อริฏฐสูตร เล่ม ๑๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๓๑๗สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ภควา ฯเปฯ เอตทโวจ ภาเวถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว อานาปานสฺสตินฺติ ฯ
๑๓๑๘เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อริฏฺโฐ ภควนฺตํ เอตทโวจ อหํ โข ภนฺเต ภาเวมิ อานาปานสฺสตินฺติ ฯ ยถากถํ ปน ตฺวํ อริฏฺฐ ภาเวสิ อานาปานสฺสตินฺติ ฯ
๑๓๑๙อตีเตสุ เม ภนฺเต กาเมสุ กามจฺฉนฺโท ปหีโน อนาคเตสุ เม กาเมสุ กามจฺฉนฺโท วิคโต อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ เม ธมฺเมสุ ปฏิฆสญฺญา สุปฺปฏิวินีตา โส สโตว อสฺสสิสฺสามิ สโต ปสฺสสิสฺสามิ ฯ เอวํ ขฺวาหํ ภนฺเต ภาเวมิ อานาปานสฺสตินฺติ ฯ
๑๓๒๐อตฺเถสา อริฏฺฐ อานาปานสฺสติ เนสา นตฺถีติ วทามิ ฯ อปิจ อริฏฺฐ ยถา อานาปานสฺสติ วิตฺถาเรน ปริปุณฺณา โหติ ตํ สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อริฏฺโฐ ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ กถญฺจ อริฏฺฐ อานาปานสฺสติ วิตฺถาเรน ปริปุณฺณา โหติ ฯ อิธ อริฏฺฐ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ฯ โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ เอวํ โข อริฏฺฐ อานาปานสฺสติ วิตฺถาเรน ปริปุณฺณา โหตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อริฏฐสูตร ว่าด้วยพระอริฏฐะ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ฯลฯ ได้ตรัสถามภิกษุทั้งหลายดังนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังเจริญอานาปานสติอยู่หรือ” เมื่อพระผู้มีพระภาตตรัสถามอย่างนี้แล้ว ท่านพระอริฏฐะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าพระองค์ยังเจริญอานาปานสติอยู่ พระพุทธเจ้าข้า” “อริฏฐะ เธอเจริญอานาปานสติอย่างไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กามฉันทะในกามทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ข้าพระองค์ก็ละได้แล้ว กามฉันทะในกามทั้งหลายที่ยังไม่มาถึงของข้าพระองค์ก็ไปปราศแล้วปฏิฆสัญญาในธรรมทั้งหลายทั้งภายในทั้งภายนอก ข้าพระองค์ก็กำจัดแล้ว ข้าพระองค์มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก ข้าพระองค์เจริญอานาปานสติอยู่อย่างนี้พระพุทธเจ้าข้า” “อริฏฐะ อานาปานสตินั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี แต่ว่าอานาปานสติจะทำให้บริบูรณ์ได้โดยพิสดารด้วยวิธีใด เธอจงตั้งใจฟังวิธีนั้นให้ดี เราจักกล่าว” ท่านพระอริฏฐะทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๑๘๔ (สีลสูตร) หน้า ๑๑๕-๑๑๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๔๕๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๐. อานาปานสังยุต] ๑. เอกธัมมวรรค ๗. มหากัปปินสูตร “อริฏฐะ อานาปานสติจะทำให้บริบูรณ์ได้โดยพิสดาร อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว ฯลฯ สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจออก อริฏฐะ อานาปานสติจะทำให้บริบูรณ์ได้โดยพิสดาร อย่างนี้แล” อริฏฐสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอริฏฐสูตรที่ ๖
อริฏฐสูตรที่ ๖. คำว่า ภาเวถ โน คือ ภาเวถ นุ (แปลว่า พวกท่านย่อมเจริญหรือ).
คำว่า กามฉันท์ ได้แก่ ความรักใคร่ที่เป็นไปในกามคุณ ๕.
คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก ได้แก่ ปฏิฆสัญญาในธรรมคืออายตนะ ๑๒ ทั้งภายในและภายนอกอันข้าพระองค์กำจัดเสียแล้ว ได้แก่ ความสำคัญที่ประกอบด้วยความรู้สึกกระทบกระทั่ง ได้ถูกนำออกไปได้โดยเฉพาะโดยดี หมายความว่า ถูกตัดขาดแล้ว.
ด้วยบทนี้ ท่านย่อมแสดงถึงอนาคามิมรรคของตน. คราวนี้ เมื่อจะชี้ถึงวิปัสสนาแห่งอรหัตมรรค ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ข้าพระองค์มีสติหายใจออก ดังนี้.
จบอรรถกถาอริฏฐสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------