ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส เล่ม ๓๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปิงฺคิยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านปิงคิยะ
ชิณฺโณหมสฺมี อพโล วิวณฺโณ (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย) เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสุ มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราย อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ
(ท่านปิงคิยะทูลถามว่า) ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ. นัยน์ตาไม่แจ่มใส. หูฟังไม่สะดวก. ข้าพระองค์อย่า เป็นคนหลง เสียไปในระหว่างเลย. ขอพระองค์โปรดตรัส บอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นคนที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้เถิด.
ชิณฺโณหมสฺมี อพโล วิวณฺโณติ ชิณฺโณ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต วีสวสฺสสติโก ชาติยา ฯ อพโลติ ทุพฺพโล อปฺปพโล อปฺปถาโม ฯ วิวณฺโณติ วีตวณฺโณ วิคตวณฺโณ ยา สา ปุริมา สุภา วณฺณนิภา สา อนฺตรหิตา อาทีนโว ปาตุภูโตติ ชิณฺโณหมสฺมี อพโล วิวณฺโณ ฯ อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโยติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ ปิงฺคิโยติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ฯ
คำว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ ความว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ คนเฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยไปโดยลำดับ มีอายุ ๑๒๐ ปี แต่กำเนิด. คำว่า มีกำลังน้อย ความว่า ทุรพล มีกำลังน้อย มีเรียวแรงน้อย. คำว่า ปราศจากผิวพรรณ ความว่า ปราศจากผิวพรรณ มีผิวพรรณปราศไป ผิวพรรณอันงามผ่องเมื่อวัยต้นนั้นหายไปแล้ว มีโทษปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า ปิงฺคิโย เป็นชื่อ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านปิงคิยะทูลถามว่า.
เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสูติ เนตฺตา อสุทฺธา อวิสุทฺธา อปริสุทฺธา อโวทาตา โน ตถา จกฺขุนา รูปํ ปสฺสามีติ เนตฺตา น สุทฺธา ฯ สวนํ น ผาสูติ โสตํ อสุทฺธํ อวิสุทฺธํ อปริสุทฺธํ อโวทาตํ โน ตถา โสเตน สทฺทํ สุโณมีติ เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสุ ฯ
คำว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก ความว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว. ข้าพระองค์เห็นรูปไม่ชัดด้วยนัยน์ตาเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส. คำว่า หูฟังไม่สะดวก ความว่า หูไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว. ข้าพระองค์ฟังเสียงไม่ชัดด้วยหูเช่นนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก.
มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตรายาติ มาหํ นสฺสํ ปนสฺสํ วินสฺสํ ฯ โมมุโหติ อวิทฺวา อวิชฺชาคโต อญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญ ฯ อนฺตรายาติ ตุยฺหํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ อนญฺญาย อนาวิกตฺวา อวิทิตํ กตฺวา อปฏิลภิตฺวา อผุสยิตฺวา อสจฺฉิกตฺวา อนฺตราเยว กาลํ กเรยฺยนฺติ มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราย ฯ
คำว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย ความว่า ข้าพระองค์อย่าเสียหายพินาศไปเลย. คำว่า เป็นผู้หลง คือ เป็นผู้ไม่รู้ ไปแล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้งมีปัญญาทราม. คำว่า ในระหว่าง ความว่า ข้าพระองค์ไม่รู้ ไม่ทำให้แจ้ง ไม่ทำให้ปรากฏ ไม่ได้เฉพาะไม่ถูกต้อง ไม่ทำให้กระจ่างแล้ว ซึ่งธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของพระองค์ พึงทำกาละเสียในระหว่างแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย.
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญนฺติ อาจิกฺข ธมฺมนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ นิพฺพานญฺจ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺข เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อาจิกฺข ธมฺมํ ฯ ยมหํ วิชญฺญนฺติ ยมหํ ชาเนยฺยํ วิชาเนยฺยํ ปฏิวิชาเนยฺยํ ปฏิวิชฺเฌยฺยํ อธิคจฺเฉยฺยํ ผุเสยฺยํ สจฺฉิกเรยฺยนฺติ อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ฯ
คำว่า ขอโปรดตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ดังนี้ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ... ขอจงประกาศ ซึ่งพรหมจรรย์ยังงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงและสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน ข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม. คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ พึงรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะแทงตลอด บรรลุได้ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอโปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง.
ชาติชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ อิเธว ชาติชรามรณสฺส ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ชิณฺโณหมสฺมี อพโล วิวณฺโณ (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย) เนตฺตา น สุทฺธา สวนํ น ผาสุ มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราย อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ชาติชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ ฯ
คำว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้ ความว่า เป็นที่ละ ที่สงบ ที่สละคืนที่ระงับชาติ ชราและมรณะ เป็นอมตนิพพาน ณ ที่นี้แหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ. นัยน์ตาไม่แจ่มใส. หูฟังไม่สะดวก. ข้าพระองค์อย่า เป็นคนหลง เสียไปในระหว่างเลย. ขอพระองค์โปรดตรัส บอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้เถิด.
ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน (ปิงฺคิยาติ ภควา) รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวาย ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปิงคิยะ) ชนทั้งหลาย ผู้มัวเมา ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย เพราะเห็น ชนทั้งหลายลำบากอยู่ ในเพราะรูปทั้งหลาย. ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละรูปเสีย เพื่อ ความไม่เกิดต่อไป.
ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเนติ รูเปสูติ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ ฯ สตฺตา รูปเหตุ รูปปจฺจยา รูปการณา หญฺญนฺติ วิหญฺญนฺติ อุปหญฺญนฺติ อุปฆาตยนฺติ รูเป สติ วิวิธกมฺมการณา กาเรนฺติ กสาหิปิ ตาเฬนฺติ เวตฺเตหิปิ ตาเฬนฺติ อฑฺฒทณฺฑเกหิปิ ตาเฬนฺติ หตฺถมฺปิ ฉินฺทนฺติ ปาทมฺปิ ฉินฺทนฺติ หตฺถปาทมฺปิ ฉินฺทนฺติ กณฺณมฺปิ ฉินฺทนฺติ นาสมฺปิ ฉินฺทนฺติ กณฺณนาสมฺปิ ฉินฺทนฺติ พิลงฺคถาลิกมฺปิ กโรนฺติ สงฺขมุณฺฑกมฺปิ กโรนฺติ ราหุมุขมฺปิ กโรนฺติ โชติมาลิกมฺปิ กโรนฺติ หตฺถปชฺโชติกมฺปิ กโรนฺติ เอรกวตฺติกมฺปิ กโรนฺติ จิรวาสิกมฺปิ กโรนฺติ เอเณยฺยกมฺปิ กโรนฺติ พลิสมํสิกมฺปิ กโรนฺติ กหาปณิกมฺปิ กโรนฺติ ขาราปตจฺฉิกมฺปิ กโรนฺติ ปลิฆปริวตฺติกมฺปิ กโรนฺติ ปลาลปีฐกมฺปิ กโรนฺติ ตตฺเตนปิ เตเลน โอสิญฺจนฺติ สุนเขหิปิ ขาทาเปนฺติ ชีวนฺตมฺปิ สูเล อุตฺตาเสนฺติ อสินา สีสํ ฉินฺทนฺติ ฯ เอวํ สตฺตา รูปเหตุ รูปปจฺจยา รูปการณา หญฺญนฺติ วิหญฺญนฺติ อุปหญฺญนฺติ อุปฆาตยนฺติ ฯ เอวํ หญฺญมาเน วิหญฺญมาเน ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน ฯ ปิงฺคิยาติ ภควาติ ปิงฺคิยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ ยทิทํ ภควาติ ปิงฺคิยาติ ภควา ฯ
คำว่า รูเปสุ ในอุเทศว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน ดังนี้ ความว่า มหาภูตรูป ๔ และรูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔. สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อน ลำบาก ถูกเขาเบียดเบียน ถูกเขาฆ่า เพราะเหตุแห่งรูป เพราะปัจจัยแห่งรูป เพราะการณะแห่งรูป. เมื่อรูปมีอยู่ พระราชาทั้งหลายย่อมให้ทำกรรมกรณ์หลายอย่าง คือให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตอกคาบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือและเท้าบ้าง ให้ตัดใบหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งใบหูและจมูกบ้าง ทำให้มีหม้อข้าวเดือดบนศีรษะบ้าง ให้ถลกหนังศีรษะโล้นมีสีขาวดังสังข์บ้าง ทำให้มีหน้าเหมือนหน้าราหูบ้าง ทำให้ถูกเผาทั้งตัวบ้าง ทำให้มีไฟลุกที่มือบ้าง ให้ถลกหนังแล้วผูกเชือกฉุดไปบ้าง ให้ถลกหนังแล้วให้นุ่งเหมือนนุ่งผ้าคากรองบ้าง ทำให้มีห่วงเหล็กที่ศอกและเข่าแล้วใส่หลาวเหล็กตรึงไว้บ้าง ให้เอาเบ็ดเกี่ยวติดที่เนื้อปากบ้าง ให้ถากด้วยพร้าให้ตกไปเท่ากหาปณะบ้าง ให้มีตัวถูกถากแล้วทาด้วยน้ำแสบบ้าง ให้นอนตะแคงแล้วตอกหลาวเหล็กไว้ในช่องหูบ้าง ให้ถลกหนังแล้วทุบกระดูกพันไว้เหมือนตั่งใบไม้บ้าง รดตัวด้วยน้ำมันอันร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินเนื้อที่ตัวบ้าง เอาหลาวเสียบเป็นไว้บ้าง และเอาดาบตัดศีรษะ. สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อนลำบาก ถูกเขาเบียดเบียน ถูกเขาฆ่า เพราะเหตุ ปัจจัย การณะแห่งรูปอย่างนี้. เพราะพบเห็น พิจารณา เทียบเคียง ให้เจริญ ทำให้กระจ่าง ซึ่งชนทั้งหลายผู้เดือดร้อนลำบากอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เพราะเห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ ในอุเทศว่า ปิงฺคิยาติภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. ฯลฯ คำว่า ภควา เป็นสัจฉิกาบัญญัติเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกว่า.
รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตาติ รุปฺปนฺตีติ รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬิยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ พฺยตฺถิตา โทมนสฺสิตา โหนฺติ จกฺขุโรเคน รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬิยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ พฺยตฺถิตา โทมนสฺสิตา โหนฺติ โสตโรเคน ฯเปฯ ฑํสมกสวาตาตปสิรึสป- สมฺผสฺเสหิ รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬิยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ พฺยตฺถิตา โทมนสฺสิตา โหนฺตีติ รุปฺปนฺติ รูเปสุ ฯ {๕๑๙.๑} อถวา จกฺขุสฺมึ หียมาเน หายมาเน ปริหายมาเน เวมาเน วิคจฺฉมาเน อนฺตรธายมาเน รุปฺปนฺติ ฯเปฯ โทมนสฺสิตา โหนฺติ โสตสฺมึ ฆานสฺมึ ชิวฺหาย กายสฺมึ รูปสฺมึ สทฺทสฺมึ คนฺธสฺมึ รสสฺมึ โผฏฺฐพฺพสฺมึ กุลสฺมึ คณสฺมึ อาวาสสฺมึ ลาภสฺมึ ยสสฺมึ ปสํสาย สุขสฺมึ จีวรสฺมึ ปิณฺฑปาตสฺมึ เสนาสนสฺมึ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารสฺมึ หียมาเน หายมาเน ปริหายมาเน เวมาเน วิคจฺฉมาเน อนฺตรธายมาเน รุปฺปนฺติ กุปฺปนฺติ ปีฬิยนฺติ ฆฏฺฏยนฺติ พฺยตฺถิตา โทมนสฺสิตา โหนฺตีติ เอวมฺปิ รุปฺปนฺติ รูเปสุ ฯ ชนาติ ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ เวสฺสา จ สุทฺทา จ คหฏฺฐา จ ปพฺพชิตา จ เทวา จ มนุสฺสา จ ฯ {๕๑๙.๒} ปมตฺตาติ ปมาโท วตฺตพฺโพ กายทุจฺจริเต วา วจีทุจฺจริเต วา มโนทุจฺจริเต วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตกิริยตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค ปมาโท โย เอวรูโป ปมาโท ปมชฺชนา ปมชฺชิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ปมาโท ฯ อิมินา ปมาเทน สมนฺนาคตา ชนา ปมตฺตาติ รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา ฯ
คำว่า รุปฺปนฺติ ในอุเทศว่า รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา ดังนี้ ความว่า เดือดร้อน กำเริบ ลำบาก ถูกเบียดเบียน ถูกฆ่า หวาดเสียว ถึงโทมนัส คือ เดือดร้อนกำเริบ ลำบาก ถูกเบียดเบียน ถูกฆ่า หวาดเสียว ถึงโทมนัส เพราะโรคนัยน์ตา เพราะโรคในหู ฯลฯ เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เสือกคลาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อจักษุเสื่อม เสีย เสื่อมไปรอบ เป็นไปต่างๆ ปราศไป อันตรธานไปชนทั้งหลายก็เดือดร้อน ฯลฯ เมื่อหู จมูก ลิ้น กาย ฯลฯ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะสกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เสื่อม เสีย เสื่อมไปรอบ เป็นไปต่างๆ ปราศไป อันตรธานไป ชนทั้งหลายก็เดือดร้อน. ฯลฯ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย. คำว่า ชนทั้งหลาย คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์. ความประมาทในคำว่า ผู้ประมาท ดังนี้ ควรกล่าว ความปล่อย ความตามเพิ่มความปล่อยจิตไปในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี หรือความไม่ทำเนืองๆ ความทำหยุดๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความปลงฉันทะ ความทอดธุระ ความไม่ซ่องเสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนืองๆ ในความเจริญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล ชื่อว่าความประมาท ความประมาท กิริยาที่ประมาท ความเป็นผู้ประมาท เห็นปานนี้ ตรัสว่า ความประมาท. ชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยความประมาทนี้ชื่อว่าผู้ประมาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ประมาทย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย.
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโตติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา เอวํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน รูเปสูติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย ฯ อปฺปมตฺโตติ สกฺกจฺจการี สาตจฺจการี ฯเปฯ อปฺปมตฺโต กุสเลสุ ธมฺเมสูติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ฯ
คำว่า เพราะเหตุนั้น ในอุเทศว่า ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะการณะนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนินทานั้น คือ เมื่อท่านเห็นโทษในรูปทั้งหลายอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่าน. คำว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า เป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ทำเนืองๆ ฯลฯ ไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท.
ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวายาติ รูปนฺติ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ ฯ ชหสฺสุ รูปนฺติ รูปํ ชหสฺสุ รูปํ ปชหสฺสุ รูปํ วิโนเทหิ รูปํ พฺยนฺตีกโรหิ รูปํ อนภาวงฺคเมหีติ ชหสฺสุ รูปํ ฯ อปุนพฺภวายาติ ยถา เต รูปํ อิเธว นิรุชฺเฌยฺย ปุน ปฏิสนฺธิภโว น นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วา กามภเว วา รูปภเว วา อรูปภเว วา สญฺญาภเว วา อสญฺญาภเว วา เนวสญฺญานาสญฺญาภเว วา เอกโวการภเว วา จตุโวการภเว วา ปญฺจโวการภเว วา ปุน คติยา วา อุปปตฺติยา วา ปฏิสนฺธิยา วา สํสาเร วา วฏฺเฏ วา น ชเนยฺย น สญฺชเนยฺย น นิพฺพตฺเตยฺย นาภินิพฺพตฺเตยฺย อิเธว นิรุชฺเฌยฺย วูปสเมยฺย อตฺถํ คจฺเฉยฺย ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวาย ฯ เตนาห ภควา ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน (ปิงฺคิยาติ ภควา) รุปฺปนฺติ รูเปสุ ชนา ปมตฺตา ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ชหสฺสุ รูปํ อปุนพฺภวายาติ ฯ
คำว่า รูปํ ในอุเทศว่า ชหสฺส รูปํ อปุนพฺภวาย ดังนี้ คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔. คำว่า จงละรูป ความว่า จงละ จงละขาด จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มีซึ่งรูป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าจงละรูป. คำว่า เพื่อความไม่เกิดต่อไป ความว่า รูปของท่านพึงดับในภพนี้นี่แหละ ฉันใด ความมีปฏิสนธิอีก ไม่พึงบังเกิด คือ ไม่เกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด คือไม่เกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดเฉพาะในกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพอรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโว-*การภพ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ สงสาร วัฏฏะ อีก ชื่อว่า พึงดับ คือ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ในภพนี้นี่แหละ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ชนทั้งหลายผู้มัวเมา ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย เพราะ เห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย ดูกรปิงคิยะ เพราะ เหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละรูปเสียเพื่อความไม่เกิด ต่อไป.
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสุตามุตํ วา อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจินมตฺถิ โลเก อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ
ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบนและทิศ เบื้องต่ำ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงได้ยินแล้ว ไม่ได้ทรง ทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มีในโลก. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นเหตุ ละชาติและชรา ณ ที่นี้เถิด.
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโยติ ทส ทิสา น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสุตํ อมุตํ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ อตฺตตฺโถ วา ปรตฺโถ วา อุภยตฺโถ วา ทิฏฺฐธมฺมิโก วา อตฺโถ สมฺปรายิโก วา อตฺโถ ฯเปฯ ปรมตฺโถ วา นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺตีติ น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสุตามุตํ วา อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ นมตฺถิ โลเก ฯ
คำว่า ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบนและทิศเบื้องต่ำความว่า ทิศ ๑ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ประโยชน์ปัจจุบันประโยชน์ในภพหน้า ฯลฯ ปรมัตถประโยชน์ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงได้ยินแล้ว ไม่ทรงทราบแล้ว ไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มี ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระองค์มิได้ทรงเห็นแล้ว มิได้ทรงได้ยินแล้ว มิได้ทรงทราบแล้ว หรือมิได้ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มีในโลก.
อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญนฺติ อาจิกฺข ธมฺมนฺติ อาทิกลฺยาณํ ฯเปฯ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺข เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อาจิกฺข ธมฺมํ ฯ ยมหํ วิชญฺญนฺติ ยมหํ ชาเนยฺยํ วิชาเนยฺยํ ปฏิวิชาเนยฺยํ ปฏิวิชฺเฌยฺยํ อธิคจฺเฉยฺยํ ผุเสยฺยํ สจฺฉิกเรยฺยนฺติ อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ฯ
คำว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ดังนี้ ความว่า ขอจงตรัสบอก ... ขอจงประกาศ ซึ่งพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น ฯลฯ ข้อปฏิบัติอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรม. คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ พึงรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง.
ชาติชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ อิเธว ชาติชรามรณสฺส ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย น ตุยฺหํ อทิฏฺฐํ อสุตามุตํ วา อโถ อวิญฺญาตํ กิญฺจิ นมตฺถิ โลเก อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ชาติชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ ฯ
คำว่า เป็นเหตุละชาติและชรา ณ ที่นี้ ความว่าเป็นที่ละ ที่สงบ ที่สละคืนที่ระงับชาติชราและมรณะ เป็นอมตนิพพาน ณ ที่นี้แหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องบนและทิศ เบื้องต่ำ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้วไม่ทรงได้ยินแล้ว ไม่ได้ทรง ทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มีในโลก. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นเหตุ ละชาติและชรา ณ ที่นี้เถิด.
ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน (ปิงฺคิยาติ ภควา) สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเต ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวาย ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปิงคิยะ) ท่านเห็นอยู่ซึ่งหมู่ มนุษย์ ผู้ถูกตัณหาครอบงำเดือดร้อน อันชราถึงรอบข้างแล้ว. ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละตัณหา เสีย เพื่อความไม่เกิดต่อไป.
ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโนติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหาธิปนฺเนติ ตณฺหาอธิปนฺเน ตณฺหานุคเต ตณฺหานุสเฏ ตณฺหายาปนฺเน อภิภูเต ปริยาทินฺนจิตฺเต ฯ มนุเชติ สตฺตาธิวจนํ ฯ เปกฺขมาโนติ เปกฺขมาโน ทกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโนติ ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน ฯ ปิงฺคิยาติ ภควา พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ
รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน ดังนี้. คำว่า ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ความว่า ผู้ถูกตัณหาครอบงำ คือ ผู้ไปตามตัณหา ผู้แล่นไปตามตัณหา ผู้จมอยู่ในตัณหา ผู้ถูกตัณหาครอบงำ มีจิตอันตัณหายึดไว้. คำว่า มนุเช เป็นชื่อของสัตว์. คำว่า เห็นอยู่ ความว่า เห็น พบ ตรวจดู เพ่งดู พิจารณา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำ. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ.
สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเตติ สนฺตาปชาเตติ ชาติยา สนฺตาปชาเต ชราย สนฺตาปชาเต พฺยาธินา สนฺตาปชาเต มรเณน สนฺตาปชาเต โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ สนฺตาปชาเต เนรยิเกน ทุกฺเขน สนฺตาปชาเต ฯเปฯ ทิฏฺฐิพฺยสเนน ทุกฺเขน สนฺตาปชาเต อีติชาเต อุปทฺทวชาเต อุปสคฺคชาเตติ สนฺตาปชาเต ฯ ชรสา ปเรเตติ ชราย ผุฏฺเฐ ปเรเต สโมหิเต ชาติยานุคเต ชราย อนุสเฏ พฺยาธินา อภิภูเต มรเณน อพฺภาหเต อตาเณ อเลเณ อสรเณ อสรณีภูเตติ สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเต ฯ
คำว่า เดือดร้อน ในอุเทศว่า สนฺตาปชาเต ชรสา ปรเต ดังนี้ ความว่าผู้เดือดร้อนเพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะทุกข์อันมีในนรก ฯลฯ เพราะทุกข์ เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ ผู้เกิดจัญไร เกิดอุบาทว์ เกิดความขัดข้อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน. คำว่า อันชราถึงรอบด้านแล้ว ความว่า ผู้อันชราถูกต้อง ถึงรอบด้าน ประชุมลง ไปตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหัน ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้นไม่ถืออะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน อันชราถึงรอบด้านแล้ว.
ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโตติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา เอวํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน ตณฺหายาติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย ฯ อปฺปมตฺโตติ สกฺกจฺจการี สาตจฺจการี ฯเปฯ อปฺปมตฺโต กุสเลสุ ธมฺเมสูติ ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ฯ
คำว่า ตสฺมา ในอุเทศว่า ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น คือ เมื่อเห็นโทษในตัณหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่าน. คำว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า เป็นผู้ทำโดยความเคารพ ทำเนืองๆ ไม่ประมาทแล้วในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท.
ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวายาติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ชหสฺสุ ตณฺหนฺติ ตณฺหํ ชหสฺสุ ตณฺหํ ปชหสฺสุ ตณฺหํ วิโนเทหิ ตณฺหํ พฺยนฺตีกโรหิ ตณฺหํ อนภาวงฺคเมหีติ ชหสฺสุ ตณฺหํ ฯ อปุนพฺภวายาติ ยถา เต รูปํ อิเธว นิรุชฺเฌยฺย ปุน ปฏิสนฺธิภโว น นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วา กามภเว วา รูปภเว วา อรูปภเว วา สญฺญาภเว วา อสญฺญาภเว วา เนวสญฺญานาสญฺญาภเว วา เอกโวการภเว วา จตุโวการภเว วา ปญฺจโวการภเว วา ปุน คติยา วา อุปปตฺติยา วา ปฏิสนฺธิยา วา สํสาเร วา วฏฺเฏ วา น ชเนยฺย น สญฺชเนยฺย น นิพฺพตฺเตยฺย นาภินิพฺพตฺเตยฺย อิเธว นิรุชฺเฌยฺย วูปสเมยฺย อตฺถํ คจฺเฉยฺย ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวาย ฯ เตนาห ภควา ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน (ปิงฺคิยาติ ภควา) สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเต ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ชหสฺสุ ตณฺหํ อปุนพฺภวายาติ ฯ
รูปตัณหา ... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ชหสฺส ตณฺหํ อปุนพฺภวาย ดังนี้, คำว่า จงละตัณหา ความว่า จงละ จงละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหา. คำว่า เพื่อความไม่เกิดต่อไป ความว่ารูปของท่านพึงดับในภพนี้นี่แหละ ฉันใด ความมีปฏิสนธิอีก ไม่พึงบังเกิด คือ ไม่พึงเกิดไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดเฉพาะในกามธาตุ ... หรือวัฏฏะ พึงดับ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ในภพนี้นี่แหละ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหาเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ท่านเห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำ เดือดร้อน อันชรา ถึงรอบข้างแล้ว. ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ ไม่ประมาท ละตัณหาเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป.
สห คาถาปริโยสานา เตน พฺราหฺมเณน สทฺธึ เอกจฺฉนฺทา เอกปฺปโยคา เอกาธิปฺปายา เอกวาสนวาสิตา เตสํ อเนกปาณสหสฺสานํ วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ตสฺส จ พฺราหฺมณสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ฯ สห จกฺขุปฏิลาภา อชินชฏาวากจีรทณฺฑกมณฺฑลุเกสา จ มสฺสู จ อนฺตรหิตา ฯ ภณฺฑกาสายวตฺถวสโน สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธโร ภิกฺขุ อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา ปญฺชลิโก ภควนฺตํ นมสฺสมาโน นิสินฺโน โหติ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ ปิงฺคิยมาณวกปญฺหานิทฺเทโส โสฬสโม ฯ ------------
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุอันปราศจากกิเลสธุลี ปราศจากมลทินเกิดขึ้นแก่สัตว์หลายพันผู้มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน มีประโยคเป็นอันเดียวกัน มีความประสงค์เป็นอันเดียวกัน มีการอบรมวาสนาเป็นอันเดียวกัน กับปิงคิยพราหมณ์นั้น ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. ส่วนปิงคิยพราหมณ์นั้นมีธรรมจักษุ (อนาคามิมรรค) อันปราศจากกิเลสธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. หนังเสือ ชฎา ผ้า. คากรอง ไม้เท้า เต้าน้ำ ผมและหนวดหายไปแล้ว พร้อมกับการได้ธรรมจักษุ. พระปิงคิยะนั้นเป็นภิกษุทรงผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ทำความเคารพด้วยการปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ นั่งนมัสการ พระผู้มีพระภาคประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์, ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖. -----------------------------------------------------
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖
พึงทราบวินิจฉัยในปิงคิยสุตตนิทเทสที่ ๑๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ชิณฺโณหมสฺมี อพโล วิวณฺโณ ปิงคิยพราหมณ์ทูลว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ.
คือ ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นถูกชราครอบงำ มีอายุ ๑๒๐ ปีโดยกำเนิด มีกำลังน้อย มีผิวพรรณเศร้าหมอง คิดว่าจักยืนหยัดอยู่ในที่นี้ ไม่ไปที่อื่น. ด้วยเหตุนั้น ปิงคิยะจึงทูลว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย มีผิวพรรณเศร้าหมอง.
บทว่า มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราย ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย คือ ข้าพระองค์ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมของพระองค์ อย่าเป็นคนไม่รู้เสียไปในระหว่างเลย.
บทว่า ชาติชราย อิธ วิปฺปหานํ อันเป็นที่ละชาติชรา ณ ที่นี้เถิด คือ ขอพระองค์ตรัสบอกธรรมคือนิพพานที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นที่ละชาติชรา ณ ปาสาณกเจดีย์ ใกล้บาทมูลของพระองค์ ณ ที่นี้ แก่ข้าพระองค์เถิด.
บทว่า อพโล คือ ไม่มีกำลัง.
บทว่า ทุพฺพโล คือ หมดกำลัง.
บทว่า อปฺปพโล คือ มีกำลังน้อย.
บทว่า อปฺปถาโม คือ มีเรี่ยวแรงน้อย.
บทว่า วีตวณฺโณ ปราศจากผิวพรรณ คือมีผิวพรรณเปลี่ยนแปลงไป.
บทว่า วิคตวณฺโณ คือ มีผิวพรรณปราศไป.
บทว่า วีตจฺฉิตวณฺโณ มีผิวพรรณซูบซีด.
บทว่า ยา สา ปุริมา สุภา วณฺณนิภา คือ ผิวพรรณอันงามผ่องเมื่อวัยต้นนั้น บัดนี้หายไปแล้ว.
บทว่า อาทีนโว ปาตุภูโต คือ มีโทษปรากฏ.
อาจารย์พวกหนึ่งตั้งบทไว้ว่า ยา สา ปุริมา สุภา วณฺณนิภา แล้วอธิบายว่า มีผิวพรรณงาม.
บทว่า อสุทฺธา คือ นัยน์ตาไม่แจ่มใส ด้วยมีเยื่อหุ้มเป็นต้น.
บทว่า อวิสุทฺธา คือ ไม่หมดจดเพราะมัวหมองเป็นต้น.
บทว่า อปริสุทฺธา คือ ไม่บริสุทธิ์ เพราะถูกหุ้มด้วยฝีและเยื่อเป็นต้น.
บทว่า อโวทาตา ไม่ผ่องแผ้ว คือไม่ผ่องใส เช่นกับผูกไว้.
บทว่า โน ตถา จกฺขุนา รูปํ ปสฺสามิ ข้าพระองค์เห็นรูปไม่ชัดด้วยนัยน์ตาเช่นนั้น คือบัดนี้ ข้าพระองค์มองดูรูปารมณ์เก่าๆ ด้วยจักษุไม่ชัด.
ในบทว่า โสตา อสุทฺธา หูฟังไม่สะดวก ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า มาหมฺปนสฺสํ คือ ข้าพระองค์อย่าพินาศไปเลย.
เพราะปิงคิยะทูลมีคำอาทิว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ดังนี้ เพราะเพ่งในกาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อให้ปิงคิยะละความเยื่อใยในกายเสีย จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน เพราะเห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูเปสุ คือ เพราะรูปเป็นเหตุ เป็นปัจจัย.
บทว่า วิหญฺญมาเน เดือดร้อนอยู่ คือ ลำบากอยู่ด้วยกรรมกรณ์เป็นต้น.
บทว่า รุปฺปนฺติ รูเปสุ คือชนทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะรูปเป็นเหตุด้วยโรคมีโรคตาเป็นต้น.
บทว่า หญฺญติ คือ ย่อมเดือดร้อน.
บทว่า วิหญฺญติ คือ ย่อมลำบาก.
บทว่า อุปหญฺญติ ถูกเขาเบียดเบียน คือถูกตัดมือและเท้าเป็นต้น.
บทว่า อุปฆาติยนฺติ ถูกเขาฆ่า คือถึงแก่ความตาย.
บทว่า กุปฺปนฺติ คือ โกรธ.
บทว่า ปิฬิยนฺติ คือ ถูกเบียดเบียน.
บทว่า ฆฏิยนฺติ คือ ถูกฆ่า.
บทว่า พฺยตฺถิตา คือ หวาดเสียว.
บทว่า โทมนสฺสิตา เสียใจ คือถึงความลำบากใจ.
บทว่า หายมาเน คือ เสื่อม.
ท่านปิงคิยะฟังข้อปฏิบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตราบเท่าถึงพระอรหัตก็ยังไม่บรรลุคุณวิเศษ เพราะชรา มีกำลังน้อย เมื่อจะสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถานี้ว่า ทิสา จตสฺโส ทิศใหญ่ ๔ ดังนี้ จึงทูลขอให้เทศนาอีก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงปฏิปทาจนถึงพระอรหัตอีกแก่ท่านปิงคิยะนั้น จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ตณฺหาธิปนฺเน ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ดังนี้.
บทว่า ตณฺหาธิปนฺเน คือ ถูกตัณหาย่ำยี.
บทว่า ตณฺหานุเค คือ ไปตามตัณหา.
บทว่า ตณฺหานุคเต คือ ติดตามตัณหา.
บทว่า ตณฺหา นุสเฏ คือ แล่นไปกับตัณหา.
บทว่า ตณฺหายาปนฺเน คือ จมลงไปในตัณหา.
บทว่า ปฏิปนฺเน คือ ถูกตัณหาครอบงำ.
บทว่า อภิภูเต คือ ถูกตัณหาย่ำยี.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺเต มีจิตอันตัณหายึดไว้ คือมีกุศลจิตอันตัณหายึดไว้.
บทว่า สนฺตาปชาเต ผู้เดือดร้อน คือเดือดร้อนเพราะจิตเกิดขึ้นเอง.
บทว่า อีติชาเต เกิดจัญไร คือเกิดโรค.
บทว่า อุปทฺทวชาเต เกิดอุบาทว์ คือเกิดโทษ.
บทว่า อุปสคฺคชาเต เกิดความขัดข้อง คือเกิดทุกข์.
พึงทราบวินิจฉัยบทว่า วิรชํ วีตมลํ นี้ ดังต่อไปนี้.
บทว่า วิรชํ คือ ปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น.
บทว่า วีตมลํ คือ ปราศจากมลทินมีราคะเป็นต้น.
จริงอยู่ ราคะเป็นต้นชื่อว่าธุลี เพราะอรรถว่าท่วมทับ ชื่อว่ามลทิน เพราะอรรถว่าประทุษร้าย.
บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ดวงตาเห็นธรรม คือในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณที่ ๑ ในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณ ๓ เป็นต้น บางแห่งมรรคญาณที่ ๔. แต่ในที่นี้ มรรคญาณที่ ๔ เกิดแก่ชฎิล ๑,๐๐๐ คน มรรคญาณที่ ๓ เกิดแก่ท่านปิงคิยะเท่านั้น.
บทว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดการขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีการดับไปเป็นธรรมดา คือดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านปิงคิยะผู้เป็นไปอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา.
บทที่เหลือ ในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการดังนี้. และเมื่อจบเทศนา ท่านปิงคิยะได้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล.
นัยว่า ท่านปิงคิยะนั้นคิดอยู่ในระหว่างๆ ว่า พาวรีพราหมณ์ผู้เป็นลุงของเรา ไม่ได้ฟังเทศนาอันมีปฏิภาณวิจิตรอย่างนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านปิงคิยะจึงไม่สามารถบรรลุพระอรหัตได้ เพราะความฟุ้งซ่านด้วยความเยื่อใย. แต่ชฎิลผู้เป็นอันเตวาสิก ๑,๐๐๐ ของท่านปิงคิยะ ได้บรรลุพระอรหัต. ทั้งหมดได้เป็นเอหิภิกขุ ผู้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖ -----------------------------------------------------