๔. นันทกเถรคาถา เล่ม ๒๖
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๔. นันทกเถรคาถา สุภาษิตชี้โทษแห่งบ่วงมาร
|๓๒๖.๒๗๙| ๔ ธิรตฺถุ ปูเร ทุคฺคนฺเธ มารปกฺเข อวสฺสุเต นว โสตานิ เต กาเย ยานิ สนฺทนฺติ สพฺพทา ฯ |๓๒๖.๒๘๐| มา ปุราณํ อมญฺญิตฺโถ มาสาเทสิ ตถาคเต สคฺเคปิ เต น รชฺชนฺติ กิมงฺคํ ปน มานุเส ฯ |๓๒๖.๒๘๑| เย จ โข พาลา ทุมฺเมธา ทุมฺมนฺตี โมหปารุตา ตาทิสา ตตฺถ รชฺชนฺติ มารขิตฺตสฺมิ พนฺธเน ฯ |๓๒๖.๒๘๒| เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา ตาที ตตฺถ น รชฺชนฺติ ฉินฺนสุตฺตา อพนฺธนาติ ฯ นนฺทโก เถโร ฯ
เราติเตียนร่างกายอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น เป็นฝัก ฝ่ายแห่งมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙ ช่อง เป็นที่ไหลออกแห่งของ ไม่สะอาดเป็นนิตย์ ท่านอย่าคิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเล้าโลมอริยสาวก ผู้บรรลุอริยสัจธรรมให้ยินดีด้วยอำนาจกิเลส เพราะอริยสาวกของ พระตถาคตเหล่านั้น ย่อมไม่ยินดีในกามคุณแม้ในสวรรค์ จะป่วย กล่าวไปไยถึงกามคุณอันเป็นของมนุษย์เล่า ก็ชนเหล่าใดแลเป็นคนพาล มีปัญญาทราม มีความคิดชั่ว ถูกโมหะหุ้มห่อไว้แล้ว ชนเหล่านั้น จึงจะกำหนัดยินดีในเครื่องผูกที่มารดักไว้ ชนเหล่าใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว ชนเหล่านั้นผู้คงที่ เป็นผู้ตัดเส้นด้ายคือตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน บ่วงมารนั้น.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๔. จตุตกกนิบาต] ๕. ชัมพุกเถรคาถา ๔. นันทกเถรคาถา ภาษิตของพระนันทกเถระ (พระนันทกเถระได้กล่าว ๔ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
น่าติเตียนร่างกายของเธอ ที่เต็มไปด้วยของน่ารังเกียจ มีกลิ่นเหม็น เป็นฝักฝ่ายของมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙ ช่อง เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นประจำ
เธออย่าได้คิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเย้ายวนพระอริยสาวกเลย แม้ในสวรรค์ ท่านเหล่านั้นก็ยังไม่ยินดี จะกล่าวไปใยถึงกามคุณของมนุษย์เล่า
ชนเหล่าใดโง่เขลา เบาปัญญา ไม่มีความคิด ถูกโมหะครอบงำ ชนเช่นนั้นย่อมยินดีในบ่วงที่มารวางดักไว้นั้น
ชนเหล่าใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว ชนเช่นนั้นเป็นผู้มั่นคง ตัดด้ายคือตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาด ไม่มีเครื่องผูก จึงไม่ยินดีในบ่วงแห่งมารนั้น๕. ชัมพุกเถรคาถา ภาษิตของพระชัมพุกเถระ (พระชัมพุกเถระได้กล่าว ๔ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
ตลอดเวลา ๕๕ ปี เรามีกายหมักหมมด้วยฝุ่น บริโภคอาหารเดือนละครั้ง ถอนผมและหนวดออกแล้ว @เชิงอรรถ : @ ทวาร ๙ คือ ตา (๒) หู (๒) จมูก (๒) ปาก (๑) ทวารหนัก (๑) ทวารเบา (๑) รวมเป็น ๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๘๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานันทกเถรคาถาที่ ๔
คาถาแห่งพระนันทกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ธีรตฺถุ ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระแม้นี้เป็นเศรษฐีมีสมบัติมากในหังสวดีนคร กำลังฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้ามีราคา ๑๐๐,๐๐๐ แล้วได้ตั้งความปรารถนาไว้และให้การบูชาด้วยประทีป ณ โพธิพฤกษ์แด่พระศาสดา.
จำเดิมแต่นั้นมา ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ ได้เป็นนกการเวกส่งเสียงกึกก้องไพเราะ กระทำประทักษิณพระศาสดา, ภายหลังเป็นนกยูง มีจิตเลื่อมใส วันหนึ่งร้องเสียงอันไพเราะขึ้น ๓ ครั้งอยู่ที่ประตูถ้ำอันเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทำบุญในที่นั้นๆ ด้วยอาการอย่างนี้
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย บังเกิดในเรือนมีตระกูลในกรุงสาวัตถี ได้นามว่านันทกะ เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ได้ศรัทธาบรรพชาเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ชูคบเพลิงไว้ ๓ ดวงที่ไม้โพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้าพระนามปทุมุตระ ซึ่งเป็นไม้สูงสุดกว่าไม้ทั้งหลาย.
ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาคบเพลิงใด ด้วยการบูชาคบเพลิงนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการให้คบเพลิงเป็นทาน. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... ฯลฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๔๔
ก็แลท่านเป็นพระอรหันต์ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่วิมุตติ ถูกพระศาสดาทรงสั่งให้โอวาทภิกษุทั้งหลาย ในอุโบสถวันหนึ่ง ได้ให้ภิกษุณี ๕๐๐ บรรลุพระอรหัตโดยโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ให้โอวาทนางภิกษุณี.
ภายหลังวันหนึ่ง หญิงผู้เป็นภรรยาเก่าคนหนึ่งแลดูพระเถระผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ด้วยอำนาจแห่งกิเลสแล้วหัวเราะ. พระเถระเห็นกิริยานั้นของหญิงนั้น เมื่อจะกล่าวธรรม โดยยกเอาการประกาศความเป็นของปฏิกูลแห่งสรีระ จึงได้กล่าวคาถาว่า
เราติเตียนร่างกายอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น
เป็นฝักฝ่ายแห่งมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙ ช่องเป็นที่ไหล
ออกแห่งของไม่สะอาดเป็นนิตย์ ท่านอย่าคิดถึงเรื่องเก่า อย่า
มาเล้าโลมอริยสาวกผู้บรรลุอริยสัจธรรม ให้ยินดีด้วยอำนาจ
กิเลส เพราะพระอริยสาวกของตถาคตเหล่านั้นย่อมไม่ยินดีใน
กามคุณแม้ในสวรรค์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณอันเป็นของ
มนุษย์เล่า ก็ชนเหล่าใดแลเป็นพาล มีปัญญาทราม มีความคิด
ชั่ว ถูกโมหะหุ้มห่อไว้แล้ว ชนเหล่านั้นจะกำหนัดยินดี ใน
เครื่องผูกที่มารดักไว้ ชนเหล่าใดคายราคะ โทสะและอวิชชา
ได้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้คงที่ เป็นผู้ตัดเส้นด้าย คือตัณหา
เครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่กำหนัด
ยินดีในบ่วงมารนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า ธิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า น่าติเตียน
ร อักษร ในบทว่า รตฺถุ กระทำการเชื่อมบท. อธิบายว่า น่าติเตียน คือขอติเตียนร่างกายนั้นอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด จงเป็นการติเตียนท่านเถิด.
บทว่า ปุเร เป็นต้น เป็นไวพจน์แห่งการร้องเรียก อันแสดงภาวะที่พึงติเตียนหญิงนั้น.
บทว่า ปุเร ได้แก่ ในร่างกายอันเต็มไปด้วยของอันน่าเกลียดอย่างยิ่ง คือซากศพนานาชนิด ได้แก่ด้วยของอันไม่สะอาดมีอย่างต่างๆ.
บทว่า ทุคฺคนฺเธ ได้แก่ มีสภาวะมีกลิ่นเหม็น เพราะเต็มไปด้วยซากศพนั่นเอง.
บทว่า มารปกฺเข ความว่า เพราะเหตุที่วัตถุอันวิสภาค (ที่เป็นข้าศึกกัน) ย่อมยังกิเลสมารให้เจริญ เพราะปุถุชนคนบอด มีการใส่ใจโดยไม่แยบคายเป็นนิมิต และย่อมให้โอกาสแก่เทวบุตรมารเข้าไป. เพราะฉะนั้น จึงเป็นฝักฝ่ายแห่งมาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มารปกฺเข ดังนี้.
บทว่า อวสฺสุเต ความว่า อันชุ่มไปด้วยการไหลออกแห่งกิเลสและด้วยการไหลออกแห่งของอันไม่สะอาด ในที่นั้นๆ ตลอดกาลทั้งปวง.
บัดนี้ ท่านแสดงถึงฐานะเป็นที่ไหลออกแห่งของอันไม่สะอาดของหญิงนั้น ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยว่า ขี้ตาไหลออกจากตาเป็นต้น.
ก็หญิงนั้น เมื่อรู้ตามความเป็นจริงซึ่งกายอันมีช่อง ๙ ช่องเต็มไปด้วยของอันไม่สะอาด ไหลออกเป็นนิจด้วยอาการอย่างนี้ อย่าสำคัญการหัวเราะการเจรจาการเล่นอันเป็นไปในการไม่รู้ถึงเรื่องเก่าว่า อย่าคิดสำคัญถึงเรื่องเก่า คืออย่าคิดว่า แม้บัดนี้ เธอจักปฏิบัติอย่างนี้.
บทว่า มาสาเทสิ ตถาคเต ความว่า ท่านอย่าเข้าประเล้าประโลมด้วยความดูหมิ่น และด้วยอำนาจกิเลสซึ่งพระอริยสาวกผู้ดำเนินไปอย่างนั้นด้วยมีมรรคผลเป็นที่มา เป็นอย่างนั้นคือโดยประการนั้น เหมือนปกติสัตว์ให้ยินดีว่า พุทธสาวกในปางก่อน มาด้วยความถึงพร้อมด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัยฉันใด หรือว่าพุทธสาวกเหล่านั้นไปคือดำเนินไปด้วยการปฏิบัติชอบฉันใด อนึ่งมาถึง คือบรรลุ ได้แก่หยั่งรู้ลักษณะอันถ่องแท้แห่งรูปธรรมและนามธรรม และธรรมอันถ่องแท้คืออริยสัจฉันใด แม้ชนเหล่านี้ก็ฉันนั้น.
ท่านกล่าวเหตุแห่งความเป็นผู้ไม่ประเล้าประโลมยินดีว่า พระอริยสาวกย่อมไม่กำหนัดยินดีแม้ในสวรรค์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงพวกมนุษย์เล่า ดังนี้.
อธิบายว่า พุทธสาวกเหล่านั้นย่อมไม่กำหนัดยินดีในสุข แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าไม่สามารถให้สิ้นลงได้ด้วยการบอกทางก็ดี ในสวรรค์ก็ดี คือย่อมยังราคะให้เกิด เพราะเห็นโทษในสังขารทั้งหลายดีแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณอันเป็นของมนุษย์ อันเป็นเสมือนกองคูถ คือไม่จำต้องกล่าวถึงเลยว่า ไม่กำหนัดยินดีในกามคุณนั้น.
บทว่า เย จ โข ความว่า ก็ชนเหล่าใด ชื่อว่าเป็นพาล เพราะประกอบด้วยความเป็นพาล. ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาทราม เพราะไม่มีปัญญาอันมีโอชะเกิดแต่ธรรม. ชื่อว่าผู้มีความคิดชั่ว เพราะครุ่นคิดแต่สิ่งที่ชั่วโดยตามเห็นในสิ่งที่ไม่งามว่างาม. ชื่อว่าถูกโมหะครอบงำ เพราะเป็นผู้มีจิตถูกโมหะ คือความไม่รู้ปิดบังไว้โดยประการทั้งปวง.
ปุถุชนคนบอดก็เช่นนั้นคือเห็นปานนั้น ย่อมกำหนัดยินดีในเครื่องผูกพันอันสำคัญว่าเป็นหญิง อันมารซัดไปคืออันมารดักไว้ ได้แก่บ่วงมารนั้นๆ ได้แก่กำหนัด ติดอยู่ ข้องอยู่ สยบ หมกอยู่.
บทว่า วิราชิตา ความว่า ก็ชนเหล่าใดคือพระขีณาสพคาย คือละได้ตัดขาด ราคะอันมีสภาวะเปลื้องได้ยาก เหมือนเครื่องย้อมที่หยอดด้วยน้ำมัน โทสะมีสภาวะประทุษร้าย เหมือนข้าศึกได้โอกาส และอวิชชามีสภาวะไม่รู้ ด้วยการคายด้วยอริยมรรคโดยประการทั้งปวง ชนเหล่านี้ก็เช่นนั้น ผู้มีตัณหาดุจเส้นด้ายเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพอันตัดได้แล้ว ด้วยศัสตราคืออรหัตมรรค ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสดุจเครื่องผูก เพราะไม่มีเครื่องผูกแม้ในที่ไหนๆ นั้นนั่นเอง ย่อมคายบ่วงของมารตามที่กล่าวแล้วนั้น พระเถระแสดงธรรมแก่หญิงนั้นแล้วไปด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถานันทกเถรคาถาที่ ๔ -----------------------------------------------------