อัคคิสูตร เล่ม ๑๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๖๘อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสึสุ ฯ (ปริยายสุตฺตสทิสํ) ฯ เอวํวาทิโน ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เอวมสฺสุ วจนียา ยสฺมึ อาวุโส สมเย ลีนํ จิตฺตํ โหติ กตเมสํ ตสฺมึ สมเย โพชฺฌงฺคานํ อกาโล ภาวนาย ฯ กตเมสํ ตสฺมึ สมเย โพชฺฌงฺคานํ กาโล ภาวนาย ฯ ยสฺมึ ปนาวุโส สมเย อุทฺธตํ จิตฺตํ โหติ กตเมสํ ตสฺมึ สมเย โพชฺฌงฺคานํ อกาโล ภาวนาย ฯ กตเมสํ ตสฺมึ สมเย โพชฺฌงฺคานํ กาโล ภาวนายาติ ฯ เอวํ ปุฏฺฐา ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา น เจว สมฺปายิสฺสนฺติ อุตฺตริญฺจ วิฆาตํ อาปชฺชิสฺสนฺติ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ยถา ตํ ภิกฺขเว อวิสยสฺมึ ฯ นาหนฺตํ ภิกฺขเว ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย โย อิเมสํ ปญฺหานํ เวยฺยากรเณน จิตฺตํ อาราเธยฺย อญฺญตฺร ตถาคเตน วา ตถาคตสาวเกน วา อิโต วา ปน สุตฺวา ฯ
๕๖๙ยสฺมึ ปน ภิกฺขเว สมเย ลีนํ จิตฺตํ โหติ อกาโล ตสฺมึ สมเย ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ลีนํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ ทุสฺสมุฏฺฐาปยํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส ปริตฺตํ อคฺคึ อุชฺชาเลตุกาโม อสฺส โส ตตฺถ อลฺลานิ เจว ติณานิ ปกฺขิเปยฺย อลฺลานิ โคมยานิ ปกฺขิเปยฺย อลฺลานิ กฏฺฐานิ ปกฺขิเปยฺย อุทกวาตญฺจ ทเทยฺย ปํสุกานิ จ โอกิเรยฺย ภพฺโพ นุ โข โส ปุริโส ปริตฺตํ อคฺคึ อุชฺชาเลตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย ลีนํ จิตฺตํ โหติ อกาโล ตสฺมึ สมเย ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ลีนํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ ทุสฺสมุฏฺฐาปยํ โหติ ฯ
๕๗๐ยสฺมิญฺจ โข ภิกฺขเว สมเย ลีนํ จิตฺตํ โหติ กาโล ตสฺมึ สมเย ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ลีนํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ สุสมุฏฺฐาปยํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส ปริตฺตํ อคฺคึ อุชฺชาเลตุกาโม อสฺส โส ตตฺถ สุกฺขานิ เจว ติณานิ ปกฺขิเปยฺย สุกฺขานิ โคมยานิ ปกฺขิเปยฺย สุกฺขานิ กฏฺฐานิ ปกฺขิเปยฺย มุขวาตญฺจ ทเทยฺย น จ ปํสุเกน โอกิเรยฺย ภพฺโพ นุ โข โส ปุริโส ปริตฺตํ อคฺคึ อุชฺชาเลตุนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย ลีนํ จิตฺตํ โหติ กาโล ตสฺมึ สมเย ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ลีนํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ สุสมุฏฺฐาปยํ โหติ ฯ
๕๗๑ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อุทฺธตํ จิตฺตํ โหติ อกาโล ตสฺมึ สมเย ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อุทฺธตํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ ทุวูปสมยํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส มหนฺตํ อคฺคิกฺขนฺธํ นิพฺพาเปตุกาโม อสฺส โส ตตฺถ สุกฺขานิ เจว ติณานิ ปกฺขิเปยฺย สุกฺขานิ โคมยานิ ปกฺขิเปยฺย สุกฺขานิ กฏฺฐานิ ปกฺขิเปยฺย มุขวาตญฺจ ทเทยฺย น จ ปํสุเกน โอกิเรยฺย ภพฺโพ นุ โข โส ปุริโส มหนฺตํ อคฺคิกฺขนฺธํ นิพฺพาเปตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย อุทฺธตํ จิตฺตํ โหติ อกาโล ตสฺมึ สมเย ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย อกาโล ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อุทฺธตํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ ทุวูปสมยํ โหติ ฯ
๕๗๒ยสฺมิญฺจ โข ภิกฺขเว สมเย อุทฺธตํ จิตฺตํ โหติ กาโล ตสฺมึ สมเย ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อุทฺธตํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ สุวูปสมยํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส มหนฺตํ อคฺคิกฺขนฺธํ นิพฺพาเปตุกาโม อสฺส โส ตตฺถ อลฺลานิ เจว ติณานิ ปกฺขิเปยฺย อลฺลานิ โคมยานิ ปกฺขิเปยฺย อลฺลานิ กฏฺฐานิ ปกฺขิปยฺย อุทกวาตญฺจ ทเทยฺย ปํสุกานิ จ โอกิเรยฺย ภพฺโพ นุ โข โส ปุริโส มหนฺตํ อคฺคิกฺขนฺธํ นิพฺพาเปตุนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย อุทฺธตํ จิตฺตํ โหติ กาโล ตสฺมึ สมเย ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย กาโล อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อุทฺธตํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตํ เอเตหิ ธมฺเมหิ สุวูปสมยํ โหติ ฯ สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อัคคิสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยไฟ
ครั้นในเวลาเช้า ภิกษุหลายรูปครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี (ความต่อไปเหมือนปริยายสูตร)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๓. อัคคิสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกมีวาทะ อย่างนี้ เธอทั้งหลายควรถามอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุทั้งหลาย สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้นไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญโพชฌงค์เหล่าไหน เป็นเวลาเพื่อเจริญโพชฌงค์เหล่าไหน อนึ่งสมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้น ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญโพชฌงค์เหล่าไหน เป็นเวลาเพื่อเจริญโพชฌงค์เหล่าไหน’ ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกถูกถามอย่างนี้แล้วจักไม่สามารถ ตอบให้บริบูรณ์ได้ จักถึงความลำบากอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกถูกถามในสิ่งอันมิใช่วิสัย ภิกษุทั้งหลาย ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เรายังไม่เห็นบุคคลที่จะยังจิตให้ยินดีได้ด้วยการตอบปัญหาเหล่านี้ เว้นตถาคตหรือสาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจากคำสอนของตถาคตนี้ ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญปัสสัทธิ- สัมโพชฌงค์ ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญอุเบกขา-สัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้นยากที่จะให้ฟื้นขึ้นด้วยธรรมเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะให้ไฟน้อยนิดลุกโพลง จึงใส่หญ้าสดโคมัยเปียก ไม้สด พรมน้ำและโปรยฝุ่นลงในไฟนั้น เขาสามารถจะให้ไฟน้อยนิดลุกโพลงได้หรือ” “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้นยากที่จะให้ฟื้นขึ้นด้วยธรรมเหล่านั้น แต่สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น เป็นเวลาเพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้นง่ายที่จะให้ฟื้นขึ้นด้วยธรรมเหล่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๓. อัคคิสูตร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะให้ไฟน้อยนิดลุกโพลง จึงใส่หญ้าแห้งโคมัยแห้ง ไม้แห้ง เป่าลมและไม่โปรยฝุ่นลงในไฟนั้น เขาสามารถจะให้ไฟน้อยนิดลุกโพลงได้หรือ” “ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น เป็นเวลาเพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้นง่ายที่จะให้ฟื้นขึ้นด้วยธรรมเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้น ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญธัมม- วิจยสัมโพชฌงค์ ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านนั้นยากที่จะให้สงบด้วยธรรมเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะดับไฟกองใหญ่ จึงใส่หญ้าแห้งโคมัยแห้ง ไม้แห้ง เป่าลมและไม่โปรยฝุ่นลงในกองไฟนั้น เขาสามารถจะดับไฟกองใหญ่ได้หรือ” “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้นไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ไม่เป็นเวลาเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ่งซ่านนั้นยากที่จะให้สงบด้วยธรรมเหล่านั้น แต่สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้น เป็นเวลาเพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านนั้นง่ายที่จะให้สงบด้วยธรรมเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะดับไฟกองใหญ่ จึงใส่หญ้าสดโคมัยเปียก พรมน้ำและโปรยฝุ่นลงในกองไฟนั้น เขาสามารถจะดับไฟกองใหญ่ได้หรือ” “ได้ พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๔. เมตตาสหคตสูตร “ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้นเป็นเวลาเพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นเวลาเพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านนั้นง่ายที่จะให้สงบด้วยธรรมเหล่านั้น และเรากล่าวสติว่าจำต้องประสงค์ในที่ทุกสถาน” อัคคิสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัคคิสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอัคคิสูตรที่ ๓
บทว่า สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามิ ความว่า เรากล่าวสติแลว่า เหมือนเกลือสะตุ และเหมือนอำมาตย์ผู้ประกอบการงานทั้งปวงอันบุคคลพึงปรารถนาในที่ทั้งปวง.
เกลือสะตุย่อมอยู่ แม้ในกับข้าวทั้งปวงฉันใด และอำมาตย์ผู้ประกอบการงานทั้งปวง ย่อมทำหน้าที่รบ ทำหน้าที่ปรึกษาบ้าง ทำหน้าที่สนับสนุนบ้าง.
รวมความว่า ย่อมทำกิจทุกอย่างให้สำเร็จได้ฉันใด การข่มจิตที่ฟุ้งซ่าน การยกจิตที่หดหู่ก็ฉันนั้น ดังนั้น กิจแม้ทั้งหมดจะสำเร็จได้ด้วยสติ เว้นสติเสียหายอาจยังกิจนั้นให้สำเร็จได้ไม่ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสอย่างนี้.
ในพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสโพชฌงค์อันเป็นวิปัสสนาส่วนเบื้องต้นอย่างเดียว.
จบอรรถกถาอัคคิสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------