ฉบับที่อ่านฉบับแสดง
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๔๒

ปัญหาวาร เล่ม ๔๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๔๒–๔๕๙ลำดับ 52 จาก 121 ในปัฏฐาน ภาค ๔พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 18 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปญฺหาวาโร

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปาทานสมฺปยุตฺตา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปาทาน- สมฺปยุตฺตา เหตู จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา เหตู ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตสฺส โลภสฺส จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ อุปาทานสมฺปยุตฺตา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๒.๑} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปาทานวิปฺปยุตฺตา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ปฏิสนฺธิ ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๒.๒} อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคโต โมโห จ โลโภ จ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคโต โมโห จ โลโภ จ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทาน- วิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทาน- วิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย: ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคโต โมโห จ โลโภ จ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปาทานสมฺปยุตฺเต ขนฺเธ อารพฺภ อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ มูลํ กาตพฺพํ อุปาทาน- สมฺปยุตฺเต ขนฺเธ อารพฺภ อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ มูลํ กาตพฺพํ อุปาทานสมฺปยุตฺเต ขนฺเธ อารพฺภ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ {๔๔๓.๑} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: ทานํ ... สีลํ ... อุโปสถกมฺมํ ฯเปฯ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ... ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ปจฺจเวกฺขติ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต ราโค ... วิจิกิจฺฉา ... อุทฺธจฺจํ ... ฌาเน ปริหีเน วิปฺปฏิสาริสฺส โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขนฺติ ผลํ ... นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ โคตฺรภุสฺส โวทานสฺส มคฺคสฺส ผลสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย อริยา อุปาทาน- วิปฺปยุตฺเต ปหีเน กิเลเส ... วิกฺขมฺภิเต กิเลเส ... ปุพฺเพ ... จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ อนิจฺจโต ... วิปสฺสนฺติ อสฺสาเทนฺติ อภินนฺทนฺติ ตํ อารพฺภ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต ราโค ... วิจิกิจฺฉา ... อุทฺธจฺจํ ... โทมนสฺสํ ... สพฺพํ ปริปุณฺณํ ทิพฺเพน จกฺขุนา ยาว กายวิญฺญาณํ อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ขนฺธา อิทฺธิวิธญาณสฺส เจโตปริยญาณสฺส ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส ยถากมฺมุปคญาณสฺส อนาคตํสญาณสฺส อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๓.๒} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: ทานํ ... ฯเปฯ ฌานํ ... จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ อารพฺภ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ {๔๔๓.๓} อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ อารพฺภ อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ อารพฺภ อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ อารพฺภ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อุปาทานสมฺปยุตฺเต ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อุปาทาน- สมฺปยุตฺตา ขนฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ สหชาตาธิปติ: อุปาทานสมฺปยุตฺตา อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ มูลํ กาตพฺพํ อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อุปาทานสมฺปยุตฺเต ขนฺเธ ครุํ กตฺวา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ อุปฺปชฺชติ ฯ สหชาตาธิปติ: อุปาทานสมฺปยุตฺตา อธิปติ จิตฺต- สมุฏฺฐานานํ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคตา อธิปติ โลภสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๔.๑} มูลํ กาตพฺพํ อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: อุปาทานสมฺปยุตฺเต ขนฺเธ ครุ กตฺวา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ สหชาตาธิปติ: อุปาทานสมฺปยุตฺตา อธิปติสมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๔.๒} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ สหชาตาธิปติ ฯ อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ... สีลํ ฯเปฯ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺโต ราโค อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา ฯเปฯ ผลสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... อุปาทาน- วิปฺปยุตฺเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต ราโค อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สหชาตาธิปติ: อุปาทานวิปฺปยุตฺตา อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺต- สมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ฯเปฯ ฌานา ... จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ: จกฺขุํ ... วตฺถุํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ ครุํ กตฺวา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ {๔๔๔.๓} อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณาธิปติ: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ ครุํ กตฺวา อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ ครุํ กตฺวา ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺโต โลโภ อุปฺปชฺชติ ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคเต ขนฺเธ จ โลภญฺจ ครุํ กตฺวา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภ- สหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุริมา ปุริมา อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อุปาทานสมฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ปุริมา ปุริมา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา ปจฺฉิมสฺส ปจฺฉิมสฺส ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตสฺส โลภสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ปุริมา ปุริมา ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๕.๑} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุริโม ปุริโม ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ ปจฺฉิมสฺส ปจฺฉิมสฺส ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตสฺส โลภสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ปุริมา ปุริมา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อุปาทานวิปฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๕.๒} มูลํ กาตพฺพํ ปุริโม ปุริโม ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา อุปาทานสมฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ปุริโม ปุริโม ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย อาวชฺชนา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภ- สหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทาน- สมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุริมา ปุริมา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคตานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ปุริมา ปุริมา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ ปจฺฉิมสฺส ปจฺฉิมสฺส ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตสฺส โลภสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ปุริมา ปุริมา ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส สมนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ ... สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: ปฏิจฺจสทิสํ นว ฯ ... อญฺญมญฺญปจฺจเยน ปจฺจโย: ปฏิจฺจสทิสํ ฉ ฯ ... นิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ปจฺจยวารสทิสํ นว ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา อุปาทานสมฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา อุปาทานวิปฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๗.๑} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ มานํ ชปฺเปติ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺตํ ราคํ มานํ ปตฺถนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ฯเปฯ สงฺฆํ ภินฺทติ สทฺธา ฯเปฯ เสนาสนํ สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ราคสฺส มานสฺส ปตฺถนาย กายิกสฺส สุขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๗.๒} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ตีณิ ฯ สทฺธํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺตํ ราคํ มานํ ปตฺถนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย อทินฺนํ ... มุสา ... ปิสุณํ ... สมฺผํ ... สนฺธึ ... นิลฺโลปํ ... เอกาคาริกํ ... ปริปนฺเถ ... ปรทารํ ... คามฆาตํ ... นิคมฆาตํ ... สทฺธา ... เสนาสนํ อุปาทาน- สมฺปยุตฺตสฺส ราคสฺส โมหสฺส มานสฺส ทิฏฺฐิยา ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๗.๓} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ สีลํ ... ปญฺญํ ... อุปาทานวิปฺปยุตฺตํ ราคํ ฯเปฯ เสนาสนํ อุปนิสฺสาย คามฆาตํ กโรติ นิคมฆาตํ กโรติ สทฺธา ... เสนาสนํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๗.๔} อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปาทานสมฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ มูลํ กาตพฺพํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณปุเรชาตํ วตฺถุปุเรชาตํ ฯ อารมฺมณปุเรชาตํ: จกฺขุํ ... วตฺถุํ อนิจฺจโต ฯเปฯ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ ทิพฺพาย โสตธาตุยา สทฺทํ สุณาติ รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส โผฏฺฐพฺพายตนํ ... ฯ วตฺถุปุเรชาตํ: จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาณสฺส กายายตนํ ... วตฺถุ อุปาทานวิปฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๔๘.๑} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณปุเรชาตํ วตฺถุปุเรชาตํ ฯ อารมฺมณปุเรชาตํ: จกฺขุํ ... วตฺถุํ อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ อารพฺภ ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ วตฺถุปุเรชาตํ: วตฺถุ อุปาทานสมฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อารมฺมณปุเรชาตํ วตฺถุปุเรชาตํ ฯ อารมฺมณปุเรชาตํ: จกฺขุํ ... วตฺถุํ อารพฺภ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภ- สหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ วตฺถุปุเรชาตํ: วตฺถุ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ ปุเรชาต- ปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ... อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตา นานาขณิกา ฯ สหชาตา: อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจตนา จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคตา เจตนา โลภสฺส จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นานาขณิกา: อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจตนา วิปากานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๕๐.๑} อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺต- สมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคตา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทาน- วิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตา นานาขณิกา ฯ สหชาตา: อุปาทานวิปฺปยุตฺตา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ นานาขณิกา: อุปาทานวิปฺปยุตฺตา เจตนา วิปากานํ ขนฺธานํ กฏตฺตา จ รูปานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย: วิปาโก อุปาทานวิปฺปยุตฺโต เอโก ฯเปฯ เอกํ ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ ... อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย: ฌานปจฺจเยน ปจฺจโย: มคฺคปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ อิเมสุ จตูสุปิ ยถา กมฺมปจฺจเย ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺโต โลโภ ทสฺสิโต เอวํ ทสฺเสตพฺโพ จตฺตาริ จตฺตาริ ปญฺหา ฯ ... สมฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย: ฉ ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุเรชาตํ วตฺถุ อุปาทาน- สมฺปยุตฺตานํ ขนฺธานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทาน- วิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุเรชาตํ: วตฺถุ ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคตานํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สหชาตา: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ วิปฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: ฯเปฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: เอกํ ปฏิจฺจสทิสํ ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: ปฏิจฺจสทิสํ ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ {๔๕๔.๑} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทาน- วิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ อิเมสุ สหชาตํ: สหชาตสทิสํ ปุเรชาตํ: ปุเรชาตสทิสํ ฯ อุปาทาน- สมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ สหชาโต: อุปาทานสมฺปยุตฺโต เอโก ขนฺโธ จ วตฺถุ จ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ฯ สหชาโต: ทิฏฺฐิคต- วิปฺปยุตฺตโลภสหคโต เอโก ขนฺโธ จ โลโภ จ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ฯ {๔๕๔.๒} อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปุเรชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ฯ สหชาตา: อุปาทานสมฺปยุตฺตา ขนฺธา จ มหาภูตา จ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตา: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ จิตฺตสมุฏฺฐานานํ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ สหชาตา: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ วตฺถุ จ โลภสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ ปุเรชาตสฺส อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ กพฬึกาโร อาหาโร จ อิมสฺส กายสฺส อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปจฺฉาชาตา: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตา ขนฺธา จ โลโภ จ รูปชีวิตินฺทฺริยญฺจ กฏตฺตารูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๔๕๔.๓} อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อตฺถิ- ปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตํ ปุเรชาตํ ฯ สหชาโต: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺต- โลภสหคโต เอโก ขนฺโธ จ โลโภ จ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ จิตฺตสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ฯ สหชาโต: ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคโต เอโก ขนฺโธ จ วตฺถุ จ ติณฺณนฺนํ ขนฺธานํ โลภสฺส จ อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย เทฺว ขนฺธา ... ฯ ... นตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย: วิคตปจฺจเยน ปจฺจโย: อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ

เหตุยา นว อารมฺมเณ นว อธิปติยา นว อนนฺตเร นว สมนนฺตเร นว สหชาเต นว อญฺญมญฺเญ ฉ นิสฺสเย นว อุปนิสฺสเย นว ปุเรชาเต ตีณิ ปจฺฉาชาเต ตีณิ อาเสวเน นว กมฺเม จตฺตาริ วิปาเก เอกํ อาหาเร จตฺตาริ อินฺทฺริเย จตฺตาริ ฌาเน จตฺตาริ มคฺเค จตฺตาริ สมฺปยุตฺเต ฉ วิปฺปยุตฺเต ปญฺจ อตฺถิยา นว นตฺถิยา นว วิคเต นว อวิคเต นว ฯ

อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ปจฺฉาชาต- ปจฺจเยน ปจฺจโย: กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสย- ปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ {๔๕๖.๑} อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: ปจฺฉาชาต- ปจฺจเยน ปจฺจโย: กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย: อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย: อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทาน- สมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุเรชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต ธมฺโม อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ปุเรชาต- ปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ {๔๕๖.๒} อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาต- ปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย: อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺโต จ อุปาทานวิปฺปยุตฺโต จ ธมฺมา อุปาทาน- สมฺปยุตฺตสฺส จ อุปาทานวิปฺปยุตฺตสฺส จ ธมฺมสฺส อารมฺมณ- ปจฺจเยน ปจฺจโย: สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย: อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย: ฯ

นเหตุยา นว นอารมฺมเณ นว นอธิปติยา นว สพฺพตฺถ นว โนอวิคเต นว ฯ

เหตุปจฺจยา นอารมฺมเณ นว ... นอธิปติยา นว นอนนฺตเร นว นสมนนฺตเร นว นอญฺญมญฺเญ ตีณิ นอุปนิสฺสเย นว สพฺพตฺถ นว นสมฺปยุตฺเต ตีณิ นวิปฺปยุตฺเต ฉ โนนตฺถิยา นว โนวิคเต นว ฯ

นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ นว ... อธิปติยา นว ฯ อนุโลมมาติกา ฯ ... อวิคเต นว ฯ อุปาทานสมฺปยุตฺตทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร เหตุปัจจัย

ข้อ ๖๓

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อุปาทานโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ จิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย เหตุที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิและจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) เหตุที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย เหตุที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โลภะ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๓)

ข้อ ๖๔

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๓)

ข้อ ๖๕

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยเหตุปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) โมหะที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่จิตต-สมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทาน เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยเหตุปัจจัย ได้แก่โมหะที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๓) อารัมมณปัจจัย

ข้อ ๖๖

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานจึงเกิดขึ้น (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) เพราะปรารภขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทาน ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานและโลภะจึงเกิดขึ้น (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) เพราะปรารภขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทาน ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะจึงเกิดขึ้น (๓)

ข้อ ๖๗

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ฯลฯ พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ฯลฯ ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌาน ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินฌานนั้น ราคะที่วิปปยุตจากทิฏฐิฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ อุทธัจจะ ฯลฯ เมื่อฌานเสื่อมแล้ว โทมนัสจึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความเดือดร้อน พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรค พิจารณาผลพิจารณานิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู โวทาน มรรค ผล และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย พระอริยะพิจารณากิเลสที่วิปปยุตจากอุปาทานซึ่งละได้แล้ว ฯลฯ พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว ฯลฯ รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้น ฯลฯ บุคคลเห็นแจ้งจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทาน และโลภะโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่วิปปยุต จากทิฏฐิฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ อุทธัจจะ ฯลฯ โทมนัส ฯลฯ (พึงเพิ่มทั้งหมดให้บริบูรณ์)เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ (พึงเพิ่มข้อความจนถึงกายวิญญาณ) ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน ฯลฯ พิจารณาฌาน ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทาน และโลภะเพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภจักษุฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทาน และโลภะ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะจึงเกิดขึ้น (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร

ข้อ ๖๘

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะ ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานจึงเกิดขึ้น (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะ ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานและโลภะจึงเกิดขึ้น (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล)เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะจึงเกิดขึ้น (๓) อธิปติปัจจัย

ข้อ ๖๙

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ เพราะทำขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานจึงเกิดขึ้น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ เพราะทำขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิจึงเกิดขึ้น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ จิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย อธิบดีธรรมที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่โลภะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล)มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ เพราะทำขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะจึงเกิดขึ้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๕}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย อธิบดีธรรมที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โลภะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๓)

ข้อ ๗๐

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุต จากอุปาทานโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ฯลฯ ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินฌานนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่วิปปยุตจากทิฏฐิจึงเกิดขึ้นฯลฯ พระอริยะออกจากมรรค ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่ผลโดยอธิปติปัจจัย บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทาน และโลภะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่วิปปยุตจากทิฏฐิจึงเกิดขึ้น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอธิปติปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทานฯลฯ ออกจากฌาน ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทาน และโลภะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดี เพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติได้แก่ เพราะทำจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทาน และโลภะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะจึงเกิดขึ้น (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร

ข้อ ๗๑

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คืออารัมมณาธิปติ ได้แก่ เพราะทำขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานจึงเกิดขึ้น (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) เพราะทำขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล)เพราะทำขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะจึงเกิดขึ้น (๓)อนันตรปัจจัย

ข้อ ๗๒

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๓)

ข้อ ๗๓

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อุปาทานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัยอนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู ฯลฯ ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล)โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอนันตรปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะโดยอนันตรปัจจัย (๓)

ข้อ ๗๔

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่โลภะที่วิปปยุตจากทิฏฐิซึ่งเกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (พึงเพิ่มบท ที่เป็นมูล)ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย (๓)สมนันตรปัจจัยเป็นต้น

ข้อ ๗๕

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยสมนันตรปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย (เหมือนกับปฏิจจวาร) มี ๙ วาระ เป็นปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย (เหมือนกับปฏิจจวาร) มี ๖ วาระ เป็นปัจจัยโดยนิสสยปัจจัย (เหมือนกับปัจจยวาร) มี ๙ วาระอุปนิสสยปัจจัย

ข้อ ๗๖

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานและโลภะโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

ข้อ ๗๗

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้วให้ทาน ฯลฯ ทำสมาบัติให้ เกิดขึ้น มีมานะ อาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา ... ราคะที่วิปปยุตจากอุปาทาน ... มานะ... ความปรารถนา ฯลฯ เสนาสนะแล้วให้ทาน ฯลฯ ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ ปัญญา ... ราคะที่วิปปยุตจากอุปาทาน ... มานะ ... ความปรารถนา ... สุขทางกาย ฯลฯ ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย (อุปนิสสยปัจจัยมี ๓ วาระ) ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้ว มีมานะ ถือทิฏฐิ อาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา ... ราคะที่วิปปยุตจากอุปาทาน... มานะ ... ความปรารถนา ... เสนาสนะแล้ว ลักทรัพย์ พูดเท็จ ฯลฯ พูดส่อเสียดฯลฯ พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ งัดแงะ ฯลฯ ปล้นไม่ให้เหลือ ฯลฯ ปล้นเรือนหลังเดียว ฯลฯ ดักจี้ที่ทางเปลี่ยว ฯลฯ ล่วงเกินภรรยาผู้อื่น ฯลฯ ฆ่าชาวบ้าน ฯลฯ ฆ่าชาวนิคมศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ราคะที่สัมปยุตด้วยอุปาทาน ... โมหะ ... มานะ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้ว มีมานะ อาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา... ราคะที่วิปปยุตจากอุปาทาน ฯลฯ เสนาสนะ ฯลฯ ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคมศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๒๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร

ข้อ ๗๘

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานและโลภะโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงเพิ่มบทที่เป็นมูล) ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)ปุเรชาตปัจจัย

ข้อ ๗๙

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุต จากอุปาทานโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะ และวัตถุปุเรชาตะ อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุโดยเป็น สภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะฯลฯ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่วิปปยุตจากอุปาทานและโลภะโดยปุเรชาตปัจจัย(๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะและวัตถุปุเรชาตะ อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยปุเรชาตปัจจัย (๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะและวัตถุปุเรชาตะ อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่ เพราะปรารภจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิ และโลภะจึงเกิดขึ้น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะโดยปุเรชาตปัจจัย (๓) ปัจฉาชาตปัจจัยและอาเสวนปัจจัย

ข้อ ๘๐

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยปัจฉาชาตปัจจัย (ย่อ) (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยปัจฉาชาตปัจจัย (ย่อ) (๑) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยปัจฉาชาตปัจจัย (ย่อ) (๑) เป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัยและวิปากปัจจัย

ข้อ ๘๑

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยกัมมปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อุปาทานโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและนานาขณิกะ สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย เจตนาที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่โลภะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น วิบากและกฏัตตารูปโดยกัมมปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย เจตนาที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โลภะ และจิตต-สมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓)

ข้อ ๘๒

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและนานาขณิกะ สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากและกฏัตตารูปโดยกัมมปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยวิปากปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นวิบากซึ่งวิปปยุตจากอุปาทาน ฯลฯ มี ๑ วาระ อาหารปัจจัยเป็นต้น

ข้อ ๘๓

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทรียปัจจัย เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย (ในปัจจัยทั้ง ๔ นี้ พึงแสดงไว้เหมือนที่แสดงโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิในกัมมปัจจัย มีอย่างละ ๔ วาระ) เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัย มี ๖ วาระ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร วิปปยุตตปัจจัย

ข้อ ๘๔

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ(ย่อ) (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ สหชาตะ ปุเรชาตะ และปัจฉาชาตะ(ย่อ) (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะ ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยวิปปยุตตปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตะได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะโดยวิปปยุตตปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทาน มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาต ได้แก่ ฯลฯ (๑) อัตถิปัจจัยเป็นต้น

ข้อ ๘๕

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๑ วาระ (เหมือนกับปฏิจจวาร) (๑) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปัจฉาชาตะ (ย่อ) (๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย (เหมือนกับปฏิจจวาร) (๓)

ข้อ ๘๖

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๕ อย่าง คือ สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะอาหาระ และอินทรียะ (ย่อ) (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ (ย่อ) (๒) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ (ใน ๒ ปัจจัยนี้ สหชาตัตถิเหมือนสหชาตะ ปุเรชาตัตถิเหมือนปุเรชาตะ) (๓)

ข้อ ๘๗

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัย แก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๕ อย่าง คือ สหชาตะ ปุเรชาตะปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรียะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและมหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่ จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่โลภะโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิ โลภะ และกวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้โดยอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตะ ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิ โลภะ และรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยอัตถิปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอัตถิปัจจัย มี ๒อย่าง คือ สหชาตะและปุเรชาตะ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและโลภะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ สหชาตะ ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยโลภะซึ่งวิปปยุตจากทิฏฐิและหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และโลภะโดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ (๓) เป็นปัจจัยโดยนัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอวิคตปัจจัย ๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร สุทธนัย

ข้อ ๘๘

เหตุปัจจัย มี ๙ วาระ อารัมมณปัจจัย มี ๙ วาระ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๕}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร อธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ อนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ สมนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ สหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ อัญญมัญญปัจจัย มี ๖ วาระ นิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ อุปนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ปัจฉาชาตปัจจัย มี ๓ วาระ อาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ กัมมปัจจัย มี ๔ วาระ วิปากปัจจัย มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย มี ๔ วาระ อินทรียปัจจัย มี ๔ วาระ ฌานปัจจัย มี ๔ วาระ มัคคปัจจัย มี ๔ วาระ สัมปยุตตปัจจัย มี ๖ วาระ วิปปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ อัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ นัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ วิคตปัจจัย มี ๙ วาระ อวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ ๒. ปัจจนียุทธาร

ข้อ ๘๙

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุต ด้วยอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัยและกัมมปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วย อุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย และ อุปนิสสยปัจจัย (๓)

ข้อ ๙๐

สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยปัจฉาชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย และอินทรียปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และปุเรชาตปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสย-ปัจจัย และปุเรชาตปัจจัย (๓)

ข้อ ๙๑

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็น ปัจจัยแก่สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสย-ปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาหารปัจจัย และอินทรียปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานและที่วิปปยุตจากอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัยสหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ทุกปัฏฐาน] ๗๑. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ ๗. ปัญหาวาร ๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร

ข้อ ๙๒

นเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ นอารัมมณปัจจัย มี ๙ วาระ นอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ (ทุกปัจจัยมีปัจจัยละ ๙ วาระ) โนอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ

ข้อ ๙๓

นอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ นอธิปติปัจจัย ” มี ๙ วาระ นอนันตรปัจจัย ” มี ๙ วาระ นสมนันตรปัจจัย ” มี ๙ วาระ นอัญญมัญญปัจจัย ” มี ๓ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย ” มี ๙ วาระ (ทุกปัจจัยมีปัจจัยละ ๙ วาระ) นสัมปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย ” มี ๖ วาระ โนนัตถิปัจจัย ” มี ๙ วาระ โนวิคตปัจจัย ” มี ๙ วาระ๔. ปัจจยปัจจนียานุโลม

ข้อ ๙๔

อารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ อธิปติปัจจัย ” มี ๙ วาระ (พึงเพิ่มบทอนุโลมมาติกา) ฯลฯ อวิคตปัจจัย ” มี ๙ วาระ อุปาทานสัมปยุตตทุกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๓ หน้า : ๓๓๘}

ไม่มีอรรถกถาของข้อนี้ตามบันทึกตอนนำเข้า: “ต้นทางยังไม่ได้จัดทำ”

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร