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่เคยเกิด แต่มิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะจิตไม่เคยเกิดก็ใช่ ไม่ใช่จักดับก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่จักดับ แต่มิใช่ไม่เคยเกิด ในภังคขณะ จิตไม่ใช่ จักดับก็ใช่ ไม่เคยเกิดก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ๗. อุปปัชชมานนนิโรธวาร

ข้อ ๙๖

อนุ. จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตและอนาคตไม่ใช่กำลังดับ แต่ไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะจิตไม่ใช่กำลังดับก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตและอนาคตไม่ใช่กำลังเกิด แต่ไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะจิตไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ กำลังดับก็ใช่ ปฏิ. จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๘. อุปปัชชมานุปปันนวาร

ข้อ ๙๗

อนุ. จิตใดเกิดอยู่ จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็เกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่เกิดอยู่ ในอุปปาทขณะ จิตเกิดแล้วก็ใช่ เกิดอยู่ก็ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่เกิดอยู่ จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ใช่เกิดอยู่ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต ไม่ใช่เกิดอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ๙. นิรุชฌมานุปปันนวาร

ข้อ ๙๘

อนุ. จิตใดดับอยู่ จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็ดับอยู่ใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่ดับอยู่ ในภังคขณะ จิตเกิดแล้วก็ใช่ ดับอยู่ก็ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่ดับอยู่ จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตไม่ใช่ดับอยู่ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต ไม่ใช่เกิดอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม วิ. ใช่ ๑๐. อุปปันนุปปาทวาร

ข้อ ๙๙

อนุ. จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่เกิดแล้ว แต่มิใช่ไม่เคยเกิด จิตที่เป็นอนาคต ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ไม่เคยเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นปัจจุบัน ไม่เคยเกิด แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอนาคต ไม่เคยเกิดก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร

ข้อ ๑๐๐

อนุ. จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดจักเกิด จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่เกิดแล้ว แต่มิใช่จักไม่เกิด จิตที่เป็นอดีต ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ไม่ใช่จักเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นปัจจุบันไม่ใช่จักเกิด แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่จักเกิดก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ๑๑. อตีตานาคตวาร

ข้อ ๑๐๑

อนุ. จิตใดเคยเกิด จิตนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตใดจักเกิด จิตนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาร

ข้อ ๑๐๒

อนุ. จิตที่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าเกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่เกิดอยู่ ในอุปปาทขณะ จิตเกิดแล้วก็ใช่เกิดอยู่ก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ปฏิ. จิตที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าเกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จิตที่ไม่ใช่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ใช่เกิดอยู่ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต ไม่ใช่เกิดอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาร

ข้อ ๑๐๓

อนุ. จิตที่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าดับอยู่ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าดับแล้วใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตที่ไม่ใช่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ใช่ดับแล้ว แต่มิใช่ไม่ดับอยู่ ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่ดับแล้วก็ใช่ ไม่ใช่ดับอยู่ก็ใช่ ปฏิ. จิตที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับแล้วใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่ดับอยู่ แต่มิใช่ไม่ดับแล้ว ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่ดับอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่ดับแล้วก็ใช่ ๑๔. อติกกันตกาลวาร

ข้อ ๑๐๔

อนุ. จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้น ล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตล่วงอุปปาทขณะ แต่ไม่ล่วงภังคขณะ จิตที่เป็นอดีต ล่วงอุปปาทขณะก็ใช่ ล่วงภังคขณะก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๓. ปุคคลธัมมวาร ปฏิ. จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นล่วงไปทุกๆขณะที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีต ... อนุ. จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคต .... ปฏิ. จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ล่วงภังคขณะ แต่มิใช่ไม่ล่วงอุปปาทขณะ ใน อุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคตไม่ล่วงภังคขณะก็ใช่ ไม่ล่วงอุปปาทขณะก็ใช่ นิทเทสแห่งธัมมวาร จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจิตตยมก มาติกาฐปนวาระ

บัดนี้เป็นวรรณาเนื้อความแห่งจิตตยมกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบรวมไว้เป็นเอกเทสหนึ่งต่างหากด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ มีกุศลธรรมเป็นต้นที่ได้แสดงไว้แล้วในมูลยมกแล้วจึงแสดงต่อจากอนุสยมก.

ในจิตตยมกนั้น เบื้องแรกพึงทราบบาลีววัตถาน ก่อนในจิตตยมกนี้ มี ๒ วาระ คือ

มาติกาฐปนวาระ - วาระอันว่าด้วยการตั้งมาติกา

ฐปิตมาติกาวิสัชนาวาระ - วาระอันว่าด้วยการวิสัชนมาติกา ที่ตั้งไว้แล้ว.

ในมาติกาฐปนวาระนั้น ในเบื้องต้นมีสุทธิกมหาวาระอยู่ ๓ คือ :-

ปุคคลวาระ - วาระอันว่าด้วยบุคคล

ธัมมวาระ - วาระอันว่าด้วยธรรมะ

ปุคคลธัมมวาระ - วาระอันว่าด้วยปุคคลธรรมวาระ.

____________________________

การกำหนดหัวข้อ.

หัวข้อ = อุทเทส.

นิทเทส.

* มาติกาฐปนวาระ คือ อุทเทส

วิสัชนาวาระ คือ นิทเทส.

ในวาระทั้ง ๓ นั้น วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไป โดยยกบุคคลขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฌติ แปลว่า จิตของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่าปุคคลวาระ.

วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไป โดยยกธรรมเท่านั้นขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดกำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่าธัมมวาระ.

วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นของจิตเป็นไป โดยยกบุคคลและธรรมขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่า ปุคคลธัมมวาระ.

ต่อจากนั้น อาศัยบท ๑๖ บท มีคำว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ แปลว่า จิตของบุคคลใดมีราคะเป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๔๘ วาระ คือ :-

ปุคคลวาระ ๑๖ วาระ

ธัมมวาระ ๑๖ วาระ

ปุคคลธัมมวาระ ๑๖ วาระ.

มิสสกวาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วย สราค บทเป็นต้น. มิสสกวาระ ๔๘ วาระเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เพียงบทต้น คือสราคบทแล้วทรงย่อไว้.

ต่อจากนั้น อาศัยบทแห่งอภิธรรมมาติกา ๒๖๖ บท โดยนัยว่า ยสฺส กุสลจิตฺตํ เป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๗๙๘ วาระอีก คือ

ปุคคลวาระ ๒๖๖ วาระ

ธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ

ปุคคลธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ.

วาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วยกุศลบทเป็นต้น. แม้วาระเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงแสดงเพียงบทต้น คือกุศลบทแล้วทรงย่อไว้เหมือนกัน. ในจิตตยมกนี้มีบทปุจฉาวิสัชนาทำนองเดียวกัน บทเหล่าใดไม่ประกอบด้วยจิตบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเป็นโมฆะปุจฉา.

ก็บรรดาวาระทั้ง ๓ เหล่านั้น สุทธิกปุคคลมหาวาระซึ่งเป็นวาระแรก มีอันตวาระ ๑๔ วาระ คือ

๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาระ (วาระว่าด้วยการปะปนกันแห่งกาลของอุปาทะและนิโรธะ)

๒. อุปปาทุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะและอุปปันะ)

๓. นิโรธุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยนิโรธะและอุปปันนะ)

๔. อุปปาทวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะ)

๕. นิโรธวาระ (วาระว่าด้วยนิโรธะ)

๖. อุปปาทนิโรธวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะและนิโรธะ)

๗. อุปปัชชมานนิโรธวาระ (วาระว่าด้วยอุปัชชมานะและนิโรธะ)

๘. อุปปัชชมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยอัปปัชชมานะและอุปปันนะ)

๙. นิรุชฌมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยนิรุชฌมานะและอุปปันนะ)

๑๐. อุปปันนุปปาทวาระ (วาระว่าด้วยอุปปันนะและอุปปาทะ)

๑๑. อตีตานาคตวาระ (วาระว่าด้วยอดีตและอนาคต)

๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาระ (วาระว่าด้วยอุปปันนะ อุปปัชชมานะ)

๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาระ (วาระว่าด้วยนิรุทธะและนิรุชฌมานะ)

๑๔. อติกกันตกาลวาระ (วาระว่าด้วยกาลที่ก้าวล่วง).

บรรดาอันตรวาระ ๑๔ วาระเหล่านั้นใน ๓ วาระเหล่านี้ คืออุปปาทวาระ นิโรธวาระ อุปปาทนิโรธวาระ โดยอาศัยอนุโลมและปฏิโลม จึงมีวาระ ๖ คู่ รวมเป็น ๑๘ คู่ (๑๘ ยมก).

ในอุปปันนุปปาทวาระ ได้ยมก ๔ (๔ คู่) คือ โดยอนุโลม ๒ ปฏิโลม ๒ โดยอาศัยกาลอันเป็นอดีตและอนาคต.

ในวาระ ๑๐ คือ ๓ วาระที่เหลือที่ทรงแสดงไว้ข้างต้น ๓ วาระที่แสดงไว้ในระหว่าง และ ๔ วาระที่แสดงแล้ว คือวาระที่ ๗, ๘, ๙ และวาระสุดท้าย โดยอนุโลม ๑ ปฏิโลม ๑ กระทำเป็น ๒ ส่วน จึงเป็นยมก ๒๐ (๒๐ คู่).

ในอันตรวาระทั้ง ๑๔ วาระแม้ทั้งหมด กำหนดไว้ด้วยปุจฉา ๘๔ จัดเป็นยมกได้ ๔๒ มีอรรถ ๑๖๘ ด้วยประการฉะนี้. ยมก ๑๒๖ ย่อมมีในมหาวาระทั้ง ๓ คือสุทธิกปุคคลวาระ สุทธิกธัมมวาระ สุทธิกปุคคลธัมมวาระ. อนึ่ง ในสุทธิกปุคคลวาระมีได้ฉันใด ในสุทธิกธัมมวาระ และสุทธิกปุคคลธัมมวาระก็มีได้ฉันนั้น.

บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาเป็นทวีคูณแต่ยมก และอรรถเป็นทวีคูณแต่ปุจฉานั้น. ก็ในจิตตยมกนี้ มียมกหลายพัน โดยเอาวาระทั้ง ๓ นี้ คูณด้วยบท ๑๖ บท ด้วยอำนาจสราคบทเป็นต้น และคูณด้วย ๒๖๖ บท ด้วยอำนาจกุศลบทเป็นต้น ฯ ก็พระบาลีท่านย่อไว้ว่า ตโต ทิคุณา ปุจฺฉา ตโต ทิคุณา อตฺถา จ โหนฺติ แปลว่า ปุจฉาทวีคูณแต่ยมกนั้น อรรถ (วิสัชนา) ก็ทวีคูณแต่ปุจฉานั้น ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลีในจิตตยมกนี้ก่อน ดังพรรณนามาฉะนี้. มาติกาฐปนวาระ จบ.

วิสัชนาวาระ (นิทเทส)

บัดนี้ เพื่อทรงวิสัชนาบทมาติกาโดยลำดับตามที่ตั้งไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปปชฺชติ แปลว่า กำลังเกิด เพราะถึงพร้อมด้วยอุปปาทขณะ.

บทว่า น นิรุชฺฌติ แปลว่า มิใช่กำลังดับ เพราะยังไม่ถึงนิโรธขณะ.

สองบทว่า ตสฺส จิตฺตสฺส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า จำเดิมแต่นั้น จิตของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิดใช่ไหม ดังนี้.

สองบทว่า เตสํ จิตฺตํ ความว่า อุปปาทขณะแห่งจุติจิตของดวงสุดท้ายของจิตทั้งหมด ของพระขีณาสพเหล่าใด ผู้มีวัฏฏทุกข์อันขาดแล้ว กำลังเป็นไปจุติจิตนั้นนั่นแหละของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่ากำลังเกิดเพราะพึงอุปาทะ มิใช่กำลังดับเพราะยังไม่ถึงภังคขณะ. แต่บัดนี้ จิตของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าจักดับเพราะถึงภังคขณะ. ต่อจากนั้น จิตอื่น ชื่อว่าจักไม่เกิดขึ้นเพราะมิได้ทำปฏิสนธิ.

บทว่า อิตเรสํ ได้แก่ จิตของพระเสกขะและปุถุชน ที่เหลือเว้นพระขีณาสพผู้ถึงพร้อมด้วยปัจฉิมจิต.

สองบทว่า นิรุชฺฌิสฺสติ เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ความว่า จิตนั้นใด ถึงอุปปาทขณะ จิตนั้นนั่นแหละ จักดับไป. ส่วนจิตอื่นจักเกิดด้วย จักดับด้วย ในอัตตภาพนั้น หรือว่าในอัตตภาพอื่น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาจิตของพระขีณาสพนั้นนั่นแหละ ในปุจฉาวิสัชนาที่ ๒จึงตรัสว่า อามันตา ดังนี้.

สองบทว่า นุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌิสฺสติ ได้แก่ ปัจฉิมจิตของพระอหันต์ในภังคขณะบ้าง จิตที่กำลังดับของบุคคลที่เหลือบ้าง. ก็จำเดิมแต่จิตนั้นมา ใครๆ อาจกล่าวว่า จิตของพระอรหันต์จักไม่ดับก่อน แต่ไม่อาจอล่าวว่าจักเกิด. ใครๆ อาจกล่าวว่า จิตของบุคคลที่เหลือ จักเกิด จักไม่อาจกล่าวว่า จักไม่ดับ. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงปฏิเสธว่า โน ดังนี้.

ในทุติยปัญหา จิตของบุคคลใด จักไม่ดับ แต่จักเกิด บุคคลนั้นแหละมิได้มี เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงห้ามด้วยคำว่า นตฺถิ (ปฏิกเขปวิสัชนา) ดังนี้.

คำว่า อุปฺปนฺนํ นี้ เป็นชื่อของจิตที่ถึงพร้อมด้วยการเกิด อีกอย่างหนึ่ง เป็นชื่อของจิตที่ถึงอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป. ในวาระนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาจิตที่ถึงพร้อมด้วยอุปาทะจึงตรัสว่า อามันตา.

คำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาจิตที่ถึงอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป.

คำว่า อนุปิปนฺนํ ได้แก่ ยังไม่ถึงอุปปาทะ.

ในคำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺชฺชิตฺถ นี้ ความว่า จิตของบุคคลทั้งหมดเป็นปัจจุบันขณะก่อนนั่นแหละ ชื่อว่าเคยเกิดแล้ว เพราะล่วงแล้วซึ่งอุปาทขณะ.

คำว่า อุปฺปชฺชิตฺถ เจว อุปฺปชฺชติ จ อธิบายว่า ชื่อว่า อุปฺปชฺชิตฺถ เคยเกิด เพราะถึงแล้วซึ่งอุปาทขณะ ชื่อว่า อุปฺปชฺชติ กำลังเกิด เพราะยังไม่ล่วงอุปาทขณะ เพราะความที่บุคคลผู้เข้าถึงนิโรธสมาบัติ จิตเคยเกิดขึ้นแล้ว ในกาลก่อนแต่นิโรธ (และ)เพราะอสัญญสัตตบุคคล (จิต) เคยเกิดขึ้นแล้วในสัญญีภพ.

คำว่า อุปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ ได้แก่ จิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต. วิสัชนาวาระ จบ.

อติกกันตกาลวาระ

ในอติกกันตกาลวาระ คำว่า อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ได้แก่ อุปาทขณะ. ในวาระนั้น อุปาทขณะ ไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสอย่างนั้นเพราะเป็นขณะของจิตกำลังเกิด.

คำว่า ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อธิบายว่า ก็อุปาทขณะนั้นนั่นแหละก้าวล่วงแล้วไม่นาน เป็นจิตก้าวล่วงแล้ว จึงนับว่ามีกาลอันก้าวล่วงแล้ว (อติกฺกนฺตกาลํ).

คำว่า นิรุชฺฌมานํ ขณํ ได้แก่ นิโรธขณะ.

ในคำนั้น นิโรธขณะไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ตรัสอย่างนั้น เพราะเป็นขณะของจิตที่กำลังดับ.

คำว่า ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามว่า จิตของบุคคลนั้น เป็นจิตก้าวล่วงแม้นิโรธขณะอย่างนี้ย่อมชื่อว่า มีกาลก้าวล่วงแล้ว ใช่ไหม. ในข้อนั้น เพราะจิตในภังคขณะ ก้าวล่วงอุปาทขณะแล้วนับว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว เมื่อจิตก้าวล่วงนิโรธขณะแล้ว ก็ย่อมชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงวิสัชนาว่า ในภังคขณะ จิตก้าวล่วงอุปาทขณะ แต่ไม่ก้าวล่วงภังคขณะ จิตที่เป็นอดีตก้าวล่วงอุปาทขณะด้วย ก้าวล่วงภังคขณะด้วย ดังนี้.

ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ เพราะจิตในอดีตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง จึงชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อตีตํ จิตฺตํ ดังนี้.

ในการวิสัชนาปฏิโลมปัญหา ก็เพราะจิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต เป็นจิตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสองคืออุปาทขณะและภังคขณะ แต่ไม่ชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว เพราะความที่ขณะเหล่านั้นยังไม่ก้าวล่วงไป ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ อนาคตํ จิตฺตํ ดังนี้.

ในการวิสัชนาปัญหาที่สองปรากฏชัดแล้ว พึงทราบเนื้อความในการวิสัชนาปัญหาทั้งปวงแม้ในธัมมวาระ โดยอุบายนี้แหละ.

____________________________

ข้อความที่ว่า "เป็นจิตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง แต่ไม่ชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว" ใจความขัดกัน เพราะจิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต ยังไม่ก้าวล่วงขณะทั้งสอง คืออุปาทขณะและภังคขณะ แต่ก็ต้องแปลตามบาลีอรรถกถาหน้า ๔๔๒ บรรทัดที่ ๑๒ ที่ว่าอุปฺปาทกฺขเณ จ จิตฺตํ อนาคตญฺจ จิตฺตํ อุโภปิ ขเณ (พม่าเพิ่ม ขณํ ข้างหลัง ขเณ ด้วย) วีติกฺกนฺตํ หุตฺวา อติกฺกนฺตถาลํ นาม น โหติ.

ปุคคลธัมมวาระ มีคติอย่างธัมมวาระนั่นแหละ. มิสสกวาระแม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงย่อไว้เพียงหัวข้อ โดยนัยว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ เป็นต้น.

ส่วนความพิสดาร บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในหนหลังนั่นแหละ.

ก็ในวาระเหล่านั้น ย่อมมีปุจฉาเช่นเดียวกัน โดยที่เป็นปัญหาพึงให้พิสดาร อย่างนี้ว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ อุปปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ นุปฺปชฺชิสฺสติ เป็นต้น แปลว่า จิตมีราคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นจักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม. แต่เพราะจิตมีราคะ มิใช่ปัจฉิมจิต ฉะนั้นการวิสัชนาจึงชื่อว่า ไม่เหมือนกัน เพราะปัญหาว่า จิตมีระคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม ดังนี้ท่านให้คำวิสัชนาว่า โน ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหานั้นๆ พึงทราบตามความเหมาะสมกับปุจฉานั้นๆ ดังนี้แล.

อติกกันตกาลวาระ จบ. อรรถกถาจิตตยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา