๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา เล่ม ๒๖
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๗๑|๔๗๑.๓๓๘| ๕ ทหราหํ สุทฺธวสนา ยํ ปุเร ธมฺมมสฺสุณึ ตสฺสา เม อปฺปมตฺตาย สจฺจาภิสมโย อหุ ฯ |๔๗๑.๓๓๙| ตโตหํ สพฺพกาเมสุ ภุสํ อรติมชฺฌคํ สกฺกายสฺมึ ภยํ ทิสฺวา เนกฺขมฺมสฺเสว ปิหเย ฯ |๔๗๑.๓๔๐| หิตฺวานาหํ ญาติคณํ ทาสกมฺมกรานิ จ คามเขตฺตานิ ผีตานิ รมณีเย ปโมทิเต |๔๗๑.๓๔๑| ปหายาหํ ปพฺพชิตา สาปเตยฺยํ อนปฺปกํ ฯ เอวํ สทฺธาย นิกฺขมฺม สทฺธมฺเม สุปฺปเวทิเต |๔๗๑.๓๔๒| น เม ตํ อสฺส ปฏิรูปํ อากิญฺจญฺญํ หิ ปตฺถเย ยา ชาตรูปรชตํ ฐเปตฺวา ปุนราคเม ฯ |๔๗๑.๓๔๓| รชตํ ชาตรูปํ วา นตฺเถตสฺสปิ สนฺติยา น เอตํ สมณสารุปฺปํ น เอตํ อริยธนํ ฯ |๔๗๑.๓๔๔| โลภนํ มทนํ เจตํ สโมหนํ รชพนฺธนํ สาสงฺกํ พหุอายาสํ นตฺถิ เจตฺถ ธุวํ ฐิติ ฯ |๔๗๑.๓๔๕| เอตฺตาวตา ปมตฺตา จ สงฺกิลิฏฺฐมนา นรา อญฺญมญฺเญน พฺยารุทฺธา ปุถุ กุพฺพนฺติ เมธคํ ฯ |๔๗๑.๓๔๖| วโธ พนฺโธ ปริเกฺลโส ชานิ โสกปริทฺทโว กาเมสุ อธิปนฺนานํ ทิสฺสเต พฺยสนํ พหุํ ฯ |๔๗๑.๓๔๗| ตํ มํญาตี อมิตฺตาว กึ มํ กาเมสุ ยุญฺชถ ชานาถ มํ ปพฺพชิตํ กาเมสุ ภยทสฺสินึ ฯ |๔๗๑.๓๔๘| น หิรญฺญสุวณฺเณน ปริกฺขียนฺติ อาสวา อมิตฺตา วธกา กามา สปตฺตา สลฺลพนฺธนา ฯ |๔๗๑.๓๔๙| ตํ มํ ญาตี อมิตฺตาว กึ มํ กาเมสุ ยุญฺชถ ชานาถ มํ ปพฺพชิตํ มุณฺฑํ สงฺฆาฏิปารุตํ ฯ |๔๗๑.๓๕๐| อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ อุญฺโฉ จ ปํสุกูลญฺจ จีวรํ เอตํ โข มม สารุปฺปํ อนคารูปนิสฺสโย ฯ |๔๗๑.๓๕๑| วนฺตา มเหสีหิ กามา เย ทิพฺพา เย จ มานุสา เขมฏฺฐาเน วิมุตฺตา เต ปตฺตา เต อจลํ สุขํ ฯ |๔๗๑.๓๕๒| มาหํ กาเมหิ สงฺคจฺฉึ เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ อมิตฺตา วธกา กามา อคฺคิขนฺธูปมา ทุขา ฯ |๔๗๑.๓๕๓| อปริสุทฺโธ เอโส สภโย สวิฆาโต สกณฺฏโก เคโธ สุวิสโม เจโส มหนฺโต โมหนามุโข ฯ |๔๗๑.๓๕๔| อุปสคฺโค ภีมรูโป จ กามา สปฺปสิรูปมา เย พาลา อภินนฺทนฺติ อนฺธภูตา ปุถุชฺชนา ฯ |๔๗๑.๓๕๕| กามสํสคฺคสตฺตา หิ ชนา พหู โลเก อวินฺทึสุ ปริยนฺตํ นาภิชานนฺติ ชาติยา มรณสฺส จ ฯ |๔๗๑.๓๕๖| ทุคฺคติคมนํ มคฺคํ มนุสฺสา กามเหตุกํ พหุํ เว ปฏิปชฺชนฺติ อตฺตโน โรคมาวหํ ฯ |๔๗๑.๓๕๗| เอวํ อมิตฺตชนนา ตาปนา สงฺกิเลสิกา โลกามิสา พนฺธนียา กามา มรณพนฺธนา ฯ |๔๗๑.๓๕๘| อุมฺมาทนา อุลฺลปนา กามา จิตฺตปฺปมาทิโน สตฺตานํ สงฺกิเลสาย ขิปฺปํ มาเรน โอฑฺฑิตํ ฯ |๔๗๑.๓๕๙| อนนฺตาทีนวา กามา พหุทุกฺขา มหาวิสา อปฺปสฺสาทา รณกรา สุกฺกปกฺขวิโสสนา ฯ |๔๗๑.๓๖๐| สาหํ เอตาทิสํ หิตฺวา พฺยสนํ กามเหตุกํ น ตํ ปจฺจาคมิสฺสามิ นิพฺพานาภิรตา สทา ฯ |๔๗๑.๓๖๑| รณํ กริตฺวา กามานํ สีติภาวาภิกงฺขินี อปฺปมตฺตา วิหริสฺสามิ รตา สํโยชนกฺขเย ฯ |๔๗๑.๓๖๒| อโสกํ วิรชํ เขมํ อริยฏฺฐงฺคิกํ อุชุํ ตํ มคฺคํ อนุคจฺฉามิ เยน ติณฺณา มเหสิโน ฯ |๔๗๑.๓๖๓| อิมํ ปสฺสถ ธมฺมฏฺฐํ สุภํ กมฺมารธีตรํ อเนชํ อุปสมฺปชฺช รุกฺขมูลมฺหิ ฌายติ ฯ |๔๗๑.๓๖๔| อชฺชฏฺฐมี ปพฺพชิตา สทฺธา สทฺธมฺมโสภณา วินีตา อุปฺปลวณฺณาย เตวิชฺชา มจฺจุหายินี ฯ |๔๗๑.๓๖๕| สายํ ภุชิสฺสา อนณา ภิกฺขุนี ภาวิตินฺทฺริยา สพฺพโยควิสํยุตฺตา กตกิจฺจา อนาสวา ฯ |๔๗๑.๓๖๖| ตํ สกฺโก เทวสงฺเฆน อุปสงฺคมฺม อิทฺธิยา นมสฺสติ ภูตปติ สุภํ กมฺมารธีตรนฺติ ฯ สุภา กมฺมารธีตา ฯ วีสตินิปาโต สมตฺโต ฯ ----------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา ภาษิตของพระสุภากัมมารธิดาเถรี พระสุภากัมมารธิดาเถรี(ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
เพราะเมื่อก่อน เรายังสาวนุ่งห่มผ้าสะอาด ได้ฟังธรรมแล้ว เรานั้นไม่ประมาท จึงได้ตรัสรู้สัจธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา
ฉะนั้น เราจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งในกามทั้งปวง เห็นภัยในกายของตน กระหยิ่มเฉพาะเนกขัมมะเท่านั้น
ละหมู่ญาติ ทาส กรรมกร บ้าน ไร่นา ความมั่งคั่ง และกองโภคะที่น่ารื่นรมย์ ที่เขาบันเทิงกันนัก
ละสมบัติมิใช่น้อย ออกบวชด้วยศรัทธาอย่างนี้ ในพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศดีแล้ว
ข้อที่เราละเงินทองแล้วยังกลับ (ยินดีเงินทอง) อีกนั้น ไม่สมควรแก่เรา เพราะเราปรารถนาความไม่มีห่วงกังวล
เพราะเงินทอง หาใช่มีไว้เพื่อความตรัสรู้ เพื่อความสงบใจไม่ เงินทองนั้นไม่สมควรแก่สมณะ ทั้งไม่ใช่อริยทรัพย์
อนึ่ง เงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ นำมาซึ่งความมัวเมา ให้เกิดความลุ่มหลง เป็นเครื่องเพิ่มพูนความกำหนัดยินดี มีความระแวง มีความยุ่งยาก และในเงินทองนั้นไม่มีความยั่งยืนมั่นคงเลย
อนึ่ง ผู้คนเป็นอันมากยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท มีใจเศร้าหมอง ต่างผิดใจต่อกันและกัน กระทำความบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน
การฆ่ากัน การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือเป็นต้น ความเสื่อม ความเศร้าโศก ร่ำไร ความพินาศเป็นอันมากของคนทั้งหลาย ผู้เนื่องอยู่ในกามทั้งหลาย ก็มองเห็นกันอยู่
ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนเป็นศัตรู เพราะเหตุไร จึงชักจูงเรานั้นไว้ในกามทั้งหลายเล่า ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า เราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึงบวช
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา
อาสวะทั้งหลาย ย่อมไม่สิ้นไปเพราะเงินและทอง กามทั้งหลาย เป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า เป็นข้าศึก เป็นดังลูกศรเสียบไว้
ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนเป็นศัตรู เพราะเหตุไร จึงชักจูงเราไว้ในกามทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า เราบวชศีรษะโล้นครองผ้าสังฆาฏิแล้ว
ก้อนข้าวที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ การเที่ยวแสวงหา การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล และบริขารเครื่องอาศัยของนักบวชผู้ไม่มีเรือน นี่แหละเป็นของเหมาะสมสำหรับเรา
กามทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์ และที่เป็นของมนุษย์ เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่คลายเสียแล้ว ท่านเหล่านั้น น้อมไปแล้วในฐานะอันปลอดโปร่ง บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว
เราอย่าร่วมด้วยกามทั้งหลายซึ่งช่วยอะไรไม่ได้เลย กามทั้งหลายเป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า อุปมาด้วยกองไฟ นำแต่ทุกข์มาให้
กามนั่น เป็นสภาวะที่เบียดเบียน มีภัย เป็นไปกับด้วยความคับแค้น เป็นเสี้ยนหนาม และกามนั้น มีสภาวะหมกมุ่น ไม่เรียบร้อย เป็นเหตุลุ่มหลงมาก
เป็นเหตุขัดข้อง และเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว กามทั้งหลาย เปรียบด้วยงูพิษ ที่เหล่าปุถุชนทั้งเขลาและบอดเพลิดเพลินกันยิ่งนัก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา
ปุถุชนเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก ข้องอยู่แล้วด้วยเปือกตมคือกาม ไม่รู้ความจริงในโลก ย่อมไม่รู้ซึ้งถึงที่สิ้นสุดความเกิดและความตาย
ผู้คนเป็นอันมากพากันเดินทางไปทุคติซึ่งมีกามเป็นเหตุทั้งนั้น อันนำโรคมาให้แก่ตนทีเดียว
กามทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิดศัตรู ให้เดือดร้อน นำความเศร้าหมองมา เป็นเหยื่อในโลก เป็นเครื่องจองจำ เกี่ยวเนื่องด้วยความตาย
กามทั้งหลายเป็นเหตุให้บ้า ให้บ่นเพ้อ ย่ำยีจิต เพราะทำหมู่สัตว์ให้เศร้าหมอง พึงเห็นว่า เหมือนลอบที่มารรีบดักไว้
กามทั้งหลาย มีโทษหาที่สุดไม่ได้ มีทุกข์มาก มีพิษมาก มีความพอใจน้อย เป็นสนามรบ ทำกรรมฝ่ายกุศลให้เหือดแห้งลง
เรานั้นละความพินาศซึ่งมีกามเป็นเหตุเช่นนั้นได้แล้ว จักไม่กลับมาหามันอีก เพราะว่าตั้งแต่บวชแล้ว เรายินดีอย่างยิ่งในนิพพาน
หวังความเยือกเย็น จึงทำสงครามต่อกามทั้งหลาย ยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นสังโยชน์ จักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่
เดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นทางสายตรง ไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นทางปลอดโปร่ง ซึ่งเป็นทางที่เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามไปแล้ว (พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำพระเถรีผู้บรรลุพระอรหัตตผลในวันที่ ๘ หลังจากบวช ผู้นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะทรงสรรเสริญจึงตรัสคาถาเหล่านี้ว่า)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา
ท่านทั้งหลาย จงดูธิดาของช่างทองผู้สวยงาม ผู้ดำรงอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด เธอได้บรรลุอรหัตตผลอันไม่หวั่นไหว เข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้
วันนี้เป็นวันที่ ๘ หลังจากเธอมีศรัทธาบวชแล้ว งามเพราะบรรลุพระสัทธรรม ได้พระอุบลวัณณาเถรีช่วยแนะนำแล้ว บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุมารเสียได้
ภิกษุณีรูปนี้นั้น เป็นไทแก่ตัวเอง ไม่เป็นหนี้ อบรมอินทรีย์แล้ว พรากจากกิเลสที่เคยมีได้หมด ไม่มีอาสวะ ทำกิจเสร็จแล้ว (พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวภาษิตนี้ไว้ว่า)
ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่สัตว์พร้อมด้วยหมู่เทพ พากันเข้าไปหาพระเถรีซึ่งเป็นธิดาของช่างทอง ผู้สวยงามนั้นด้วยฤทธิ์ของตน แล้วทรงนมัสการอยู่ วีสตินิบาต จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. อรรถกถาสุภากัมมารธีตุเถรีคาถา
บาลีเป็นสุภากัมมารธิดาเถรีคาถา
คาถาว่า ทหราหํ เป็นต้นเป็นคาถาของพระสุภากัมมารธีตุเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ อบรมกุศลมูล สั่งสมสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ ท่องเที่ยวอยู่ในฝ่ายสุคติเท่านั้น เมื่อญาณแก่กล้า มาในพุทธุปบาทกาลนี้ก็บังเกิดเป็นธิดาของช่างทองคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ เพราะความสวยงามแห่งรูปสมบัติจึงได้ชื่อว่า สุภา.
นางรู้เดียงสามาโดยลำดับ เกิดความเลื่อมใสในพระศาสดา เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งจึงเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
พระศาสดาทรงเห็นนางมีอินทรีย์แก่กล้าจึงทรงแสดงธรรม คืออริยสัจ ๔ ที่พอเหมาะแก่อัธยาศัย ทันใดนั้นเอง นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลประดับด้วยนัยพันนัย.
ต่อมา นางเห็นโทษในฆราวาสวิสัย ก็บวชในสำนักพระนางปชาบดีโคตมี ตั้งอยู่ในศีลภิกษุณี ประกอบเนืองๆ ซึ่งภาวนาเพื่อมรรคชั้นสูงๆ. พวกญาติพากันเข้าไปหานางทุกเวลา เชื้อเชิญแสดงทรัพย์จำนวนมาก และกองสมบัติประเล้าประโลมด้วยกามทั้งหลาย.
วันหนึ่ง เมื่อพวกญาติเข้ามาหา นางเมื่อจะประกาศโทษในฆราวาสวิสัยและกามทั้งหลาย จึงกล่าวธรรมด้วยคาถา ๒๔ คาถามีว่า ทหราหํ เป็นต้นแล้วเสียสละ ทำให้ญาติเหล่านั้นหมดหวัง เจริญวิปัสสนา ประกอบอินทรีย์ทั้งหลาย ขมักเขม้นภาวนายิ่งขึ้น ไม่ช้านักก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เพราะเหตุที่แต่ก่อน ข้าพเจ้ายังสาว นุ่งห่มผ้าอัน
สะอาด ได้ฟังธรรม ข้าพเจ้านั้นไม่ประมาท ก็ได้ตรัสรู้
สัจธรรม.
ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งในกามทั้งปวง
เห็นภัยในสักกายะ [ปัญจขันธ์] กระหยิ่มเฉพาะเนกขัมมะ
[การบวช] เท่านั้น.
ข้าพเจ้าละหมู่ญาติ ทาสและกรรมกร บ้านและไร่นา
ความมั่งคั่งและรมณียะสิ่งที่น่ารื่นรมย์ ที่เขาบันเทิงกันนัก.
ข้าพเจ้าละสมบัติมิใช่น้อย ออกบวชด้วยศรัทธาอย่าง
นี้ ในพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศดีแล้ว.
ข้อที่ละทิ้งเงินทองเสียแล้วกลับมายึดเงินทองนั้นไว้
อีก ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าปรารถนาแต่ความ
ไม่กังวลห่วงใย ผู้ใดละทิ้งเงินทองแล้วกลับมายึดเงินทองนั้น
ไว้อีก ผู้นั้นจะโงหัวขึ้นได้อย่างไร
ในระหว่างบัณฑิตทั้งหลาย เงินและทองไม่มีเพื่อ
สันติ ความสงบสำหรับผู้นั้น เงินทองนั้นก็ไม่สมควรแก่
สมณะ เงินทองนั้นก็มิใช่อริยทรัพย์.
อนึ่ง เงินทองนี้ทำให้เกิดความโลภ ความมัวเมา
ความลุ่มหลง ความติดดังเครื่องผูก มีภัย มีความคับแค้น
มาก เงินทองนั้นไม่ตั้งอยู่ยั่งยืนเลย.
นรชนเป็นอันมาก ประมาทมีใจเศร้าหมองแล้ว
เพราะเงินทองเท่านี้ จึงต้องเป็นศัตรู ต้องวิวาทบาดหมาง
กันและกัน.
การถูกฆ่า การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือ
เป็นต้น ความเสื่อมเสีย ความเศร้าโศกพิไรรำพัน ความ
พินาศเป็นอันมากของนรชนที่ตกอยู่ในกามทั้งหลาย
ก็มองเห็นกันอยู่.
ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะเหตุ
ไร ท่านทั้งหลายจึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้ง
หลาย จงรู้กันเถิดว่าเราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึงบวช.
อาสวะทั้งหลายไม่ใช่หมดสิ้นไป เพราะเงินทอง
ดอก กามทั้งหลายเป็นอมิตร ผู้ฆ่า เป็นศัตรู เป็นดังลูก
ศรเสียบไว้.
ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะเหตุ
ไร จึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้งหลาย จงรู้เถิด
ว่าเราบวชศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิแล้ว.
ก้อนข้าวที่ต้องไปยืนที่เรือนทุกๆ หลัง ได้มา
การเที่ยวขอเขา ผ้าบังสุกุลจีวรและบริขารที่อาศัยของ
นักบวช อยู่ไม่มีเรือนนี่แลเป็นของเหมาะสำหรับเรา.
กามทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์
เหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่คายเสียแล้ว ท่านน้อม
ไปในสถานที่อันเกษม บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว.
ข้าพเจ้าไม่ร่วมด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งช่วยอะไร
ไม่ได้ กามทั้งหลายเป็นอมิตร ผู้ฆ่า นำทุกข์มาเสมอ
ด้วยกองไฟ.
สภาวะนั่นไม่บริสุทธิ์ มีภัย มีความคับแค้น เป็น
เสี้ยนหนามและสภาวะนั่นเป็นความหมกมุ่น เป็นความ
ไม่สม่ำเสมอ ขนาดใหญ่ เป็นเหตุลุ่มหลง เป็นอุปสรรคที่
น่าสะพรึงกลัว กามทั้งหลายเปรียบด้วยหัวงูพิษ ที่เหล่า
ปุถุชนคนบอด ทั้งเขลา เพลิดเพลินกันนัก.
ความจริง ชนเป็นอันมากในโลกติดอยู่ในเครื่อง
ข้องคือกาม ไม่รู้ความจริงกันเลย ไม่รู้จักที่สิ้นสุดแห่งชาติ
และชรา มนุษย์เป็นอันมาก เดินทางที่ไปทุคติมีกามเป็น
เหตุ นำมาแต่โรคสำหรับตน.
กามทั้งหลาย ทำให้เกิดอมิตรอย่างนี้ เป็นเครื่อง
แผดเผา เป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหยื่อของโลก ผูกสัตว์
ไว้ มีมรณะเป็นเครื่องพันธนาการ.
กามทั้งหลายทำให้คนบ้า ทำให้เพ้อ ทำให้จิต
ประมาทพลั้งเผลอ เพราะทำสัตว์ให้เศร้าหมอง พึงเห็น
เหมือนลอบที่มารรีบดักไว้.
กามทั้งหลายมีโทษไม่สิ้นสุด มีทุกข์มาก มีพิษ
มาก อร่อยน้อย ทำเป็นสนามรบ มีแต่ทำกุศลธรรมให้
เหือดแห้งลง.
ข้าพเจ้านั้นละความย่อยยับซึ่งมีกามเป็นเหตุ
เช่นนั้นแล้ว ยินดียิ่งนักในพระนิพพานทุกเมื่อ จึงจัก
ไม่กลับมาหาความย่อยยับนั้นอีก.
ข้าพเจ้าละสนามรบของกามทั้งหลายแล้ว จำนง
หวังแต่ความเยือกเย็น ยินดีในธรรมอันเป็นที่สิ้นสัง-
โยชน์ไม่ปรารถนาอยู่.
ข้าพเจ้าเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็น
ทางตรง ไม่เศร้าโศก ไม่มีกิเลสดุจธุลี เป็นทางเกษม
ซึ่งเหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามมาแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู
ธิดาช่างทองผู้สวยงามซึ่งตั้งอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด นาง
เข้าถึงธรรมที่ไม่หวั่นไหว เข้าฌานอยู่ที่โคนไม้.
วันนี้เป็นวันที่ ๘ นางมีศรัทธาบวชแล้ว เป็นผู้
งามในพระสัทธรรม อันพระอุบลวรรณาช่วยแนะนำ
แล้ว ทรงวิชชา ๓ ละมฤตยูเสียแล้ว.
ภิกษุณีรูปนี้นั้นเป็นไทแก่ตัว ไม่เป็นหนี้ อบรม
อินทรีย์แล้ว สลัดโยคะได้หมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มี
อาสวะ.
ท้าวสักกะ เจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมด้วยหมู่เทพ
เข้าไปหาพระสุภากัมมารธิดาเถรีรูปนั้น ด้วยเทวฤทธิ์
แล้ว ทรงนมัสการอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทหรายํ สุทฺธวสนา ยํ ปุเร ธมฺมมสฺสุณึ ความว่า เพราะเหตุที่ แต่ก่อน ข้าพเจ้าเป็นสาวรุ่น มีผ้าสะอาด นุ่งห่มผ้าอันหมดจด ตบแต่งกายแล้วได้ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา.
บทว่า ตสฺสา เม อปฺปมตฺตาย สจฺจาภิสมโย อหุ ความว่า และเพราะเหตุที่ข้าพเจ้านั้นพิจารณาทบทวนธรรมตามที่ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท คือมีสติตั้งมั่นแล้ว อธิษฐานศีล ประกอบเนืองๆ ซึ่งภาวนา ตราบจนตรัสรู้ คือแทงทะลุปรุโปร่งซึ่งอริยสัจทั้ง ๔ โดยนัยว่า นี้ทุกข์ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ตโตหํ สพฺพกาเมสุ ภุสํ อรติมชฺฌคํ ความว่า ฉะนั้นคือเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ถึงความยินดี คือความกระสันอย่างยิ่งคือเหลือเกิน ในกามทั้งหลายแม้ทุกอย่างคือทั้งของมนุษย์ทั้งของทิพย์ เพราะฟังธรรมมาในสำนักพระศาสดาแล้ว และเพราะตรัสรู้อริยสัจแล้ว ข้าพเจ้าเห็นภัยคือความมีภัยจำเพาะหน้าในสักกายะคือขันธบัญจกที่มีอุปาทาน ด้วยจักษุคือญาณ จึงกระหยิ่มยิ้มย่องปรารถนาแต่เนกขัมมะคือบรรพชาเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว.
บทว่า ทาสกมฺมกรานิ จ แปลว่า ทาสและกรรมกร. คำนี้ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส.
บทว่า คามเขตฺตานิ ได้แก่ บ้านและไร่ปลูกบุพพัณชาติและอปรัณชาติ และพื้นที่เนื่องด้วยบ้าน.
บทว่า ผีตานิ ได้แก่ ความมั่งคั่ง.
บทว่า รมณีเย ได้แก่ สิ่งที่น่าฟูใจ.
บทว่า ปโมทิเต ได้แก่ นี่เขาบันเทิงใจแล้ว เชื่อมความว่า ละกองโภคสมบัติ.
บทว่า สาปเตยฺยํ ได้แก่ ทรัพย์ส่วนของตนเอง คือของหวงแหนสำหรับทำมณี ทำทอง ทำเงินเป็นต้น.
บทว่า อนปฺปกํ ได้แก่ ใหญ่ ประกอบความว่า ละสมบัติอันใหญ่.
บทว่า เอวํ สทฺธาย นิกฺขมฺม ความว่า ข้าพเจ้าละเครือญาติใหญ่ และกองโภคสมบัติใหญ่มีประการที่กล่าวไว้ โดยนัยว่า หิตฺวานหํ ญาติคณํ เป็นต้น เชื่อวัตถุที่ควรเชื่อคือ กรรม ผลของกรรมและพระรัตนตรัยด้วยศรัทธา ออกจากเรือนไปบวชในพระสัทธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศดีแล้ว คือในอริยวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ด้วยดีแล้ว
ก็แลข้อที่ข้าพเจ้าบวชอย่างนี้แล้วกลับมาหากามทั้งหลายที่ข้าพเจ้าละทิ้งเสียแล้ว ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้าเลย.
บทว่า อากิญฺจญฺญํ หิ ปตฺถเย ความว่า เพราะว่า ข้าพเจ้าปรารถนาแต่ความไม่กังวล คือความไม่ต้องห่วงเท่านั้น.
บทว่า โย ชาตรูปรชตํ ฐเปตฺวา ปุนราคเม ความว่า บุคคลใดละทิ้งเงินทอง หรือทรัพย์ไรๆ อื่นแล้ว จะพึงกลับมายึดเอาทรัพย์นั้น บุคคลนั้นจะพึงโงศีรษะได้อย่างไรในระหว่างบัณฑิตทั้งหลาย.
เพราะว่า เงินทอง ย่อมไม่มีเพื่อสันติความสงบ. อธิบายว่า ไม่มีเพื่อมรรคญาณ ไม่มีเพื่อพระนิพพาน สำหรับบุคคลแม้นั้น.
บทว่า น เอตํ สมณสารุปฺปํ ความว่า ทรัพย์สมบัตินั้น คือของหวงแหนมีเงินทองเป็นต้น หรือการหวงแหนเงินทองเป็นต้นนั้น ไม่สมควรแก่สมณะ.
จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า เงินทองไม่สมควรแก่เหล่าสมณะศากยบุตรดังนี้เป็นต้น.
บทว่า น เอตํ อริยธนํ ความว่า ของหวงแหนตามที่กล่าวแล้วนั้น ไม่ใช่ทรัพย์ที่แม้สำเร็จด้วยอริยธรรม เหมือนอย่างอริยทรัพย์มีศรัทธาเป็นต้น เพราะไม่นำความเป็นพระอริยะมาให้ ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า โลภนํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลภนํ ได้แก่ ที่ทำให้เกิดความโลภ.
บทว่า มทนํ ได้แก่ นำความมัวเมามาให้.
บทว่า สโมหนํ ได้แก่ ทำให้เกิดความลุ่มหลง.
บทว่า รชพนฺธนํ ได้แก่ เครื่องผูกล่าม มีกิเลสดุจละอองคือราคะเป็นต้น.
ทรัพย์ที่ชื่อว่าสาสังกะ เพราะเป็นไปกับความน่ารังเกียจ เพราะทรัพย์นี้เขาหวงแหนนำมาแต่ความน่ารังเกียจ.
อธิบายว่า นำมาแต่ความน่ารังเกียจ แต่ที่ใดที่หนึ่งแก่ผู้ที่หวงแหนทรัพย์.
บทว่า พหุ อายาสํ ได้แก่ ยุ่งยากมาก โดยต้องจัดแจงต้องรักษาเป็นต้น.
บทว่า นตฺถิ เจตฺถ ธุวํ ฐิติ ความว่า ความยั่งยืนและความมั่นคงในทรัพย์นั้น ไม่มีเลย มีแต่หวั่นไหว ไม่มั่นคงเท่านั้น.
บทว่า เอตฺตาวตา ปมตฺตา จ สงฺกิลิฏฺฐมนา นรา ความว่า นรชนทั้งหลายยินดีแล้ว คือเกิดความยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าประมาทแล้ว เพราะอยู่ปราศจากสติในกุศลธรรม ๑๐ เป็นผู้มีใจเศร้าหมอง คือชื่อว่าเป็นผู้มีจิตเศร้าหมองด้วยสังกิเลสมีโลภะเป็นต้น
เพราะฉะนั้น บทว่า อญฺญมญฺญมฺหิ พฺยารุทฺธา ปุถู กุพพฺนฺติ เมธคํ จึงมีความว่า สัตว์เป็นอันมาก คือมารดากับบุตรก็เป็นศัตรูกันและกัน อย่างนี้คือ โดยที่สุดมารดากับบุตรบ้าง บุตรกับมารดาบ้าง ย่อมกระทำความบาดหมางทะเลาะกัน
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง มารดาวิวาทกับบุตรบ้าง บุตรวิวาทกับมารดาบ้าง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเรื่องมีกามเป็นอธิกรณ์ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น
บทว่า วโธ ได้แก่ ทำให้ตาย.
บทว่า พนฺโธ ได้แก่ จองจำมีจองจำด้วยโซ่เป็นต้น.
บทว่า ปริเกฺลโส ได้แก่ ทำให้ร่างกายบกพร่องมีตัดมือเป็นต้น.
บทว่า ชานิ ได้แก่ เสื่อมทรัพย์และเสื่อมบริวาร.
บทว่า โสกปริทฺทโว ได้แก่ เศร้าโศกและพิไรรำพัน.
บทว่า อธิปนฺนานํ ได้แก่ ถูกครอบงำ.
บทว่า ทิสฺสเต พฺยสนํ พหุํ ได้แก่ ความย่อยยับความพินาศเป็นอันมาก คือมากอย่าง ต่างโดยการฆ่าการจองจำเป็นต้นตามที่กล่าวมาแล้ว และความเสียใจความคับแค้นใจเป็นต้น และที่เป็นไปในปัจจุบันและเป็นไปในภายหน้า ในกามทั้งหลาย เห็นกันได้ทั้งนั้น.
บทว่า ตํ มํ ญาตี อมิตฺตาว กึ โว กาเมสุ ยุญฺชถ ความว่า ท่านทั้งหลายถึงเป็นเครือญาติกัน ก็เป็นเหมือนอมิตรที่ไม่ปรารถนาดี เพราะอะไร เพราะเหตุอะไรจึงชักจูงประกอบข้าพเจ้าผู้ซึ่งเป็นเหมือนผู้คลายกำหนัดในกามทั้งหลายแล้วมาไว้ในกามทั้งหลาย.
บทว่า ชานาถ มํ ปพฺพชิตํ กาเมสุ ภยทสฺสินึ ความว่า ท่านทั้งหลายจงตามรับรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เห็นภัยในกามทั้งหลายจึงบวช.
อธิบายว่า เหตุเพียงเท่านี้ ทำไมท่านทั้งหลายจึงไม่ยอมรับรู้.
บทว่า น หิรญฺญสุวณฺเณน ปริกฺขียนฺติ อาสวา ความว่า อาสวะทั้งหลายมีกามาสวะเป็นต้นไม่หมดสิ้นไปด้วยเงินด้วยทอง ที่แท้ กลับกำเริบด้วยเงินทองเหล่านั้นทีเดียว.
ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า กามทั้งหลายเป็นอมิตรผู้ฆ่า เป็นศัตรู เป็นดั่งลูกศรเสียบไว้.
เนื้อความของคำนั้นมีว่า
ความจริง กามทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นอมิตร เพราะไม่มีไมตรี เหตุนำมาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล. ชื่อว่าผู้ฆ่า เพราะเป็นเสมือนเพชฌฆาตเงื้อดาบ เหตุเป็นต้นเหตุแห่งความตาย. ชื่อว่าเป็นศัตรู เพราะเป็นเสมือนศัตรูผู้ผูกเวร เหตุติดตามนำมาแต่ความพินาศ. ชื่อว่าเป็นดังลูกศรเสียบไว้ เพราะลูกศรทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเสียบติดไว้.
บทว่า มุณฺฑํ ได้แก่ โกนผม ชื่อว่าห่มสังฆาฏิเพราะเก็บเศษผ้าทั้งหลายในที่นั้นๆ มาปะติดปะต่อ ทำจีวรห่ม.
บทว่า อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ ได้แก่ ก้อนข้าวที่ไปยืนใกล้เรือนทุกหลัง ที่เปิดประตูไว้ได้มา.
บทว่า อุญฺโฉ ได้แก่ การเที่ยวขอเขาเพื่อก้อนข้าวนั้น.
บทว่า อนาคารูปนิสฺสโย ได้แก่ บริขารนักบวชอันเป็นที่อาศัย เพราะผู้บวชไม่มีเรือน จำต้องเข้าไปอาศัยนักบวชทั้งหลาย อาศัยบริขารนั้นเป็นอยู่.
บทว่า วนฺตา ได้แก่ ละทิ้งแล้ว.
บทว่า มเหสีหิ ได้แก่ ท่านผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า เขมฎฺฐาเน ได้แก่ ในพระนิพพานอันเป็นที่ไม่มีอุปัทวะจากโยคะทั้งหลายมีกามโยคะเป็นต้น.
บทว่า เต ได้แก่ ท่านผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่.
บทว่า อจลํ สุขํ ได้แก่ บรรลุสุขในพระนิพพาน.
อธิบายว่า เพราะเหตุที่ท่านผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงคายกามเสียแล้ว จึงทรงบรรลุนิพพานสุข ฉะนั้น ผู้ปรารถนานิพพานสุขนั้น จึงควรสละกามทั้งหลายเสีย.
บทว่า มาหํ กาเมหิ สงฺคจฺฉึ ความว่า ข้าพระองค์ไม่พึงสมาคมกับกามทั้งหลายไม่ว่าในกาลไรๆ.
ถ้าจะถามว่าเพราะเหตุไร พระเถรีจึงกล่าวว่า เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ ความว่า บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ ความว่า บรรดากามทั้งหลายเหล่าใดที่ถูกตรวจสอบอยู่ แม้ในกามสักอย่างหนึ่งก็ช่วยต่อต้านความพินาศไม่ได้ กามทั้งหลายชื่อว่าเสมอด้วยกองไฟ เพราะอรรถว่าเผาให้ร้อนขนานใหญ่. ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่า ทนได้ยาก.
ก็สภาวะที่ขึ้นชื่อว่ากาม ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์มีภัย เพราะนำมาแต่ความพินาศอย่างกว้างขวางที่ไม่รู้. ชื่อว่ามีความคับแค้น เพราะทำความคับแค้นแห่งจิต. ชื่อว่าเป็นเสี้ยนหนาม เพราะแทงเอาได้.
บทว่า เคโธ สุวิสโม เจโส ความว่า ชื่อว่าหมกมุ่น เพราะมีความหมกมุ่นเป็นเหตุ สภาวะนี้แสนจะไม่สม่ำเสมอ คือความกังวลอย่างมาก. ชื่อว่าใหญ่ เพราะอรรถว่าก้าวล่วงได้แสนยาก. ชื่อว่าเป็นทางแห่งความลุ่มหลง เพราะเป็นเหตุถึงความสยบ.
บทว่า อุปสคฺโค ภีมรูโป ความว่า ชื่อว่ามีสภาวะน่าสะพรึงกลัว ดุจอุปสรรคมาแต่เทวดา. ชื่อว่าใหญ่ เพราะนำทุกข์มีความพินาศเป็นต้นมาให้. กามทั้งหลายชื่อว่าเปรียบด้วยหัวงูพิษ เพราะอรรถว่าเป็นภัยเฉพาะหน้า.
บทว่า กามสํสคฺคสตฺตา ได้แก่ ผู้ติด ผู้ข้องด้วยเปือกตม กล่าวคือกาม.
บทว่า ทุคฺคติมนํ มคฺคํ ได้แก่ ทางที่พาไปอบายมีนรกเป็นต้น.
บทว่า กามเหตุกํ ได้แก่ การบริโภคกามเป็นเหตุ.
บทว่า พหุํ ได้แก่ มากอย่างโดยประเภทแห่งกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า โรคมาวหํ ได้แก่ นำมาซึ่งทุกข์ ต่างโดยทุกข์ในปัจจุบันเป็นต้น ที่นับว่าโรค เพราะอรรถว่าเสียดแทง.
บทว่า เอวํ ได้แก่ โดยประการที่กล่าวมาแล้วว่า อมิตฺตา วธกา เป็นต้น.
บทว่า อมิตฺตชนนา ได้แก่ ให้เกิดความเป็นอมิตร.
บทว่า ตาปนา ได้แก่ ให้เดือดร้อน. อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน.
บทว่า สงฺกิเลสิกา ได้แก่ นำมาซึ่งสังกิเลสความเศร้าหมอง.
บทว่า โลกามิสา ได้แก่ เป็นอามิส เหยื่อในโลก.
บทว่า พนฺธนิยา ได้แก่พึงถูกผูกด้วยสังโยชน์ซึ่งเป็นเครื่องผูก. อธิบายว่า อันสังโยชน์ประกอบไว้.
บทว่า มรณพนฺธนา ได้แก่ มรณะผูกไว้ เพราะเหตุที่เป็นไปและเพราะมรณะ เหตุเป็นเครื่องหมายแห่งการบังเกิดในภพเป็นต้น.
บทว่า อุมฺมาทนา ได้แก่ กามทั้งหลายกระทำให้เป็นบ้าเพราะความเศร้าโศกโดยความพลัดพรากกัน เพราะกามมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา หรือนำความมัวเมายิ่งขึ้นโดยเพิ่มทวี.
บทว่า อุลฺลปนา ได้แก่ การบ่นเพ้อสูงขึ้นๆ ว่า โอ! สุขจริง โอ! สุขจริง.
บาลีว่า อุลฺโลลนา ก็มี ความว่า พร่ำเพ้อรำพันถึงสัตว์ทั้งหลาย เพราะอามิสเป็นเหตุ เหมือนสุนัขกระดิกหาง เพราะก้อนข้าว คือทำให้ไม่รู้สึกถึงความเสื่อม.
บทว่า จิตฺตปฺปมาทิโน ได้แก่ มีปกติย่ำยีจิต ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอนาคต โดยการก่อความเร่าร้อนเป็นต้น.
บาลีว่า จิตฺตปฺปมทฺทิโน ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
ส่วนอาจารย์พวกใดกล่าวว่า จิตฺตปฺปมาทิโน เนื้อความของอาจารย์พวกนั้นก็ว่า นำมาซึ่งความประมาทแห่งจิต.
บทว่า สงฺกิเลสาย ได้แก่ เพื่อความพินาศ เพื่อความเบียดเบียน หรือเพื่อให้เดือดร้อน.
บทว่า ขิปฺปํ มาเรน โอฑฺฑิตํ ความว่า ขึ้นชื่อว่ากามเหล่านี้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเหมือนลอบที่มารดักไว้ เพราะนำมาแต่ความพินาศแก่สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า อนนฺตาทีนวา ได้แก่ มีอาทีนพโทษไม่มีที่สิ้นสุด คือมีโทษมาก โดยนัยที่กล่าวไว้ในที่นี้ว่า โลภนํ มทนญฺเจตํ เงินทองนั้นทำให้เกิดความโลภ ความมัวเมาดังนี้เป็นต้น และในสูตรทั้งหลายมีทุกขักขันธสูตรเป็นต้นว่า ความหนาวเป็นเบื้องหน้า ความร้อนเป็นเบื้องหน้า ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า พหุทุกฺขา ได้แก่ ติดตามทุกข์หลายอย่าง มีทุกข์ในอบายเป็นต้น.
บทว่า มหาวิสา ได้แก่ เสมือนมหาพิษที่ร้ายกาจเป็นต้นเพราะมีผลเผ็ดร้อน.
บทว่า อปฺปสฺสาทา ได้แก่ อร่อยน้อย เหมือนหยาดน้ำผึ้งที่ไหลตามคมมีด.
บทว่า รณฺการา ได้แก่ ทำความกำหนัดนักเป็นต้นให้เพิ่มทวี.
บทว่า สุกฺกปกฺขวิโสสนา ได้แก่ ทำความพินาศแก่ส่วนแห่งธรรมฝ่ายไม่มีโทษให้สัตว์ทั้งหลาย.
บทว่า สาหํ ตัดบทเป็น สา อหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้นฟังธรรมในสำนักพระศาสดา โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลัง ได้ศรัทธาแล้ว ละสมบัติออกบวช.
บทว่า เอตาทิสํ ได้แก่ เห็นปานนั้น คือมีประการดังกล่าวมาแล้ว.
บทว่า หิตฺวา ได้แก่ ละสมบัตินั้น อธิบายว่า เพราะเหตุตามที่กล่าวมาแล้ว.
บทว่า น ตํ ปจฺจาคมิสฺสามิ ความว่า ข้าพเจ้าจักไม่กลับมาบริโภคสมบัตินั้น คือกามทั้งหลายที่ข้าพเจ้าคายมาก่อนแล้วอีก.
บทว่า นิพฺพานาภิรตา สทา ประกอบความว่า เพราะเหตุที่ข้าพเจ้ายินดียิ่งแล้วในพระนิพพานมาตลอดกาล นับตั้งแต่เวลาที่บวชแล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักไม่กลับมาหาสมบัติกามนั้นอีก.
บทว่า รณํ ตริตฺวา กามานํ ความว่า ข้ามสนามรบของกามทั้งหลาย และทำสนามรบนั้นให้เป็นอันประหารด้วยพระอริยมรรคอันเป็นกิจที่ข้าพเจ้าพึงทำ.
บทว่า สีติภาวาภิกงฺขินี ได้แก่ จำนงหวังพระอรหัต ที่นับว่าเป็นภาวะเยือกเย็น เพราะระงับความกระวนกระวายและความเร่าร้อนของกิเลสได้หมด.
บทว่า รตา สํโยชนกฺขเย ได้แก่ ยินดียิ่งนักในพระนิพพานอันเป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทุกอย่าง.
บทว่า เยน ติณฺณา มเหสิโน ความว่า เหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น พากันข้ามโอฆะใหญ่คือสังสารวัฏด้วยอริยมรรคใด แม้ข้าพเจ้าก็จะเดินตามมรรคที่ท่านเดินไปแล้วนั้น บรรลุตามด้วยการปฏิบัติศีลเป็นต้น.
บทว่า ธมฺมฏฺฐํ ได้แก่ตั้งอยู่ในธรรมคืออริยผล.
บทว่า อเนชํ ได้แก่ ผลอันเลิศ ที่ได้ชื่อว่า อเนชะ เพราะระงับความหวั่นไหวได้แล้ว.
บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่ สำเร็จผลแล้ว คือบรรลุด้วยการบรรลุอรหัตมรรค.
บทว่า ฌายติ ได้แก่ เข้าไปเพ่งผลฌานนั้นนั่นแล.
บทว่า อชฺชฏฺฐมี ปพฺพชิตา ความว่า นางเป็นผู้บวชแล้ว คือนับตั้งแต่วันที่นางบวชแล้ว วันนี้ก็นับเป็นวันที่ ๘.
อธิบายว่า นางบวชแล้วได้ ๘ ราตรีนับตั้งแต่วันที่ล่วงมาแล้วนี้.
บทว่า สทฺธา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยศรัทธา.
บทว่า สทฺธมฺมโสภณา ได้แก่ งามเพราะบรรลุพระสัทธรรม.
บทว่า ภุชิสฺสา ได้แก่ ชื่อว่าเป็นไทแก่ตัว เพราะละกิเลสทั้งหลายที่เป็นเสมือนความเป็นทาส. ชื่อว่าไม่มีหนี้ เพราะปราศจากหนี้มีกามฉันทะเป็นต้น.
เล่ากันว่า พระเถรีบวชแล้วในวันที่ ๘ ก็บรรลุพระอรหัต นั่งเข้าผลสมาบัติที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงแก่ภิกษุณีทั้งหลาย แล้วทรงสรรเสริญ จึงตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านี้.
ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงเห็นเรื่องนั้นด้วยจักษุทิพย์แล้วทรงดำริว่า เพราะเหตุที่พระเถรีรูปนี้ พระศาสดาทรงสรรเสริญอย่างนี้ ฉะนั้นจำเราและทวยเทพควรเข้าไปหา ดังนี้แล้ว ทันใดนั้นเองก็เสด็จเข้าไปหาพร้อมด้วยทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ทรงอภิวาทแล้วประคองอัญชลีประทับยืนอยู่.
หมายเอาเรื่องนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
ท้าวสักกะเจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมด้วย หมู่เทพ
เสด็จเข้าไปหาพระเถรี ธิดาช่างทองผู้สวยงามรูปนั้น
ด้วยเทวฤทธิ์ทรงนมัสการอยู่ ดังนี้.
ในคาถานั้นความว่า
ท้าวสักกะเทวราชทรงได้พระนามว่า ภูตปติ เพราะวิเคราะห์ว่าทรงเป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งเหล่าสัตว์ที่เกิดในกามภพทั้ง ๓ เสด็จเข้าไปหาพระสุภากัมมารธีตุเถรีรูปนั้น พร้อมกับหมู่เทพด้วยฤทธิ์ของพระองค์ ทรงนมัสการ คือทรงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์.
จบอรรถกถาสุภากัมมารธีตุเถรีคาถาที่ ๕ จบอรรถกถาวีสตินิบาต -----------------------------------------------------