๖. ปัญจขันธสูตร เล่ม ๑๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๕สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ปญฺจ จ ภิกฺขเว ขนฺเธ เทเสสฺสามิ ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ จ ตํ สุณาถ ฯ กตเม จ ภิกฺขเว ปญฺจกฺขนฺธา ฯ ยงฺกิญฺจิ ภิกฺขเว รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา ฯ อยํ วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ ฯ ยา กาจิ เวทนา ฯ ยา กาจิ สญฺญา ฯ เย เกจิ สงฺขารา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา ปจฺจุปฺปนฺนา อชฺฌตฺตา วา พหิทฺธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา เย ทูเร สนฺติเก วา ฯ อยํ วุจฺจติ สงฺขารกฺขนฺโธ ฯ ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา ฯ อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ฯ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ปญฺจกฺขนฺธา ฯ
๙๖กตเม จ ภิกฺขเว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฯ ยงฺกิญฺจิ ภิกฺขเว รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สาสวํ อุปาทานิยํ ฯ อยํ วุจฺจติ รูปูปาทานกฺขนฺโธ ฯ ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา ทูเร สนฺติเก วา สาสวา อุปาทานิยา ฯ อยํ วุจฺจติ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ ฯ ยา กาจิ สญฺญา ฯเปฯ ยา ทูเร สนฺติเก วา สาสวา อุปาทานิยา ฯ อยํ วุจฺจติ สญฺญูปาทานกฺ- ขนฺโธ ฯ เย เกจิ สงฺขารา ฯเปฯ สาสวา อุปาทานิยา ฯ อยํ วุจฺจติ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ ฯ ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ ฯเปฯ ยํ ทูเร สนฺติเก วา สาสวํ อุปาทานิยํ ฯ อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ฯ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. ขันธสูตร ว่าด้วยขันธ์
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕ ประการ และอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ เธอทั้งหลายจงฟัง ขันธ์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกล หรือใกล้ก็ตาม นี้เรียกว่า รูปขันธ์ @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงธรรมารมณ์ (สํ.ข.อ. ๒/๔๗/๒๙๖) @ อวิชชาธาตุ ในที่นี้หมายถึงอวิชชาในขณะแห่งชวนจิต (สํ.ข.อ. ๒/๔๗/๒๙๖)@ วิชชา ในที่นี้หมายถึงอรหัตตมัคควิชชา (ความรู้แจ้งอรหัตตมรรค) (สํ.ข.อ. ๒/๔๗/๒๙๗,@องฺ.ติก.อ. ๒/๓๔/๑๓๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๖๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๕. อัตตทีปวรรค ๖. ขันธสูตร ๒. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ๓. สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ๔. สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกล หรือใกล้ก็ตาม นี้เรียกว่า สังขารขันธ์ ๕. วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกล หรือใกล้ก็ตาม นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า ขันธ์ ๕ ประการ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกล หรือใกล้ก็ตาม ประกอบด้วยอาสวะ เกื้อกูลแก่อุปาทาน นี้เรียกว่า รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป) ๒. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ไกลหรือใกล้ก็ตาม ประกอบด้วย อาสวะ เกื้อกูลแก่อุปาทาน นี้เรียกว่า เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา) ๓. สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ไกลหรือใกล้ก็ตาม ประกอบด้วย อาสวะ เกื้อกูลแก่อุปาทาน นี้เรียกว่า สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา) ๔. สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ ประกอบด้วยอาสวะ เกื้อกูลแก่ อุปาทาน นี้เรียกว่า สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร) ๕. วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ ไกลหรือใกล้ก็ตาม ประกอบด้วยอาสวะ เกื้อกูลแก่อุปาทาน นี้เรียกว่า วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ) ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ” ขันธสูตรที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๖๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปัญจขันธสูตรที่ ๖
ในปัญจขันธสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
รูปขันธ์เป็นกามาพจร ขันธ์ ๔ เป็นไปในภูมิ ๔ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ).
บทว่า สาสวํ ได้แก่ เป็นปัจจัยแห่งอาสวะโดยเป็นอารมณ์.
บทว่า อุปาทานียํ ได้แก่ และเป็นปัจจัยแก่อุปาทานอย่างนั้นเหมือนกัน.
ก็ในข้อนี้มีอรรถแห่งคำดังต่อไปนี้
รูปชื่อว่าสาสวะ เพราะเป็นไปกับด้วยอาสวะทั้งหลายที่ทำอารมณ์เป็นไป. ชื่อว่าอุปาทานียะ เพราะพึงยึดมั่น. ในที่นี้ รูปขันธ์ ท่านกล่าวว่าเป็นกามาพจร ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการประพฤติวิปัสสนา.
ในที่นี้พึงทราบวินิจฉัยอย่างนี้
รูปจัดเข้าในขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกอง เวทนาเป็นต้นทั้งที่มีอาสวะทั้งที่ไม่มีอาสวะ จัดเข้าในอุปาทานขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกองธรรมที่มีอาสวะ ทั้งหมดจัดเข้าในขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกอง. แต่ในที่นี้ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ จัดเข้าในอุปาทานขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นกองธรรมมีอาสวะ.
จบอรรถกถาปัญจขันธสูตรที่ ๖ ------------------------------------