ฉบับที่อ่านฉบับแสดงอรรถกถา

อนุโลม เล่ม ๓๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๙๖–๑๕๖๑ลำดับ 9 จาก 11 ในอนุสยยมกพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 66 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปหีนวาโร

ยสฺส กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส มานานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส กามราคานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส มานานุสโย ปหีโน อรหโต กามราคานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน มานานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย ปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ กามราคานุสโย ปหีโน ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส กามราคานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส อวิชฺชานุสโย ปหีโน อรหโต กามราคานุสโย จ ปหีโน อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส มานานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส มานานุสโย ปหีโน อรหโต ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส อวิชฺชานุสโย ปหีโน อรหโต ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส มานานุสโย ปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ มานานุสโย ปหีโน อรหโต วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส มานานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ทิฏฺฐานุสโย ปหีโน ตสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯเปฯ

ยสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ อวิชฺชานุสโย ปหีโน อรหโต วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตสฺส มานานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา โน จ ตสฺส มานานุสโย ปหีโน อรหโต กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา มานานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน มานานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา โน จ ตสฺส อวิชฺชานุสโย ปหีโน อรหโต กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา อนาคามิสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา โน จ ตสฺส มานานุสโย ปหีโน อรหโต วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา ตสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนาติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา โน จ เตสํ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา อนาคามิสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา โน จ ตสฺส มานานุสโย ปหีโน อรหโต วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา ฯเปฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนาติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนา ตสฺส อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนาติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มานานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ มานานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ {๑๕๐๗.๑} ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโน วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ {๑๕๐๗.๒} ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน มานานุสโย ปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน ฯ {๑๕๐๘.๑} ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ มานานุสโย ปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสโย จ ปหีโน ภวราคานุสโย จ ปหีโน ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโน ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯเปฯ

ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน ภวราคานุสโย จ ปหีโน ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ภวราคานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน มานานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ มานานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ {๑๕๑๓.๑} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ {๑๕๑๓.๒} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๑๓.๓} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๑๔.๑} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯเปฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ ภวราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน อรหโต กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ {๑๕๑๘.๑} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ {๑๕๑๘.๒} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน อรหโต กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปหีโน อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโนติ: อรหโต ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน กามราคานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน ฯ {๑๕๑๙.๑} ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อนาคามิสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน อรหโต ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโนติ: อรหโต กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ปฏิฆานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน อรหโต ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: อรหโต กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย จ ปหีโน ภวราคานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: อรหโต ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน มานานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน อรหโต กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน ภวราคานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน อรหโต กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีโน อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: อรหโต กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปหีโน ภวราคานุสโย จ ปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มานานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ {๑๕๒๔.๑} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ {๑๕๒๔.๒} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนาติ: อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๒๕.๑} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนาติ: อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนาติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ปฏิฆานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนาติ: มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนาติ: อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย ปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนาติ: อรหโต รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา ปฏิฆานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: อนาคามิสฺส มานานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน ติณฺณํ ปุคฺคลานํ มานานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กามราคานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: อนาคามิสฺส อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน ติณฺณํ ปุคฺคลานํ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: อนาคามิสฺส มานานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ติณฺณํ ปุคฺคลานํ มานานุสโย จ อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: อนาคามิสฺส อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ติณฺณํ ปุคฺคลานํ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ มานานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส มานานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ทิฏฺฐานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯเปฯ

ยสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส มานานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ติณฺณํ ปุคฺคลานํ มานานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ติณฺณํ ปุคฺคลานํ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ติณฺณํ ปุคฺคลานํ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อามนฺตา ฯเปฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ภวราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปุถุชฺชนสฺส อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปุถุชฺชนสฺส อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน มานานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ มานานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ {๑๕๔๐.๑} ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ {๑๕๔๐.๒} ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน มานานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน มานานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสโย จ อปฺปหีโน ภวราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน มานานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยตฺถ ทิฏฺฐานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯเปฯ

ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ภวราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน ภวราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน มานานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ มานานุสโย จ กามราคานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ {๑๕๔๖.๑} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๔๖.๒} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๔๗.๑} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ ภวราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๔๗.๒} ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯเปฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนาติ: มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยตฺถ วา ปน อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนาติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ทุกฺขาย เวทนาย เอตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ติณฺณํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ มานานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ {๑๕๕๑.๑} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: ปุถุชฺชนสฺส ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ {๑๕๕๑.๒} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโนติ: อนาคามิสฺส ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: ปุถุชฺชนสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ {๑๕๕๒.๑} ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ยสฺส ยตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโนติ: อนาคามิสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน ติณฺณํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: ปุถุชฺชนสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน มานานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ {๑๕๕๓.๑} ยสฺส ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ มานานุสโย จ อปฺปหีโน ภวราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน มานานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน มานานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ ทิฏฺฐานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: ปุถุชฺชนสฺส กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ภวราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ ยสฺส ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ เตสํ ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ปุถุชฺชนสฺส กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ภวราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ อปฺปหีโน ภวราคานุสโย จ อปฺปหีโน ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ติณฺณํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ มานานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ มานานุสโย จ กามราคานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ {๑๕๕๗.๑} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: ปุถุชฺชนสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ {๑๕๕๗.๒} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ติณฺณํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนาติ: ปุถุชฺชนสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนาติ: มานานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๕๘.๑} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนา วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย อปฺปหีโน ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย อปฺปหีโน กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ติณฺณํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนาติ: ปุถุชฺชนสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ ภวราคานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนาติ: ติณฺณํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ ภวราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ปุถุชฺชนสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ ภวราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ {๑๕๖๐.๑} ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ปุถุชฺชนสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโนติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนาติ: อนาคามิสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ ตสฺส ตตฺถ กามราคานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย อปฺปหีโน โน จ ตสฺส ตตฺถ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา เตสํเยว ปุคฺคลานํ ทุกฺขาย เวทนาย เตสํ ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อปฺปหีนา โน จ เตสํ ตตฺถ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ปุถุชฺชนสฺส รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ ภวราคานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา ปฏิฆานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ตสฺเสว ปุคฺคลสฺส ทุกฺขาย เวทนาย ตสฺส ตตฺถ อวิชฺชานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ ทิฏฺฐานุสโย จ วิจิกิจฺฉานุสโย จ อปฺปหีนา กามราคานุสโย จ มานานุสโย จ ภวราคานุสโย จ น วตฺตพฺพา ปหีนาติ วา อปฺปหีนาติ วา ฯ ปหีนวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ --------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ๕. ปหีนวาร อนุโลมบุคคล เอกมูลกนัย

ข้อ ๒๖๔

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละกามราคานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้วอรหันตบุคคลละกามราคานุสัยได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยได้แล้ว บุคคลอีก ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละกามราคานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยได้แล้วอรหันตบุคคลละกามราคานุสัยได้แล้วและก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๗๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว ใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๖๕

อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้วอรหันตบุคคลละปฏิฆานุสัยได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยได้แล้วบุคคลอีก ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยได้แล้วอรหันตบุคคลละปฏิฆานุสัยได้แล้วและก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๖๖

อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้วอรหันตบุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๖๗

อนุ. บุคคลใดละทิฏฐานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๒๖๘

อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยฯลฯ อวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยได้แล้วอรหันตบุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๖๙

อนุ. บุคคลใดละภวราคานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ เอกมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ทุกมูลกนัย

ข้อ ๒๗๐

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละ มานานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละ มานานุสัยได้แล้ว อรหันตบุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละ ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลอีก ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละ ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละ อวิชชานุสัยได้แล้ว อรหันตบุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยได้แล้วและก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ทุกมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ติกมูลกนัย

ข้อ ๒๗๑

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยได้แล้วบุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยได้แล้ว อนาคามีบุคคลละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว อรหันตบุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย

ข้อ ๒๗๒

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ ทิฏฐานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย และทิฏฐานุสัยได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. บุคคล ๒ จำพวกละวิจิกิจฉานุสัยและทิฏฐานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยได้แล้ว อนาคามีบุคคลละวิจิกิจฉานุสัยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้วอรหันตบุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัยได้แล้ว ฯลฯ ปัญจกมูลกนัย

ข้อ ๒๗๓

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย

ข้อ ๒๗๔

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฉักกมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุโลมโอกาส เอกมูลกนัย

ข้อ ๒๗๕

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้น ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยได้แล้ว แต่ กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว

ข้อ ๒๗๖

อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้ว ใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้ว ใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว

ข้อ ๒๗๗

อนุ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุและในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยได้แล้ว แต่ ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยได้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้ว แต่มานานุสัย ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุและในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว

ข้อ ๒๗๘

อนุ. บุคคลละทิฏฐานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๒๗๙

อนุ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้น ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร

ข้อ ๒๘๐

อนุ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้ว แต่ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยได้แล้วเอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย

ข้อ ๒๘๑

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละ มานานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยได้แล้ว แต่ กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยและกามราคานุสัยได้แล้วแต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัยฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๘๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและกามราคานุสัยได้แล้วแต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยได้แล้ว แต่ กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยและกามราคานุสัยได้แล้วแต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ทุกมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ติกมูลกนัย

ข้อ ๒๘๒

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยกามราคานุสัย และมานานุสัยได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยกามราคานุสัย และมานานุสัยได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยได้แล้วแต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย

ข้อ ๒๘๓

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยกามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ฯลฯ

ข้อ ๒๘๔

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละภวราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกข-เวทนา บุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยได้แล้วแต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย

ข้อ ๒๘๕

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ฉักกมูลกนัย จบ อนุโลมปุคคโลกาส เอกมูลกนัย

ข้อ ๒๘๖

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัย ในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว อรหันตบุคคล ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่นั้น ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละทิฏฐานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคล เหล่านั้นละทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยได้แล้ว บุคคล ๒จำพวก ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยได้แล้ว บุคคล ๒จำพวก ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยได้แล้ว อรหันตบุคคล ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลนั้นละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคล ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละ อวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยได้แล้ว

ข้อ ๒๘๗

อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัย ในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุบุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว บุคคล ๒ จำพวกในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยแล้วได้ อรหันตบุคคล ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. อรหันตบุคคล ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว

ข้อ ๒๘๘

อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวก ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยใน ที่นั้นได้แล้ว แต่มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว อรหันตบุคคลในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุและในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคล ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่ นั้นได้แล้ว แต่ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคล ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละมานานุสัยได้แล้ว

ข้อ ๒๘๙

อนุ. บุคคลใดละทิฏฐานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๒๙๐

อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวก ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละภวราคานุสัยได้แล้ว อรหันตบุคคล ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗๙๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวก ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุบุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละอวิชชานุสัยได้แล้ว อรหันต-บุคคล ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละอวิชชานุสัยได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๙๑

อนุ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคล ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยได้แล้ว เอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย

ข้อ ๒๙๒

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคล นั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่นั้น ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยและกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยได้แล้วปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคล ๒จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยและกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละ ไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉา-นุสัย และปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่ นั้นได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ทุกมูลกนัย จบ ติกมูลกนัย

ข้อ ๒๙๓

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใด ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานานุสัยได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉา-นุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนาคามีบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้วกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและกามราคานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และ มานานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆา-นุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใดได้แล้วบุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัยได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใดได้แล้วบุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและ มานานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย

ข้อ ๒๙๔

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ ทิฏฐานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉา-นุสัยและทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยและทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้วแต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานานุสัยได้แล้วปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละวิจิกิจฉานุสัยและทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยได้แล้ว กามราคา-นุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนาคามีบุคคล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละมานานุสัยได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยมานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ฯลฯ

ข้อ ๒๙๕

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่กาม-ราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคา-นุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย

ข้อ ๒๙๖

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้วใช่ไหม วิ. อรหันตบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย มานา-นุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ ”ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาบุคคลนั้นละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นได้แล้วแต่กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ฉักกมูลกนัย จบ อนุโลมในปหีนวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิโลมบุคคล เอกมูลกนัย

ข้อ ๒๙๗

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัย ไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่มิใช่ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วบุคคล ๓ จำพวกละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว แต่มิใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๓ จำพวกละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๒๙๘

อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัย ไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว ใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วบุคคล ๓ จำพวกละมานานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วบุคคล ๓ จำพวกละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๒๙๙

อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวกละมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละมานานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๓๐๐

อนุ. บุคคลใดละทิฏฐานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๓๐๑

อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๐๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวกละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๐๒

อนุ. บุคคลใดละภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ เอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย

ข้อ ๓๐๓

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ ละมานานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๓ จำพวกละมานานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละกามราคา-นุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละ ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละ ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๓ จำพวกละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละกามราคา-นุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว ทุกมูลกนัย จบ ติกมูลกนัย

ข้อ ๓๐๔

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้วแต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละอวิชชานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไมใช่ละ กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๓ จำพวกละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้ว ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย

ข้อ ๓๐๕

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัยและทิฏฐานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ ปัญจกมูลกนัย

ข้อ ๓๐๖

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละอวิชชานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๒ จำพวกละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วปัญจกมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ฉักกมูลกนัย

ข้อ ๓๐๗

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ได้แล้วแต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล๒ จำพวก ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว ฉักกมูลกนัย จบ อนุโลมโอกาส เอกมูลกนัย

ข้อ ๓๐๘

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่ นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วกามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือ ในเวทนา๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๐๙

อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้น ไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลไม่ได้ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ได้ละแล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๑๐

อนุ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุและในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยไม่ได้แล้ว ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุและในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๑๑

อนุ. บุคคลละทิฏฐานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในธาตุที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๓๑๒

อนุ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยใน ธาตุนั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้น ไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร

ข้อ ๓๑๓

อนุ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยไม่ได้แล้วเอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย

ข้อ ๓๑๔

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละ มานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยและกามราคานุสัยไม่ได้แล้วปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัยฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วแล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยและกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ทุกมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๑๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ติกมูลกนัย

ข้อ ๓๑๕

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใด ไม่ได้แล้ว ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย กาม-ราคานุสัย และมานานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละภวราคานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยและมานานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย

ข้อ ๓๑๖

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัยและทิฏฐานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยในไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานา-นุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ฯลฯ

ข้อ ๓๑๗

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละได้เฉพาะมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย กาม-ราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในทุกขเวทนาบุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย

ข้อ ๓๑๘

อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยและภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. ในที่นี้ คือในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ในที่นี้ คือในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ฉักกมูลกนัย จบ ปฏิโลมปุคคโลกาส เอกมูลกนัย

ข้อ ๓๑๙

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละ ปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่ นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุบุคคลเหล่านั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลเหล่านั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละ กามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชนในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละ อวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๓ จำพวกในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๒๐

อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัย ในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละปฏิฆานุสัยในที่ นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในทุกขเวทนาบุคคลนั้นละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุบุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคล ๓ จำพวก ในเวทนา ๒ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัย ในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๒๑

อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวก ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุบุคคลเหล่านั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วบุคคลผู้เป็นปุถุชน ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้น ไม่ได้แล้ว มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๔ จำพวก ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละ มานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๔ จำพวก ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่ นั้นไม่ได้แล้ว มานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละมานานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๒๒

อนุ. บุคคลใดละทิฏฐานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉา- นุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ

ข้อ ๓๒๓

อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละภวราคา-นุสัย ในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวก ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุบุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วบุคคลผู้เป็นปุถุชน ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว

ข้อ ๓๒๔

อนุ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละ อวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๔ จำพวก ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละ อวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วและก็ละภวราคานุสัยไม่ได้แล้ว เอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย

ข้อ ๓๒๕

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคล นั้นก็ละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่ นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุบุคคลเหล่านั้นละมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ใน กามธาตุ บุคคลเหล่านั้น ละมานานุสัยและกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๒๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย ในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉา-นุสัยและกามราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉา-นุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. ไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่ นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยไม่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๓๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยและ ปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” ทุกมูลกนัย จบ ติกมูลกนัย

ข้อ ๓๒๖

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใด ไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนาบุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้วบุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๓๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละมานานุสัยไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้วบุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและ มานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยไม่ได้แล้วปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ติกมูลกนัย จบ

ข้อ ๓๒๗

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ ทิฏฐานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๓๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ฯลฯ

ข้อ ๓๒๘

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละภวราคานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละภวราคานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๓๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร วิ. อนาคามีบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและ มานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กาม-ราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้วปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละในทุกขเวทนา บุคคลนั้นไม่ได้ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคล ๒ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุบุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐา-นุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า“ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัย กามราคานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย มานา-นุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละ ไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กาม-ราคานุสัยและมานานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”ปัญจกมูลกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๓๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๕. ปหีนวาร ฉักกมูลกนัย

ข้อ ๓๒๙

อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยในที่ใดไม่ได้แล้ว บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม วิ. อนาคามีบุคคล ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้วแต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยมานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคล๒ จำพวก ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัย มานา- นุสัยและภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยกามราคานุสัย และมานานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว ปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว”หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ไม่ใช่ละทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่ได้แล้ว กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” บุคคลผู้เป็นปุถุชน ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘๓๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๖. อุปปัชชหนวาร นั้นละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ“ละไม่ได้แล้ว” บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว”บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยในที่นั้นไม่ได้แล้ว กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยไม่ควรกล่าวว่า “ละได้แล้ว” หรือ “ละไม่ได้แล้ว” ฉักกมูลกนัย จบ ปฏิโลมในปหีนวาร จบ ปหีนวาร จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๑๒๒๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอนุสยยมก

บัดนี้ เป็นการวรรณนาเนื้อความแห่งอนุสยยมกเหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบรวมเอกเทสแห่งกุศลธรรมเป็นต้นทรงแสดงไว้ในมูลยมกนั้นนั่นแหละด้วยสามารถแห่งการหยั่งเห็นได้แล้วทรงแสดงไว้ในลำดับแห่งสังขารยมก. บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลี ในอนุสยยมกก่อนเพราะว่า ในอนุสยยมกนี้พระองค์ทรงทำบาลีเทศนาไว้อีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนทำเทศนาในขันธยมก เป็นต้น.

ถามว่า ทำเทศนาอย่างไร?

ตอบว่า ในเบื้องต้นทำเทศนาแสดงไว้ ๓ วาระ คือปริจเฉทวาระ วาระว่าด้วยการกำหนด. ปริจฉินนุทเทสวาระ วาระว่าด้วยอุทเทสที่กำหนดไว้แล้ว,อัปปัตติฏฐานวาระ วาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นก่อน, เพื่อจะให้ศึกษาอนุสัยทั้งหลาย โดยอาการ ๓ อย่าง คือโดยปริจเฉท โดยอุทเทสและโดยอุปปัตติฏฐานต่อจากนั้นก็ทรงประกอบอนุสัยทั้งหลายทำยมกเทศนา ด้วยอำนาจแห่งมหาวาระ ๗.

ในอนุสยยมกนั้น คำว่า สตฺต อนุสยา นี้ ชื่อว่าปริจเฉทวาระ เพราะความที่อนุสัยทั้งหลาย พระองค์กำหนดจำนวนแสดงไว้ว่า อนุสัยนี้มี ๗ เท่านั้น ไม่เกินกว่านี้ ไม่ต่ำกว่านี้ ดังนี้.

คำว่า กามราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย นี้ ชื่อว่าปริจฉินทุทเทสวาระ เพราะความที่วาระนี้ทรงยกเพียงแต่ชื่อแห่งธรรมที่กำหนดไว้แล้วโดยปริจเฉทวาระนั้น ขึ้นแสดงว่า ชื่อว่าธรรมเหล่านี้เป็นธรรมชนิดนั้น ดังนี้.

ในข้อนั้น คำว่า กามราคานุสโย อนุเสติ เอตฺถ ฯเปฯ อวิชฺชานุสโดย อนุเสติ นี้ ชื่อว่าอุปปัตติฏฐานวาระ เพราะความที่วาระนี้ ทรงแสดงที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า อนุสัยเหล่านี้ย่อมนอนเนื่อง ในวาระทั้งหลายชื่อนี้ ดังนี้.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบอนุสัยทั้งหลายแล้วทำยมกเทศนา ด้วยอำนาจแห่งมหาวาระ ๗ เหล่าใด มหาวาระเหล่านั้น มีชื่อดังนี้ คือ

๑. อนุสยวาระ (วาระว่าด้วยอนุสัย)

๒. สานุสยาวาระ (วาระว่าด้วยผู้มีอนุสัย)

๓. ปชหนวาระ (วาระว่าด้วยการละ)

๔. ปริญญาวาระ (วาระว่าด้วยการกำหนดรู้)

๕. ปหีนวาระ (วาระว่าด้วยการละได้แล้ว)

๖. อุปปัชชนาวาระ (วาระว่าด้วยการเกิด)

๗. ธาตุวาระ (วาระว่าด้วยธาตุ)

อธิบายอนุสยวาระ

บรรดามหาวาระเหล่านั้น วาระที่ ๑ ชื่อว่าอนุสยวาระ นั้นมี ๒ นัย คือด้วยสามารถแห่งอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย. ในนัยทั้ง ๒ นั้น อนุโลมนัยมีอันตรวาระ ๓ วาระ ด้วยอำนาจแห่งบุคคลและภูมิ คือ.-

ยสฺส อนุเสติ แปลว่า... กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด (ปุคคลวาระ)

ยตฺถ อนุเสติ แปลว่า... กำลังนอนเนื่องในภูมิใด (โอกาสวาระ)

ยสฺส ยตฺถานุเสติ แปลว่า...กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใดในภูมิใด (ปุคคโลกาสวาระ)

ในอันตรวาระ ๓ เหล่านั้น ในปุคคลวาระมี ๒๑ ยมก คือมีกามราคานุสัยเป็นมูล ๖ ยมก โดยพระบาลีว่า :-

ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อนุเสติ

ยสฺส วาปน ปฏิฆานุสโย อนุเสติ ตสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ฯ

ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส มานานุสโย....

ทิฏฐานุสโย...วิจิกิจฉานุสโย...ภวราคานุสโย...อวิชฺชานุสโย อนุเสติ

ยสฺส วาปน อวิชฺชานุสโย อนุเสติ ตสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ

ที่มีปฏิฆานุสัยเป็นมูล ๕ ยมก มีมานานุสัยเป็นมูล ๔ ยมก มีทิฏฐานุสัยเป็นมูล ๓ ยมก มีวิจิกิจฉานุสัยเป็นมูล ๒ ยมก มีภวราคานุสัยเป็นมูล ๑ ยมก ด้วยสามารถแห่งการนับแลวไม่นับอีกวาระแม้ทั้งหมดที่มีมูล ๑ จึงรวมเป็น ๒๑ ยมก ด้วยประการฉะนี้.

ปุคคลวาระอื่นอีก ๑๕ ยมก คือ ที่มีมูล ๒ (ทุกมูล) อันมาแล้วในพระบาลีอย่างนี้ว่า ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อนุเสนฺติ ดังนี้ มี ๕ ยมก ที่มีมูล ๓ (ติกมูล) มี ๔ ยมก,ที่มีมูล ๔ (จตุกกมูล) มี ๓ ยมก, ที่มีมูล ๕ (ปัญจกมูล) มี ๒ ยมก, ที่มีมูล ๖ (ฉักกมูล) มี ๑ ยมก. รวมในปุคคลวาระเป็น ๓๖ ยมกคือ ยมกที่มีมูล ๑ มี ๒๑ ยมก ที่มีมูล ๒ เป็นต้นอีก ๑๕ ยมก (๒๑+๑๕=๓๖) ดังนี้.

ในโอกาสวาระก็เหมือนกัน คือมี ๓๖ ในปุคคโลกาสวาระก็เหมือนกัน คือมี ๓๖ เพราะฉะนั้น อันตรวาระแม้ทั้งหมดในอนุโลมนัยจึงเป็น ๑๐๘ ยมก ในปฏิโลมนัยก็เหมือนกัน (มี ๑๐๘) ดังนั้นในมหาวาระแรก คืออนุสยวาระ จึงรวมเป็น ๒๑๖ ยมก. บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาต้องคูณด้วย ๒ แต่ยมกนั้น เนื้อความคือคำวิสัชนาคูณด้วย ๒ จากคำปุจฉานั้น.

ก็ในอนุสยวาระนี้ฉันใด พึงทราบการนับยมกหนึ่งๆ แห่งมหาวาระทั้ง ๕ แม้เหล่านี้ สานุสยวาระ ปชหนวาระ ปริญญาวาระ ปหีนวาระและอุปปัชชนวาระว่า คำปุจฉาต้องคูณด้วย ๒ แต่ละยมก เนื้อความคือคำวิสัชนาต้องคูณด้วย ๒ จากคำปุจฉานั้นฉันนั้น.

แต่ว่าในมหาวาระ ๕ นี้ มีเนื้อความที่แปลกไปจาก ๓ วาระแรก คือในโอกาสวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสคำว่า ยตฺถ ยตฺถ แต่ทรงทำเทศนาด้วยพระดำรัสว่า ยโต ยโต ดังนี้. คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ.

ก็ในมหาวาระทั้งหมด วาระสุดท้าย ชื่อว่าธาตุวาระ นั้น ดำรงอยู่ ๒ อย่าง คือปุจฉาวาระและวิสัชนาวาระ

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสในคำปุจฉาวาระแห่งธาตุวาระนั้นว่า เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ แล้วเข้าถึงกามธาตุ ดังนี้ แต่ไม่ตรัสว่า เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ จุติแล้วจากกามธาตุ ดังนี้.

ตอบว่า เมื่อว่าโดยอรรถแล้วไม่แปลกกัน เพราะคำถามแม้ทั้ง ๒ นี้ มีอรรถอย่างเดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำปุจฉายมกหนึ่งๆ นั่นแหละ แต่ยมกหนึ่งๆ โดยลำดับในที่สุดแห่งคำถามทั้งหมดแล้วจึงทำคำวิสัชนาไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุแล้วเข้าถึงกามธาตุ อนุสัย ๗ ย่อมนอนเนื่องแก่ใครบ้าง ดังนี้.

ในบรรดาคำถามเหล่านั้น อนุโลมปุจฉามีกามธาตุเป็นมูละ ๙ คือ สุทธิกปุจฉา ๖ ยมก โดยพระบาลีว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุ เข้าถึงกามธาตุ...เข้าถึงรูปธาตุ...เข้าถึงอรูปธาตุ...เข้าถึงน กามธาตุ... เข้าถึง น รูปธาตุ เข้าถึง น อรูปธาตุ ดังนี้ และมิสสกปุจฉาอีก ๓ คือ เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุแล้ว เข้าถึง น กามธาตุ น อรูปธาตุ... เข้าถึง น รูปธาตุ น อรูปธาตุ... เข้าถึง นกามธาตุ น รูปธาตุ ดังนี้.

อนุโลมปุจฉาที่มีรูปธาตุเป็นมูละก็มี ๙ ที่มีรูปธาตุเป็นมูละก็มี ๙ เหมือนกัน รวมเป็นอนุโลมปุจฉา ๒๗ ปฏิโลมปุจฉาที่มี นกามธาตุ นรูปธาตุ และนอรูปธาตุ เป็นมูละก็มี ๒๗ นั่นแหละ. รวมคำถามทั้งหมด คืออนุโลมปุจฉา ๒๗ ปฏิโลมปุจฉา ๒๗ และคำถามที่เป็นทุกมูลอีก ๒๗ ดังพระบาลีว่า น กามธาตุยา น อรูปธาตุยา น รูปธาตุยา น อรูปธาตุยา น กามธาตุยา น รูปธาตุยา ดังนี้ จึงเป็นคำปุจฉา ๑๘. บัณฑิตพึงทำการกำหนดบาลีในธาตุวาระ และพึงทราบการกำหนดบาลี ในอนุสยยมกแม้ทั้งสิ้นด้วยประการฉะนี้ก่อน.

ก็คำใดๆ ในอนุสยยมกที่มีเนื้อความอันยาก พึงทราบการวินิจฉัยกถาในที่นั้นๆ ตั้งแต่ต้น.

ถามว่า คำว่า อนุสยา ชื่อว่าอนุสัยทั้งหลาย เพราะอรรถว่าอย่างไร?

ตอบว่า ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่านอนเนื่อง.

ถามว่า อนุสัยนั้น ชื่อว่ามีอรรถว่านอนเนื่อง อย่างไร?

ตอบว่า ชื่ออย่างนั้น เพราะอรรถว่าละไม่ได้.

จริงอยู่ กิเลสเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมนอนเนื่องในสันดานของสัตว์ เพราะอรรถว่าไม่ได้ ฉะนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงเรียกกิเลสเหล่านั้นว่า อนุสัย.

คำว่า อนุเสนฺติ แปลว่า ย่อมนอนเนื่อง.

อธิบายว่า ได้เหตุอันสมควรแล้วจึงเกิดขึ้น. อนึ่ง กิเลสที่มีอาการละไม่ได้ ชื่อว่าอนุสยัฏฐะ อรรถว่านอนเนื่อง พึงมี ก็ไม่ควรจะกล่าวว่า กิเลสมีอาการละไม่ได้นี้ ย่อมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นควรจะกล่าวว่า อนุสัยทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น ดังนี้.

คำว่า อนุสยา อุปฺปชฺชนฺติ นี้ ในที่นี้เป็นคำรับรองว่า อนุสัย คือกิเลสที่มีอาการอันละไม่ได้.

ก็คำว่า อนุสโย พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกกิเลสที่มีกำลัง เพราะอรรถว่าละไม่ได้.

บัณฑิตพึงทราบว่า อนุสัยนี้เป็นจิตตสัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ (รู้อารมณ์ได้) เป็นสาเหตุกะเพราะอรรถว่ามีปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นอกุศลอย่างเดียว เป็นอดีตบ้าง เป็นอนาคตบ้าง เป็นปัจจุบันบ้าง เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวว่า อนุสัยย่อมเกิดขึ้น.

ในที่นี้ พึงทราบคำวินิจฉัยกถานี้ เป็นประมาณ.

ในอภิธรรม ก่อนท่านปฏิเสธวาทะทั้งหมดไว้ในกถาวัตถุว่า อนุสัยทั้งหลายเป็นอัพยากตะ เป็นอเหตุกะ เป็นจิตตวิปปยุต ดังนี้ (โปรดดูกถาวัตถุ)

ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านได้กล่าว กระทำคำถามไว้ว่า บุคคลย่อมละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น คือว่า บุคคลย่อมละอนุสัยคือกิเลสที่มีกำลังได้ เพราะความที่อนุสัยเหล่านั้นเป็นปัจจุบันมีอยู่.

ในธรรมสังคหะ ท่านกล่าวไว้ในบทภาชนีแห่งโมหะว่า ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชานุสัยร่วมกับอกุศลจิตว่า อวิชชานุสัย อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาลังคิโมหะและอกุศลมูลนี้ มีอยู่ในสมัยใด โมหะก็มีอยู่ในสมัยนั้น ดังนี้.

ในอนุสยยมกนี้นั่นแหละ ท่านกล่าวไว้ในอุปปัชชนวาระแห่งมหาวาระ ๗ วาระใดวาระหนึ่งว่า กามราคานุสัย กำลังเกิดแก่บุคคลใดปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม เป็นต้น เพราะฉะนั้น คำใดที่ท่านอธิบายว่า คำว่า นอนเนื่อง คือได้เหตุอันสมควรแล้วจึงเกิดขึ้นนี้คำนั้นพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ดีแล้วด้วยสามารถแห่งแบบแผนนี้เป็นประมาณ.

แม้คำที่กล่าวว่า อนุสัยเป็นจิตตสัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ (คือรู้อารมณ์ได้) แม้คำนั้นท่านก็กล่าวดีแล้วนั่นแหละ ดังนั้นพึงถึงความตกลงในที่นี้ว่า ชื่อว่าอนุสัย นั้นเป็นธรรมสำเร็จแล้ว เป็นจิตตสัมปยุตและเป็นอกุศล ด้วยประการฉะนี้. และพึงทราบวิเคราะห์ในคำทั้งหลายซึ่งมีคำว่า กามราคานุสโย เป็นต้นว่า กามราคะนั้นด้วย เป็นอนุสัยเพราะอรรถว่าละไม่ได้ด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ากามราคานุสัย.

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.

บัดนี้ เพื่อประกาศอุปปัตติฏฐานวาระ คือวาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัย แห่งอนุสัยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตตฺถ กามราคานุสโย อนุเสติ เป็นต้น.

คำว่า ตตฺถ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ได้แก่ กามราคานุสัยเกิดในเวทนาทั้ง ๒ คือสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนาในกามาวจรภูมิ.

____________________________

คำว่า กามาวจรภูมิและกามธาตุ มีอรรถอย่างเดียวกัน

คำว่า เอตฺถ กามราคานุสโย อนุเสติ ได้แก่ กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ เหล่านี้. อธิบายว่า กามราคานุสัยนี้ย่อมนอนเนื่องด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยสามารถแห่งการเกิดร่วมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์ในสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนาแห่งอกุศลทั้งหลาย.

ก็อนุสัยนั้นเป็นธรรมเกิดพร้อมกับสุขเวทนาและอุเบกขา เวทนาแห่งอกุศลบ้าง ย่อมทำเวทนาทั้ง ๒ ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นบ้าง และทำเวทนาในกามาวจรกุศล วิบาก กิริยาที่เหลือให้เป็นอารมณ์อย่างนั้นแหละเกิดขึ้นบ้าง.

อนึ่ง อนุสัยนั้น เมื่อนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุ ย่อมนอนเนื่องแม้ในสัญญา สังขารและวิญญาณที่สัมปยุตด้วยเวทนาทั้ง ๒ นั้น. แต่ว่า อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในเวทนาทั้งสอง ไม่อาจเพื่อจะเกิดร่วมกับสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้น หรือว่าไม่กระทำสัญญาเป็นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นแล้วเกิดขึ้น.

ก็ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ เวทนาทั้งสองจึงเป็นประธานในสัมปยุตธรรมที่เหลือเพราะความเกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัยเพราะอรรถว่าชอบใจโดยความเป็นสุขที่มีความยินดีและความสงบ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้งสองเหล่านี้ เป็นต้น.

จริงอยู่ สุขเวทนาในเวไนยสัตว์ที่จะรู้ธรรม เพื่อความรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งสภาวะที่โอฬาร คืออย่างหยาบ.

อนึ่ง กามราคานุสัยนี้ เมื่อนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้งสอง และในธรรมที่สัมปยุตด้วยเวทนาทั้งสอง เพียงเท่านั้นก็หาไม่ย่อมนอนเนื่องแม้ในรูปเป็นต้นที่ปรารถนาด้วยทีเดียว แม้คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ในวิภังคปกรณ์ว่า รูปอันใด เป็นที่รัก (ปิยรูปํ) เป็นที่ชอบใจ (สาตรูปํ) มีอยู่ในโลกกามราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในปิยรูปและสาตรูปนี้ ดังนี้ มิใช่หรือ แม้ในคัมภีร์ยมกนี้ ก็ตรัสไว้ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระว่า กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในภูมิใด ทิฏฐานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องในภูมินั้น ใช่ไหม ดังนี้.

ก็กามราคานุสัยนั้น ย่อมไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ อรูปธาตุเหล่านี้ แต่ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ในที่เป็นที่ไม่เนื่องกับกามราคานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง ทิฏฐานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง.

จริงอยู่ ในข้อนี้ กามราคานุสัย เว้นทุกขเวทนาพร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม เว้นรูปารูปาจรธรรมที่เป็นไปในภูมิ และเว้นโลกุตธรรม ๙ เพราะได้ตรัสไว้ว่า กามราคานุสัย ไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา และในรูปธาตุเป็นต้น จึงเป็นอันว่า ย่อมนอนเนื่องในรูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะที่เหลือ.

ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสถ้อยคำนั้นในปกรณ์นี้?

ตอบว่า เพราะความที่สภาวะเหล่านั้นเป็นของละเอียด.

จริงอยู่ พระองค์ไม่ตรัสว่า กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในรูปเหล่านี้ เป็นต้น เพราะความที่เวทนาทั้งสองเท่านั้นเป็นประธานคือเป็นอารมณ์ชัด และเพราะความที่รูปเหล่านี้เป็นอารมณ์ละเอียด คือปรากฏไม่มาก โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง แต่ว่าเมื่อว่าโดยอรรถแล้ว ย่อมเป็นได้ ฉะนั้น พึงทราบว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแม้ในรูปทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละด้วย.

จริงอยู่ พระศาสดาย่อมไม่ตรัสถึงธรรมทั้งปวงในที่ทั้งปวง เว้นแต่ธรรมใดย่อมหยั่งเห็นได้ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ที่พระองค์ทรงแนะนำเพื่อให้รู้ธรรมก็ย่อมตรัสธรรมนั้นทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ตรัสในที่บางแห่ง. จริงอย่างนั้นแหละ คำใดที่พระองค์ตรัสปุจฉาว่า ทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่ไหน ดังนี้ ย่อมได้คำวิสัชนาอย่างนี้ว่าทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวง ดังนี้ ธรรมทั้งหมดนั้นพระองค์ตรัสไว้แล้ว.

ในที่อื่นอีก คำใดย่อมได้คำวิสัชนาอย่างนี้ว่า วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุนี้และวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุและวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนานี้ ดังนี้พระองค์มิได้ตรัสคำนั้นทั้งหมด ตรัสเพียงเวทนา ๓ กับรูปธาตุ อรูปธาตุเท่านั้น.

ก็อรูปธรรมที่สัมปยุตด้วยเวทนา และรูปทั้งหมด มิได้ตรัสไว้. มิได้ตรัสไว้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นทิฏฐานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นนั่นแหละ. ข้อนี้ฉันใดในที่นี้มิได้ตรัสอิฏฐารมณ์มีรูปเป็นต้นไว้ ถึงอย่างนั้น กามราคานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องในรูปที่เป็นอิฏฐารมณ์ ฉันนั้นนั่นแหละ. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้ก่อน.

บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยโดยพระบาลีว่า ทุกฺขาย เวทนาย เป็นต้นว่า ได้แก่เวทนาทั้ง ๓ คือ โทมนัสสเวทนา ๒ และทุกขเวทนาที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณ ๑ นี้ ชื่อว่าอนุสยนัฏฐาน คือที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัย. ก็ปฏิฆานุสัยนั้นย่อมนอนเนื่องในโทมนัสสเวทนา ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นพร้อมกัน และด้วยสามารถแห่งอารมณ์ด้วย และย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนาที่เหลือด้วยสามารถแห่งอารมณ์.

ก็ปฏิฆานุสัยนั้น เมื่อนอนเนื่องในเวทนาเหล่านั้น ย่อมนอนเนื่องแม้ในสัญญา สังขารและวิญญาณเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนาเหล่านั้น.

จริงอยู่ ปฏิฆานุสัยนี้เกิดร่วมกับเวทนาใด ก็เป็นสภาพเกิดร่วมกับธรรมทั้งหลาย แม้มีสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นนั่นแหละ หรือว่า ย่อมกระทำเวทนาใดให้เป็นอารมณ์ ก็ย่อมทำแม้ธรรมทั้งหลายมีสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นเหมือนกัน.

ก็ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นแม้มีอยู่ ทุกขเวทนาเทียวจึงเป็นใหญ่ในสัมปยุตธรรมที่เหลือ เพราะความเกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยโดยอรรถว่าไม่ชอบใจ และเพราะความที่ตนเสวยทุกข์ในธรรมที่ไม่ชอบใจ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำนี้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนานี้ ดังนี้.

จริงอยู่ ความสุขคือสุขเวทนา ในเผ่าพันธุ์แห่งสัตว์ที่พระองค์ทรงแนะนำในการรู้ธรรม เพื่อความรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งสภาวะที่เป็นโอฬาร มีอยู่.

อนึ่ง ปฏิฆานุสัย เมื่อนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา และสัมปยุตตธรรมแห่งเวทนาเท่านั้นย่อมนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ที่ไม่น่าปรารถนาด้วย. ดังคำที่ตรัสไว้ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ว่ารูปอันใดอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจมีอยู่ในโลก ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในรูปที่ไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจนี้ ดังนี้ มิใช่หรือ.

แม้ในปกรณ์แห่งยมกนี้ ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระก็ตรัสไว้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในเวทนาทั้งสองในกามธาตุนี้ แต่กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ในรูปธาตุ อรูปธาตุที่ไม่เนื่องกันนี้ ปฏิฆานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่เหลือมีรูปเป็นต้น โดยเว้นเวทนา ๒ คือสุข อุเบกขา พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม เว้นรูปาวจรธรรมที่เป็นไปในภูมิ และเว้นโลกุตตรธรรม ๙ เพราะความที่เทศนานั้น พระองค์ตรัสว่า ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในกามาวจรเวทนาทั้ง ๒ และในรูปธาตุเป็นต้น ดังนี้.

ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสไว้?

ตอบว่า เพราะเป็นสภาวะละเอียด.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่ธรรมเหล่านี้ เพราะความที่ทุกขเวทนาเป็นใหญ่โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละและในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น เพราะความเป็นธรรมละเอียด ดังนี้ แต่เมื่อว่าโดยอรรถแล้วย่อมเป็นได้เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเหล่านี้นั่นแหละ ดังนี้.

ถามว่า เวทนาทั้งสองนอกนี้ เป็นอิฏฐารมณ์ของปฏิฆะ หรือไม่?

ตอบว่า เวทนาทั้งสองนอกนี้ ไม่เป็นอารมณ์ของปฏิฆะ ก็หาไม่.

จริงอยู่ โทมนัสของผู้มีฌานเสื่อมแล้ว ย่อมเกิดเพราะปรารภเวทนาเหล่านั้นอันเป็นไปกับด้วยสัมปยุตตธรรม ด้วยสามารถแห่งความเดือนร้อนคือโทมนัส ย่อมเกิดเพราะตามระลึกถึงความเสื่อมของผู้ได้อิฏฐารมณ์บ้าง ย่อมเกิดเพราะตามระลึกถึงสิ่งที่ไม่ได้ของผู้ไม่ได้อิฏฐารมณ์บ้างก็ข้อนี้เป็นเพียงโทมนัสเท่านั้น ไม่เป็นปฏิฆานุสัย เพราะปฏิฆานุสัยนั้นเป็นกิเลสที่มีกำลังเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งการกระทบในอนิฏฐารมณ์ ฉะนั้นปฏิฆะแม้เกิดร่วมกับโทมนัสในที่นี้ ย่อมไม่เป็นปฏิฆานุสัย เพราะไม่ทำปฏิฆกิจของตน ย่อมถึงความเป็นอัพโพหาริก คือถึงการกล่าวอ้างไม่ได้.

พยาบาทแม้เกิดร่วมกับเจตนาในปาณาติบาต ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นมโนกรรม ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ไม่เป็นปฏิฆานุสัย คือว่าย่อมถึงการกล่าวอ้างไม่ได้สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมละปฏิฆะ คือโทมนัสเห็นปานนี้ โดยหมายเอาโทมนัสอันอาศัยเนกขัมมะอันเป็นอิฏฐารมณ์บางอย่างโดยสภาวะนั้นปฏิฆานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็ที่เป็นที่นอนเนื่องแห่งมานานุสัย โดยพระบาลีว่า กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เป็นต้นมี ๓ คือกามาวจรเวทนา ๒ รูปธาตุและอรูปธาตุ ๑. บัณฑิตพึงทราบความนอนเนื่องแห่งมานานุสัยอันเป็นสหชาตะเหมือนกามราคานุสัยในอกุศลเวทนาทั้งหลาย. ก็มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในกามาวจรแม้ทั้งหมด พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรมในสุขทุกข์ อทุกขมสุขเวทนาทั้งหลาย และในรูปธาตุทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งอารมณ์. ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระ มานานุสัยนี้ เว้นทุกขเวทนา และโลกุตตรธรรม ๙ ย่อมนอนเนื่องในรูปและอรูปธาตุที่เหลือเท่านั้นเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่อง มานานุสัยก็ย่อมไม่นอนเนื่องในธรรมที่เนื่องด้วยทุกขเวทนานี้ ดังนี้. พึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งมานานุสัยดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในโลกุตตธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แท้จริงยังนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งปวงทีเดียวที่เป็นไปกับภูมิ ๓ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวง ดังนี้.

ก็ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสกฺกายปริยาปนฺเนสุ ได้แก่ ในธรรมทั้งปวงที่นับเนื่องด้วยสักกายะ เพราะอรรถว่าอาศัยสังสารวัฏ ดังนี้. ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยเหล่านี้ ย่อมนอนเนื่องในจิตตุปบาท ๕ ดวงคือโลภสัมปยุตตจิต ๔ วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ ด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องที่เป็นสหชาตะ.

ก็หรือว่า ธรรมทั้ง ๒ นั้น ย่อมนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องในอารมณ์ในปวัตติกาล เพราะปรารภจิตตุปบาท ๕ เหล่านี้ หรือธรรมอื่นอันเป็นไปกับภูมิ ๓ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็ภวราคานุสัย บัณฑิตพึงกล่าวว่า ย่อมนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ เพราะความเกิดขึ้นในทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๔ ดวงแม้ก็จริงถึงอย่างนั้น ภวราคานุสัยนั้น เมื่อเกิดกับเวทนาทั้งปวงในกามธาตุ ย่อมได้เฉพาะในรูปาวจร อรูปาวจรเท่านั้น และย่อมไม่ทำธรรมแม้อันหนึ่งซึ่งเนื่องด้วยกามธาตุให้เป็นอารมณ์เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุนี้ โดยกำหนดไว้ด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องในอารมณ์ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าราคะนี้ มี ๒ ด้วยสามารถแห่งกามราคะและภวราคะ.

ใน ๒ อย่างนั้น กามราคะ ท่านกล่าวว่า ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ แห่งกามธาตุ ดังนี้.

ก็ถ้าว่า แม้ภวราคะพึงเป็นดุจกามราคะอย่างนี้ไซร้ การแสดงภวราคะกับด้วยกามราคะก็พึงเป็นเหมือนการคาบเกี่ยวกัน เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงแยกกิเลสมีราคะเป็นต้นไว้ เพื่อต้องการแสดงความแตกต่างกันของกามราคะกับภวราคะแล้ว จึงทรงแสดงเทศนาอย่างนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งภวราคานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวงไว้ในที่นี้ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบความที่อวิชชานุสัยเป็นธรรมนอนเนื่องอันเป็นสหชาติในจิตตุปบาท ๑๒ ดวง. ก็เมื่อว่าด้วยสามารถแห่งการกระทำอารมณ์แล้วอวิชชานุสัยไม่ปรารภธรรมอะไรๆ อันเป็นไปในภูมิ ๓ แล้วเป็นไปหามีไม่. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอวิชชานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.

นี้เป็นวินิจฉัยกถาในปริจเฉทวาระ ปริจฉินนุทเทสวาระ อุปปัตติฏฐานวาระก่อน.

มหาวาระ ๗

ก็ในอนุสยวาระที่หนึ่งแห่งมหาวาระ ๗ คำใดที่กล่าวไว้ว่า กามราคานุสัยกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้ ตอบรับคำว่า อามนฺตา แปลว่า ใช่ ดังนี้. คำนั้น ย่อมปรากฏราวกะว่าให้คำตอบที่ไม่ดี.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะกามราคะและปฏิฆะไม่เกิดในขณะเดียวกัน เหมือนอย่างว่ามนาตนะ ธัมมายตนะ กายสังขาร วจีสังขาร ย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกันในคำว่า มนายตนะกำลังเกิดแก่บุคคลใด ธัมมายตนะก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้.

ท่านตอบรับว่า ใช่ (อามนฺตา) ในขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งอัสสาสะปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นก็กำลังเกิดขึ้น เป็นต้นฉันใด กามราคะและปฏิฆะ ย่อมเกิดฉันนั้นหามิได้. เพราะกามราคะย่อมเกิดในโลภสหคตจิตตุปบาท ๘ ดวง ส่วนปฏิฆะย่อมเกิดในโทมนัสสหคตจิตตุปบาท ๒ ดวง ด้วยประการฉะนี้ความเกิดขึ้นในขณะเดียวกันของธรรมเหล่านั้น (กามราคะ ปฏิฆะ) จึงไม่มี เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทำคำปฏิเสธในที่นี้ว่า โน ดังนี้. ก็ในที่นี้ ท่านไม่ถือเอาโวหารอันกำลังเป็นไป ด้วยสามารถแห่งปัจจุบันขณะราวกะในยมกทั้งหลายในหนหลังเพราะเนื้อความนั้นไม่ปฏิเสธ ก็ต้องตอบรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้ จึงควรถือเอาโดยประการอื่นๆ.

ถามว่า ควรถือเอาด้วยอาการอย่างไร?

ตอบว่า ด้วยสามารถแห่งกิเลสที่ละไม่ได้.

จริงอยู่ โวหารที่กำลังเป็นไปว่า อนุเสติ นี้ ท่านกล่าวหมายเอากิเลสที่ยังละไม่ได้ มิได้หมายเอาความเป็นปัจจุบันขณะเพราะท่านกล่าวหมายเอากิเลสที่เป็นสภาวะที่ละไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า กามราคานุสัยอันบุคคลใดยังละไม่ได้แม้ปฏิฆานุสัยของบุคคลนั้นก็ยังละไม่ได้ จึงเป็นสภาวะให้ถึงความเป็นธรรมนอนเนื่อง ในคำปุจฉาว่า กามราคานุสัยกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้.

อนึ่ง ในอนุสัยเหล่านั้น อนุสัยหนึ่งอันบุคคลใดยังมิได้ละ อนุสัยนอกนี้ของบุคคลนั้นก็ยังละไม่ได้นั่นแหละ ฉะนั้น จึงกล่าวว่า อามนฺตา ดังนี้.

ผิว่า คำใดท่านรับรองว่า อามนฺตา ในอุปปัชชนวาระข้างหน้า เพราะคำถามอย่างนี้ว่า กามราคานุสัยกำลังเกิดแก่บุคคลใดปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้. ในข้อนี้พึงถือเอาเนื้อความอย่างไร แม้ในข้อนั้น ท่านก็ถือเอาด้วยสามารถแห่งการที่กิเลสนั้นยังละไม่ได้ก็หรือ ครั้นเมื่อปัจจัยคือการเกิดขึ้นมีอยู่ ก็พึงถือเอาด้วยสามารถแห่งการไม่ปฏิเสธความเกิด.

เหมือนอย่างว่า ช่างเขียนเป็นต้น เริ่มจิตกรรมมีการวาดเขียนเป็นต้น เมื่อการงานยังไม่เสร็จ ถูกมิตรสหายเป็นต้นถามว่า ท่านทำอะไรในวันเหล่านี้ที่เราเห็นแล้วๆแม้ในขณะที่ยังไม่ทำการงานเหล่านั้น ก็ย่อมกล่าวว่า เรากำลังทำจิตกรรม กำลังทำกัฏฐกรรม แม้ขณะนั้นไม่ได้ทำจิตกรรมเป็นต้นก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ชื่อว่ากำลังทำอยู่นั่นแหละ เพราะอาศัยขณะที่ทำแล้ว และขณะที่ควรจะทำต่อไป ฉันใด อนุสัยทั้งหลายในสันดานใดที่ยังละไม่ได้ ก็ฉันนั้นนั่นแหละ.

ก็หรือว่า เมื่อปัจจัยให้เกิดอนุสัยเหล่านั้นมีอยู่ในสันดานใด การเกิดขึ้นแห่งอนุสัยเหล่านั้นอันธรรมดามิได้ห้ามไว้ในข้อนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งอนุสัย แม้ในขณะที่ยังไม่เกิดขึ้น อย่างนี้ว่า กามราคานุสัยกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด เพราะอาศัยกาลที่เคยเกิดแล้วด้วยและจะเกิดขึ้นในกาลอื่นด้วย ปฏิฆานุสัยของบุคคลนั้น ก็ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นนั่นแหละ ดังนี้ ในการวิสัชนาแม้อื่นจากนี้ก็ดี ที่มีรูปอย่างนี้ก็ดี ก็นัยนี้แหละ.

คำว่า โน จ ตสฺส นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะความที่กามราคถและพยาบาทเป็นสภาวะ อันพระอนาคามีละได้แล้วโดยไม่เหลือ.

คำว่า ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ ปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี.

คำว่า ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ พระโสดาบันและพระสกทาคามี. ในฐานะทั้งหลายที่มีรูปอย่างนี้แม้ข้างหน้า ก็นัยนี้แหละ.

ในคำถามที่หนึ่งและที่สองแห่งโอกาสวาระ ท่านทำการปฏิเสธว่า โน ดังนี้ เพราะกามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนา ๒ แห่งกามธาตุ ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนา ฉะนั้น จึงปฏิเสธว่า โน.

ในคำถามที่ ๓ ท่านกล่าวรับรองว่า อามนฺตา เพราะการนอนเนื่องแม้แห่งธรรมทั้งสองในเวทนาทั้งสองแห่งกามธาตุฐานะคือที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งมานานุสัยในรูปธาตุ อรูปธาตุกับด้วยกามราคานุสัยนั้นเป็นที่ที่ไม่ทั่วไป เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่าอนึ่ง กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในรูปธาตุนั้น ดังนี้.

โดยนัยนี้ บัณฑิตพึงตรวจดูวาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยทั้งปวง แล้วจะพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยทั้งปวง แล้วจะพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นอันเป็นสาธารณะและอสาธารณะ.

ในคำถามที่มีมูล ๒ เพราะกามราคานุสัย ย่อมไม่เกิดในที่เดียวกัน และย่อมไม่ทำธรรมหนึ่งให้เป็นอารมณ์ ฉะนั้นจึงทำปฏิเสธว่า นตฺถิ ดังนี้. ก็ในที่นี้พึงทราบว่า อนุสัยทั้ง ๒ เหล่านี้ พึงนอนเนื่องในที่ใด ที่นั้นย่อมไม่เป็นที่ๆ เดียวกันเพราะฉะนั้น คำถามนี้ว่า มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่นั้น ดังนี้ ชื่อว่าย่อมไม่เป็นคำปุจฉาเลย. ในอนุสัยแม้อื่นๆ ที่มีรูปอย่างนี้ ก็นัยนี้แหละ.

คำว่า จตุนฺนํ ในปุคคโลกาสวาระ ได้แก่ บุคคล ๔ จำพวก คือปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี.

ในปฏิโลมนัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเนื้อความนี้แล้ว จึงตรัสถามว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด เป็นต้น. ทรงถือเอาพระอนาคามีและพระอรหันต์ จึงตรัสถามว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลทั้งสองในภูมิทั้งปวง ดังนี้. บัณฑิตพึงถือเอากามาวจรธรรมแม้ทั้งหมดอันสัมปยุตด้วยเวทนา ในพระบาลีว่า กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ดังนี้บ้าง และถือเอาวัตถุและอารมณ์แห่งธรรมเหล่านั้นบ้าง. อนุสยาวารกถา จบ.

สานุสยวารกถา

ก็ในสานุสยวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า โย กามราคานุสเยน สานุสโย นี้ อธิบายว่าเปรียบเหมือนบุคคลผู้มีอาพาธด้วยโรคอย่างใดอย่างหนึ่งมิโรคชราอันแน่นอนเป็นต้นตราบใดโรคทั้งหลายยังไม่พ้นไปจากบุคคลนั้น ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีโรค แม้ในขณะแห่งโรคนั้นยังไม่เกิด ฉันใดข้อนี้ก็ฉันนั้น อนุสัยทั้งหลายแห่งสัตว์ผู้มีปกติไปตามวัฏฏะ ผู้มีกิเลสยังไม่ถึงการถอนขึ้นด้วยอริยมรรคเพียงใดแม้ในขณะที่อนุสัยทั้งหลายยังไม่เกิดขึ้น เขาก็ชื่อว่าเป็นผู้เป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัยนั่นแหละเพราะอาศัยความที่สัตว์เป็นผู้มีอนุสัยเห็นปานนี้ จึงรับรองด้วยคำว่า อามนฺตา ดังนี้.

คำที่เหลือในที่นี้เช่นกับอนุสยวาระนั่นแหละ.

ก็ในโอกาสวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสเยน สานุสโยอธิบายว่า ในธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ความที่บุคคลเป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัย พึงปรากฏ แต่ที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยไม่พึงปรากฏก็เพื่อแสดงที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยนั้น พระองค์จึงเริ่มวาระนี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า มานานุสเยน สานุสโย เป็นต้นจากวาระนั้น ฯ ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงตรัสว่า บุคคลผู้เป็นไปกับด้วยมานานุสัย คือมีมานานุสัย เกิดขึ้นแต่ธาตุทั้งสองนั้น ดังนี้. ก็เมื่อพระองค์ไม่ตรัสอรรถแห่งปัญหาแรก ย่อมจะไม่ปรากฏ ฉะนั้น จึงไม่ตรัสอรรถปัญหาแรก พึงทราบเนื้อความแห่งปัญหานี้ อย่างนี้.

คำว่า ยโต กามราคานุสเยน ได้แก่ กามราคานุสัยเกิดขึ้นแล้วแต่ที่ใด.

คำว่า สานุสโย ได้แก่ บุคคลชื่อว่าผู้เป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัย แม้ด้วยปฏิฆานุสัยก็เกิดขึ้นแต่ที่นั้น ดังนี้. แต่เพราะอนุสัยทั้งสอง คือกามราคะ ปฏิฆะ นั้นไม่เกิดแต่ที่เดียวกัน ฉะนั้น จึงปฏิเสธว่า โน ดังนี้.

คำว่า อรหา สพฺพตฺถ นี้ ท่านทำสัตตมีวิภัตติ ในที่แสดงอรรถโดยสิ้นเชิง ด้วยสามารถแห่งอรรถนี้ว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอนุสัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในธรรมทั้งปวง ดังนี้.

พึงทราบวินิจฉัยอรรถในคำทั้งปวงโดยอุบายนี้. สานุสยวารกถา จบ.

ปชหนวารกถา

ในปชหนวาระ บทว่า ปชหติ ได้แก่ ย่อมละอนุสัยด้วยมรรคนั้น คือว่า ย่อมทำให้ถึงความเป็นธรรมชาติที่ไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอำนาจแห่งปหานปริญญา.

คำว่า อามนฺตา เป็นคำรับรอง โดยหมายเอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค.

คำว่า ตเทกฏฐํ ปชหติ นี้ ตรัสหมายเอาความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ตั้งอยู่ในปริญญาอันเลิศ คือปหานะ.

คำว่า โน นี้ ปฏิเสธหมายเอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค.

คำว่า ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ ได้แก่ ย่อมละกามราคานุสัยซึ่งเกิดขึ้นแต่ที่ใด.

คำว่า อฏฺฐมโก ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โดยนับตั้งแต่พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล เป็นที่หนึ่ง พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคนั้น จึงชื่อว่าเป็นพระอริยบุคคลที่ ๘.

จริงอยู่ พระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลที่หนึ่ง เพราะความที่ท่านเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ โดยการนับตามลำดับพระทักขิไณยบุคคล. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรคเป็นที่ ๒ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผลเป็นที่ ๓ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรคเป็นที่ ๔ ฯลฯ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรคเป็นที่ ๘. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรคนั้น ตรัสว่าเป็นบุคคลที่ ๘.

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อฏฺฐมโก นี้ เป็นนามสัญญาของท่าน.

คำว่า อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ได้แก่ พระเสขะและอเสขะทั้งหลายกับด้วยปุถุชน.

จริงอยู่ ในบุคคลเหล่านั้น ปุถุชนย่อมละกามราคานุสัยไม่ได้ เพราะความที่ปุถุชนนั้นไม่มีปหานปริญญา. อธิบายว่า เว้นบุคคลที่เหลือ คือผู้ถึงพร้อมด้วยมรรคทั้ง ๒ ได้แก่โสดาปัตติมรรค อนาคามิมรรค เพราะความที่อนุสัยเหล่านั้นท่านละได้แล้ว.

พึงทราบวินิจฉัยในบททั้งปวง โดยนัยนี้. ปชหนวารกถา จบ.

ปริญญาวารกถา

ในปริญญาวาระ คำว่า ปริชานาติ ได้แก่ ย่อมรู้แจ้งปริญญาทั้ง ๓ คำที่เหลือในที่นี้ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. จริงอยู่ แม้วาระนี้ พระองค์ก็ทรงวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเท่านั้น ราวกะปชหนวาระ. ปริญญาวารกถา จบ.

ปหีนวารกถา

พระองค์ทรงเริ่มเทศนาในปหีนวาระไว้ ด้วยอำนาจแห่งพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล เพราะว่า อนุสัยเหล่านี้แม้ทั้งสองอันพระอนาคามีละได้แล้ว ฉะนั้น จึงรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้.

ในโอกาสวาระ ท่านกล่าว เพราะคำถามว่า กามราคานุสัยที่ละได้แล้วในภูมิใด ปฏิฆานุสัยก็ละได้แล้วในภูมินั้น ใช่ไหม ดังนี้ ไม่สมควรจะกล่าวคำว่า ละได้แล้ว หรือว่า ละไม่ได้แล้ว ดังนี้

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะความที่ภูมินั้นเป็นที่เกิดขึ้นอันไม่ทั่วไป.

จริงอยู่ ที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัยก็เป็นอย่างหนึ่ง ของปฏิฆานุสัยก็เป็นอย่างหนึ่ง. คือว่า อนุสัยของมรรคบุคคลผู้ไม่เจริญแล้ว ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ครั้นท่านเจริญมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ชื่อว่าละได้แล้วในที่นั้นนั่นแหละ. ก็ในบรรดาอนุสัยทั้งสองนั้น ปฏิฆานุสัยย่อมไม่เกิดขึ้นในที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย แม้กามราคานุสัยก็ไม่เกิดขึ้นในที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า อนุสัยนั้น ท่านละได้แล้ว หรือว่าละยังไม่ได้ในที่ (ภูมิ) นั้น เพราะว่า กามราคานุสัยนั้น ท่านละได้แล้วในที่เป็นที่เกิดของตนจึงไม่ควรกล่าวว่า อนุสัยนั้น ท่านละได้แล้วในที่นั้น เพราะความที่ท่านละยังไม่ได้. ที่ใด เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย ไม่ควรกล่าวว่าท่านละไม่ได้แล้วในที่นั้น เพราะความที่กามราคานุสัยนั้นไม่ได้อยู่ในที่นั้น.

ก็ในคำนี้ว่า ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าหมายเอาที่เป็นที่สาธารณะ จึงตรัสว่า อามนฺตา. เพราะว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุ มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ เหล่านั้นด้วย ในรูปธาตุและอรูปธาตุทั้งหลายด้วยแต่มานานุสัยนั้น เว้นที่เป็นที่อสาธารณะ ในที่เป็นที่สาธารณะ ย่อมชื่อว่า ท่านละได้แล้วกับทั้งกามราคานุสัย ฉะนั้น จึงรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้.

บัณฑิตพึงทราบความเป็นผู้ละได้แล้ว และคำอันไม่พึงกล่าวในโอกาสวาระแม้ทั้งปวงโดยนัยนี้.

ก็คำว่า นตฺถิ ในอนาคตสถานทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยเช่นกับคำที่กล่าวแล้วในหนหลัง. ปุคคโลกาสวาระมีคติอย่างโอกาสวาระนั่นแหละ. ในปฏิโลมนัย คำว่า ยสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามด้วยอำนาจแห่งความเป็นปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี.

จริงอยู่ อนุสัยทั้ง ๒ เหล่านี้ บุคคล ๖ จำพวก ตั้งแต่ปุถุชนจนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค ละยังไม่ได้ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นในที่นี้ ประสงค์เอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค เพราะพระบาลีว่า ปรโต ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ เป็นต้นเพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า อามนฺตา โดยหมายเอาปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามีเท่านั้น.

คำว่า ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ พระโสดาบันและพระสกทาคามี. พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลวาระโดยนัยนี้. ก็โอกาสวาระและปุคคลโลกาสวาระ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ปหีนวารกถา จบ. ในอุปปัชชนวาระ เช่นกับอนุสัยวาระนั่นแหละ.

ธาตุวารกถา

บัณฑิตพึงทราบธาตุวาระก่อนว่า กติ อนุสยา อนุเสนฺติ ได้แก่ อนุสัยเท่าไร ที่เป็นสภาพไปตามสันดานแล้วอาศัยอยู่.

คำว่า กติ อนุสยา นานุเสนฺติ อนุสัยเท่าไรไม่ไปตามสันดานแล้วอาศัยอยู่.

คำว่า กติ อนุสยา ภงฺคา ความว่า บัณฑิตพึงจำแนกอย่างนี้ว่า อนุสัยเท่าไรย่อมนอนเนื่อง อนุสัยเท่าไรย่อมไม่นอนเนื่อง ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้คำใดที่ควรกล่าว คำนั้นท่านก็กล่าวแล้วในที่เป็นที่กำหนดพระบาลีในหนหลังนั่นแหละ. แต่ในนิเทสวาระ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งปุถุชนว่า อนุสัย ๗ ย่อมนอนเนื่องแก่ใครดังนี้.

คำว่า กสฺสจิ ปญฺจ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งพระโสดาบันและพระสกทาคามี.

จริงอยู่ ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย อันท่านเหล่านั้นละได้แล้ว เพราะเหตุนั้น อนุสัยทั้ง ๕ เท่านั้น จึงนอนเนื่อง ดังนี้.

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในข้อนั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเนื้อความในบทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แห่งบทว่า อนุเสนฺติ ในอนุสยวาระฉันใด ในธาตุวาระนี้ พึงทราบว่าไม่พึงถือเอาฉันนั้น.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะความที่อนุสัยนั้นไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น.

จริงอยู่ เมื่อบุคคลกำลังเข้าถึงกามธาตุ วิบากจิตและรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานย่อมเกิด แต่อกุศลจิตย่อมไม่เกิดในขณะนั้น. ก็อนุสัยทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นในขณะแห่งอกุศลจิต ย่อมไม่เกิดขึ้นในขณะแห่งวิบากจิต เพราะเหตุนั้น เพราะความไม่เกิดในขณะดังกล่าวแล้วนั้นจึงไม่ควรถือเอา.

ถามว่า พึงถือเอาอย่างไร?

ตอบว่า ย่อมหยั่งเห็นได้โดยประการใด ก็พึงถือเอาโดยประการนั้น.

ถามว่า ย่อมหยั่งเห็นได้อย่างไร?

ตอบว่า ย่อมหยั่งเห็นได้ เพราะอรรถว่าเป็นกิเลสที่ยังละไม่ไม้.

เหมือนอย่างว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกุศลและอัพยากตจิต เพราะความที่ราคะโทสะและโมหะอันตนละยังไม่ได้ ท่านก็เรียกว่าผู้มีราคะโทสะและโมหะ ฉันใดข้อนี้ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นๆ แม้ในขณะแห่งปฏิสนธิ เพราะความที่มรรคภาวนายังมิได้ละ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสว่า อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องอย่างเดียว แต่พึงทราบว่าอนุสัยเหล่านั้น ชื่อว่านอนเนื่องเพราะความเป็นสภาวะที่ยังละไม่ได้นั่นแหละด้วย ดังนี้.

คำว่า อนุสยา ภงฺคา นตฺถิ อธิบายว่า ก็ชื่อว่าอนุสัย อันบัณฑิตพึงจำแนกอย่างนี้ว่า อนุสัยใดกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใดอนุสัยนั้นเท่านั้นย่อมนอนเนื่อง, อนุสัยใดมิได้กำลังนอนเนื่อง, อนุสัยนั้นเท่านั้น ก็ย่อมไม่นอนเนื่อง, อนุสัยนี้ย่อมนอนเนื่องและย่อมไม่นอนเนื่อง,อนุสัยนี้พึงนอนเนื่องด้วยไม่พึงนอนเนื่องด้วย ดังนี้ ย่อมไม่มี.

คำว่า รูปธาตุํ อุปปชฺชนฺตสฺส กสฺสจิ ตโย นี้ ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งพระอนาคามี.

จริงอยู่ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิและวิจิกิจฉานุสัยแม้ทั้ง ๔ ท่านละได้แล้วโดยไม่เหลือ อนุสัย ๓ นอกนี้ท่านยังละไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กสฺสจิ ตโย อนุสยา อนุเสนฺติ แปลว่า อนุสัย ๓ ย่อมนอนเนื่องแก่ใคร ดังนี้.

คำว่า น กามธาตุ อธิบายว่า เมื่อเข้าถึงธาตุทั้ง ๒ ที่เหลือ เพราะความที่ท่านปฏิเสธกามธาตุ.

คำว่า สตฺเตว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดแล้วตรัสว่า ชื่อว่า การเกิดในกามธาตุของพระอริยสาวกผู้จุติจากรูปธาตุย่อมไม่มี มีอยู่แต่ปุถุชนเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า สตฺเตว ดังนี้. แม้ในคำว่า สตฺเตว แห่งบุคคลผู้จุติจากอรูปธาตุแล้วเข้าถึงกามธาตุนี้ ก็นัยนี้แหละ.

ถามว่า เพราะเหตุไร คำว่า ความเกิดขึ้นในรูปธาตุย่อมไม่มี ดังนี้.

ตอบว่า เพราะความไม่มีรูปาวจรฌานอันเป็นธรรมให้สำเร็จในการเกิดนั้นไม่มี.

จริงอยู่ บุคคลนั้นเข้าถึงธาตุนั้น เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น รูปาวจรฌานของท่านจึงไม่มีอยู่ในที่นั้น เพราะความไม่มีรูปาวจรฌานนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า การเกิดขึ้นในรูปธาตุจึงไม่มี ดังนี้.

ในข้อว่า อรูปธาตุยา จุตสฺส น กามธาตุํ นี้ ทรงประสงค์เอาในอรูปธาตุเท่านั้น. พึงทราบเนื้อความในวิสัชนาทั้งปวง โดยนัยนี้ ดังนี้แล. ธาตุวารกถา จบ. อรรถกถาอนุสยยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา