สูทสูตร เล่ม ๑๙
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๗๐๔เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท ราชานํ วา ราชมหามตฺตํ วา นานจฺจเยหิ สูเปหิ ปจฺจุปฏฺฐิโต อสฺส อมฺพิลคฺเคหิปิ ติตฺตกคฺเคหิปิ กฏุกคฺเคหิปิ มธุรคฺเคหิปิ ขาริเกหิปิ อขาริเกหิปิ โลณิเกหิปิ อโลณิเกหิปิ ฯ สโข โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ อิทํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อิมสฺส วา อภิหรติ อิมสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อิมสฺส วา วณฺณํ ภาสติ อมฺพิลคฺคํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อมฺพิลคฺคสฺส วา อภิหรติ อมฺพิลคฺคสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อมฺพิลคฺคสฺส วา วณฺณํ ภาสติ ติตฺตกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ กฏุกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ มธุรคฺคํ วา เม อชฺช ฯ ขาริกํ วา เม อชฺช ฯ อขาริกํ วา เม อชฺช ฯ โลณิกํ วา เม อชฺช ฯ อโลณิกํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อโลณิกสฺส วา อภิหรติ อโลณิกสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อโลณิกสฺส วา วณฺณํ ภาสตีติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท น เจว ลาภี โหติ อจฺฉาทนสฺส น ลาภี เวตฺตนสฺส น ลาภี อภิหารานํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ
๗๐๕เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส กาเย กายานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ น สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา น ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ เวทนาสุ จิตฺเต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ น สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา น ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล ภิกฺขุ น เจว ลาภี โหติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขวิหารานํ น ลาภี สติสมฺปชญฺญสฺส ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล ภิกฺขุ สกสฺส จิตฺตสฺส นิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ
๗๐๖เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท ราชานํ วา ราชมหามตฺตํ วา นานจฺจเยหิ สูเปหิ ปจฺจุปฏฺฐิโต อสฺส อมฺพิลคฺเคหิปิ ติตฺตกคฺเคหิปิ กฏุกคฺเคหิปิ มธุรคฺเคหิปิ ขาริเกหิปิ อขาริเกหิปิ โลณิเกหิปิ อโลณิเกหิปิ ฯ สโข โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ อิทํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อิมสฺส วา อภิหรติ อิมสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อิมสฺส วา วณฺณํ ภาสติ อมฺพิลคฺคํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อมฺพิลคฺคสฺส วา อภิหรติ อมฺพิลคฺคสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อมฺพิลคฺคสฺส วา วณฺณํ ภาสติ ติตฺตกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ กฏุกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ มธุรคฺคํ วา เม อชฺช ฯ ขาริกํ วา เม อชฺช ฯ อขาริกํ วา เม อชฺช ฯ โลณิกํ วา เม อชฺช ฯ อโลณิกํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อโลณิกสฺส วา อภิหรติ อโลณิกสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อโลณิกสฺส วา วณฺณํ ภาสตีติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท ลาภี เจว โหติ อจฺฉาทนสฺส ลาภี เวตฺตนสฺส ลาภี อภิหารานํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ ฯ
๗๐๗เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส กาเย กายานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ ฯ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ ฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล ภิกฺขุ ลาภี เจว โหติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขวิหารานํ ลาภี สติสมฺปชญฺญสฺส ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล ภิกฺขุ สกสฺส จิตฺตสฺส นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สูทสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพ่อครัว
“ภิกษุทั้งหลาย พ่อครัวผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่เฉียบแหลม บำรุงพระ ราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยแกงชนิดต่างๆ คือ เปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้าง เผ็ดจัดบ้าง หวานจัดบ้าง เฝื่อนบ้าง ไม่เฝื่อนบ้าง เค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่เฉียบแหลมนั้นไม่สังเกตชนิดแห่งอาหารของตนว่า ‘วันนี้ ท่านชอบข้าวและแกงชนิดนี้ของเรา หรือรับแกงชนิดนี้ ตักแกงชนิดนี้มาก หรือชมแกงชนิดนี้ วันนี้ ท่านชอบข้าวและแกงที่มีรสเปรี้ยวจัดของเรา หรือรับแกงที่มีรสเปรี้ยวจัด ตักแกงที่มีรสเปรี้ยวจัดมาก หรือชมแกงที่มีรสเปรี้ยวจัด วันนี้ แกงของเรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๒๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๓. สติปัฏฐานสังยุต] ๑. อัมพปาลิวรรค ๘. สูทสูตร มีรสขมจัด ... มีรสเผ็ดจัด ... มีรสหวานจัด ... มีรสเฝื่อน ... มีรสไม่เฝื่อน ... มีรสเค็ม ... วันนี้ ท่านชอบข้าวและแกงที่มีรสจืดของเรา หรือรับแกงที่มีรสจืดตักแกงที่มีรสจืดมาก หรือชมแกงที่มีรสจืด’ พ่อครัวผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่เฉียบแหลมนั้น ย่อมไม่ได้เครื่องนุ่งห่ม ไม่ได้ค่าจ้าง ไม่ได้รางวัล ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะพ่อครัวนั้นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด ไม่เฉียบแหลม ไม่สังเกตชนิดแห่งอาหารของตน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เขลา ไม่ฉลาดไม่เฉียบแหลม พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตไม่ตั้งมั่นละความเศร้าหมองไม่ได้ เธอไม่กำหนดนิมิตนั้น พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... พิจารณาเห็นจิตในจิต ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เมื่อเธอพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ จิตไม่ตั้งมั่น ละความเศร้าหมองไม่ได้เธอไม่กำหนดนิมิตนั้น ภิกษุนั้น ย่อมไม่ได้ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และไม่ได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้เขลา ไม่ฉลาดไม่เฉียบแหลม ไม่กำหนดนิมิตแห่งจิตของตน ภิกษุทั้งหลาย พ่อครัวผู้เป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลม บำรุงพระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยแกงชนิดต่างๆ คือ เปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้างเผ็ดจัดบ้าง หวานจัดบ้าง เฝื่อนบ้าง ไม่เฝื่อนบ้าง เค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวผู้เป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลมนั้นสังเกตชนิดแห่งอาหารของตนว่า ‘วันนี้ ท่านชอบข้าวและแกงชนิดนี้ของเรา หรือรับแกงชนิดนี้ ตักแกงชนิดนี้มาก หรือชมแกงชนิดนี้วันนี้ ท่านชอบข้าวและแกงที่มีรสเปรี้ยวจัดของเรา หรือรับแกงที่มีรสเปรี้ยวจัด ตักแกงที่มีรสเปรี้ยวจัดมาก หรือชมแกงที่มีรสเปรี้ยวจัด วันนี้ แกงของเรามีรสขมจัด ... มีรสเผ็ดจัด ... มีรสหวานจัด ... มีรสเฝื่อน ... มีรสไม่เฝื่อน ... มีรสเค็ม ... วันนี้ท่านชอบข้าวและแกงที่มีรสจืดของเรา หรือรับแกงที่มีรสจืด ตักแกงที่มีรสจืดมากหรือชมแกงที่มีรสจืด’ พ่อครัวผู้เป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลมนั้นย่อมได้เครื่องนุ่งห่ม ได้ค่าจ้าง ได้รางวัล ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพ่อครัวนั้นเป็นบัณฑิตฉลาด เฉียบแหลม สังเกตชนิดแห่งอาหารของตน แม้ฉันใด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๒๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๓. สติปัฏฐานสังยุต] ๑. อัมพปาลิวรรค ๙. คิลานสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลม พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น ละความเศร้าหมองได้ เธอย่อมกำหนดนิมิตนั้นได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... พิจารณาเห็นจิตในจิต ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ เมื่อเธอพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น ละความเศร้าหมองได้เธอย่อมกำหนดนิมิตนั้นได้ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นเป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลม ย่อมได้ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเป็นบัณฑิต ฉลาด เฉียบแหลม กำหนดนิมิตแห่งจิตของตน” สูทสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสูทสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในสูทสูตรที่ ๘
บทว่า สูโท แปลว่า คนทำกับข้าว.
บทว่า นานจฺจเยหิ คือ ต่างชนิด. อธิบายว่า ต่างอย่าง. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะนี้ก็เหมือนกัน.
บทว่า อมฺพิลคฺเคหิ ได้แก่ มีส่วนเปรี้ยว.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้แล.
บทว่า อภิหรติ ได้แก่ เหยียดมือออกเพื่อต้องการรับ.
บทว่า พหุํ คณฺหาติ ความว่า เมื่อรับมากโดยรับครั้งเดียวก็ดี รับบ่อยๆ ก็ดี ก็ชื่อว่ารับมากอยู่นั่นเอง.
บทว่า อภิหารานํ ความว่า รางวัลที่เขายกขึ้นร้อยหนึ่ง หรือพันหนึ่งนำไป.
บทว่า อุปกฺกิเลสา ได้แก่ นิวรณ์ ๕ อย่าง.
บทว่า นิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้ว่า กัมมัฏฐานนี้ของเราจดถึงอนุโลมญาณ หรือโคตรภูญาณแล้วดังนี้ ย่อมไม่สามารถจะจับนิมิตแห่งจิตของตนได้.
ในพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสสติปัฏฐานอันเป็นบุพภาควิปัสสนาแล.
จบอรรถกถาสูทสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------