สัจญาณจตุกทวยนิทเทส เล่ม ๓๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กถํ ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา ทุกฺเข ญาณํ ปหานฏฺเฐ ปญฺญา สมุทเย ญาณํ สจฺฉิกิริยฏฺเฐ ปญฺญา นิโรเธ ญาณํ ภาวนฏฺเฐ ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ ปริญฺญฏฺโฐ สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สญฺโญคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ ปหานฏฺโฐ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ สจฺฉิกิริยฏฺโฐ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ ภาวนฏฺโฐ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา ทุกฺเข ญาณํ ปหานฏฺเฐ ปญฺญา สมุทเย ญาณํ สจฺฉิกิริยฏฺเฐ ปญฺญา นิโรเธ ญาณํ ภาวนฏฺเฐ ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ
ปัญญาในความกำหนดรู้ เป็นทุกขญาณ ปัญญาในความละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในความทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในความเจริญเป็นมรรคญาณ อย่างไร ฯ สภาพบีบคั้น สภาพเดือดร้อน สภาพปัจจัยปรุงแต่ง สภาพแปรปรวนสภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาพที่ประมวลมา สภาพเป็นเหตุ สภาพที่เกี่ยวข้องสภาพพัวพัน สภาพที่ควรละแห่งสมุทัย สภาพที่สลัดออก สภาพที่สงัดสภาพอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาพเป็นอมตะ สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งนิโรธสภาพที่นำออก สภาพที่เป็นเหตุ สภาพที่เห็น สภาพที่เป็นอธิบดี สภาพที่ควรเจริญแห่งมรรค ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความกำหนด เป็นทุกขญาณ ปัญญาในความละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในความทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในความเจริญเป็นมรรคญาณ ฯ
กถํ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ ทุกฺขสมุทเยเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรเธเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ
ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ อย่างไร ญาณของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็นทุกข-*ญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ
ตตฺถ กตมํ ทุกฺเข ญาณํ ฯ ทุกฺขํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูริ เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺเข ญาณํ ฯ
ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณเป็นไฉน ฯ ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความสอดส่องธรรมความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิตความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณาปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญาอันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปะฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลังปัญญาดังศาตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฐิที่ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขญาณ ฯ
ทุกฺขสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ --------
ฯลฯ ปรารภทุกข์สมุทัย ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธ ฯลฯ ความรู้ทั่วความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฐิ ที่ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕๖-๖๓. สัจจญาณจตุกกทวยนิทเทส แสดงญาณในสัจจะ ๔ สองหมวด
ปัญญาในสภาวะที่ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าทุกขญาณ ปัญญาใน สภาวะที่ควรละ ชื่อว่าสมุทยญาณ ปัญญาในสภาวะที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า นิโรธญาณ ปัญญาในสภาวะที่ควรเจริญ ชื่อว่ามัคคญาณ เป็นอย่างไร คือ สภาวะที่บีบคั้น สภาวะที่ปัจจัยปรุงแต่ง สภาวะที่ทำให้เดือดร้อน สภาวะที่แปรผัน สภาวะที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาวะที่ประมวลมา สภาวะที่เป็นเหตุ สภาวะที่เกี่ยวข้อง สภาวะที่พัวพันสภาวะที่ควรละแห่งสมุทัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๕๖-๖๓. สัจจญาณจตุกกทวยนิทเทส สภาวะที่เป็นเครื่องสลัดออก สภาวะที่เป็นวิเวก สภาวะที่เป็นอสังขตะ สภาวะที่เป็นอมตะ สภาวะที่ควรทำให้แจ้งแห่งนิโรธ สภาวะที่นำออก สภาวะที่เป็นเหตุ สภาวะที่เห็น สภาวะที่เป็นใหญ่ สภาวะที่ควรเจริญแห่งมรรค ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในสภาวะที่ควรกำหนดรู้ ชื่อว่า ทุกขญาณ ปัญญาในสภาวะที่ควรละ ชื่อว่าสมุทยญาณ ปัญญาในสภาวะที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่านิโรธญาณ ปัญญาในสภาวะที่ควรเจริญ ชื่อว่ามัคคญาณ
ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินี- ปฏิปทาญาณ เป็นอย่างไร คือ ญาณของท่านผู้มีความเพียบพร้อมด้วยมรรคนี้ ชื่อว่าทุกขญาณ ทุกข- สมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณ เป็นอย่างไร คือ ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด การเลือกเฟ้น การค้นคว้า ความสอดส่องธรรมการกำหนดดี การเข้าไปกำหนด การเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด การพิจารณา ปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ปัญญาที่ทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องแนะนำ ความเห็นแจ้งความรู้พร้อม ปัญญาดังประตัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็น ศัสตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญาอัน รุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง การเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ซึ่งปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขญาณ ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง การเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิซึ่งปรารภทุกขสมุทัยเกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขสมุทยญาณ ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง การเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิซึ่งปรารภทุกขนิโรธเกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธญาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖๔-๖๗. สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง การเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิซึ่งปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา-ญาณ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ สัจจญาณจตุกกทวยญาณนิทเทสที่ ๕๖-๖๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕๖-๖๓. อรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส
[๒๖๔-๒๖๗] พึงทราบวินิจฉัยในสัจญาณจตุกทวยนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทมีอาทิว่า ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ - สภาพบีบคั้นแห่งทุกข์ มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว.
บทมีอาทิว่า มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ - ญาณของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็นทุกขญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถการตรัสรู้อย่างเดียว ดุจในหมวด ๔ ตามลำดับ.
จริงอยู่ สัจญาณมี ๒ อย่าง คือ โลกิยะ ๑ โลกุตระ ๑.
โลกิยะมี ๒ คือ อนุโพธญาณ ๑ ปัจจเวกขณญาณ ๑.
อนุโพธญาณย่อมเป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยสามารถการได้ฟังมาเป็นต้นของอาทิกรรมิกภิกษุ. ย่อมเป็นไปในทุกข์และสมุทัย ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์.
ปัจจเวกขณญาณย่อมเป็นไปในสัจจะแม้ ๔ ของภิกษุผู้แทงตลอดสัจจะแล้ว ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปฏิเวธญาณอันเป็น โลกุตระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยกิจ.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์. ผู้นั้น
ย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธ.
ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้.
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๗๑๑
พึงกล่าวถึงทุกข์ทั้งหมด.
แม้ในนิทเทสนี้ ท่านก็กล่าวถึงทุกข์นี้แหละโดยวาระนี้.
อนึ่ง แม้โลกุตระนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า โลกุตระย่อมได้ซึ่งชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า ทุกฺเข ญาณํ - การรู้ทุกข์. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาโลกิยญาณเท่านั้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ตตฺถ กตมํ ทุกฺเข ญาณํ - ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณเป็นไฉน?
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขํ อารพฺภ - ปรารภทุกข์ คือหน่วงเหนี่ยวทุกขสัจ. คือทำให้เป็นอารมณ์.
ในบทมีอาทิว่า ปญฺญา พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้.
ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่าให้รู้ กล่าวคือทำอรรถนั้นๆ ให้ปรากฏ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปัญญา เพราะรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้นๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทนี้เป็นสภาวบทของปัญญานั้น.
อาการรู้ชัด ชื่อปชานนา. ชื่อว่าวิจยะ เพราะเลือกเฟ้นถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทว่า ปวิจยะ - ความค้นคว้า เพิ่มบทอุปสรรคลงไป ได้แก่ความเลือกเฟ้นโดยทั่วไป.
ชื่อว่าธรรมวิจยะ เพราะความสอดส่องจตุสัจธรรม.
ชื่อว่าสัลลักขณา - ความกำหนดดี ด้วยสามารถการกำหนดความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ท่านกล่าวว่าสัลลักขณานั่นแหละ คืออุปลักขณา - ความเข้าไปกำหนด ปัจจุปลักขณา - ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ โดยต่างกันที่อุปสรรค.
อธิบายว่า การกำหนดอย่างสูง ชื่อว่าความเข้าไปกำหนดอาศัยธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้นเหล่านั้นๆ.
ความเป็นบัณฑิต ชื่อว่า ปณฺฑิจฺจํ. ความเป็นผู้ฉลาด ชื่อว่า โกสลฺลํ. ความเป็นผู้ละเอียด ชื่อว่า เนปุญฺญํ.
ชื่อว่า เวภพฺยา คือความแจ่มแจ้ง ด้วยสามารถยังความไม่เที่ยงเป็นต้นให้แจ่มแจ้ง.
ชื่อว่า จินฺตา - ความคิด ด้วยสามารถคิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
อนึ่ง ชื่อว่า จินฺตา เพราะยังบุคคลที่เกิดความคิดให้คิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
ชื่อว่า อุปปริกฺขา เพราะพิจารณาถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทว่า ภูริ คือ แผ่นดิน. ชื่อว่าภูริ เพราะมีปัญญาดุจแผ่นดิน ด้วยอรรถว่าละเอียด และด้วยอรรถว่ากว้างขวาง.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานั้นแหละ ท่านกล่าวว่าภูริ เพราะอรรถว่ายินดีในอรรถที่เป็นจริง.
ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าฆ่า คือทำลายกิเลสดุจสายฟ้าทำลายสิ่งที่ก่อด้วยหินฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าถือเอาและทรงไว้ได้เร็ว.
ชื่อว่า ปริณายิกา เพราะอรรถว่าย่อมนำผู้ที่ญาณเกิดไปในสัมปยุตธรรมและปฏิเวธธรรม อันกำหนดตามความเป็นจริงในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ตน.
ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าเห็นธรรมหลายอย่าง ด้วยสามารถความไม่เที่ยงเป็นต้น.
ชื่อว่าสัมปชานะ เพราะรู้ความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ความเป็นแห่งความรู้พร้อมนั้น ชื่อว่าสัมปชัญญะ.
ชื่อว่า ปโตโท - ปัญญาดังปฏัก เพราะทิ่มแทงจิตโกงอันแล่นไปนอกทางเพื่อให้เข้าทาง ดุจปฏักทิ่มแทงม้าที่วิ่งไปนอกทางเพื่อให้ขึ้นถนน ฉะนั้น.
ชื่อว่า อินทรีย์ คือความเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่าทำความเป็นใหญ่ในลักษณะเห็น.
ความเป็นใหญ่คือปัญญา ชื่อว่าปัญญินทรีย์.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
ท่านไม่กล่าวบทนี้ว่า อินทรีย์แห่งปัญญา ชื่อว่าปัญญินทรีย์ ดุจบทมีอาทิว่า ปุริสสฺส อินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ - อินทรีย์ของบุรุษ ชื่อว่าปุริสินทรีย์. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์คือปัญญานั่นแหละ ชื่อว่าปัญญินทรีย์ คือปัญญาเป็นใหญ่.
ชื่อว่าปัญญาพละ คือปัญญาเป็นกำลัง เพราะไม่หวั่นไหวไปด้วยอวิชชา.
ปัญญาเป็นดังศัสตรา เพราะอรรถว่าตัดกิเลส จึงชื่อว่าปัญญาดังศาสตรา.
ปัญญาเป็นดังปราสาท เพราะอรรถว่าขึ้นไปสูง จึงชื่อว่าปัญญาดังปราสาท.
ปัญญาเป็นดังแสงสว่าง เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่าปัญญาเป็นแสงสว่าง.
ปัญญาเป็นรัศมี เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่าปัญญาเป็นรัศมี.
ปัญญารุ่งเรือง เพราะอรรถว่าทำให้สว่างไสว จึงชื่อว่าปัญญารุ่งเรือง.
จริงอยู่ โลกธาตุหนึ่งหมื่นมีแสงเป็นอันเดียว มีความสว่างเป็นอันเดียว มีความรุ่งเรืองเป็นอันเดียว ย่อมปรากฏแก่ผู้มีปัญญา ผู้นั่งโดยบัลลังก์เดียว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวบท ปญฺญา ปชฺโชโต นั้น.
อนึ่ง ใน ๓ บทนี้ แม้ด้วยบทหนึ่งก็สำเร็จความอย่างเดียวกัน.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรด้วยอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างมี ๔ อย่าง คือ
แสงสว่างของดวงจันทร์ ๑ แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ๑
แสงสว่างของไฟ ๑ แสงสว่างของปัญญา ๑. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ อย่างเหล่านี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย แสงสว่าง ๔ เหล่านี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ
กว่าแสงสว่างเหล่าอื่น.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๔๔-๑๔๕
แม้ในนิทเทสนี้ พระเถระก็แสดงโดยอนุรูปแก่พระสูตรนั้น. เพราะท่านจำแนกความอันมีอยู่โดยอาการไม่น้อย. ทั้งผู้อื่นย่อมรู้โดยประการอื่น.
ปัญญาดังรัตนะ เพราะอรรถว่าทำความยินดี ให้ความยินดี ยังความยินดีให้เกิด ทำให้วิจิตรหาได้ยาก ชั่งไม่ได้ เป็นของใช้ของสัตว์อย่างงาม จึงชื่อว่า ปญฺญารตนํ - ปัญญาดังรัตนะ.
ชื่อว่า อโมโห คือ ความไม่หลง เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่ลุ่มหลงไป ด้วยเหตุนั้น. หรือไม่ลุ่มหลงไปในอารมณ์ด้วยตนเอง.
บทว่า ธรรมวิจยะ มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว, ก็เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวไว้อีก เพื่อแสดงความที่อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงบทนี้ไว้ว่า อโมหะนั้นมิใช่ธรรมนอกจากโมหะอย่างเดียว แต่ยังเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ.
ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอาอโมหะ กล่าวคือการเลือกเฟ้นธรรม.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ได้แก่ กุศลทิฏฐิอันนำสัตว์ออกไปได้อย่างแท้จริง.
ท่านกล่าวคำถามไว้โดยสังเขปว่า ในญาณเหล่านั้น ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณเป็นไฉน ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส -----------------------------------------------------