๗. คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗) เล่ม ๓๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สตฺตมํ คิริมานนฺทตฺเถราปทานํ (๓๙๗)
๓๙๙|๓๙๙.๔๒๓| ภริยา เม กาลํ กตา ปุตฺโต สีวถิกํ คโต มาตา ปิตา จ ภาตา จ เอกจิตมฺหิ ฑยฺหเร ฯ |๓๙๙.๔๒๔| เตน โสเกน สนฺตตฺโต กิโส ปณฺฑุ อโหสหํ จิตฺตุกฺเขปญฺจ เม อาสิ เตน โสเกน อฑฺฑิโต ฯ |๓๙๙.๔๒๕| โสกสลฺลปเรโตปิ วนนฺตํ อุปสงฺกมึ ปวตฺตผลํ ภุญฺชิตฺวา รุกฺขมูเล วสามหํ ฯ |๓๙๙.๔๒๖| สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ทุกฺขสฺสนฺตํ กโร ชิโน มมุทฺธริตุกาโม โส อาคญฺฉิ มม สนฺติเก ฯ |๓๙๙.๔๒๗| ปทสทฺทํ สุณิตฺวาน สุเมธสฺส มเหสิโน ปคฺคเหตฺวานหํ สีสํ โอโลเกสึ มหามุนึ ฯ |๓๙๙.๔๒๘| อุปคญฺฉิ มหาวีโร ปีติ เม อุปปชฺชถ ตทาสิ เมกคฺคมโน ทิสฺวา ตํ โลกนายกํ ฯ |๓๙๙.๔๒๙| สตึ ปฏิลภิตฺวาน ปณฺณมุฏฺฐึ อทาสหํ นิสีทิ ภควา ตตฺถ อนุกมฺปาย จกฺขุมา ฯ |๓๙๙.๔๓๐| นิสชฺช ตตฺถ ภควา สุเมโธ โลกนายโก ธมฺมํ เม กถยิ พุทฺโธ โสกสลฺลวิโนทนํ ฯ |๓๙๙.๔๓๑| อนวฺหตา ตโต อาคา นานุญฺญาตา อิโต คตา ยถา คตา ตถา คตา ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ |๓๙๙.๔๓๒| ยถาปิ ปตฺติกา สตฺตา วสฺสมานาย วุฏฺฐิยา สภตฺเต อุปคจฺฉนฺติ วสฺสาย ปตนาย เต ฯ |๓๙๙.๔๓๓| วสฺเสว เต โอรมิเต สมฺปยนฺติ ยทิจฺฉกํ เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ |๓๙๙.๔๓๔| อาคนฺตุกา ปาหุนกา จลิเตทิตกมฺปิกา เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ |๓๙๙.๔๓๕| ยถาปิ อุรโค ชิณฺณํ หิตฺวา คจฺฉติ สนฺตนุํ เอวํ มาตา ปิตา ตุยฺหํ สนฺตนุํ อิธ หิยฺยเร ฯ |๓๙๙.๔๓๖| พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย โสกสลฺลํ วิวชฺชยึ ปามุชฺชํ ชนยิตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทหํ ฯ |๓๙๙.๔๓๗| วนฺทิตฺวาน มหานาคํ คิริมญฺชริ ปูชยี ทิพฺพคนฺเธน สมฺปนฺนํ สุเมธํ โลกนายกํ ฯ |๓๙๙.๔๓๘| ปูชยิตฺวาน สมฺพุทฺธํ สิเร กตฺวาน อญฺชลึ อนุสฺสรํ คุณคฺคานิ สนฺถวึ โลกนายกํ ฯ |๓๙๙.๔๓๙| วิติณฺโณสิ มหาวีร สพฺพญฺญู โลกนายโก สพฺเพ สตฺเต อุทฺธเรสิ ญาเณน ตฺวํ มหามุเน ฯ |๓๙๙.๔๔๐| วิมตึ เทฺวฬฺหกํ วาปิ สญฺฉินฺทสิ มหามุเน ปฏิปาเทสิ เม มคฺคํ ตว ญาเณน จกฺขุม ฯ |๓๙๙.๔๔๑| อรหา สิทฺธิปตฺตา จ ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา อนฺตลิกฺขจรา ธีรา ปริวาเรนฺติ ตาวเท ฯ |๓๙๙.๔๔๒| ปฏิปนฺนา จ เสขา จ ผลฏฺฐา สนฺติ สาวกา ฯ สูโรทเยว ปทุมา ปุปฺผนฺติ ตว สาวกา ฯ |๓๙๙.๔๔๓| มหาสมุทฺโท วกฺโขพฺโภ อตุโลปิ ทุรุตฺตโร เอวํ ญาเณน สมฺปนฺโน อปฺปเมยฺโยสิ จกฺขุม ฯ |๓๙๙.๔๔๔| วนฺทิตฺวาหํ โลกชินํ จกฺขุมนฺตํ มหายสํ จตุทฺทิสา นมสฺสนฺโต ปฏิกุฏิโก อคญฺฉหํ ฯ |๓๙๙.๔๔๕| เทวโลกา จวิตฺวาน สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต โอกฺกมึ มาตุยา กุจฺฉึ สนฺธาวนฺโต ภวาภเว ฯ |๓๙๙.๔๔๖| อคารา อภินิกฺขมฺม ปพฺพชึ อนคาริยํ อาตาปี นิปโก จาปิ ปฏิสลฺลานโคจโร ฯ |๓๙๙.๔๔๗| ปธานํ ปทหิตฺวาน โตสยิตฺวา มหามุนึ จนฺโทวพฺภฆนา มุตฺโต วิจรามิ อหํ สทา ฯ |๓๙๙.๔๔๘| วิเวกมนุยุตฺโตมฺหิ อุปสนฺโต นิรูปธิ สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓๙๙.๔๔๙| ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ยํ พุทฺธมภิปูชยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓๙๙.๔๕๐| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๓๙๙.๔๕๑| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๙.๔๕๒| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา คิริมานนฺโท เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ คิริมานนฺทตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. คิริมานันทเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระคิริมานันทเถระ (พระคิริมานันทเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ภริยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมแล้ว บุตรของข้าพเจ้าก็ตกไปอยู่ป่าช้าแล้ว(ตาย) บิดามารดาและพี่ชายของข้าพเจ้าก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน
เพราะความเศร้าโศกนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้รุ่มร้อน ผอมเหลือง จิตของข้าพเจ้าฟุ้งซ่าน คับแค้นใจด้วยความเศร้าโศกนั้น
ข้าพเจ้ามากไปด้วยลูกศรคือความเศร้าโศกจึงเข้าไปยังชายป่า บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้
พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า จึงเสด็จมาใกล้ข้าพเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๗. คิริมานันทเถราปทาน
ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้า พระนามว่าสุเมธะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ จึงแหงน(หน้า)มองดูพระมหามุนี
พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ในครั้งนั้นข้าพเจ้าได้มีใจเบิกบาน เพราะเห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ข้าพเจ้าจึงได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ประทับนั่งบนใบไม้นั้น ด้วยความอนุเคราะห์
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมเครื่องบรรเทาลูกศร คือความเศร้าโศกแก่ข้าพเจ้าว่า
ชนเหล่านั้น ไม่มีใครเชิญก็พากันมาจากปรโลกนั้นเอง ไม่มีใครอนุญาตก็พากันไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขาก็พากันไปตามที่เขาจะไป จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของพวกเขานั้น
เมื่อฝนตกลงมาคนเดินทางที่มีสิ่งของ ก็หลบฝนจนกว่าฝนจะหาย
เมื่อฝนหายแล้ว พวกเขาก็ไปตามปรารถนาฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น
แขกผู้จรมาผู้ทำเจ้าของบ้านให้หวั่นไหวสั่นสะท้านฉันใด มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๗. คิริมานันทเถราปทาน
งูลอกคราบเก่าไปฉันใด มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น ย่อมละกายของตนในโลกนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ทราบพระพุทธดำรัสแล้ว จึงละลูกศรคือความเศร้าโศกได้ เกิดความปราโมทย์แล้ว ได้กราบไหว้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
ครั้นแล้ว ใช้ช่อดอกกล้วยไม้ที่มีกลิ่นหอมทิพย์ บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้เป็นพระมหานาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ครั้นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะระลึกถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีความเพียรมาก พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู เป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงข้ามพ้นแล้ว ยังทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ ด้วยพระญาณอีก
ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุ พระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์บรรลุมรรคด้วยพระญาณของพระองค์
พระอรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก เที่ยวไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ แวดล้อมอยู่ในขณะนั้น
พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นสาวกของพระองค์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๗. คิริมานันทเถราปทาน สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมเบ่งบาน เหมือนดอกปทุมแย้มบานเมื่อดวงอาทิตย์อุทัย
มหาสมุทรประมาณมิได้ ไม่มีอะไรเทียมเท่า ยากที่จะข้ามได้ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ พระองค์ก็ทรงสมบูรณ์ด้วยพระญาณนับประมาณมิได้ ฉันนั้น
ข้าพเจ้าได้คุกเข่าน้อมไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะโลก ผู้มีพระจักษุ มีพระยศยิ่งใหญ่ทุกทิศแล้วหลีกไป
ข้าพเจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว มีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า เร่ร่อนอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ลงมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตน มีปกติเข้าฌาน มีการหลีกเร้นเป็นอารมณ์
ตั้งความเพียร ให้พระมหามุนีทรงพอพระทัย พ้นจากกิเลส ดังดวงจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆ อยู่ทุกเมื่อ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธเจ้าไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระคิริมานันทเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้คิริมานันทเถราปทานที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓๙๗. อรรถกถาคิริมานันทเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระคิริมานันทเถระมีคำเริ่มต้นว่า ภริยา เม กาลงฺกตา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งนิพพานไว้มากมายในภพนั้นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส.
อยู่มาเมื่อภริยาและบุตรของตนกระทำกาละแล้ว ถูกลูกศรคือความเศร้าโศกปักแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธ ได้เสด็จไปในที่นั้นเพื่อทรงอนุเคราะห์เขา ทรงแสดงธรรมถอนลูกศรคือความเศร้าโศกขึ้นได้ เขาฟังธรรมแล้วมีใจเลื่อมใส เอาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมๆ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำอัญชลีไว้เหนือเศียร ชมเชยแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยความสุขในโลกทั้งปวงแล้ว.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เป็นลูกชายปุโรหิตของพระเจ้าพิมพิสารในกรุงราชคฤห์. เขาได้มีชื่อว่าคิริมานนท์.
คิริมานนท์นั้นบรรลุนิติภาวะแล้ว เห็นอานุภาพของพระพุทธเจ้าในคราวที่พระศาสดาเสด็จมายังพระนครราชคฤห์แล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในอาวาสใกล้บ้านได้ ๒-๓ วัน ก็ได้ยังกรุงราชคฤห์เพื่อถวายบังคมพระศาสดา.
พระเจ้าพิมพิสารได้ทราบว่าท่านมา จึงเสด็จเข้าไปหาท่านแล้วตรัสว่า นิมนต์ท่านอยู่ในที่นี้เถิด, โยมจะบำรุงด้วยปัจจัย ๔ ดังนี้ ปวารณาเรียบร้อยแล้ว พอเสด็จไปแล้วก็มิได้ทรงอนุสรณ์ถึงพระราชดำรัสนั้น เพราะมีพระราชกรณียกิจมาก.
พระเถระจึงได้อยู่ในที่กลางแจ้งนั่นแล พวกเทวดาพากันห้ามฝนไม่ให้ตก เพราะกลัวพระเถระจะเปียก. พระราชาทรงใคร่ครวญถึงเหตุที่ฝนไม่ตก ทรงทราบแล้ว จึงทรงมีรับสั่งให้พวกช่างสร้างกุฏิถวายพระเถระ.
พระเถระอยู่ในกุฏิได้ความตั้งมั่นแห่งจิต เพราะได้เสนาสนะสัปปายะ ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
เมื่อท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน ได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ภริยา เม กาลงฺกตา ดังนี้.
การประกาศเรื่องราวของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น คำสั่งสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำไว้แล้ว และเรื่องราวแห่งการบรรลุมรรคผลทั้งหมด นักศึกษาพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายตามลำดับแห่งบาลีนั้นแล. จบอรรถกถาคิริมานันทเถราปทาน -----------------------------------------------------