๑๑. นาคเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓–๘๕ลำดับ 11 จาก 51 ในเปตวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 13 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. นาคเปตวัตถุ เรื่องเปรตผู้เดินร้องไห้ตามพาหนะช้างของลูกชาย (สามเณรถามพวกเปรตเหล่านั้นว่า)
คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่งขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดรไปท่ามกลาง และสาวน้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๑. อุรควรรค] ๑๑. นาคเปตวัตถุ
ส่วนพวกท่านถือค้อนเดินร้องไห้ มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา มีร่างกายแตกเป็นแผล สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์พวกท่านได้ทำบาปอะไรไว้ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกท่านดื่มกินโลหิตของกันและกัน (เปรตทั้งสองได้ฟังสามเณรถามจึงตอบว่า)
ผู้ที่ขี่ช้างเผือกชาติกุญชร ๔ เท้าไปข้างหน้า เป็นบุตรคนโตของข้าพเจ้าทั้งสอง เขาได้ถวายทาน จึงได้รับความสุข บันเทิงใจ
ผู้ที่ขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร ๔ ตัว แล่นเรียบไปในท่ามกลาง เป็นบุตรคนกลางของข้าพเจ้าทั้งสอง เป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี รุ่งโรจน์อยู่
นารีผู้มีปัญญา มีดวงตากลมหยาดเยิ้มดังตาเนื้อ ขึ้นวอมาข้างหลัง เป็นธิดาคนสุดท้องของข้าพเจ้าทั้งสอง นางมีความสุขเบิกบานใจ เพราะส่วนแห่งทานครึ่งส่วน
เมื่อก่อน เขาทั้งสามมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อนึ่ง เขาทั้งสามนี้ถวายทานแล้วได้รับการบำรุงบำเรอด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์ ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองซูบซีดอยู่ดังไม้อ้อที่ถูกตัด (สามเณรถามว่า)
อาหารและที่นอนของพวกท่านเป็นเช่นไร อนึ่ง พวกท่านผู้มีบาปหนาเลี้ยงอัตภาพได้อย่างไร เมื่อโภคะพร้อมมูลมีอยู่มิใช่น้อย เหตุไรจึงหน่ายสุข ประสบแต่ความทุกข์จนทุกวันนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๑. อุรควรรค] ๑๒. อุรคเปตวัตถุ (เปรตทั้งสองตอบว่า)
พวกเราทั้งสองตีกันเองแล้วดื่มกินเลือดและหนองของกันและกัน ได้ดื่มเลือดและหนองเป็นอันมากก็ยังไม่อิ่ม มีความหิวอยู่เป็นนิตย์
คนทั้งหลายผู้ไม่ให้ทานตายไปเกิดในยมโลก ย่อมร่ำไห้คร่ำครวญเหมือนอย่างนี้ สัตว์เหล่าใดได้ประสบโภคะต่างๆ แล้ว ไม่ใช้สอยเอง ทั้งไม่ทำบุญ
สัตว์เหล่านั้นจักต้องประสบความหิวกระหายในปรโลก ภายหลัง ถูกความหิวเป็นต้นแผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ย่อมได้เสวยทุกข์ เพราะทำกรรมมีผลเผ็ดร้อน มีทุกข์เป็นกำไร
ความจริง ทรัพย์และธัญญาหารอยู่ได้ไม่นาน ทั้งชีวิตของสัตว์ในมนุษยโลกนี้ก็สั้นนัก บัณฑิตทราบสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงแล้วพึงทำที่พึ่ง
เหล่าชนผู้ฉลาดในธรรม ฟังคำสอนของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว มารู้ชัดอย่างนี้ ย่อมไม่ประมาทในทาน นาคเปตวัตถุที่ ๑๑ จบ ๑๒. อุรคเปตวัตถุ เรื่องเปรตผู้จากไปเหมือนงูลอกคราบ (พราหมณ์ เมื่อจะบอกเหตุแห่งการไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า)
บุตรของข้าพเจ้าละร่างกายของตนไปเหมือนงูลอกคราบ ในเมื่อร่างกายใช้การไม่ได้ก็ตายจากไปอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ ที่อยู่ประจำของพญายมในแดนเปรต (ขุ.เป.อ. ๘๑/๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๘๑}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๑. นาคเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตกินน้ำเลือดน้ำหนอง สามเณรถามว่า
|๙๖.๗๓| ๑๑ ปุรโต จ เสเตน ปเลติ หตฺถินา มชฺเฌ ปน อสฺสตรีรเถน ปจฺฉา จ กญฺญา สิวิกายํ นิยฺยาติ โอภาสยนฺตี ทส สพฺพโต ทิสา ฯ |๙๖.๗๔| ตุเมฺห ปน มุคฺครหตฺถปาณิโน รุทมฺมุขา ภินฺนปภินฺนคตฺตา มนุสฺสภูตา กิมกตฺถ ปาปํ เยนญฺญมญฺญสฺส ปิวาถ โลหิตํ (อิติ) ฯ |๙๖.๗๕| ปุรโต ว โย คจฺฉติ กุญฺชเรน เสเตน นาเคน จตุกฺกเมน อมฺหากํ ปุตฺโต อหุ โส ปเชฏฺฐโก ทานานิ ทตฺวาน สุขึ ปโมทติ ฯ |๙๖.๗๖| โย โส มชฺเฌ อสฺสตรีรเถน จตุพฺภิ ยุตฺเตน สุวคฺคิเตน อมฺหากํ ปุตฺโต อหุ มชฺฌิโม โส อมจฺฉรี ทานปติ วิโรจติ ฯ |๙๖.๗๗| ยา สา ปจฺฉา สิวิกาย นิยฺยาติ นารี สปญฺญา มิคมนฺทโลจนา อมฺหากํ ธีตา อหุ สา กนิฏฺฐา ภาคฑฺฒภาเคน สุขี ปโมทติ ฯ |๙๖.๗๘| เอเต จ ทานานิ อทํสุ ปุพฺเพ ปสนฺนจิตฺตา สมณพฺราหฺมณานํ มยํ ปน มจฺฉริโน อหุมฺหา ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ เอเต จ ทตฺวา ปริจารยนฺติ มยญฺจ สุสฺสาม นโฬว ทิตฺโตติ ฯ |๙๖.๗๙| กึ ตุมฺหากํ โภชนํ กึ สยนํ กถญฺจ ยาเปถ สุปาปธมฺมิโน ปหูตโภเคสุ อนปฺปเกสุ สุขํ วิราคาย ทุกฺขชฺช ปตฺตา ฯ |๙๖.๘๐| อญฺญมญฺญํ วธิตฺวาน ปิวาม ปุพฺพโลหิตํ พหุํ ปิตฺวา น ทาตา โหม นจฺฉาทิมฺหมฺหเส มยํ ฯ |๙๖.๘๑| อิจฺเจว มจฺจา ปริเทวยนฺติ อทายิกา เปจฺจ ยมสฺส ฐายิโน เย เต วิริจฺจา อธิคมฺม โภเค น ภุญฺชเร นาปิ กโรนฺติ ปุญฺญํ ฯ |๙๖.๘๒| เต ขุปฺปิปาสุปคตา ปรตฺถ ปจฺฉา จิรํ ฌายิเร ฑยฺหมานา กมฺมานิ กตฺวาน ทุกฺขุทฺรยานิ อนุโภนฺติ ทุกฺขํ กฏุกปฺผลานิ ฯ |๙๖.๘๓| อิตฺตรํ หิ ธนธญฺญํ อิตฺตรํ อิธ ชีวิตํ อิตฺตรํ อิตฺตรโต ญตฺวา ทีปํ กยิราถ ปณฺฑิโต ฯ |๙๖.๘๔| เย เต เอวํ ปชานนฺติ นรา ธมฺมสฺส โกวิทา เต ทาเน นปฺปมชฺชนฺติ สุตฺวา อรหตํ วโจติ ฯ นาคเปตวตฺถุ เอกาทสมํ ฯ
คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่งขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดรไปท่ามกลาง นางสาวน้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทศทิศ ส่วน ท่านทั้งหลายมือถือค้อนเดินร้องไห้ มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา มีตัวเป็น แผลแตกพัง ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบาปอะไรไว้ ท่านทั้งหลายดื่มกิน โลหิตของกันและกัน เพราะกรรมอะไร? เปรตทั้งสองได้ฟังสามเณรถามจึงตอบว่า ผู้ใดขี่ช้างเผือกชาติกุญชรมี ๔ เท้าไปข้างหน้า คนนั้นเป็นบุตรหัวปีของ ข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อเป็นมนุษย์เขาได้ถวายทานแก่สงฆ์ จึงได้รับความสุข บันเทิงใจ ผู้ใดขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดร ๔ ม้า แล่นเรียบไปท่ามกลาง ผู้นั้นเป็นบุตรคนกลางของข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อเขาเป็นมนุษย์เป็นคนไม่ ตระหนี่ เป็นทานบดีรุ่งโรจน์อยู่ นารีที่มีปัญญา ดวงตากลมงาม รุ่งเรืองดุจตาเนื้อ ขึ้นวอมาข้างหลัง ผู้นั้นเป็นธิดาคนสุดท้ายของข้าพเจ้า ทั้งสอง นางมีความสุขเบิกบานใจ เพราะส่วนแห่งทานกึ่งส่วน เมื่อ ก่อนเขาทั้งสามมีจิตเลื่อมใส ได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ส่วน ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เขาทั้ง สามนี้ถวายทานแล้ว บำรุงบำเรอด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ส่วนข้าพเจ้า ทั้งสองซูบซีดอยู่ ดุจไม้อ้ออันไฟไหม้ ฉะนั้น. สามเณรถามว่า อะไรเป็นโภชนะของท่าน อะไรเป็นที่นอนของท่าน และท่านมีบาปธรรม อย่างยิ่ง ยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างไร เมื่อโภคะเป็นอันมากมีอยู่ไม่น้อย ท่านหน่ายสุข ได้เสวยทุกข์ในวันนี้? เปรตทั้งสองตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสองดีซึ่งกันและกัน แล้วกินหนองและเลือดของกันและกัน ได้ดื่มหนองและเลือดเป็นอันมาก ก็ยังไม่หายอยาก มีความหิวอยู่เป็น นิจ สัตว์ทั้งหลายไม่ให้ทาน ละไปแล้ว เกิดในยมโลก ย่อมร่ำไรอยู่ เหมือนข้าพเจ้าทั้งสองฉะนั้น สัตว์เหล่าใด ได้ประสบโภคะต่างๆ แล้ว ไม่ใช้สอยเอง ทั้งไม่ทำบุญ สัตว์เหล่านั้นจักต้องหิวกระหายในปรโลก ภายหลังถูกความหิวแผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ครั้นทำกรรมทั้งหลาย มีผลเผ็ดร้อน มีทุกข์เป็นกำไรแล้ว ย่อมได้เสวยทุกข์ ก็บัณฑิตทั้งหลาย รู้ทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอย่างหนึ่ง รู้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในมนุษย์ โลกนี้เป็นอย่างหนึ่ง รู้ทรัพย์และข้าวเปลือกและชีวิตมนุษย์เป็นอีกอย่าง หนึ่ง จากสิ่งนอกนี้แล้ว พึงทำที่พึ่งของตน ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาด ในธรรม ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว มารู้ชัดอย่างนี้ ชนเหล่า นั้นย่อมไม่ประมาทในทาน. จบ นาคเปตวัตถุที่ ๑๑.