ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๘๘

๕. วิราคกถา เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๘๘–๕๙๗ลำดับ 74 จาก 89 ในปฏิสัมภิทามรรคพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 10 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ยุคนทฺธวคฺเค วิราคกถา

วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลํ ฯ กถํ วิราโค มคฺโค ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ {๕๘๘.๑} อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วิรชฺชติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วิรชฺชติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา วิรชฺชติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วิรชฺชติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วิรชฺชติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วิรชฺชติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ ฯเปฯ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ

ทสฺสนวิราโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนวิราโค สมฺมาสงฺกปฺโป ปริคฺคหวิราโค สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานวิราโค สมฺมากมฺมนฺโต โวทานวิราโค สมฺมาอาชีโว ปคฺคหวิราโค สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานวิราโค สมฺมาสติ อวิกฺเขปวิราโค สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานวิราโค สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปวิจยวิราโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ปคฺคหวิราโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ผรณวิราโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปสมวิราโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อวิกฺเขปวิราโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปฏิสงฺขานวิราโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค {๕๙๒.๑} อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยวิราโค สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยวิราโค วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยวิราโค สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยวิราโค สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยวิราโค ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขวิราโค สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหวิราโค วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานวิราโค สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปวิราโค สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนวิราโค ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา วิราโค อกมฺปิยฏฺเฐน พลา วิราโค นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิราโค เหตฏฺเฐน มคฺโค วิราโค อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา วิราโค ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา วิราโค อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา วิราโค ตถฏฺเฐน สจฺจา วิราโค อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ วิราโค อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิราโค เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา วิราโค อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ วิราโค สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิราโค อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ วิราโค ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ วิราโค วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข วิราโค ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา วิราโค ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ วิราโค สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ วิราโค ฉนฺโท มูลฏฺเฐน วิราโค มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน วิราโค ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน วิราโค เวทนา สโมสรณฏฺเฐน วิราโค สมาธิ ปมุขฏฺเฐน วิราโค สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิราโค ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน วิราโค วิมุตฺติ สารฏฺเฐน วิราโค ทสฺสนมคฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนมคฺโค สมฺมาสงฺกปฺโป ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มคฺโค เอวํ วิราโค มคฺโค ฯ

กถํ วิมุตฺติ ผลํ ฯ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วิมุตฺตา โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺตา โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺตา โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วิมุตฺตา โหติ ฯเปฯ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา วิมุตฺโต โหติ โวทานฏฺเฐน {๕๙๓.๑} สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วิมุตฺโต โหติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วิมุตฺโต โหติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วิมุตฺตา โหติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ

สกทาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ

อนาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯเปฯ

อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ

ทสฺสนวิมุตฺติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปวิมุตฺติ สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานวิมุตฺติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ ปฏิสงฺขานวิมุตฺติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยวิมุตฺติ สทฺธาพลํ ฯเปฯ อวิชฺชาย อกมฺปิยวิมุตฺติ ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขวิมุตฺติ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ทสฺสนวิมุตฺติ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา วิมุตฺติ อกมฺปิยฏฺเฐน พลา วิมุตฺติ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติ เหตฏฺเฐน มคฺโค วิมุตฺติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา วิมุตฺติ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา วิมุตฺติ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา วิมุตฺติ ตถฏฺเฐน สจฺจา วิมุตฺติ {๕๙๗.๑} อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ วิมุตฺติ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิมุตฺติ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา วิมุตฺติ อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ วิมุตฺติ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิมุตฺติ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ วิมุตฺติ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ วิมุตฺติ วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข วิมุตฺติ ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา วิมุตฺติ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ วิมุตฺติ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน วิมุตฺติ อนุปฺปาเท ญาณํ วิมุตฺติ ฯ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน วิมุตฺติ มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน วิมุตฺติ ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน วิมุตฺติ เวทนา สโมสรณฏฺเฐน วิมุตฺติ สมาธิ ปมุขฏฺเฐน วิมุตฺติ สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิมุตฺติ ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน วิมุตฺติ วิมุตฺติ สารฏฺเฐน วิมุตฺติ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน วิมุตฺติ เอวํ วิมุตฺติ ผลํ เอวํ วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลนฺติ ฯ วิราคกถา ฯ ---------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. วิราคกถา ว่าด้วยวิราคะ

ข้อ ๒๘

วิราคะชื่อว่ามรรค วิมุตติชื่อว่าผล วิราคะชื่อว่ามรรค เป็นอย่างไร คือ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็นย่อมคลายจากมิจฉาทิฏฐิ คลายจากกิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะ เป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจรรวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์มรรค ๗ ที่เป็นสหชาติย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า และสาวกย่อมถึงนิพพานซึ่งเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามรรคมีองค์ ๘อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นจำนวนมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรองย่อมคลายจากมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนด ย่อมคลายจากมิจฉาวาจา วิราคะที่ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน ย่อมคลายจากมิจฉากัมมันตะ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว ย่อมคลายจากมิจฉาอาชีวะ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้ ย่อมคลายจากมิจฉาวายามะ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ย่อมคลายจากมิจฉาสติ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากมิจฉาสมาธิ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา-สมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์มีวิราคะเป็นโคจร รวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ @เชิงอรรถ : @ วิราคะ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์มรรค ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า และสาวก ย่อมถึงนิพพานซึ่งเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามรรคมีองค์ ๘อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพรหมณ์เป็นจำนวนมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราค-สังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่หยาบๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยส่วนที่หยาบๆ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร รวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ฯลฯ เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ในขณะแห่งอนาคามิมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราค-สังโยชน์ จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่ละเอียดๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัยส่วนที่ละเอียดๆ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ในขณะแห่งอรหัตตมรรค วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิราคะที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากอุทธัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย จากภวราคานุสัย จากอวิชชานุสัย คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และคลายจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะจึงมีวิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร รวมลงในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา คำว่า วิราคะ อธิบายว่า วิราคะมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิราคะ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์มรรค ๗ ที่เป็นสหชาติย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า และสาวกย่อมถึงนิพพานซึ่งเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามรรคมีองค์ ๘อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นจำนวนมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น มรรคมีองค์ ๘ จึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย วิราคะคือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ วิราคะคือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมา-สังกัปปะ วิราคะคือความกำหนด ชื่อว่าสัมมาวาจา วิราคะคือสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ วิราคะคือความผ่องแผ้ว ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ วิราคะคือการประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาวายามะ วิราคะคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสติ วิราคะคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ วิราคะคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ วิราคะคือการเลือกเฟ้น ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิราคะคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ วิราคะคือความแผ่ไป ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ วิราคะคือความสงบระงับ ชื่อว่าปัสสัทธิ-สัมโพชฌงค์ วิราคะคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ วิราคะคือการพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าสมาธิพละ วิราคะคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ วิราคะคือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ วิราคะคือการประคองไว้ ชื่อว่าวิริยินทรีย์ วิราคะคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสตินทรีย์ วิราคะคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธินทรีย์ วิราคะคือความเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา วิราคะที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิราคะที่ชื่อว่าพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว วิราคะที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะนำออก วิราคะที่ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ วิราคะที่ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะมีสภาวะตั้งมั่น วิราคะที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะเริ่มตั้งไว้ วิราคะที่ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะมีสภาวะให้สำเร็จ วิราคะที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ วิราคะที่ชื่อว่าสมถะ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิราคะที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น วิราคะที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนา เพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน วิราคะที่ชื่อว่าธรรมที่เป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน วิราคะที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะสำรวม วิราคะที่ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิราคะที่ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีสภาวะเห็น วิราคะที่ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะมีสภาวะพ้นวิเศษ วิราคะที่ชื่อว่าวิชชา เพราะมีสภาวะรู้แจ้งวิราคะที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะสละ วิราคะที่ชื่อว่าญาณในความสิ้นไป เพราะมีสภาวะตัดขาด วิราคะที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล วิราคะที่ชื่อว่ามนสิการเพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน วิราคะที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่รวมวิราคะที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม วิราคะที่ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีสภาวะเป็นประธาน วิราคะที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิราคะที่ชื่อว่าปัญญาเพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ วิราคะที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร มรรคที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด มรรคคือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ มรรคคือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมา-สังกัปปะ ฯลฯ มรรคที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด วิราคะชื่อว่ามรรคอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ สีลวิสุทธิ หมายถึงสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๙)@ จิตตวิสุทธิ หมายถึงสัมมาสมาธิ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๙) @ วิมุตติ หมายถึงสมุจเฉทวิมุตติ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๘/๒๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา

ข้อ ๒๙

วิมุตติชื่อว่าผล เป็นอย่างไร คือ ในขณะแห่งโสดาปัตติผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็นย่อมพ้นจากมิจฉาทิฏฐิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติจึงมีวิมุตติเป็นอารมณ์ มีวิมุตติเป็นโคจร รวมลงในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ คำว่า วิมุตติ อธิบายว่า วิมุตติมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิมุตติ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุตติ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรอง ย่อมพ้นจากมิจฉา-สังกัปปะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนด ย่อมพ้นจากมิจฉาวาจา ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐานย่อมพ้นจากมิจฉากัมมันตะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว ย่อมพ้นจากมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้ ย่อมพ้นจากมิจฉาวายามะ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสติเพราะมีสภาวะตั้งมั่น ย่อมพ้นจากมิจฉาสติ ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากมิจฉาสมาธิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติจึงมีวิมุตติเป็นอารมณ์มีวิมุตติเป็นโคจร รวมลงในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ คำว่า วิมุตติ อธิบายว่า วิมุตติมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิมุตติ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุตติ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล ในขณะแห่งสกทาคามิผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่หยาบๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัย ส่วนที่หยาบๆ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก ฯลฯ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล ในขณะแห่งอนาคามิผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์จากปฏิฆสังโยชน์ ส่วนที่ละเอียดๆ จากกามราคานุสัย จากปฏิฆานุสัย ส่วนที่ละเอียดๆ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก ฯลฯ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล ในขณะแห่งอรหัตตผล วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ วิมุตติที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากรูปราคะ จากอรูปราคะ จากมานะ จากอุทธัจจะ จากอวิชชา จากมานานุสัย จากภวราคานุสัยจากอวิชชานุสัย พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และพ้นจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติจึงมีวิมุตติเป็นอารมณ์ มีวิมุตติเป็นโคจร รวมลงในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ คำว่า วิมุตติ อธิบายว่า วิมุตติมี ๒ อย่าง คือ ๑. นิพพานเป็นวิมุตติ ๒. ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุตติ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงชื่อว่าเป็นผล วิมุตติคือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ วิมุตติคือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ วิมุตติคือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ วิมุตติคือการพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ วิมุตติคือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ ฯลฯ วิมุตติคือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๕. วิราคกถา วิมุตติคือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ ฯลฯ วิมุตติคือความเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์ วิมุตติที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิมุตติที่ชื่อว่าพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว วิมุตติที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะนำออก วิมุตติที่ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ วิมุตติที่ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะมีสภาวะตั้งมั่นวิมุตติที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะเริ่มตั้งไว้ วิมุตติที่ชื่อว่าอิทธิบาทเพราะมีสภาวะให้สำเร็จ วิมุตติที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ วิมุตติที่ชื่อว่าสมถะ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิมุตติที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น วิมุตติที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนา เพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน วิมุตติที่ชื่อว่าธรรมที่เป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน วิมุตติที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะสำรวม วิมุตติที่ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน วิมุตติที่ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีสภาวะเห็น วิมุตติที่ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะมีสภาวะพ้นวิเศษ วิมุตติที่ชื่อว่าวิชชา เพราะมีสภาวะรู้แจ้งวิมุตติที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะสละ วิมุตติที่ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะมีสภาวะสงบระงับ วิมุตติที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล วิมุตติที่ชื่อว่ามนสิการ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน วิมุตติที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่รวม วิมุตติที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม วิมุตติที่ชื่อว่าสมาธิเพราะมีสภาวะเป็นประธาน วิมุตติที่ชื่อว่าสติ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ วิมุตติที่ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้น วิมุตติที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร วิมุตติที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด วิมุตติชื่อว่าผลอย่างนี้ วิราคะชื่อว่ามรรค วิมุตติชื่อว่าผล ด้วยประการฉะนี้วิราคกถา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๘๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาวิราคกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งวิราคกถาอันมีกล่าว คือวิราคะเป็นเบื้องต้นอันพระสาริบุตรเถระกล่าวไว้แล้ว ในลำดับแห่งเมตตากถาอันเป็นที่สุดแห่งการประกอบมรรค.

พึงทราบวินิจฉัยในวิราคกถานั้นก่อน.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงอรรถแห่งบทพระสูตรทั้งสองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมพ้น จึงตั้งอุเทศว่า วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลํ วิราคะเป็นมรรค วิมุตติเป็นผล.

พระสารีบุตรเถระประสงค์ชี้แจงอรรถแห่งคำในวิราคกถานั้นก่อน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กถํ วิราโค มคฺโค วิราคะเป็นมรรคอย่างไร.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๒๓

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิรชฺชติ ย่อมคลาย คือปราศจากความกำหนัด.

บทที่เหลือมีอรรถดังกล่าวแล้วในมรรคญาณนิเทศ.

บทว่า วิราโค ความว่า เพราะสัมมาทิฏฐิ ย่อมคลายความกำหนัด ฉะนั้นจึงชื่อว่าวิราคะ.

อนึ่ง วิราคะ (มรรค) นั้น เพราะมีวิราคะ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ ฯลฯ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ ฉะนั้น พึงทราบความสัมพันธ์ของคำทั้งหลาย ๕ มีอาทิว่า วิราคารมฺมโณ (มีวิราคะ คือนิพพานเป็นอารมณ์) อย่างนี้ว่า วิราโค วิราคะ (มรรค).

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิราคารมมโณ คือ มีนิพพานเป็นอารมณ์.

บทว่า วิราคโคจโร มีวิราคะเป็นโคจร คือมีนิพพานเป็นวิสัย.

บทว่า วิราเค สมุปาคโต เข้ามาประชุมในวิราคะ คือเกิดพร้อมกันในนิพพาน.

บทว่า วิราเค ฐิโต ตั้งอยู่ในวิราคะ คือตั้งอยู่ในนิพพานด้วยอำนาจแห่งความเป็นไป.

บทว่า วิราเค ปติฏฺฐิโต ประดิษฐานในวิราคะ คือประดิษฐานในนิพพานด้วยอำนาจแห่งการไม่กลับ.

บทว่า นิพฺพานญฺจ วิราโค นิพพานเป็นวิราคะ คือนิพพาน ชื่อว่าเป็นวิราคะ เพราะมีวิราคะเป็นเหตุ.

บทว่า นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธรรมทั้งปวงเกิดเพราะสัมมาทิฏฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์ คือธรรมทั้งปวงเกิดในสัมมาทิฏฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์ หรือด้วยความที่สัมมาทิฏฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์.

ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นทั้งปวงอันสัมปยุตด้วยมรรคเหล่านั้น ชื่อว่าวิราคะ เพราะอรรถว่าคลายความกำหนัด เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวิราคะ.

บทว่า สหชาตานิ เป็นสหชาติ คือองค์แห่งมรรค ๗ มีสัมมาสังกัปปะเป็นต้น เกิดร่วมกับสัมมาทิฏฐิ.

บทว่า วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค องค์ ๗ ที่เกิดร่วมกันย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะเหตุนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค.

ความว่า องค์ ๗ ที่เกิดร่วมกันย่อมถึงวิราคะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวิราคะ เพราะมีวิราคะ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าแสวงหา องค์แห่งมรรคแม้องค์หนึ่งๆ ย่อมได้ชื่อว่ามรรค

เมื่อท่านกล่าวถึงความที่องค์หนึ่งๆ เป็นมรรค เป็นอันกล่าวถึงความที่แม้สัมมาทิฏฐิก็เป็นมรรคด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแหละ ท่านจึงถือเอาองค์แห่งมรรค ๘ แล้วกล่าวว่า เอเตน มคฺเคน ด้วยมรรคนี้.

บทว่า พุทฺธา จ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านสงเคราะห์เอาแม้พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย.

จริงอยู่ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ชื่อว่าพุทธะเหมือนกัน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๒ เหล่านี้ คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า.

____________________________

องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๓๐๑

บทว่า อคตํ ไม่เคยไป คือไม่เคยไปในสงสารอันไม่รู้เบื้องต้นที่สุด.

บทว่า ทิสํ ชื่อว่าทิส เพราะเห็น อ้างถึง ติดต่อ ด้วยการปฏิบัติทั้งสิ้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิส เพราะพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเห็น ทรงอ้างถึง ทรงกล่าวว่า ปรมึ สุขํ เป็นสุขอย่างยิ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิส เพราะเป็นเหตุเห็น สละทอดทิ้งทุกข์ทั้งปวง นิพพานอันเป็นทิสนั้น.

บทว่า อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค มรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวไว้อย่างไร.

ท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระสาวกทั้งหลาย ย่อมถึงนิพพานด้วยประชุมธรรมมีองค์ ๘ นั้น ด้วยเหตุนั้น ประชุมธรรมมีองค์ ๘ นั้นจึงชื่อว่ามรรค เพราะอรรถเป็นเครื่องไป.

บทว่า ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ สมณพราหมณ์เป็นอันมากผู้ถึอลัทธิอื่น คือสมณะและพราหมณ์ต่างถือลัทธิอื่นจากศาสนานี้.

บทว่า อคฺโค เลิศ คือมรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐกว่ามรรคที่เหลือเหล่านั้น.

บทว่า เสฏฺโฐ ประเสริฐ คือน่าสรรเสริญอย่างยิ่งกว่ามรรคที่เหลือ.

บทว่า วิโมกฺโข เป็นประธาน คือดีในการเป็นประธาน. ความว่า ความดีนี้แหละในเพราะเป็นประธานของมรรคที่เหลือ.

บทว่า อุตฺตโม สูงสุด คือข้ามมรรคที่เหลือไปได้อย่างวิเศษ.

บทว่า ปวโร ประเสริฐ คือ แยกออกจากมรรคที่เหลือโดยประการต่างๆ.

บทว่า อิติ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเหตุ. เพราะฉะนั้นอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าอัฏฐังคิกมรรคประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย.

สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

อัฏฐังคิกมรรคประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย บททั้ง ๔

ประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย วิราคะประเสริฐกว่าธรรม

ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าประเสริฐกว่าสัตว์ ๒ เท้า

ทั้งหลาย.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐

ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสมรรคนั้นแล้วตรัสว่า อัฏฐังคิกมรรคประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ดังนี้.

แม้ในวาระที่เหลือ พึงทราบความโดยนัยนี้และโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

วิราคะอันได้แก่ความเห็นในบทมีอาทิว่า ทสฺสนวิราโค ชื่อว่าวิราคะ เพราะความเห็น.

พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงพละก่อนกว่าอินทรีย์ในที่นี้ เพราะพละประเสริฐกว่าอรรถแห่งความเป็นอินทรีย์.

บทมีคำอาทิว่า อธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ เป็นการชี้แจงอรรถของอินทรีย์เป็นต้น มิใช่ชี้แจงอรรถของวิราคะ.

บทว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา เป็นสัจจะ เพราะอรรถว่าเป็นของแท้ คือ พึงทราบว่าเป็นสัจจญาณ.

บทว่า สีล วิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งศีล คือสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมมาอาชีวะ.

บทว่า จิตฺตวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต คือสัมมาสมาธิ.

บทว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ.

บทว่า วิชชาวิมุตตฏเฐน เพราะอรรถว่าพ้นวิเศษ คือเพราะอรรถพ้นจากกิเลสอันทำลายด้วยมรรคนั้นๆ.

บทว่า วิชฺชา ความรู้แจ้ง คือสัมมาทิฏฐิ.

บทว่า วิมุตฺติ ความพ้นวิเศษ คือสมุจเฉทวิมุตติ.

บทว่า อยโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มคฺโค นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นมรรค เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ชื่อว่ามรรค เพราะแสวงหาด้วยการพิจารณามรรคผล.

ธรรมที่ท่านกล่าวในวิราคนิเทศนี้แม้ทั้งหมด ก็ในขณะแห่งมรรคนั่นเอง. ในวิมุตตินิเทศ ในขณะแห่งผล เพราะฉะนั้น แม้มนสิการถึงฉันทะก็สัมปยุตด้วยมรรคผล.

พึงทราบอรรถแม้ในวิมุตตินิเทศโดยนัยดังกล่าวแล้วในวิราคนิเทศนั่นแล.

อนึ่ง ผลในนิเทศนี้ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นด้วยความสงบ.

นิพพาน ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นด้วยการนำออกไป.

คำมีอาทิว่า สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ องค์ ๗ เป็นสหชาติ ย่อมไม่ได้ในที่นี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่ได้กล่าวไว้ เพราะพ้นเป็นผลเอง ท่านจึงกล่าวเพียงเท่านี้ว่า ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าสละ.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาวิราคกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา