อชิตมาณวกปัญหานิทเทส เล่ม ๓๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อชิตมาณวกปญฺหานิทฺเทโส
๕๗เกนสฺสุ นิวุโต โลโก (อิจฺจายสฺมา อชิโต) เกนสฺสุ นปฺปกาสติ กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูหิ กึสุ ตสฺส มหพฺภยํ ฯ
๕๘เกนสฺสุ นิวุโต โลโกติ นิรยโลโก ติรจฺฉานโลโก ปิตฺติวิสยโลโก มนุสฺสโลโก เทวโลโก ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก อยํ โลโก ปโร โลโก พฺรหฺมโลโก สเทวโลโก อยํ วุจฺจติ โลโก ฯ อยํ โลโก เกน อาวุโต นิวุโต โอผุโฏ ปิหิโต ปฏิจฺฉนฺโน ปฏิกุชฺชิโตติ เกนสฺสุ นิวุโต โลโก ฯ
๕๙อิจฺจายสฺมา อชิโตติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ปทสํสคฺโค ปทปาริปูริ อกฺขรสมวาโย พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ปทานุปุพฺพกเมตํ อิจฺจาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ครุกวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ อชิโตติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โวหาโร นามํ นามกมฺมํ นามเธยฺยํ นิรุตฺติ พฺยญฺชนํ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อชิโต ฯ
๖๐เกนสฺสุ นปฺปกาสตีติ เกน โลโก นปฺปกาสติ น ภาสติ น ตปติ น วิโรจติ น สญฺญายติ น ปญฺญายตีติ เกนสฺสุ นปฺปกาสติ ฯ
๖๑กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูหีติ กึ อสฺส โลกสฺส อภิเลปนํ ลคฺคนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส ฯ เกน โลโก ลิตฺโต ปลิตฺโต กิลิฏฺโฐ สงฺกิลิฏฺโฐ มกฺขิโต สํสฏฺโฐ ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูหิ ฯ
๖๒กึสุ ตสฺส มหพฺภยนฺติ กึ ตสฺส โลกสฺส มหพฺภยํ ปีฬนํ ฆฏฺฏนํ อุปทฺทโว อุปสคฺโคติ กึสุ ตสฺส มหพฺภยํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เกนสฺสุ นิวุโต โลโก (อิจฺจายสฺมา อชิโต) เกนสฺสุ นปฺปกาสติ กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูหิ กึสุ ตสฺส มหพฺภยนฺติ ฯ
๖๓อวิชฺชาย นิวุโต โลโก (อชิตาติ ภควา) เววิจฺฉา (ปมาทา) นปฺปกาสติ ชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมิ ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ ฯ
๖๔อวิชฺชาย นิวุโต โลโกติ อวิชฺชาติ ทุกฺเข อญาณํ ทุกฺขสมุทเย อญาณํ ทุกฺขนิโรเธ อญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญาณํ ปุพฺพนฺเต อญาณํ อปรนฺเต อญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญาณํ ยํ เอวรูปํ อญาณํ อทสฺสนํ อนภิสมโย อนนุโพโธ อสมฺโพโธ อปฺปฏิเวโธ อสงฺคาหนา อปริโยคาหนา อสมเปกฺขนา อปจฺจเวกฺขนา อปจฺจกฺขกมฺมํ ทุมฺเมชฺฌํ พาลฺยํ อสมฺปชญฺญํ ปโมโห สมฺปโมโห อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชา- ปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาชาลํ โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชา ฯ โลโกติ นิรยโลโก ติรจฺฉานโลโก ปิตฺติวิสยโลโก มนุสฺสโลโก เทวโลโก ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก อยํ โลโก ปโร โลโก พฺรหฺมโลโก สเทวโลโก อยํ วุจฺจติ โลโก ฯ อิมาย อวิชฺชาย อาวุโต นิวุโต โอผุโฏ ปิหิโต ปฏิจฺฉนฺโน ปฏิกุชฺชิโตติ อวิชฺชาย นิวุโต โลโก ฯ
๖๕อชิตาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯ อปิจ ภคฺคราโคติ ภควา ฯ ภคฺคโทโสติ ภควา ฯ ภคฺคโมโหติ ภควา ฯ ภคฺคมาโนติ ภควา ฯ ภคฺคทิฏฺฐีติ ภควา ฯ ภคฺคกณฺฏโกติ ภควา ฯ ภคฺคกิเลโสติ ภควา ฯ ภชิ วิภชิ ปฏิวิภชิ ธมฺมรตนนฺติ ภควา ฯ ภวานํ อนฺตกโรติ ภควา ฯ ภาวิตกาโยติ ภควา ฯ ภาวิตสีโลติ ภาวิตจิตฺโตติ ภาวิตปญฺโญติ ภควา ฯ ภชิ วา ภควา อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ปฏิสลฺลาน- สารูปานีติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺช- ปริกฺขารานนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา อตฺถรสสฺส ธมฺมรสสฺส วิมุตฺติรสสฺส อธิสีลสฺส อธิจิตฺตสฺส อธิปญฺญายาติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จตุนฺนํ ฌานานํ จตุนฺนํ อปฺปมญฺญานํ จตุนฺนํ อรูปสมาปตฺตีนนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา อฏฺฐนฺนํ วิโมกฺขานํ อฏฺฐนฺนํ อภิภายตนานํ นวนฺนํ อนปุพฺพวิหารสมาปตฺตีนนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา ทสนฺนํ สญฺญาภาวนานํ ทสนฺนํ กสิณสมาปตฺตีนํ อนาปานสฺสติสมาธิสฺส อสุภสมาปตฺติยาติ ภควา ฯ {๖๕.๑} ภาคี วา ภควา จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ปญฺจนฺนํ พลานํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺสาติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา ทสนฺนํ ตถาคตพลานํ จตุนฺนํ เวสารชฺชานํ จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทานํ ฉนฺนํ อภิญฺญานํ ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมานนฺติ ภควา ฯ ภควาติ เนตํ นามํ มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อชิตาติ ภควา ฯ
๖๖เววิจฺฉา ปมาทา นปฺปกาสตีติ เววิจฺฉํ วุจฺจนฺติ ปญฺจ มจฺฉริยานิ อาวาสมจฺฉริยํ กุลมจฺฉริยํ ลาภมจฺฉริยํ วณฺณมจฺฉริยํ ธมฺมมจฺฉริยํ ยํ เอวรูปํ มจฺฉริยํ มจฺฉรายนา มจฺฉรายิตตฺตํ เววิจฺฉํ กทริยํ กฏุกญฺจกตา อคฺคหิตตฺตํ จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจติ มจฺฉริยํ ฯ อปิจ ขนฺธมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ ธาตุมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ อายตนมจฺฉริยํปิ มจฺฉริยํ คาโห วุจฺจติ มจฺฉริยํ ฯ ปมาโท วตฺตพฺโพ กายทุจฺจริเต วา วจีทุจฺจริเต วา มโนทุจฺจริเต วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสกฺกจฺจกิริยตา อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค ปมาโท โย เอวรูโป ปมาโท ปมชฺชนา ปมชฺชิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ปมาโท ฯ เววิจฺฉา ปมาทา นปฺปกาสตีติ อิมินา มจฺฉริเยน อิมินา ปมาเทน โลโก นปฺปกาสติ น ภาสติ น ตปติ น วิโรจติ น สญฺญายติ น ปญฺญายตีติ เววิจฺฉา ปมาทา นปฺปกาสติ ฯ
๖๗ชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมีติ ชปฺปา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค อนุนโย อนุโรโธ นนฺทิ นนฺทิราโค จิตฺตสฺส สาราโค อิจฺฉา มุจฺฉา อชฺโฌสานํ เคโธ ปลิเคโธ สงฺโค ปงฺโก เอชา มายา ชนิกา สญฺชนนี สิพฺพินี ชาลินี สริตา วิสตฺติกา โสตฺตํ วิสตา อายูหนี ทุติยา ปณิธิ ภวเนตฺติ วนํ วนโถ สนฺถโว สิเนโห อเปกฺขา ปฏิพทฺธา อาสา อาสึสนา อาสึสิตตฺตํ รูปาสา สทฺทาสา คนฺธาสา รสาสา โผฏฺฐพฺพาสา ลาภาสา ธนาสา ปุตฺตาสา ชีวิตาสา ชปฺปา ปชปฺปา อภิชปฺปา ชปฺปนา ชปฺปิตตฺตํ โลลุปฺปา โลลุปฺปายนา โลลุปฺปายิตตฺตํ ปุจฺฉญฺจิกตา สาธุกมฺยตา อธมฺมราโค วิสมโลโภ นิกนฺติ นิกามนา ปตฺถนา ปิหนา สมฺปตฺถนา กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา นิโรธตณฺหา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา โอโฆ โยโค คนฺโถ อุปาทานํ อาวรณํ นีวรณํ ฉทนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส อนุสโย ปริยุฏฺฐานํ ลตา เววิจฺฉํ ทุกฺขมูลํ ทุกฺขนิทานํ ทุกฺขปฺปภโว มารปาโส มารพฬิสํ มารวิสโย มารโคจโร มารพนฺธนํ ตณฺหานที ตณฺหาชาลํ ตณฺหาคทฺทลํ ตณฺหาสมุทฺโท อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ ชปฺปา ฯ โลกสฺส เลปนํ ลคฺคนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส อิมาย ชปฺปาย โลโก ลิตฺโต ปลิตฺโต กิลิฏฺโฐ สงฺกิลิฏฺโฐ มกฺขิโต สํสฏฺโฐ ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธ ฯ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ ชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมิ ฯ
๖๘ทุกฺขมสฺส มหพฺภยนฺติ ทุกฺขนฺติ ชาติทุกฺขํ ชราทุกฺขํ พฺยาธิทุกฺขํ มรณทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ เนรยิกํ ทุกฺขํ ติรจฺฉานโยนิกํ ทุกฺขํ ปิตฺติวิสยิกํ ทุกฺขํ มานุสิกํ ทุกฺขํ คพฺโภกฺกนฺติมูลกํ ทุกฺขํ คพฺเภฐิติมูลกํ ทุกฺขํ คพฺภวุฏฺฐานมูลกํ ทุกฺขํ ชาตสฺสูปนิพนฺธกํ ทุกฺขํ ชาตสฺส ปราเธยฺยกํ ทุกฺขํ อตฺตูปกฺกมํ ทุกฺขํ ปรูปกฺกมํ ทุกฺขํ ทุกฺขทุกฺขํ สํสารทุกฺขํ วิปริณามทุกฺขํ จกฺขุโรโค โสตโรโค ฆานโรโค ชิวฺหาโรโค กายโรโค สีสโรโค กณฺณโรโค มุขโรโค ทนฺตโรโค กาโส สาโส ปินาโส ฑโห ชโร กุจฺฉิโรโค มุจฺฉา ปกฺขนฺทิกา สุลา วิสูจิกา กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส โสโส อปมาโร ททฺทุ กณฺฑุ กจฺฉุ รขสา วิตจฺฉิกา โลหิตํ ปิตฺตํ มธุเมโห อํสา ปิฬกา ภคนฺทลา ปิตฺตสมุฏฺฐานา อาพาธา เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา วาตสมุฏฺฐานา อาพาธา สนฺนิปาติกา อาพาธา อุตุปริณามชา อาพาธา วิสมปริหารชา อาพาธา โอปกฺกมิกา อาพาธา กมฺมวิปากชา อาพาธา สีตํ อุณฺหํ ชิฆจฺฉา ปิปาสา อุจฺจาโร ปสฺสาโว {๖๘.๑} ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสทุกฺขํ มาตุมรณํ ทุกฺขํ ปิตุมรณํ ทุกฺขํ ภาตุมรณํ ทุกฺขํ ภคินีมรณํ ทุกฺขํ ปุตฺตมรณํ ทุกฺขํ ธีตุมรณํ ทุกฺขํ ญาติพฺยสนํ ทุกฺขํ โภคพฺยสนํ ทุกฺขํ โรคพฺยสนํ ทุกฺขํ สีลพฺยสนํ ทุกฺขํ ทิฏฺฐิพฺยสนํ ทุกฺขํ เยสํ ธมฺมานํ อาทิโต สมุทาคมนํ ปญฺญายติ อตฺถงฺคมโต นิโรโธ ปญฺญายติ กมฺมสนฺนิสฺสิโต วิปาโก วิปากสนฺนิสฺสิตํ กมฺมํ นามสนฺนิสฺสิตํ รูปํ รูปสนฺนิสฺสิตํ นามํ ชาติยา อนุคตํ ชราย อนุสฏํ พฺยาธินา อภิภูตํ มรเณน อพฺภาหตํ ทุกฺเข ปติฏฺฐิตํ อตาณํ อเลณํ อสรณํ อสรณีภูตํ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขํ ฯ อสฺส โลกสฺส ทุกฺขํ มหพฺภยํ ปีฬนํ ฆฏฺฏนํ อุปทฺทโว อุปสคฺโคติ ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ ฯ เตนาห ภควา อวิชฺชาย นิวุโต โลโก (อชิตาติ ภควา) เววิจฺฉา (ปมาทา) นปฺปกาสติ ชปฺปาภิเลปนํ พฺรูมิ ทุกฺขมสฺส มหพฺภยนฺติ ฯ
๖๙สวนฺติ สพฺพธิ โสตา (อิจฺจายสฺมา อชิโต) โสตานํ กินฺนิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูหิ เกน โสตา ปิถิยฺยเร ฯ
๗๐สวนฺติ สพฺพธิ โสตาติ โสตาติ ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต ฯ สพฺพธีติ สพฺเพสุ อายตเนสุ ฯ สวนฺตีติ สวนฺติ อาสวนฺติ สนฺทนฺติ ปวตฺตนฺติ จกฺขุโต รูเป สวนฺติ อาสวนฺติ สนฺทนฺติ ปวตฺตนฺติ โสตโต สทฺเท สวนฺติ ฆานโต คนฺเธ สวนฺติ ชิวฺหาโต รเส สวนฺติ กายโต โผฏฺฐพฺเพ สวนฺติ มนโต ธมฺเม สวนฺติ อาสวนฺติ สนฺทนฺติ ปวตฺตนฺติ จกฺขุโต รูปตณฺหา สวนฺติ อาสวนฺติ สนฺทนฺติ ปวตฺตนฺติ โสตโต สทฺทตณฺหา สวนฺติ อาสวนฺติ สนฺทนฺติ ปวตฺตนฺติ ฆานโต คนฺธตณฺหา สวนฺติ ชิวฺหาโต รสตณฺหา สวนฺติ กายโต โผฏฺฐพฺพตณฺหา สวนฺติ มนโต ธมฺมตณฺหา สวนฺติ อาสวนฺติ สนฺทนฺติ ปวตฺตนฺตีติ สวนฺติ สพฺพธิ โสตา ฯ
๗๑อิจฺจายสฺมา อชิโตติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ปทสํสคฺโค ปทปาริปูริ อกฺขรสมวาโย พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ปทานุปุพฺพกเมตํ อิจฺจาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ อชิโตติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โวหาโร นามํ นามกมฺมํ นามเธยฺยํ นิรุตฺติ พฺยญฺชนํ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อชิโต ฯ
๗๒โสตานํ กินฺนิวารณนฺติ โสตานํ กึ อาวรณํ นีวรณํ สํวรณํ รกฺขนํ โคปนนฺติ โสตานํ กินฺนิวารณํ ฯ
๗๓โสตานํ สํวรํ พฺรูหีติ โสตานํ อาวรณํ นีวรณํ สํวรณํ รกฺขนํ โคปนํ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ โสตานํ สํวรํ พฺรูหิ ฯ
๗๔เกน โสตา ปิถิยฺยเรติ เกน โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺตีติ เกน โสตา ปิถิยฺยเร ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ สวนฺติ สพฺพธิ โสตา (อิจฺจายสฺมา อชิโต) โสตานํ กินฺนิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูหิ เกน โสตา ปิถิยฺยเรติ ฯ
๗๕ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ (อชิตาติ ภควา) สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร ฯ
๗๖ยานิ โสตานิ โลกสฺมินฺติ ยานิ เอตานิ โสตานิ มยา กิตฺติตานิ อาจิกฺขิตานิ เทสิตานิ ปญฺญปิตานิ ปฏฺฐปิตานิ วิวริตานิ วิภชิตานิ อุตฺตานีกตานิ ปกาสิตานิ เสยฺยถีทํ ตณฺหาโสโต ทิฏฺฐิโสโต กิเลสโสโต ทุจฺจริตโสโต อวิชฺชาโสโต ฯ โลกสฺมินฺติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ ฯ อชิตาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ
๗๗สติ เตสํ นิวารณนฺติ สตีติ ยา สติ อนุสฺสติ ปฏิสฺสติ สติ สรณตา ธารณตา อปิลาปนตา อสมฺมุสฺสนตา สติ สตินฺทฺริยํ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เอกายนมคฺโค อยํ วุจฺจติ สติ ฯ นิวารณนฺติ อาวรณํ นีวรณํ สํวรณํ รกฺขนํ โคปนนฺติ สติ เตสํ นิวารณํ ฯ
๗๘โสตานํ สํวรํ พฺรูมีติ โสตานํ อาวรณํ นีวรณํ สํวรณํ รกฺขนํ โคปนํ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ฯ
๗๙ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเรติ ปญฺญาติ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเรติ ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ {๗๙.๑} อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ {๗๙.๒} สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ นามรูปจฺจยา สฬายตนนฺติ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ อุปาทานปจฺจยา ภโวติ ภวปจฺจยา ชาตีติ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ {๗๙.๓} อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธติ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธติ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธติ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธติ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธติ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธติ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธติ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธติ ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ {๗๙.๔} อิเม อาสวาติ อยํ อาสวสมุทโยติ อยํ อาสวนิโรโธติ อยํ อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ อิเม ธมฺมา อภิญเญยฺยาติ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ {๗๙.๕} ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺติ ฯ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ชานโต ปสฺสโต จตุนฺนํ มหาภูตานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ชานโต ปสฺสโต ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ชานโต ปสฺสโต ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยนฺติ ปจฺฉิชฺชนฺติ น สวนฺติ น อาสวนฺติ น สนฺทนฺติ นปฺปวตฺตนฺตีติ ปญฺญาย เอเต โสตา ปิถิยฺยเร ฯ เตนาห ภควา ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ (อชิตาติ ภควา) สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเรติ ฯ
๘๐ปญฺญา เจว สติ จาปิ (อิจฺจายสฺมา อชิโต) นามรูปญฺจ มาริส เอตมฺเม ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ กตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ ฯ
๘๑ปญฺญา เจว สติ จาปีติ ปญฺญาติ ยา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรี เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ สตีติ ยา สติ อนุสฺสติ ฯเปฯ สมฺมาสตีติ ปญฺญา เจว สติ จาปิ อิจฺจายสฺมา อชิโต ฯ
๘๒นามรูปญฺจ มาริสาติ นามนฺติ จตฺตาโร อรูปิโน ขนฺธา ฯ รูปนฺติ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ ฯ มาริสาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ มาริสาติ นามรูปญฺจ มาริส ฯ
๘๓เอตมฺเม ปุฏฺโฐ ปพฺรูหีติ เอตมฺเมติ ยํ ปุจฺฉามิ ยํ ยาจามิ ยํ อชฺเฌสามิ ยํ ปสาเทมิ ฯ ปุฏฺโฐติ ปุจฺฉิโต ยาจิโต อชฺเฌสิโต ปสาทิโต ฯ ปพฺรูหีติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ เอตมฺเม ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ ฯ
๘๔กตฺเถตํ อุปรุชฺฌตีติ กตฺเถตํ นิรุชฺฌติ วูปสมฺมติ อตฺถํ คจฺฉติ ปฏิปฺปสฺสมฺภตีติ กตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ปญฺญา เจว สติ จาปิ (อิจฺจายสฺมา อชิโต) นามรูปญฺจ มาริส เอตมฺเม ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ กตฺเถตํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ
๘๕ยเมตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ อชิต ตํ วทามิ เต ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ วิญฺญาณสฺส นิโรเธน เอตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ ฯ
๘๖ยเมตํ ปญฺหํ อปุจฺฉีติ ยเมตนฺติ ปญฺญญฺจ สติญฺจ นามรูปญฺจ ฯ อปุจฺฉีติ อาปุจฺฉสิ อายาจสิ อชฺเฌสสิ ปสาเทสีติ ยเมตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ ฯ
๘๗อชิต ตํ วทามิ เตติ อชิตาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ตนฺติ ปญฺญญฺจ สติญฺจ นามรูปญฺจ ฯ วทามีติ ตํ วทามิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ อชิต ตํ วทามิ เต ฯ
๘๘ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌตีติ นามนฺติ จตฺตาโร อรูปิโน ขนฺธา ฯ รูปนฺติ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ ฯ อเสสนฺติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ อเสสนฺติ ฯ อุปรุชฺฌตีติ นิรุชฺฌติ วูปสมฺมติ อตฺถํ คจฺฉติ ปฏิปฺปสฺสมฺภตีติ ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ ฯ
๘๙วิญฺญาณสฺส นิโรเธน เอตฺเถตํ อุปรุชฺฌตีติ โสตาปตฺติมคฺคญาเณน อภิสงฺขารวิญฺญาณสฺส นิโรเธน สตฺต ภเว ฐเปตฺวา อนมตคฺเค สํสาเร เย อุปฺปชฺเชยฺยุํ นามญฺจ รูปญฺจ เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ วูปสมนฺติ อตฺถํ คจฺฉนฺติ ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ฯ สกทาคามิมคฺคญาเณน อภิสงฺขารวิญฺญาณสฺส นิโรเธน เทฺว ภเว ฐเปตฺวา ปญฺจสุ ภเวสุ เย อุปฺปชฺเชยฺยุํ นามญฺจ รูปญฺจ เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ วูปสมนฺติ อตฺถํ คจฺฉนฺติ ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ฯ อนาคามิมคฺคญาเณน อภิสงฺขารวิญฺญาณสฺส นิโรเธน เอกํ ภวํ ฐเปตฺวา กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วา เย อุปฺปชฺเชยฺยุํ นามญฺจ รูปญฺจ เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ วูปสมนฺติ อตฺถํ คจฺฉนฺติ ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ฯ อรหตฺตมคฺคญาเณน อภิสงฺขารวิญฺญาณสฺส นิโรเธน เย อุปฺปชฺเชยฺยุํ นามญฺจ รูปญฺจ เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ วูปสมนฺติ อตฺถํ คจฺฉนฺติ ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ฯ อรหโต อนุปาทิเสสาย ปรินิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายนฺตสฺส ปุริมวิญฺญาณสฺส นิโรเธน ปญฺญา จ สติ จ นามญฺจ รูปญฺจ เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ วูปสมนฺติ อตฺถํ คจฺฉนฺติ ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺตีติ วิญฺญาณสฺส นิโรเธน เอตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ ฯ เตนาห ภควา ยเมตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ อชิต ตํ วทามิ เต ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ วิญฺญาณสฺส นิโรเธน เอตฺเถตํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ
๙๐เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสํ เม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ มาริส ฯ
๙๑เย จ สงฺขาตธมฺมาเสติ สงฺขาตธมฺมา วุจฺจนฺติ อรหนฺโต ขีณาสวา ฯ กึการณา สงฺขาตธมฺมา วุจฺจนฺติ อรหนฺโต ขีณาสวา ฯ เต สงฺขาตธมฺมา ญาตธมฺมา ตุลิตธมฺมา ติริตธมฺมา วิภูตธมฺมา วิภาวิตธมฺมา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สงฺขาตธมฺมา ญาตธมฺมา ตุลิตธมฺมา ติริตธมฺมา วิภูตธมฺมา วิภาวิตธมฺมา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สงฺขาตธมฺมา ฯเปฯ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ สงฺขาตธมฺมา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ สงฺขาตธมฺมา ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สงฺขาตธมฺมา ญาตธมฺมา ตุลิตธมฺมา ติริตธมฺมา วิภูตธมฺมา วิภาวิตธมฺมา ฯ อถวา เตสํ ขนฺธา สงฺขาตา ธาตุโย สงฺขาตา อายตนานิ สงฺขาตานิ คติโย สงฺขาตา อุปปตฺติโย สงฺขาตา ปฏิสนฺธิโย สงฺขาตา ภวา สงฺขาตา สํสารา สงฺขาตา วฏฺฏา สงฺขาตา ฯ อถวา เต ขนฺธปริยนฺเต ฐิตา ธาตุปริยนฺเต ฐิตา อายตนปริยนฺเต ฐิตา คติปริยนฺเต ฐิตา อุปปตฺติปริยนฺเต ฐิตา ปฏิสนฺธิปริยนฺเต ฐิตา ภวปริยนฺเต ฐิตา สํสารปริยนฺเต ฐิตา วฏฺฏปริยนฺเต ฐิตา อนฺติมภเว ฐิตา อนฺติมสมุสฺสเย ฐิตา อนฺติมเทหธรา อรหนฺโต ฯ เตสํ จายํ ปจฺฉิมโก จริโมยํ สมุสฺสโย ชาติมรณสํสาโร นตฺถิ เนสํ ปุนพฺภโวติ ฯ ตํการณา สงฺขาตธมฺมา วุจฺจนฺติ อรหนฺโต ขีณาสวาติ เย จ สงฺขาตธมฺมาเส ฯ
๙๒เย จ เสกฺขา ปุถู อิธาติ เสกฺขาติ กึการณา วุจฺจนฺติ เสกฺขา ฯ สิกฺขนฺตีติ เสกฺขา ฯ กึ สิกฺขนฺติ ฯ อธิสีลมฺปิ สิกฺขนฺติ อธิจิตฺตมฺปิ สิกฺขนฺติ อธิปญฺญมฺปิ สิกฺขนฺติ ฯ {๙๒.๑} กตมา จ อธิสีลสิกฺขา ฯ อิธ ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ขุทฺทโกปิ สีลกฺขนฺโธ มหนฺโตปิ สีลกฺขนฺโธ สีลํ ปติฏฺฐา อาวรณํ สํยโม สํวโร มุขํ ปมุขํ กุสลานํ ธมฺมานํ สมฺมาปตฺติยา อยํ อธิสีลสิกฺขา ฯ {๙๒.๒} กตมา จ อธิจิตฺตสิกฺขา ฯ อิธ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ ทุติยํ ฌานํ ตติยํ ฌานํ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา ฯ {๙๒.๓} กตมา จ อธิปญฺญาสิกฺขา ฯ อิธ ภิกฺขุ ปญฺญวา โหติ อุยยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา โส อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิเม อาสวาติ อยํ อาสวสมุทโยติ อยํ อาสวนิโรโธติ อยํ อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา ฯ {๙๒.๔} อิมา ติสฺโส สิกฺขา อาวชฺเชนฺตา สิกฺขนฺติ ชานนฺตา สิกฺขนฺติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺตา สิกฺขนฺติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺตา สิกฺขนฺติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺตา สิกฺขนฺติ สตึ อุปฏฺฐเปนฺตา สิกฺขนฺติ จิตฺตํ สมาทหนฺตา สิกฺขนฺติ ปญฺญาย ปชานนฺตา สิกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺตา สิกฺขนฺติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺตา สิกฺขนฺติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺตา สิกฺขนฺติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺตา สิกฺขนฺติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺตา สิกฺขนฺติ จรนฺติ อาจรนฺติ สมาจรนฺติ สมาทาย วตฺตนฺติ ตํการณา วุจฺจนฺติ เสกฺขา ฯ ปุถูติ พหุกา เอเต เสกฺขา โสตาปนฺนา จ ปฏิปนฺนา จ สกทาคามิโน จ ปฏิปนฺนา จ อนาคามิโน จ ปฏิปนฺนา จ อรหนฺตา จ ปฏิปนฺนา จ ฯ อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา อิมิสฺสา ขนฺติยา อิมิสฺสา รุจิยา อิมสฺมึ อาทาเย อิมสฺมึ วินเย อิมสฺมึ ธมฺเม อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อิมสฺมึ ปาวจเน อิมสฺมึ พฺรหฺมจริเย อิมสฺมึ สตฺถุสาสเน อิมสฺมึ อตฺตภาเว อิมสฺมึ มนุสฺสโลเกติ เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ ฯ
๙๓เตสํ เม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ มาริสาติ ตฺวํปิ นิปโก ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวี เตสํ สงฺขาตธมฺมานญฺจ เสกฺขานญฺจ อิริยํ จริยํ วุตฺตึ อาจารํ โคจรํ วิหารํ ปฏิปทํ ฯ ปุฏฺโฐติ ปุฏฺโฐ ปุจฺฉิโต ยาจิโต อชฺเฌสิโต ปสาทิโต ฯ ปพฺรูหีติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหิ ฯ มาริสาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ มาริสาติ เตสํ เม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ มาริส ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสํ เม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ ปพฺรูหิ มาริสาติ ฯ
๙๔กาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺย มนสานาวิโล สิยา กุสโล สพฺพธมฺมานํ สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ฯ
๙๕กาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺยาติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯ {๙๕.๑} กตเม วตฺถุกามา ฯ มนาปิกา รูปา มนาปิกา สทฺทา มนาปิกา คนฺธา มนาปิกา รสา มนาปิกา โผฏฺฐพฺพา อตฺถรณา ปาปุรณา ทาสีทาสา อเชฬกา กุกฺกุฏสูกรา หตฺถิควาสฺสวฬวา เขตฺตํ วตฺถุ หิรญฺญํ สุวณฺณํ คามนิคมราชธานิโย รฏฺฐญฺจ ชนปโท จ โกโส จ โกฏฺฐาคารญฺจ ยงฺกิญฺจิ รชนียวตฺถุ วตฺถุกามา ฯ อปิจ อตีตา กามา อนาคตา กามา ปจฺจุปฺปนฺนา กามา อชฺฌตฺตา กามา พหิทฺธา กามา อชฺฌตฺตพหิทฺธา กามา หีนา กามา มชฺฌิมา กามา ปณีตา กามา อาปายิกา กามา มานุสิกา กามา ทิพฺพา กามา ปจฺจุปฏฺฐิตา กามา นิมฺมิตา กามา ปรนิมฺมิตา กามา ปริคฺคหิตา กามา อปริคฺคหิตา กามา มมายิตา กามา อมมายิตา กามา สพฺเพปิ กามาวจรา ธมฺมา สพฺเพปิ รูปาวจรา ธมฺมา สพฺเพปิ อรูปาวจรา ธมฺมา ตณฺหาวตฺถุกา ตณฺหารมฺมณา กามนียฏฺเฐน รชนียฏฺเฐน มทนียฏฺเฐน กามา อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯ {๙๕.๒} กตเม กิเลสกามา ฯ ฉนฺโท กาโม ราโค กาโม ฉนฺทราโค กาโม สงฺกปฺโป กาโม ราโค กาโม สงฺกปฺปราโค กาโม โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท กามราโค กามนนฺทิ กามตณฺหา กามสิเนโห กามปิปาสา กามปริฬาโห กามเคโธ กามมุจฺฉา กามชฺโฌสานํ กาโมโฆ กามโยโค กามุปาทานํ กามจฺฉนฺทนีวรณํ ฯ อทฺทสํ กาม เต มูลํ สงฺกปฺปา กาม ชายสิ น ตํ สงฺกปฺปยิสฺสามิ เอวํ กาม น เหหิสีติ ฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ เคโธ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ กาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺยาติ กิเลสกาเมสุ วตฺถุกาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺย น ปลิพุชฺเฌยฺย อคิทฺโธ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน วีตเคโธ จตฺตเคโธ วนฺตเคโธ มุตฺตเคโธ ปหีนเคโธ ปฏินิสฺสฏฺฐเคโธ วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหเรยฺยาติ กาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺย ฯ
๙๖มนสานาวิโล สิยาติ มโนติ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ มโนวิญฺญาณธาตุ ฯ กายทุจฺจริเตน จิตฺตํ อาวิลํ โหติ ลุฬิตํ เอริตํ ฆฏฺฏิตํ จลิตํ ภนฺตํ อวูปสนฺตํ วจีทุจฺจริเตน มโนทุจฺจริเตน ราเคน โทเสน โมเหน โกเธน อุปนาเหน มกฺเขน ปฬาเสน อิสฺสาย มจฺฉริเยน มายาย สาเฐยฺเยน ถมฺเภน สารมฺเภน มาเนน อติมาเนน มเทน ปมาเทน สพฺพกิเลเสหิ สพฺพทุจฺจริเตหิ สพฺพทรเถหิ สพฺพปริฬาเหหิ สพฺพสนฺตาเปหิ สพฺพากุสลาภิสงฺขาเรหิ จิตฺตํ อาวิลํ โหติ ลุฬิตํ เอริตํ ฆฏฺฏิตํ จลิตํ ภนฺตํ อวูปสนฺตํ ฯ มนสานาวิโล สิยาติ จิตฺเตน อนาวิโล สิยา อลุฬิโต อเนริโต อฆฏฺฏิโต อจลิโต อภนฺโต วูปสนฺโต อาวิลกเร กิเลเส ชเหยฺย ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺย อาวิลกเรหิ กิเลเสหิ จ อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วูปสนฺโต วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหเรยฺยาติ มนสานาวิโล สิยา ฯ
๙๗กุสโล สพฺพธมฺมานนฺติ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ กุสโล สพฺพธมฺมานํ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ กุสโล สพฺพธมฺมานํ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ กุสโล สพฺพธมฺมานํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ กุสโล สพฺพธมฺมานํ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ กุสโล สพฺพธมฺมานํ เอวมฺปิ กุสโล สพฺพธมฺมานํ ฯ {๙๗.๑} อถวา อนิจฺจโต กุสโล สพฺพธมฺมานํ ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต อีติโต อุปทฺทวโต อสาตโต ภยโต อุปสคฺคโต จลโต ปภงฺคุโต อทฺธุวโต อตาณโต อเลณโต อสรณโต อสรณีภูตโต ริตฺตโต ตุจฺฉโต สุญฺญโต อนตฺตโต อาทีนวโต วิปริณามธมฺมโต อสารกโต อฆมูลโต วธกโต วิภวโต สาสวโต สงฺขตโต มารามิสโต ชาติธมฺมโต ชราธมฺมโต พฺยาธิธมฺมโต มรณธมฺมโต โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมโต สงฺกิเลสธมฺมโต สมุทยโต อตฺถงฺคมโต อนสฺสาทโต อาทีนวโต อนิสฺสรณโต กุสโล สพฺพธมฺมานํ เอวมฺปิ กุสโล สพฺพธมฺมานํ ฯ {๙๗.๒} อถวา ขนฺธกุสโล ธาตุกุสโล อายตนกุสโล ปฏิจฺจสมุปฺปาท- กุสโล สติปฏฺฐานกุสโล สมฺมปฺปธานกุสโล อิทฺธิปฺปาทกุสโล อินฺทฺริยกุสโล พลกุสโล โพชฺฌงฺคกุสโล มคฺคกุสโล ผลกุสโล นิพฺพานกุสโล เอวมฺปิ กุสโล สพฺพธมฺมานํ ฯ อถวา สพฺพธมฺมา วุจฺจนฺติ ทฺวาทสายตนานิ จกฺขุ เจว รูปา จ โสตญฺจ สทฺทา จ ฆานญฺจ คนฺธา จ ชิวฺหา จ รสา จ กาโย จ โผฏฺฐพฺพา จ มโน จ ธมฺมา จ ฯ ยโต จ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ ราโค ปหีโน โหติ อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวงฺคโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม เอตฺตาวตาปิ กุสโล สพฺพธมฺมานนฺติ กุสโล สพฺพธมฺมานํ ฯ
๙๘สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ สโตติ จตูหิ การเณหิ สโต กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต สโต เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต สโต จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต สโต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต สโต ฯ อปเรหิปิ จตูหิ การเณหิ สโต อสติปริวชฺชนาย สโต สติกรณียานํ ธมฺมานํ กตตฺตา สโต สติปฏิปกฺขานํ ธมฺมานํ หตตฺตา สโต สตินิมิตฺตานํ ธมฺมานํ อปฺปมุฏฺฐตฺตา สโต ฯ {๙๘.๑} อปเรหิปิ จตูหิ การเณหิ สโต สติยา สมนฺนาคตตฺตา สโต สติยา วสิตตฺตา สโต สติยา ปาคุญฺญตาย สโต สติยา อปจฺโจโรหณตาย สโต ฯ อปเรหิปิ จตูหิ การเณหิ สโต สตตฺตา สโต สนฺตตฺตา สโต สมิตตฺตา สโต สนฺตธมฺมสมนฺนาคตตฺตา สโต ฯ พุทฺธานุสฺสติยา สโต ธมฺมานุสฺสติยา สโต สงฺฆานุสฺสติยา สโต สีลานุสฺสติยา สโต จาคานุสฺสติยา สโต เทวตานุสฺสติยา สโต อานาปานสฺสติยา สโต มรณานุสฺสติยา สโต กายคตาสติยา สโต อุปสมานุสฺสติยา สโต ฯ ยา สติ ฯเปฯ สมฺมาสติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เอกายนมคฺโค อยํ วุจฺจติ สติ ฯ อิมาย อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ สโต ฯ ภิกฺขูติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ ภินฺนตฺตา ภิกฺขุ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ ภินฺนา โหติ วิจิกิจฺฉา ภินฺนา โหติ สีลพฺพตปรามาโส ภินฺโน โหติ ราโค ภินฺโน โหติ โทโส ภินฺโน โหติ โมโห ภินฺโน โหติ มาโน ภินฺโน โหติ ภินฺนสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึชาติชรามรณียา ฯ ปชฺเชน กเตน อตฺตนา (สภิยาติ ภควา) ปรินิพฺพานคโต วิติณฺณกงฺโข วิภวญฺจ ภวญฺจ วิปฺปหาย วุสิตวา ขีณปุนพฺภโว ส ภิกฺขูติ ฯ {๙๘.๒} สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช สโต คจฺเฉยฺย สโต ติฏฺเฐยฺย สโต นิสีเทยฺย สโต เสยฺยํ กปฺเปยฺย สโต อภิกฺกเมยฺย สโต ปฏิกฺกเมยฺย สโต อาโลเกยฺย สโต วิโลเกยฺย สโต สมฺมิญฺเชยฺย สโต ปสาเรยฺย สโต สงฺฆาฏิ- ปตฺตจีวรํ ธาเรยฺย สโต จเรยฺย สโต วิหเรยฺย วตฺเตยฺย อิริเยยฺย ปาเลยฺย ยเปยฺย ยาเปยฺยาติ สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ฯ เตนาห ภควา กาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺย มนสานาวิโล สิยา กุสโล สพฺพธมฺมานํ สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
๙๙สห คาถาปริโยสานา เตน พฺราหฺมเณน สทฺธึ เอกจฺฉนฺทา เอกปฺปโยคา เอกาธิปฺปายา เอกวาสนวาสิตา เตสํ อเนกปาณสหสฺสานํ วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ตสฺส จ พฺราหฺมณสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิ ฯ สห อรหตฺตปฺปตฺตา อชินชฏาวากจีรทณฺฑกมณฺฑลุเกสา จ มสฺสู จ อนฺตรหิตา ฯ ภณฺฑกาสายวตฺถวสโน สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธโร ภิกฺขุ อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา ปญฺชลิโก ภควนฺตํ นมสฺสมาโน นิสินฺโน โหติ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ อชิตมาณวกปญฺหานิทฺเทโส ปฐโม ฯ ---------------
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย จูฬนิทเทส อรรถกถาปารายนวรรค อรรถกถาอชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอชิตสุตตนิทเทสที่ ๑ แห่งปารายนวรรค ดังต่อไปนี้.
อชิตมาณพได้ทูลถามปัญหาว่า
โลกอันอะไรหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏ เพราะเหตุอะไร
อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอก
อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.
เราจะเว้นบทที่กล่าวแล้วในปัญหาที่ ๑ ที่อชิตมาณพทูลถามในปัญหาที่สูงขึ้นไป และในนิทเทสทั้งหลาย และบทที่ง่าย จักกล่าวเฉพาะความต่างกันเท่านั้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า นิวุโต คือหุ้มห่อไว้.
บทว่า กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูสิ คืออะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลก ขอพระองค์จงตรัสบอก.
บทว่า อาวุโต คือ ปกปิด.
บทว่า โอผุโฏ ปิดบัง คือปิดเบื้องล่าง.
บทว่า ปิหิโต ปกคลุม คือคลุมส่วนบน.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน หุ้มห่อ คือไม่เปิดออก.
บทว่า ปฏิกุชฺชิโต ครอบไว้ คือครอบให้มีหน้าคว่ำลง.
บทว่า นปฺปกาสติ คือ ไม่ปรากฏ.
บทว่า นปฺปภาสติ ไม่สว่าง คือไม่ทำความสว่างด้วยญาณ.
บทว่า น ตปติ ไม่รุ่งเรือง คือไม่ทำความรุ่งเรืองด้วยญาณ.
บทว่า น วิโรจติ ไม่ไพโรจน์ คือไม่ทำความไพโรจน์ด้วยญาณ.
บทว่า น สญฺญายติ คือ ไม่แจ่ม.
บทว่า น ปญฺญายติ คือ ไม่กระจ่าง.
บทว่า เกน ลิตฺโต คือ อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทา. เพิ่มอุปสรรคเป็น ปลิตฺโต อุปลิตฺโต คือ ฉาบทาทั่ว เข้าไปฉาบทา.
พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกด้วยอุเทศ (ยกหัวข้อขึ้นแสดง) จงทรงแสดงด้วยนิเทศ (การจำแนกแสดง) ทรงบัญญัติด้วยปฏินิเทศ (การรวมแสดง) เมื่อรู้อรรถโดยประการนั้นๆ จงทรงแต่งตั้ง เมื่อแสดงเหตุแห่งมรรคนั้นๆ จงทรงเปิดเผย เมื่อแสดงความเป็นพยัญชนะ จงทรงจำแนก เมื่อนำออกเสียได้ซึ่งความครอบไว้และความลึกซึ้งแล้วให้เกิดที่ตั้งของญาณทางหู จงทรงทำให้ตื้น เมื่อกำจัดความมืดคือความไม่รู้ทางหูด้วยอาการเหล่านี้แม้ทั้งหมด จงทรงประกาศดังนี้.
บทว่า เววิจฺฉา นปฺปกาสติ โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ คือไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่เป็นเหตุ และเพราะความประมาทเป็นเหตุ.
จริงอยู่ ความตระหนี่ย่อมไม่ให้เพื่อประกาศคุณทั้งหลายมีทานเป็นต้นแก่เขา และความประมาทมัวเมาย่อมไม่ให้เพื่อประกาศคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น.
บทว่า ชปฺปาภิเลปนํ ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้ดุจตังดักลิง เป็นเครื่องฉาบทาของลิงฉะนั้น.
บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีชาติเป็นต้น.
บทว่า เยสํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่าใด.
บทว่า อาทิโต สมุทาคมนํ ปญฺญายติ คือ ความเกิดขึ้นย่อมปรากฏตั้งแต่ขณะแรก (อุปาทขณะ).
บทว่า อตฺถงฺคมโต นิโรโธ คือ เมื่อแตกดับ ความดับย่อมปรากฏ.
บทว่า กมฺมนิสฺสิโต วิปาโก วิบากอาศัยกรรม คือกุศลวิบากและอกุศลวิบาก ท่านเรียกว่า วิบากอาศัยกรรม เพราะไม่ละกรรมเป็นไป.
บทว่า วิปากนิสฺสิตํ กมฺมํ กรรมอาศัยวิบาก คือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ท่านเรียกว่า กรรมอาศัยวิบาก เพราะกระทำโอกาสแก่วิบากตั้งอยู่.
บทว่า นามนิสฺสิตํ รูปํ รูปอาศัยนาม คือรูปในปัญจโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๕) ท่านเรียกว่า รูปอาศัยนาม เพราะไม่ละนามเป็นไป.
บทว่า รูปนิสฺสิตํ นามํ นามอาศัยรูป คือนามในปัญจโวการภพ ท่านเรียกว่า นามอาศัยรูป เพราะไม่ละรูปเป็นไป.
บทว่า สวนฺติ สพฺพธิ โสตา กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง คือกระแสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น ย่อมไหลไปในอายตนะมีรูปเป็นต้นทั้งปวง.
บทว่า โสตานํ กึ นิวารณํ คือ อะไรเป็นเครื่องกั้น อะไรเป็นเครื่องรักษากระแสเหล่านั้น.
บทว่า สํวรํ พฺรูหิ ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลายเหล่านั้น.
อชิตมาณพทูลถามถึงการละธรรมที่เป็นเครื่องกั้นกระแสที่เหลือด้วยบทนี้.
บทว่า เกน โสตา ปิถิยฺยเร กระแสทั้งหลายอันอะไรปิดกั้นไว้ คือกระแสเหล่านั้นอันธรรมอะไรปิดกั้นไว้ คือตัดขาด.
ด้วยบทนี้ อชิตมาณพทูลถามถึงการละกระแสที่ไม่เหลือ.
บทว่า สวนฺติ ย่อมไหลไป คือย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า อาสวนฺติ ย่อมไหลหลั่ง คือไหลลงเบื้องต่ำ.
บทว่า สนฺทนฺติ ย่อมเลื่อนไป คือไหลไปไม่มีสิ้นสุด.
บทว่า ปวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไป คือเป็นไปบ่อยๆ.
บทว่า สติ เตสํ นิวารณํ สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น คือสติอาศัยเสมอๆ ซึ่งคติแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมทั้งหลายอันประกอบด้วยวิปัสสนา เป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น.
บทว่า โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. อธิบายว่า เรากล่าวสตินั่นแลว่าเป็นธรรมเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย.
บทว่า ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร กระแสเหล่านี้อันปัญญาย่อมปิดกั้นไว้ คือกระแสเหล่านี้อันมรรคปัญญาที่สำเร็จด้วยการแทงตลอดความเป็นของไม่เที่ยงในรูปเป็นต้น ปิดกั้นไว้โดยประการทั้งปวง.
บทว่า ปจฺฉิชฺชนฺติ คือ ตัดขาด.
บทว่า สมุทยญฺจ ความเกิด คือปัจจัย.
บทว่า อตฺถงฺคมญฺจ ความดับ คือเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ถึงความไม่มี หรือเมื่อยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิด.
บทว่า อสฺสาทํ ความพอใจ คืออานิสงส์.
บทว่า อาทีนวญฺจ คือโทษ.
บทว่า นิสฺสรณญฺจ คือ อุบายเป็นเครื่องออกไป.
พึงทราบความแห่งคาถาที่เป็นปัญหาว่า ปญฺญาเจว ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
พึงทราบความสังเขปอย่างนี้ว่า
ปัญญา สติและนามรูปตามที่พระองค์ตรัสไว้แล้วทั้งหมดนั้น ย่อมดับไป ณ ที่ไหน. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหาที่ข้าพระองค์ทูลถามเถิด.
บทว่า กตฺเถตํ นิรุชฺฌติ คือ นามรูปนั้นดับ ณ ที่ไหน.
บทว่า วูปสมติ คือ ย่อมดับ.
บทว่า อตฺถงฺคจฺฉติ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือถึงความไม่มี.
บทว่า ปฏิปสฺสมฺภติ ย่อมระงับ คือย่อมสงบ.
อนึ่ง พึงทราบคาถาวิสัชนาปัญหาของอชิตมาณพนั้นต่อไป.
เพราะปัญญาและสติสงเคราะห์เข้าเป็นนามเท่านั้น ฉะนั้น จะไม่กล่าวถึงปัญญาและสติไว้ต่างหาก.
ความย่อในบทวิสัชนานี้มีดังนี้.
ดูก่อนอชิตะ ท่านได้ถามปัญหาข้อใดกะเราว่า นามรูปนั้นย่อมดับ ณ ที่ไหน เพราะเหตุนั้น เราจะบอกปัญหานั้นกะท่านว่า นามและรูปใดดับไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด นามและรูปนั้นก็ดับ ณ ที่นั้นพร้อมกับความดับแห่งวิญญาณนั้นๆ นั่นเอง ไม่ก่อนไม่หลัง คือย่อมดับในเพราะวิญญาณดับนี้เอง เพราะวิญญาณดับในภายหลังอย่างนี้ นามและรูปนั้นจึงเป็นอันดับไปด้วย.
ท่านอธิบายว่า นามและรูปนั้นไม่เลยไป.
บทว่า โสตาปตฺติมคฺคญาเณน อภิสงฺขาร วิญฺญาณสฺส นิโรเธน เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ คือเพราะความดับจิตที่สัมปยุตด้วยกุศลและอกุศลเจตนา ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นอันไม่สมควรเสียได้ ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยโสดาปัตติมรรค.
ในบทนั้น นิโรธมี ๒ อย่าง คือ อนุปาทินนกนิโรธ ๑ อุปาทินนกนิโรธ ๑.
จิต ๕ ดวง คือ จิตที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวง ย่อมดับไปด้วยโสดาปัตติมรรค. จิตเหล่านั้นให้รูปเกิดขึ้น. รูปนั้นเป็นรูปขันธ์ที่ไม่มีใจครอง. จิตเหล่านั้นเป็นวิญญาณขันธ์. เวทนา สัญญา สังขารที่สัมปยุตกับวิญญาณขันธ์นั้นเป็นอรูปขันธ์ ๓. ในอรูปขันธ์นั้น หากพระโสดาบันไม่ได้อบรมโสดาปัตติมรรคแล้วไซร้ จิต ๕ ดวงเหล่านั้นพึงถึงความแผ่ซ่านไปในอารมณ์ ๖. แต่โสดาปัตติมรรคห้ามความเกิดแห่งความแผ่ซ่านไปของจิตเหล่านั้น กระทำการเพิกถอนซึ่งความเกิดอันไม่สมควรเสีย ด้วยอริยมรรค ชื่อว่าอนุปาทินนกนิโรธ ดับอนุปาทินนกะ.
จิต ๖ ดวงด้วยอำนาจแห่งกามราคะและพยาบาทอันหยาบ คือจิต ๔ ดวงที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ จิต ๒ ดวงที่สหรคตด้วยโทมนัส ย่อมดับด้วยสกทาคามิมรรค.
จิต ๖ ดวงเหล่านั้นด้วยอำนาจแห่งกามราคะและพยาบาทที่สหรคตด้วยส่วนที่ละเอียด (อณุสหคต) ย่อมดับด้วยอนาคามิมรรค.
อกุศลจิต ๕ ดวง คือจิต ๔ ดวงที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ และจิต ๑ ดวงที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ย่อมดับด้วยอรหัตมรรค.
ในจิตเหล่านั้น หากว่าพระอริยะเหล่านั้นไม่อบรมมรรคเหล่านั้นแล้วไซร้ จิตเหล่านั้นพึงถึงความแผ่ซ่านไปในอารมณ์ ๖.
อนึ่ง มรรคของพระอริยะเหล่านั้นห้ามความเกิดแห่งความแผ่ซ่านไป กระทำการถอนเสีย ซึ่งความที่จิตเหล่านั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยอริยมรรค ชื่อว่าอนุปาทินนกนิโรธ ดับอนุปาทินนกะ.
พึงทราบความดับอนุปาทินนกะอย่างนี้.
ก็หากว่าพระโสดาบันไม่ได้เป็นผู้อบรมโสดาปัตติมรรค ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกขันธ์พึงเป็นไปได้ในสังสารวัฏ มีเบื้องต้นเบื้องปลายอันบุคคลตามไปอยู่รู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗.
เพราะเหตุไร. เพราะมีเหตุแห่งความเป็นไปของโสดาปัตติมรรคนั้น.
ก็มรรคนั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อมถอนกิเลส ๕ อย่างเหล่านี้ได้ คือสังโยชน์ ๓ ทิฏฐานุสัย ๑ วิจิกิจฉานุสัย ๑.
ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะของพระโสดาบัน จักเป็นไปในสังสารวัฏมีเบื้องต้นเบื้องปลายอันบุคคลตามไปอยู่รู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗ ได้แต่ไหนในบัดนี้.
โสดาปัตติมรรคเมื่อกระทำอุปาทินนกะให้เป็นไปไม่ได้อย่างนี้ ชื่อว่าอุปาทินนกนิโรธ ดับอุปาทินนกะ.
หากว่า พระสกทาคามีไม่ได้เป็นผู้อบรมสกทาคามิมรรค ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะพึงเป็นไปได้ในภพ ๕ เว้นภพ ๒.
เพราะเหตุไร. เพราะมีเหตุแห่งความเป็นไปของสกทาคามิมรรคนั้น.
มรรคนั้นเมื่อเกิดย่อมถอนกิเลส ๔ เหล่านี้ได้ คือกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ. ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะของพระสกทาคามีจักเป็นไปในภพ ๕ เว้นภพ ๒ ได้แต่ไหนในบัดนี้. สกทาคามิมรรคเมื่อกระทำอุปาทินนกะให้เป็นไปไม่ได้อย่างนี้ ชื่อว่าอุปาทินนกนิโรธ ดับอุปาทินนกะ.
หากว่า พระอนาคามีไม่ได้เป็นผู้อบรมอนาคามิมรรค ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะพึงเป็นไปในภพที่ ๒ เว้นภพที่ ๑.
เพราะเหตุไร. เพราะมีเหตุแห่งความเป็นไปของอนาคามิมรรคนั้น.
ก็มรรคนั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อมถอนกิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ได้ คือกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อันสหรคตด้วยส่วนละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอันสหรคตด้วยส่วนละเอียด ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะของพระอนาคามี จักเป็นไปในภพที่ ๒ เว้นภพที่ ๑ ได้แต่ไหนในบัดนี้ อนาคามิมรรคเมื่อกระทำให้อุปาทินนกะเป็นไปไม่ได้อย่างนี้ ชื่อว่า อุปาทินนกนิโรธ ดับอุปาทินนกะ.
หากว่า พระอรหันต์ไม่ได้อบรมอรหัตมรรค ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะพึงเป็นไปในรูปภพ และอรูปภพได้.
เพราะเหตุไร. เพราะมีเหตุแห่งความเป็นไปของอรหัตมรรคนั้น.
อนึ่ง มรรคนั้นเมื่อเกิดย่อมถอนกิเลส ๘ อย่างเหล่านี้ได้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย. ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะของพระขีณาสพ จักเป็นไปในภพใหม่ได้แต่ไหนในบัดนี้. อรหัตมรรคเมื่อกระทำอุปาทินนกะ ไม่ให้เป็นไปได้อย่างนี้ ชื่อว่าอุปาทินนกนิโรธ ดับอุปาทินนกะ.
อนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า โสดาปัตติมรรคย่อมดับอบายภพ. สกทาคามิมรรคย่อมดับได้ส่วนหนึ่งของสุคติกามภพ. อนาคามิมรรคย่อมดับกามภพได้. อรหัตมรรคย่อมดับรูปภพอรูปภพ แม้ในภพทั้งปวงได้.
พึงทราบอุปาทินนกนิโรธ การดับอุปาทินนกะด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการดับอนุปาทินนกะด้วยบทนี้ว่า อภิสงฺขารวิญฺญาณสฺส นิโรเธน ด้วยการดับวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขาร. ทรงแสดงการดับอุปาทินนกะด้วยบทนี้ว่า เย อุปฺปชฺเชยฺยุํ นามญฺจ รูปญฺจ เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ ธรรมเหล่าใดคือนามและรูปพึงเกิดขึ้น ณ ที่ใด ธรรมเหล่านั้นย่อมดับไป ณ ที่นั้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สตฺต ภเว ฐเปตฺวา เว้นภพ ๗ คือเว้นภพ ๗ ของสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปสู่กามภพจากกามภพ.
บทว่า อนมตคฺเค สํสาเร ในสังสารมีเบื้องต้นเบื้องปลาย อันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้ คือธรรมทั้งหลายพึงเกิดขึ้นในสังสารวัฏที่พรรณนาไว้ว่า
ลำดับขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งหลาย อันเป็นไปไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่า สงสาร.
บทว่า นามญฺจ รูปญฺจ ได้แก่ ธรรมเหล่านี้คือนามอันได้แก่ขันธ์ ๔ มีการน้อมไปเป็นลักษณะ และรูปอันได้แก่ภูตรูปและอุปาทายรูปมีการสลายไปเป็นลักษณะ พึงเกิดขึ้น.
บทว่า เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับไป ณ ที่นั้น คือธรรมอันได้แก่นามและรูปเหล่านี้ย่อมถึงการดับไป ด้วยอำนาจการเกิดอันไม่สมควรในโสดาปัตติมรรคนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า สกทาคามิมคฺคญาเณน ด้วยสกทาคามิมรรคญาณเป็นต้น ชื่อว่าสกทาคามี เพราะมาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้นด้วยอำนาจปฏิสนธิ. มรรคแห่งสกทาคามีนั้น ชื่อว่าสกทาคามิมรรค. ด้วยญาณอันประกอบด้วยมรรคนั้น.
บทว่า เทฺว ภเว ฐเปตฺวา เว้นภพ ๒ คือเว้นภพ ๒ อันเป็นกามธาตุ ด้วยอำนาจการปฏิสนธิ.
บทว่า ปญฺจสุ ภเวสุ คือ (เกิด) ในภพ ๕ อันเหลือจากภพ ๒ นั้น.
บทว่า เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ คือธรรมเหล่านี้ย่อมดับไป โดยนัยที่กล่าวแล้วด้วยสกทาคามิมรรค ณ ที่นี้.
บทว่า เอกํ ภวํ ฐเปตฺวา เว้นภพ ๑ คือเว้นภพ ๑ ด้วยรูปธาตุหรืออรูปธาตุ ด้วยอำนาจแห่งความอุกฤษฏ์.
บทว่า รูป ธาตุยา วา อรูปธาตุยา วา ได้แก่ รูปธาตุและอรูปธาตุในภพที่ ๒.
ในบทว่า นามญฺจ รูปญฺจ นี้ ในรูปภพได้แก่นามและรูป ในอรูปภพได้แก่นามเท่านั้น.
บทว่า เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ ได้แก่ ธรรมอันเป็นนามและรูปเหล่านี้ ย่อมดับไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ด้วยอรหัตมรรค ณ ที่นี้.
บทว่า อรหโต ได้แก่ พระขีณาสพได้ชื่อว่าพระอรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ด้วยนิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสส คือนิพพานธาตุมี ๒ อย่างเป็นอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน.
ในบทนั้นชื่อว่าอุปาทิ เพราะยึดมั่น คือยึดถือมั่นว่า เรา ของเรา. บทนี้เป็นชื่อของขันธ์ ๕. อุปาทิอันเหลือชื่อว่าอุปาทิเสสะ. ชื่อว่าสอุปาทิเสสะ เพราะเป็นไปกับด้วยเบญจขันธ์ที่เหลืออยู่. ชื่อว่าอนุปาทิเสสะ เพราะไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่. อนุปาทิเสสะนี้ด้วยนิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสสะนั้น.
บทว่า นิพฺพายนฺตสฺส ได้แก่ ดับ คือเป็นไปไม่ได้ เหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น.
บทว่า จริมวิญฺญาณสฺส นิโรเธน เพราะดับวิญญาณดวงสุดท้าย คือเพราะดับลมหายใจเข้าออกในเบญจขันธ์นี้.
จริมะ (สุดท้าย) มี ๓ คือ ภวจริมะ, ฌานจริมะ, จุติจริมะ.
ในบรรดาภพทั้งหลาย ลมหายใจเข้าออกย่อมเป็นไปในกามภพ ไม่เป็นไปในรูปภพและอรูปภพ ฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะนั้น จึงชื่อว่าภวจริมะ. ในฌานทั้งหลาย ลมหายใจเข้าออกย่อมเป็นไปใน ๓ ฌานต้นไม่เป็นไปในฌานที่ ๔ เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะจึงชื่อว่าฌานจริมะ.
อนึ่ง ธรรมเหล่าใดเกิดพร้อมกับจิตที่ ๑๖ ก่อนหน้าจุติจิต ธรรมเหล่านั้นย่อมดับไปพร้อมกับจุติจิต นี้ชื่อว่าจุติจริมะ. จุติจริมะนี้ประสงค์เอาว่า จริมะ ในที่นี้.
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวกทั้งหลาย โดยที่สุดแม้แต่มดดำมดแดงทั้งหมด ย่อมกระทำกาละด้วยภวังคจิตนั่นแหละ อันเป็นอัพยากฤต เป็นทุกขสัจเหมือนกันหมด. เพราะฉะนั้น คำว่า จริมวิญฺญาณสฺส นิโรเธน เพราะดับวิญญาณดวงสุดท้าย จึงหมายถึงเพราะดับจุติจิต.
พึงกำหนดเอาอรูปขันธ์ ๔ ด้วยบทเหล่านี้ คือ ปญฺญา จ สติ จ นามญฺจ ปัญญา สติและนาม. พึงกำหนดเอามหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ ด้วยบทนี้ว่า รูปญฺจ ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายการดับนามรูปนั้น จึงตรัสว่า เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนี้จึงดับ ณ ที่นี้.
บทเหล่านั้น บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ จริมวิญญาณบ้าง อภิสังขารวิญญาณบ้าง. เพราะละและดับอภิสังขารวิญญาณ นามและรูปนี้จึงดับ ณ ที่นี้ ย่อมถึงความไม่มีบัญญัติดุจเปลวประทีปฉะนั้น. เพราะความที่จริมวิญญาณเป็นปัจจัยแห่งความไม่เกิด นามและรูปจึงดับไปด้วยอำนาจความไม่เกิดขึ้น ด้วยความดับ คือความไม่เกิด (แห่งจริมวิญญาณ).
ก็ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศทุกขสัจด้วยบทนี้ว่า ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ ทุกข์เป็นภัยใหญ่หลวงของโลก. ทรงประกาศสมุทยสัจด้วยบทนี้ว่า ยานิ โสตานิ กระแสเหล่าใด. ทรงประกาศมรรคสัจด้วยบทนี้ว่า ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร กระแสเหล่านี้อันปัญญาปิดกั้นไว้. ทรงประกาศนิโรธสัจด้วยบทนี้ว่า อเสสํ อุปรุชฺฌติ ดับไม่มีเหลือ.
อชิตมาณพแม้ฟังสัจจะ ๔ ประการอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ยังไม่บรรลุอริยภูมิ เมื่อจะทูลถามถึงปฏิปทาของพระเสกขะและพระอเสกขะอีก จึงทูลว่า เย จ สงฺขาตธมฺมาเส พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขาตธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่พิจารณาแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทนี้เป็นชื่อของพระอรหันต์ทั้งหลาย.
บทว่า เสกฺขา คือ ผู้ยังต้องศึกษาศีลเป็นต้น ได้แก่ อริยบุคคลที่เหลือ.
บทว่า ปุถู มาก ได้แก่ ชนเป็นอันมาก.
บทว่า เตสํ เม นิปโก อริยํ ปุฏโฐ ปพฺรูหิ คือ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา ได้โปรดบอกถึงข้อปฏิบัติของพระเสกขะและอเสกขะเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
บทว่า เตสํ ขนฺธา สงฺขาตา ขันธ์ของพระขีณาสพเหล่านั้นมีธรรมอันนับได้แล้ว คือขันธ์ ๕ ของพระขีณาสพเหล่านั้นสิ้นไปแล้ว กระทำให้ไม่มีปฏิสนธิ หรือสิ้นสุดไปแล้ว. แม้ในธาตุทั้งหลายเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อิริยํ คือ การประกอบ.
บทว่า จริยํ คือ การกระทำ.
บทว่า วุตฺตึ คือ การเข้าถึง.
บทว่า อาจารํ คือ ความประพฤติ.
บทว่า โคจรํ คือ ปัจจัย.
บทว่า วิหารํ คือ การเป็นไปแห่งอิริยาบถ.
บทว่า ปฏิปทํ คือ การปฏิบัติ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะกิเลสทั้งหลายตั้งแต่กามฉันทนิวรณ์เป็นต้นอันพระเสกขะพึงละ ฉะนั้น จึงแสดงถึงเสกขปฏิปทาแก่อชิตมาณพนั้นด้วยคาถากึ่งหนึ่งมีอาทิว่า กาเมสุ ในกามทั้งหลาย ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้
ภิกษุไม่พึงติดใจในวัตถุกามทั้งหลายด้วยกิเลสกาม ละธรรมอันทำใจให้ขุ่นมัวมีกายทุจริตเป็นต้น พึงมีใจไม่ขุ่นมัว.
อนึ่ง เพราะพระอเสขะชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง เพราะเป็นผู้พิจารณาโดยรอบคอบถึงสังขารทั้งปวงเป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้มีสติด้วยเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น เป็นผู้ถึงความเป็นภิกษุ เพราะทำลายสักกายทิฏฐิเป็นต้น ย่อมเว้นรอบในอิริยาบถทั้งปวง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงปฏิปทาของพระอเสกขะด้วยคาถากึ่งหนึ่งว่า กุสโล เป็นผู้ฉลาด ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า นาภิคิชฺเฌยฺย ไม่ติดใจ คือไม่ถึงความกำหนัด.
บทว่า น ปลิคิชฺเฌยฺย ไม่พัวพัน คือไม่ถึงความโลภ.
บทว่า น ปลิพุชฺเฌยฺย ไม่หมกมุ่น คือไม่ติดแน่นด้วยอำนาจความโลภ.
บทว่า อาวิลกเร กิเลเส ปชเหยฺย คือ พึงละกิเลสทั้งหลายอันทำให้ขุ่นมัว ได้แก่พึงละกิเลสอันได้แก่ความเดือดร้อนอันทำให้จิตขุ่นมัว.
บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือ ท่านกล่าวถึงการทำนิพพานไว้ในภายใน.
บทว่า ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีปัจจัยเป็นสภาพ.
บทว่า สห คาถาปริโยสานา คือ พร้อมด้วยเวลาจบคาถา.
บทว่า เยเต พฺราหฺมเณน สทฺธึ เอกจฺฉนฺทา เทวดาและมนุษย์ต่างมีฉันทะร่วมกันกับพราหมณ์ คือมีกัลยาณฉันทะ มีอัธยาศัยร่วมกันกับอชิตมาณพ.
บทว่า เอกปฺปโยคา มีประโยคร่วมกัน คือมีกายประโยค วจีประโยคและมโนประโยคร่วมกัน.
บทว่า เอกาธิปฺปายา คือ มีความประสงค์ มีความพอใจร่วมกัน. อธิบายว่า มีความชอบใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
บทว่า เอกวาสนวาสิตา มีการอบรมวาสนาร่วมกัน คือมีการอบรมร่วมกันมาในคำสอนของพระพุทธเจ้าในอดีต.
บทว่า อเนเกสํ ปาณสหสฺสานํ คือ แก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน.
บทว่า วิรชํ วีตมลํ ปราศจากธุลีมลทิน คือ ปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้นและปราศจากมลทินมีราคะเป็นต้น.
โสดาปัตติมรรค ท่านประสงค์เอาในบทว่า ธมฺมจกฺขุํ นี้ ในที่อื่นประสงค์เอามรรคเบื้องต่ำ ๓ ท่านกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับเป็นธรรมดา เพื่อแสดงเหตุแห่งการเกิดมรรคนั้น. เพราะโสดาปัตติมรรคนั้นทำนิโรธสัจให้เป็นอารมณ์ แล้วแทงตลอดสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งกิจย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า ตสฺส จ พฺราหฺมณสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิ จิตของพราหมณ์พ้นแล้วจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น คือจิตของอชิตพราหมณ์นั้น และอันเตวาสิกหนึ่งพัน เมื่อพ้นจากกามาสวะเป็นต้นในขณะมรรค พ้นแล้วในขณะผล เพราะไม่ถือมั่นด้วยตัณหาเป็นต้น.
บทว่า สห อรหตฺตปฺปตฺตา พร้อมด้วยการบรรลุพระอรหัต คือหนังสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่นเป็นต้นของท่านอชิตะพร้อมด้วยอันเตวาสิกหายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุอรหัตนั่นเอง. ทั้งหมดทรงบาตรจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ มีผม ๒ องคุลี เป็นเอหิภิกขุ นั่งถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่ในบาลีปรากฏเฉพาะ พระอชิตเถระเท่านั้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา เพราะการปฏิบัติตามประโยชน์ คือเพราะได้การปฏิบัติอันเป็นสัจจาภิเษก (อภิเษกด้วยสัจจะ). อธิบายว่า เพราะได้พระนิพพาน.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑ -----------------------------------------------------